ความเห็นล่าสุด


ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์โสภณ ที่ให้กำลังใจค่ะ

อาจารย์แต่งได้เยี่ยมจริง ๆค่ะ  เป็นการใช้คำที่ง่าย ๆ แต่มีความหมาย  ข้อความกระชับ หนูอ่านกลับไปกลับมาตั้งหลายครั้ง  ชอบ และคิดถึงแม่มาก

เป็น concept ที่น่าอ่านมากค่ะ หนูจำพี่ได้ทันทีที่เห็นใบหน้าที่มีแต่รอยยิ่มแห่งความสุข ที่หลาย ๆ ครั้งเจอพี่เข้ามาทำงานในห้องคุณอิ๋ว หนูเป็นรุ่นน้องที่เข้ามาเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยราชฎสวนสุนันทา เช่่นกันค่ะ

เห็นด้วยค่ะ นักเรียนเขาจะมีกลุ่มของเขาทีต้องการเป็นส่วนตัว และให้การช่วยเหลือกันได้

วาสนา สวนสุนันทาค่ะ

ในส่วนของครูเห็นด้วยกับการจัดห้องเรียนแบบนั้น บรรยากาศที่อาจารย์บรรยายมานั้น มันเหมือนกับโรงเรียนที่หนูสอนอยู่โคราช นักเรียนใน 1 ห้อง มี 12 คน การสอนใช้หนังสือแบบเรียนสำเร็จรูป การดูแลนักเรียนได้ทั่วถึง เด็กกับครูมีปฏิสัมพันธ์กันดีมาก สถานที่ที่ออกกำลังกายก็เต็มที่ อากาศ อาคารเรียนโปร่ง เมื่อเทียบกับกทม. คนละเรื่องกันเลยค่ะ ห้องหนึ่ง 40 ถึง 50 คน ในการสอนแต่ละครั้งจะจัดกิจกรรมกลุ่่มก็ยาก การดูแลเอาใจใส่รายบุคคก็ถือว่ายากมาก จะทำCase เด็ก ก็ไม่ต่ำกว่า 10 คน เพราะสภาพความเป็นอยู่ การดุูแลเด็กมาก ทางเดินก็แทบจะไม่มี กระโปรงของคนมีอาชีพเป็นครู จะมีขุย ๆ ติดเต็มไปหมด ไม่เรียบเหมือนสาวออฟฟิสนะคะ นโยบายบอกว่าให้ครูดูแลเด็ก 1 ห้องไม่เกิน 25คน แต่ความเป็นจริงแล้วเป็นสิ่งที่โกหกหลอกลวงทั้งนั้น ปริมาณครูยังไม่พอในสัดส่วนที่กำหนดไว้เลย การเล่นกับเสียงคุยกันของเด็กก็ดัง จนครูไม่สามารถจะใช้กิจกรรมไหนเอาอยู่ได้

การเรียนพิเศษ ณ ปัจจุบันไม่ได้อยากให้ได้แต่ความรู้ แต่ต้องการให้เขาได้วินัยเรื่อง เวลา เรื่องการหลีกเลี่ยงการเล่นเกม internet หรือการออกพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

กรณีศึกษา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดย นางวาสนา รังสร้อย
นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา นวัตกรรมการบริหารจัดการการศึกษา  มหาวิทยาลัยราชภัชสวนสุนันทา


           กรณีศึกษา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค


1. โครงการใน Phase 1 กับ Phase2 ต่างกันอย่างไร 
          Step ที่ 1 การกำหนดและบริหารกลยุทธทั่วทั้งองค์กรกำหนดให้ สอดคล้องกับ ปัจจัยภายนอก ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและ เทคโนโลยีเป็นการสร้างความตระหนักเรื่ององค์กรแห่งการเรียนรู้ หรือ Learning Organization Awareness โดยอาศัยหลักคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และแนวคิด 2 R's ของท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ก็เกิดขึ้นที่นี่ด้วย คือ Reality and Relevance หมายถึงการเรียนรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับตัวเราและตรงประเด็น เช่น “การเรียนรู้ควรเรียนรู้จากประสบการณ์ ความล้มเหลวหรือความเจ็บปวด และเรียนรู้ข้ามศาสตร์ด้วย องค์กร ถึงจะอยู่รอด” อีกทั้งต้อง "...ยึดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบใหญ่ การทำกิจการต่าง ๆ คำนึงถึงความ ยั่งยืน คือการเป็นคนดี และมีความสุข บนพื้นฐานของความพอเพียง.." "การตั้ง กฟภ. ตั้งแต่อดีตตั้งมาเพื่อเน้นไปทาง Operation excellence รักษาความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้าอนาคตต้องปรับทิศทางไปทาง Customer Intimacy คือเอาลูกค้าเป็นที่ตั้งมากขึ้นการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าขั้นพื้นฐานให้ สอดคล้องกับความพอเพียง ทั้งรัฐบาล ผู้ใช้ไฟกลุ่มต่างๆ องค์กรเอกชน สื่อมวลชน ชุมชนรอบๆหน่วยงาน กฟผ. เป็นต้น 
         Step ที่ 2 เป็นการกระตุ้นให้เกิดการรักการเรียนรู้ มีการแลกเปลี่ยน และแสดงความคิดเห็น และความรู้จากเพื่อนต่างการไฟฟ้า บุคลากรขององค์กรตื่นตัวมีความใฝ่รู้มากขึ้นสามารถผลักดันการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ภายในองค์กรอย่างมีความสุข โดยให้ความสำคัญกับบุคลากร (ของมนุษย์)เป็นการพัฒนาต่อยอดให้กับหน่วยงานปฏิบัติงานด้านต่างๆ ให้มีความสำเร็จได้ง่ายขึ้นดังคำพูดที่ว่า “คนสำราญ งานสำเร็จ” อีกทั้งเป็นการ ตรวจและติดตามผลการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Knowledge Audit & Monitoring) และให้โอกาส องค์กรได้พักผ่อนและท่องเที่ยวในสถานที่ไม่เคยมา พนักงาน กล้าคิด กล้านำเสนอ กล้าแสดงออก และยังเป็นการสร้างการมีส่วนร่วม เพื่อมุ่งให้การทำงานขององค์กรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน (Shave show)
2. วิเคราะห์การดำเนินโครงการระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2

ความเหมือน  

         1.การกำหนดและบริหารกลยุทธ์  
         2.Customer Intimacy คือเอาลูกค้าเป็นที่ตั้งมากขึ้น         
         3.การบริหารบุคลากร ให้ความสำคัญต่อคนเก่งและดีที่องค์กรต้องการ         
         4.คัดเลือก ดูแล ให้การตอบแทน ตลอดจนโอกาสในการสร้างความสำเร็จ

ความต่าง

       
1. ทางด้านประสบการณ์ภายนอกของพนักงานในองค์กร
        2. ความใฝ่รู้ โดยการศึกษาหาความรู้ของพนักงาน
        3. ปัจจัยแวดล้อมขององค์กร
        4. เข้าใจและเรียนรู้ความแตกต่างของคนรุ่นต่างๆ และบริหารได้ถูกต้อง

เป้าหมาย

ระยะที่ 1 สร้างความตระหนักในการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กร

ระยะที่ 2 ติดตามประเมินผล

            2.1 กิจกรรมการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Knowledge Audit & Monitoring)
            2.2 กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ 4L’s เป็นกิจกรรมการสร้างการมีส่วนร่วม เพื่อมุ่งให้การทำงานขององค์กรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน (Shave show)

ระยะที่ 1 เรียนรู้หลักคิด หลักการ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ เห็นความสำคัญขององค์กร แห่งการเรียนรู้ กระบวนการที่ทำให้เกิดองค์กรแห่งการเรียนรู้

ระยะที่ 2 ติดตามประเมินผลการนำหลักคิด หลักการ การแลกเปลี่ยนรู้กันและกัน ไปปรับ ใช้กับการทำงาน วัฒนธรรมการเรียนรู้ การแบ่งปันความรู้ ทั้งในระดับบุคคล ระดับ องค์กร และอาจต่อยอดถึงระดับสังคม และประเทศ

ระยะเวลาดำเนินการ

ศูนย์ภูมิภาคละ ประมาณ 2 วัน

2. ทำไม Phase 2 ต้องทำวิจัย และมีอะไรบ้าง

ระยะที่ 2 ที่มีการทำวิจัย เพื่อติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ทำให้บุคลากรขององค์กรตื่นตัวมีความใฝ่รู้มากขึ้นสามารถผลักดันการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ภายในองค์กรอย่างมีความสุข บางครั้งการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ต้องใช้เหตุการณ์ต่าง ๆตามบริบท ประกอบด้วย ทุกความรู้ ความสามารถ ความคิดเห็น มีผลตอบแทน และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของตนสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ให้ไปถึงจุดหมายได้

ระดับองค์กรทุกคนต้องคุณสมบัติดังนี้

         1. ตื่นตัว ใฝ่รู้มากขึ้น
         2. สนใจอ่านหนังสือมากขึ้น
         3. สนใจหาความรู้จากแหล่งความรู้อื่น ๆ เช่น
            3.1) ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าหาความรู้
            3.2) ศึกษาข่าวจากหนังสือพิมพ์ จากการดูโทรทัศน์ เพื่อหาความรู้ 
            3.3) ฟังวิทยุเพื่อหาความรู้ ติดตามข่าว 
            3.4) ใช้ e-learning
            3.5) เข้าห้องสมุด เป็นต้น
         4. รับฟังความคิดเห็นของ เพื่อนร่วมงาน
         5. กล้าแสดงออกในที่ประชุม
         6. กล้าแสดงความคิดเห็นต่อหน้านาย
         7. มีการแบ่งปันความรู้ (Share) ในองค์กร
         8. ทำงานใหม่ ๆ โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์
         9. ได้นำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอด / เผยแพร่แก่คนในองค์กร
        10. วางแผนการจัดการความรู้ในองค์กร
        11. ผลักดันการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ภายในองค์กร 
        12. วางแผนการจัดการความรู้และนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอด / เผยแพร่แก่คนในชุมชน/สังคม/ประเทศชาติ 
        ผู้นำจะต้องประกอบด้วย 7 คุณลักษณะ ดังนี้
o มาดให้ กล่าวคือ ผู้นำต้องมี
     - ภูมิรู้(IQ) รู้ฉลาดเรื่องวิชาการ รู้หน้าที่งาน รู้วิชาคน รู้สภาพแวดล้อม และรู้อนาคต  
     - ภูมิฐาน(HQ) สุขภาพทั้งกาย จิตใจ และปัญญา
     - ภูมิธรรม (MQ) เป็นทั้งผู้หลัก(มีหลักเกณฑ์และทั้งกฏกติกา) เป็นทั้งผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรมจริยธรรม
     - ภูมิศิลป์ ต้องมีแรงจูงใจคนเป็น ทั้งทักษะการพูด การฟัง และการเขียน
oใจถึง นั่นหมายความว่าต้องมีกิ๋น ที่จะกล้าคิด ออกนอกกรอบ กล้าริเริ่ม กล้าทำ กล้าตัดสินใจและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง
o พึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในหน้าที่หรือส่วนตัว
o จ่ายบ้าง รู้จักแบ่งงาน หมาหมายงาน มอบอำนาจในการตัดสินใจ ให้โอกาสแสดงความสามารถ เสียสละไม่เห็นแก่ตัว
o ช่างซ่อม (Skill) มีทักษะการแก้ไข ปรับปรุงพัฒนาตนเองตลอดเวลา
o ถ่อมตน (SQ) ยิ่งสูงยิ่งมองต่ำ (เหมือนรวงข้าวที่มีเมล็ดเต็มรวง) หลัก HR
o อดทนเยี่ยม (AQ) อดทนต่อความยากลำบาก การวิพากษ์ วิจารณ์ ความล้มเหลว ความโดดเดี่ยว พร้อมจะลุกขึ้นมาสู้ และปรับปรุงแก้ไขให้ดี

ระดับสังคม จัดทำโครงการเพื่อส่วนรวมเช่น 
         โครงการนักประหยัดพลังงานตัวน้อยสำหรับนักศึกษามัธยม   
         โครงการ “พี่สอนน้อง” เป็นโครงการที่เราทำมานานแล้วสำหรับนักศึกษาเทคนิค ร่วมประชุมกับส่วนราชการในท้องถิ่น เผยแพร่ข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน      โครงการห้องเรียนสีขาวสำหรับชุมชน  
          โครงการนักประหยัดตัวน้อยให้เยาวชนใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและปลอดภัย  
          โครงการสร้างฝายแม้วถวายในหลวงเพื่อกักเก็บน้ำและนำพลังงานจากธรรมชาติไปใช้

3. การทำ Questionaire มีจุดอ่อนอะไรบ้าง

จุดอ่อนของการทำ Questionaire

1. ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานที่มีหน้าที่ต่างกัน หน่วยงานย่อยมักจะคำนึงถึงเป้าหมายหรืองานของแผนตนเองมากกว่าเป้าหมายขององค์กรโดยส่วนรวม
2. มีการปฏิบัติตามกฎและระเบียบตายตัว ไม่ยืดหยุ่น
3. ยังไม่ได้สร้างบรรยากาศในการ Share ความรู้ร่วมกันในองค์กร
4. การบริหารส่วนใหญ่ยังเป็นแบบ Top down อยู่ ซึ่งจะเน้น Command and Control 5. การทำงานเป็นทีมมีแต่ในระดับ Function ได้ดีแต่ไม่ Cross Function

4. ถ้าอยากจะปรับปรุง Questionnaire เสนอมาว่าจะปรับปรุงอย่างไร

 1. ควรจัดโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างทัศนคติที่เป็นบวก (Positive Thinking)และเกิดความยั่งยืน Sustainabilityและความสุข ความสมดุลขององค์กร
 2. การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ต้องใช้เหตุการณ์ต่างประกอบด้วย เป็นความหลากหลายในความคิด และวิถีชีวิตต่างๆ
 3. มีความพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของตนสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริงต้องวัดผลองค์กรและบุคลากรด้วยข้อสอบความรู้เป็นระยะด้วย 
 4. บุคลากร กฟภ. ส่วนใหญ่ยังยึดติดกับระบบเก่า ทำให้ยากต่อการพัฒนา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองสำหรับโครงการ Knowledge Audit &Monitoring
 5. การสร้างความตระหนักองค์กรแห่งการเรียนรู้มีความจำเป็นเห็นสมควร ฝึกอบรมให้ครบทุกคน
 6. เกิดการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น ถ้าเป็นเรื่องใกล้ชิด เป็นเรื่องที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันและ จะทำให้ผู้มีความสนใจมากขึ้น การได้รับองค์ความรู้ใหม่ ทำให้เกิดวิสัยทัศน์มีมากขึ้น

5. ประโยชน์ จากการลงทุนไปคุ้มกับเงินที่ลงทุนหรือไม่

           ประโยชน์ จากการลงทุนไปคุ้มกับเงินที่ลงทุน เพราะ เป็นการสร้างศักยภาพทุนมนุษย์ เรื่ององค์กรแห่งการเรียนรู้ ทุกคนสามารถปรับพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น สามารถนำความรู้ไปปรับใช้กับตนเองและองค์กรได้โดยมีโลกทัศน์ที่พร้อมจะเรียนรู้และรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น รู้จักการทำงานเป็นทีมและมีทัศนคติที่เป็นบวก (Positive Thinking) และถ้าดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องก็จะพบกับความยั่งยืน Sustainabilityและความสุข ความสมดุลขององค์กร

รายงาน study tour นักศึกษาปริญญาเอกมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กับท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ประเทศจีนระหว่าง 23 – 27 ตุลาคม 2554 โดย วาสนา รังสร้อย

           ศูนย์กรุงเทพมหานคร จากการได้ร่วม study tour กับท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ประเทศจีน คืนวันที่ 23 ตุลาคม 2554 คณะเดินทางรวมตัวกันที่ ประตู 9 สนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่เวลาประมาณ 21.00 น. มีการทักทายปราศรัย และทำความรู้จักกัน ถ่ายรูปร่วมกันระหว่างผู้เรียนทั้ง 2 ศูนย์ คือ กรุงเทพมหานครและนครราชสีมา 23.30 น. เริ่มทยอยกันเช็คอิน ตรวจเอกสารผ่าน ตม. คณะเราออกเดินทางประมาณ 1.00 น. โดยสายการบิน China Airline เที่ยวบินที่ CA980 ถึงสนามบินกรุงปักกิ่ง เวลาประมาณ 6.30 น. สนามบินกรุงปักกิ่งเป็นเมืองประวัติศาสตร์เก่าแก่ เดิมเป็นเมือสำคัญทางการค้าของอาณาจักรเยี่ยน เมื่อ 500 ปีก่อนคริสตกาล หลังการปฏิวัติล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชและการสู้รบกลางเมือง ค.ศ. 1949 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ชัยชนะ จึงประกาศตั้งรัฐบาลและกรุงปักกิ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศนับแต่นั้นมา และสนามบินกรุงปักกิ่งนี้เป็นสนามบินนานาชาติ ซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 43 ล้านคนและเพิ่มเป็น 55 ล้านคนในปี 2015 ซึ่งใหญ่กว่าเพนตากอนของสหรัฐอเมริกา ผู้ออกแบบสนามบินคือ Foster & Partners สถาปนิกนักเดินทางที่เข้าถึงจิตใจผู้โดยสาร ด้วยการออกแบบทางเดินแต่ละส่วนให้สั้นที่สุด และใช้นวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนภายในตัวอาคาร แยกอาคารผู้โดยสารขาเข้าแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ อาคารผู้โดยสารขาเข้าซึ่งเป็นจุดจอด และตรวจคนเข้าเมือง และเดินทางด้วยรถราง มาอีกอาคาร เพื่อรับกระเป๋า ซึ่งเป็นจุดกระจายผู้โดยสาร การจัดระบบนี้เป็นแนวคิดหลักสำหรับการจัดกีฬาโอลิมปิค เมื่อปี 2008 เพื่อลดความคับคั่งของผู้โดยสาร นับว่าเป็นความโชคดีของคณะ study tour ของเราที่ได้รับความสะดวกและรวดเร็ว ท่านอาจารย์ได้พานักศึกษา ศึกษาดูงานตามวัตถุประสงค์ ที่ปักกิ่ง และเทียนจิน ซึ่งทั้งสองแห่งได้รับความรู้ที่หลากหลาย

1. ช่วงเช้าวันแรก 24 ตุลาคม เดินทางไปชมจัตุรัส เทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นจัตุรัสที่กว้างใหญ่ที่สุด ในโลก ชมศาลาประชาคมที่สามารถบรรจุคนได้นับหมื่นคน ชมอนุสาวรีย์วีรชน และพระราชวังกู้กง หรือพระราชวังต้องห้ามซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง รวม 24 รัชกาล ภายในประกอบด้วยห้องต่าง ๆ ถึง 9,999 ห้องบนเนื้อที่กว่า 720,000 ตารางเมตร

2. พานักศึกษาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สถาบัน China University of political and law ดำเนินการจัดการศึกษาด้วยการบูรณาการหลายศาสตร์ (Multi-disciplinary) โดยนำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เข้าร่วมกับการจัดการศึกษาในสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น ศิลปะ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ ปัจจุบันมีนักศึกษาเต็มเวลารวม 14,416 คน รวมทั้งนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา 5,753 คน
ท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้แนะนำในส่วนของการจัดการการศึกษาในประเทศไทยเกี่ยวกับ ความเป็นมา ที่เริ่มจากการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สู่การสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัย ตลอดจนการจัดการเรียนการสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งมี 4 ศูนย์ที่จัดการเรียนการสอนแบบ VDO Conference ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เลย และภูเก็ต สำหรับนักศึกษาที่เดินทางมาศึกษาดูงานครั้งนี้ มี 2 ศูนย์ได้แก่ กรุงเทพมหานครและนครราชสีมา รวมทั้งหมด 21 คน จาก MBA EDUCATION CENTER OF CUPL ได้รับคำถามจากนักศึกษาที่น่าสนใจเรื่องการจัดการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีความสุขในวัยรุ่น และการนำศาสนาพุทธเข้ามาพัฒนาทุนมนุษย์ได้อย่างไร ซึ่งท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และตัวแทนนักศึกษาฝ่ายไทยศูนย์กรุงเทพมหานครได้ช่วยตอบคำถาม ในสิ่งที่ทางประเทศไทยเราได้พัฒนาเรื่องทุนมนุษย์มานานแล้ว ทั้งทฤษฎี 8 k’s 5K’s ของท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และในแนวพุทธทางด้านศีลธรรม จริยธรรม ศาสนานั้นถือว่าเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของคนไทยมาช้านานแล้ว เป็นวัฒนธรรมของคนที่นับถือศาสนาพุทธทั้งประเทศก็ว่าได้ จะเห็นได้ว่าทั้งทฤษฎีของท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และศาสนาพุทธ เป็นสิ่งที่คนไทยได้นำมาปฏิบัติและประยุกต์ใช้ได้อย่างต่อเนื่อง

3. นำชมและช้อปปิ้งตลาดรัสเซีย ทานอาหารค่ำ และเข้าชมกายกรรมปักกิ่ง “Legend of jinsha”ที่น่าตื่นเต้นเลื่องชื่อและน่าหวาดเสียวผสมผสานกับความสวยงาม อ่อนช้อยพิเศษกับการแสดงแนวใหม่ที่ตื่นเต้นมากกว่าเดิมกับมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง

4. 25 ตุลาคม ได้ชม”หอบวงสรวงฟ้าเทียนถาน”ซึ่งกษัตริย์จีน ใช้เป็นสถานที่บวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน ให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ตามความเชื่อในพิธีกรรมต่าง ๆ ที่มีประวัติยาวนานกว่า 500 ปี ชมศูนย์วิจัยทางการแพทย์แผนโบราณ ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการแพทย์แผนโบราณตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน การส่งเสริมการใช้สมุนไพรจีนที่มีมานานนับพันปีพร้อมรับฟังการวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเข้าชมและชิม ชาอวู่หลงของปักกิ่งและชาที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ เช่นชาแดง ชาผลไม้ ชามะลิ และชากุหลาบ

5. 26 ตุลาคม เวลา 07.00 น. ออกเดินทางชมเมืองเทียนจิน ขณะเดินทางได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของจีนโบราณที่ยังคงความสวยงามน่าชม เนื่องจากอาคารทั้งสองฟากฝั่งถนนนั้นยังคงความดั้งเดิมไว้อย่างน่าชื่นชม เมืองเทียนจินเป็นเมืองที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง ห่างจากกรุงปักกิ่ง 120 กิโลเมตร เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการค้าที่สำคัญของภาคเหนือ เป็นเมืองท่าที่สำคัญในการขนส่งทางเรือไกลและใกล้ และการค้าขายระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมของเมืองเทียนจิน มีเหล็กกล้า การผลิตเครื่องจักร เคมี พลังงานไฟฟ้า ปั่นทอ วัตถุก่อสร้าง ทำกระดาษ และขนม อุตสาหกรรมใหม่มี ทำเรือ รถยนต์ ขุดน้ำมันปิโตเลียม แทรคเตอร์ ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช นาฬิกา โทรทัศน์ และเครื่องถ่ายรูป ฯ

          เวลา 09.30 น. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สถาบัน Tianjin University of Technology ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีลักษณะคล้ายสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง หรือเทคโนโลยีราชมงคลของไทยเรา แนวการจัดการศึกษานั้นเป็นการดำเนินการจัดเพื่อรองรับในด้านงานอุตสาหกรรมของเมืองเทียนจิน และได้รับความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาของไทยทางด้านเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน

           นอกจากนี้นับว่าเป็นโชคดีที่ทางสถานทูตไทย ที่ประจำในประเทศจีน ท่าน ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร เอกอัครราชทูต ด้านการพานิชย์ และคณะ ท่านให้เกียรติกับท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์พร้อมกับนักศึกษาเข้าเยี่ยมคารวะท่านและร่วมฟังแนวคิดในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ท่านได้แบ่งปันความรู้เรื่องการทำตลาด ในหลายช่องทาง โดยมองจากภาพใหญ่เชิงประชากรศาสตร์ และภูมิศาสตร์ เช่น การตลาดทางวัฒนธรรมบันเทิง คือ T-pop ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ดาราไทย ภาพยนตร์ไทย ในตลาดจีน การทำ คุณค่าเพิ่มจากการร่วมกิจกรรมทางสังคม การทำ logistic ในเขตเมืองหลักและเมืองรอง ผ่านระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ทั้งเชิงรุกและ เชิงรับ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า โดยยกระดับคุณภาพ งานฝีมือ งานบริการ งานศิลปวัฒนธรรม สุดท้ายท่านได้ให้ข้อคิดว่า ประเทศไทยที่ควรจะได้รับการพัฒนาเป็นอย่างมากคือ การยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด ต้องปรับระบบด้านการคิด การใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา จากนั้นเดินทางสู่พิพิธภัณฑ์ผีเซียะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามตำนานของชาวจีนให้ท่านได้ชมและลูบผีเซียะโบราณที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอโชคลาภ

6. 27 ตุลาคม เริ่มออกเดินทางออกจากที่พักเวลา 07.00 น. เหมือนเดิมไปสู่กำแพงเมืองจีน ด่านปาต้าหลิ่ง ด่านที่ได้ชื่อว่า จุดชมวิวกำแพงเมืองจีนที่สวยที่สุด เพราะจะได้เห็นวิวในมุม 360 องศา โดยนั่งกระเช้าขึ้นชม ผ่านการชมรถไฟสายเก่าแก่ที่สุดในโลก เส้นทางรถไฟสายไซบีเรีย ที่ยาวที่สุดในโลก ที่สร้างขึ้นขนานราบไปตามแนวภูเขา นำสู่ด่าน จี ยง กวน นำชมกำแพงยักษ์ กำแพงเมืองจีนยังคงเรียกว่า กำแพงหมื่นลี้ สิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลก โดยพระจักรพรรดิฉินซี ทรงบัญชาให้สร้างขึ้นรวบรวมกำแพงเมืองต่าง ๆ เข้าด้วยกันมีความยาวถึง 6,700 กิโลเมตร ครอบคลุมอาณาบริเวณทั้งสิ้นรวม 5 มณฑล เป็นกำแพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วง ๆ ของจีนโบราณ สร้างในสมัย พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นครั้งแรก กำแพงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกมองโกลและพวกเติร์ก จากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรีย สามารถบุกฝ่ากำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ เมื่อทอดสายตาตลอดแนวกำแพงไปจะเห็นได้ว่ากำแพงยักษแห่งนี้เปรียบเสมือนพญามังกรอันยิ่งใหญ่ที่กำลังเริงลีลาอยู่บนยอดเขาด้วยท่าทางอย่างองอาจและสง่างาม จากนั้นชมโรงงานหยกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ชมหยกโบราณ การแกะสลักหยกในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการดูหยกของแท้ว่าจะทำอย่างไร ได้ผ่านชมสนากีฬาโอลิมปิค สุดท้าย แวะบริษัท เป่าสู้ถาง ร้านบัวหิมะ ยาจีน ชนิดต่าง ๆ เวลา 19.40 น. เดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร จะเห็นได้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งเมืองจีน ทุกเมือง กำหนดให้มีการประชาสัมพันธ์ ให้นักท่องเที่ยวทั่วไปได้รู้จักในนามของรัฐบาล เช่น ร้านผ้าไหม นวดฝ่าเท้า ร้านบัวหิมะ ร้านชา ร้านไข่มุก ร้านหยก ร้านผีเซียะ ทุกรายการ บรรจุในโปรแกรมทัวร์ ด้วย เพื่อเป็นช่องทางเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าและส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับประเทศจีนได้อย่างยั่งยืน กฎหมายและกฎข้อบังคับของจีนก็ทวีความสมบูรณ์ยิ่งฃึ้น อย่างต่อเนื่อง ตลาดเปิดกว้างยิ่งฃึ้นมิได้ขาด บรรยากาศการลงทุนได้รับการปรับปรุงดีขึ้นอย่างไม่ ขาดสาย การปฏิรูประบบการเงินได้ก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง ทั้งนี้และทั้งนั้นล้วนได้สร้างหลักประกันที่พึ่งพาอาศัยได้แก่เศรษฐกิจจีนที่จะพัฒนาก้าวหน้าต่อไป

แรงบันดาลใจ (Inspiration) ไปสู่

Excellence 

 1. ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สถาบัน China University of political and law ซึ่งดำเนินการจัดการศึกษาด้วยการบูรณาการหลายศาสตร์ (Multi-disciplinary) และนำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เข้าร่วมกับการจัดการศึกษาในสาขาวิชาอื่น ๆ รัฐบาลค่อนข้างมีเอกภาพและประสิทธิภาพเพื่อความยั่งยืนของประเทศ และประเทศไทยได้เสริมแนวทางพัฒนาเรื่องทุนมนุษย์ให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งทฤษฎี 8 k’s 5K’s และ 2R’s โดยท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และในแนวพุทธทางด้านศีลธรรม จริยธรรม ซึ่งพุทธศาสนานั้นถือว่าเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของคนไทยมาช้านานแล้ว เป็นวัฒนธรรมของคนที่นับถือศาสนาพุทธทั้งประเทศ จะเห็นได้ว่าทั้งทฤษฎีของท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และศาสนาพุทธ เป็นสิ่งที่คนไทยได้นำมาปฏิบัติอย่าภาคภูมิใจและประยุกต์ใช้ได้อย่างต่อเนื่องได้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์

2. Tianjin University of Technology เป็นมหาวิทยาลัยที่มีลักษณะคล้ายสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง หรือเทคโนโลยีราชมงคลของไทยเรา แนวการจัดการศึกษานั้นเป็นการดำเนินการจัดเพื่อรองรับในด้านงานอุตสาหกรรมของเมืองเทียนจิน และเพื่อความสะดวกในการฝึกงานหรือทำวิจัยของนักศึกษาที่เน้นการปฏิบัติจริง ผลที่เกิดจากการวิจัยใช้พัฒนาปรับปรุงในโครงการงานด้านอุตสาหกรรมของมณฑลตนเอง จะเห็นได้ว่าทางมหาวิทยาลัยได้นำ ทฤษฎี 2R’sและ 2 I’s ประกอบ เพราะสังคมและโลกที่ต้องมองความจริง ในทฤษฎีนี้ต้องมองและวิเคราะห์ปัญหา เรียนรู้จากความจริงอย่างตรงประเด็นที่ส่วนหนึ่งได้องค์ความรู้จากชุมชนที่มีอยู่ ทางด้านวิถีชีวิต วัฒนธรรม ผสมผสานกับการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับทฤษฎี 8K’s ของท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อคุณภาพของทุนมนุษย์เพื่อความยั่งยืน สามารถวัดความสำเร็จของ Happiness Capital กับองค์ประกอบทางธุรกิจที่เป็นงานวิจัยของนักศึกษา เพราะ 8k ‘s คือตัวเรา happy work place เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างบรรยากาศให้มีความสุข

3. เข้าเยี่ยมคารวะท่านดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร เอกอัครราชทูต ด้านการพานิชย์ ได้รับความรู้เรื่องการทำตลาด ในหลายช่องทาง โดยมองจากภาพใหญ่เชิงประชากรศาสตร์ และภูมิศาสตร์ เช่น การตลาดทางวัฒนธรรมบันเทิง คือ T-pop ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ดาราไทย ภาพยนตร์ไทย ในตลาดจีน การทำ คุณค่าเพิ่มจากการร่วมกิจกรรมทางสังคม การทำ logistic ในเขตเมืองหลักและเมืองรอง ผ่านระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า โดยยกระดับคุณภาพ งานฝีมือ งานบริการ งานศิลปวัฒนธรรม

Benchmark

           รัฐบาลค่อนข้างมีเอกภาพและประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาเพื่อผลิต
นักศึกษาที่จบออกแล้วสามารถเป็นแรงงานรองรับงานตามเมืองเศรษฐกิจนั้น ๆ เช่น Tianjin University of Technology การจัดการศึกษาจะเป็นการดำเนินการจัดเพื่อรองรับในด้านงานอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมของเมืองเทียนจิน ซึ่งจีนมีเครือข่ายคนจีน ซึ่งชำนาญเรื่องอุตสาหกรรมการค้า ที่พร้อมจะร่วมลงทุน และเข้าไปช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของจีนด้วย

Quality

           คนจีนมีพื้นฐานทางการศึกษาทั่วไป, มีวินัยในการทำงานที่ดี (แม้ว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีระดับสูง ยังพัฒนาได้ไม่มากนัก) การจัดการศึกษาเพื่อผลิตนักศึกษาที่จบออกแล้วสามารถเป็นแรงงานรองรับงานที่เป็นแหล่งเศรษฐกิจของเมืองนั้น ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง สามารถวัดความสำเร็จของ Happiness Capital กับองค์ประกอบทางธุรกิจที่เป็นงานวิจัยของนักศึกษา ดังนั้น happy work place เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างบรรยากาศให้มีความสุข

Standard

           จีนไม่มีปัญหาความแตกต่างทางเชื้อชาติมาก มีขนาดตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ และมีความชำนาญเรื่องอุตสาหกรรมการค้าทำให้จีนพึ่งตนเองสูง และ
การจัดการศึกษานั้นเป็นการดำเนินการจัดเพื่อรองรับงานในด้านเศรษฐกิจของเมืองนั้น ๆ

 Best Practice

           ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีการออม มีการลงทุนภายในประเทศสูงที่สุดทั้งในเอเชียและประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมด ฉะนั้นเครื่องมือในการ Transform คน คือการเรียนแบบ PBL หรือ Project Based Learning ที่มีการวิจัยอย่างจริงจังและนำมาปรับใช้เพื่อสามารถพัฒนาให้คน 1,300 ล้านคนมีการกินอยู่ที่ดีขึ้นทั่วถึง มีความรู้ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมเข้มแข็ง เจริญเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างสม่ำเสมอ มีบทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโลก ต้องนำเอากลยุทธ์ Systematic, Process and Network มาใช้เพื่อสร้าง KM , เครื่องมือต่าง ๆ (H/W) และการเชื่อมต่อเครือข่ายทั่วประเทศ หรือทั่วโลกมาใช้ในการทำงานเพื่อ การเพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากร, เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน, เพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ และการสร้าง Community ขององค์กรที่มีขีดความสามารถแข่งขัน เรียนรู้และอยู่อย่างยั่งยืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับทฤษฎี 4L’s ของ ศาตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

4L’S

      *Learning Methodology เข้าใจวิธีการเรียนรู้Learning

      *Environment สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้Learning

      *Opportunities สร้างโอกาสในการเรียนรู้

      *Learning Communities สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้

          ดังนั้นการสร้าง KM ที่ดี และสามารถตอบสนองทฤษฎี 4L’s ได้จะมีส่วนสนับสนุนให้สามารถเกิด Life long Learning ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องมีการพัฒนาการบริหารจัดการด้านเกษตร อุตสาหกรรม และบริการที่จำเป็นอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น จึงจะทำให้คน 1,300 ล้านคน(เป็นคนสูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปถึง 10% หรือ 120 ล้านคน) มีงานทำ มีอาหารการกิน มีปัจจัยสี่ และปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ อย่างเหมาะสม นี่คือคุณภาพชีวิตของคน ที่สามารถวัดความสำเร็จของ Happiness Capital ได้

รายงาน study tour นักศึกษาปริญญาเอกมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กับท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ประเทศจีนระหว่าง 23 – 27 ตุลาคม 2554 โดย วาสนา รังสร้อย ศูนย์กรุงเทพมหานคร

จากการได้ร่วม study tour กับท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ประเทศจีน คืนวันที่ 23 ตุลาคม 2554 คณะเดินทางรวมตัวกันที่ ประตู 9 สนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่เวลาประมาณ 21.00 น. มีการทักทายปราศรัย และทำความรู้จักกัน ถ่ายรูปร่วมกันระหว่างผู้เรียนทั้ง 2 ศูนย์ คือ กรุงเทพมหานครและนครราชสีมา 23.30 น. เริ่มทยอยกันเช็คอิน ตรวจเอกสารผ่าน ตม. คณะเราออกเดินทางประมาณ 1.00 น. โดยสายการบิน China Airline เที่ยวบินที่ CA980 ถึงสนามบินกรุงปักกิ่ง เวลาประมาณ 6.30 น.

สนามบินกรุงปักกิ่งเป็นเมืองประวัติศาสตร์เก่าแก่ เดิมเป็นเมือสำคัญทางการค้าของอาณาจักรเยี่ยน เมื่อ 500 ปีก่อนคริสตกาล หลังการปฏิวัติล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชและการสู้รบกลางเมือง ค.ศ. 1949 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ชัยชนะ จึงประกาศตั้งรัฐบาลและกรุงปักกิ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศนับแต่นั้นมา และสนามบินกรุงปักกิ่งนี้เป็นสนามบินนานาชาติ ซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 43 ล้านคนและเพิ่มเป็น 55 ล้านคนในปี 2015 ซึ่งใหญ่กว่าเพนตากอนของสหรัฐอเมริกา ผู้ออกแบบสนามบินคือ Foster & Partners สถาปนิกนักเดินทางที่เข้าถึงจิตใจผู้โดยสาร ด้วยการออกแบบทางเดินแต่ละส่วนให้สั้นที่สุด และใช้นวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนภายในตัวอาคาร แยกอาคารผู้โดยสารขาเข้าแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ อาคารผู้โดยสารขาเข้าซึ่งเป็นจุดจอด และตรวจคนเข้าเมือง และเดินทางด้วยรถราง มาอีกอาคาร เพื่อรับกระเป๋า ซึ่งเป็นจุดกระจายผู้โดยสาร การจัดระบบนี้เป็นแนวคิดหลักสำหรับการจัดกีฬาโอลิมปิค เมื่อปี 2008 เพื่อลดความคับคั่งของผู้โดยสาร นับว่าเป็นความโชคดีของคณะ study tour ของเราที่ได้รับความสะดวกและรวดเร็ว

ท่านอาจารย์ได้พานักศึกษา ศึกษาดูงานตามวัตถุประสงค์ ที่ปักกิ่ง และเทียนจิน ซึ่งทั้งสองแห่งได้รับความรู้ที่หลากหลาย กล่าวคือ

1. ช่วงเช้าวันแรก 24 ตุลาคม เดินทางไปชมจัตุรัส เทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นจัตุรัสที่กว้างใหญ่ที่สุด

ในโลก ชมศาลาประชาคมที่สามารถบรรจุคนได้นับหมื่นคน ชมอนุสาวรีย์วีรชน และพระราชวังกู้กง หรือพระราชวังต้องห้ามซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง รวม 24 รัชกาล ภายในประกอบด้วยห้องต่าง ๆ ถึง 9,999ห้องบนเนื้อที่กว่า 720,000 ตารางเมตร

2. พานักศึกษาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สถาบัน China University of political and law ดำเนินการจัดการศึกษาด้วยการบูรณาการหลายศาสตร์ (Multi-disciplinary) โดยนำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เข้าร่วมกับการจัดการศึกษาในสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น ศิลปะ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ ปัจจุบันมีนักศึกษาเต็มเวลารวม 14,416 คน รวมทั้งนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา 5,753 คน

ท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้แนะนำในส่วนของการจัดการการศึกษาในประเทศไทยเกี่ยวกับความเป็นมา ที่เริ่มจากการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สู่การสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัย ตลอดจนการจัดการเรียนการสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งมี 4 ศูนย์ที่จัดการเรียนการสอนแบบ VDO Conference ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เลย และภูเก็ต สำหรับนักศึกษาที่เดินทางมาศึกษาดูงานครั้งนี้ มี 2 ศูนย์ได้แก่ กรุงเทพมหานครและนครราชสีมา รวมทั้งหมด 21 คน จาก MBA EDUCATION CENTER OF CUPL ได้รับคำถามจากนักศึกษาที่น่าสนใจเรื่องการจัดการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีความสุขในวัยรุ่น และการนำศาสนาพุทธเข้ามาพัฒนาทุนมนุษย์ได้อย่างไร ซึ่งท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์และตัวแทนนักศึกษาฝ่ายไทยศูนย์กรุงเทพมหานครได้ช่วยตอบคำถาม ในสิ่งที่ทางประเทศไทยเราได้พัฒนาเรื่องทุนมนุษย์มานานแล้ว ทั้งทฤษฎี 8 k’s 5K’s ของท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และในแนวพุทธทางด้านศีลธรรม จริยธรรม ศาสนานั้นถือว่าเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของคนไทยมาช้านานแล้ว เป็นวัฒนธรรมของคนที่นับถือศาสนาพุทธทั้งประเทศก็ว่าได้ จะเห็นได้ว่าทั้งทฤษฎีของท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และศาสนาพุทธ เป็นสิ่งที่คนไทยได้นำมาปฏิบัติและประยุกต์ใช้ได้อย่างต่อเนื่อง

3. นำชมและช้อปปิ้งตลาดรัสเซีย ทานอาหารค่ำ และเข้าชมกายกรรมปักกิ่ง “Legend of jinsha”ที่น่าตื่นเต้นเลื่องชื่อและน่าหวาดเสียวผสมผสานกับความสวยงาม อ่อนช้อยพิเศษกับการแสดงแนวใหม่ที่ตื่นเต้นมากกว่าเดิมกับมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง

4. 25 ตุลาคม ได้ชม”หอบวงสรวงฟ้าเทียนถาน”ซึ่งกษัตริย์จีน ใช้เป็นสถานที่บวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน ให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ตามความเชื่อในพิธีกรรมต่าง ๆ ที่มีประวัติยาวนานกว่า 500 ปี ชมศูนย์วิจัยทางการแพทย์แผนโบราณ ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการแพทย์แผนโบราณตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน การส่งเสริมการใช้สมุนไพรจีนที่มีมานานนับพันปีพร้อมรับฟังการวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเข้าชมและชิม ชาอวู่หลงของปักกิ่งและชาที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ เช่นชาแดง ชาผลไม้ ชามะลิ และชากุหลาบ

5. 26 ตุลาคม เวลา 07.00 น. ออกเดินทางชมเมืองเทียนจิน ขณะเดินทางได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของจีนโบราณที่ยังคงความสวยงามน่าชม เนื่องจากอาคารทั้งสองฟากฝั่งถนนนั้นยังคงความดั้งเดิมไว้อย่างน่าชื่นชม เมืองเทียนจินเป็นเมืองที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง ห่างจากกรุงปักกิ่ง 120 กิโลเมตร เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการค้าที่สำคัญของภาคเหนือ เป็นเมืองท่าที่สำคัญในการขนส่งทางเรือไกลและใกล้ และการค้าขายระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมของเมืองเทียนจิน มีเหล็กกล้า การผลิตเครื่องจักร เคมี พลังงานไฟฟ้า ปั่นทอ วัตถุก่อสร้าง ทำกระดาษ และขนม อุตสาหกรรมใหม่มี ทำเรือ รถยนต์

ขุดน้ำมันปิโตเลียม แทรคเตอร์ ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช นาฬิกา โทรทัศน์ และเครื่องถ่ายรูป ฯ

เวลา 09.30 น. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สถาบัน Tianjin University of Technology ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีลักษณะคล้ายสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง หรือเทคโนโลยีราชมงคลของไทยเรา แนวการจัดการศึกษานั้นเป็นการดำเนินการจัดเพื่อรองรับในด้านงานอุตสาหกรรมของเมืองเทียนจิน และได้รับความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาของไทยทางด้านเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้นับว่าเป็นโชคดีที่ทางสถานทูตไทย ที่ประจำในประเทศจีน ท่าน ดร.ไพจิตร

วิบูลย์ธนสาร เอกอัครราชทูต ด้านการพานิชย์ และคณะ ท่านให้เกียรติกับท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ

หงส์ลดารมภ์พร้อมกับนักศึกษาเข้าเยี่ยมคารวะท่านและร่วมฟังแนวคิดในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ท่านได้แบ่งปันความรู้เรื่องการทำตลาด ในหลายช่องทาง โดยมองจากภาพใหญ่เชิงประชากรศาสตร์ และภูมิศาสตร์ เช่น การตลาดทางวัฒนธรรมบันเทิง คือ T-pop ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ดาราไทย ภาพยนตร์ไทย ในตลาดจีน การทำ คุณค่าเพิ่มจากการร่วมกิจกรรมทางสังคม การทำ logistic ในเขตเมืองหลักและเมืองรอง ผ่านระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ทั้งเชิงรุกและ

เชิงรับ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า โดยยกระดับคุณภาพ งานฝีมือ งานบริการ งานศิลปวัฒนธรรม สุดท้ายท่านได้ให้ข้อคิดว่า ประเทศไทยที่ควรจะได้รับการพัฒนาเป็นอย่างมากคือ การยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด ต้องปรับระบบด้านการคิด การใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา

จากนั้นเดินทางสู่พิพิธภัณฑ์ผีเซียะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามตำนานของชาวจีนให้ท่านได้ชมและลูบผีเซียะโบราณที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอโชคลาภ

6. 27 ตุลาคม เริ่มออกเดินทางออกจากที่พักเวลา 07.00 น. เหมือนเดิมไปสู่กำแพงเมืองจีน ด่านปาต้าหลิ่ง ด่านที่ได้ชื่อว่า จุดชมวิวกำแพงเมืองจีนที่สวยที่สุด เพราะจะได้เห็นวิวในมุม 360 องศา โดยนั่งกระเช้าขึ้นชม ผ่านการชมรถไฟสายเก่าแก่ที่สุดในโลก เส้นทางรถไฟสายไซบีเรีย ที่ยาวที่สุดในโลก ที่สร้างขึ้นขนานราบไปตามแนวภูเขา นำสู่ด่าน จี ยง กวน นำชมกำแพงยักษ์ กำแพงเมืองจีนยังคงเรียกว่า กำแพงหมื่นลี้ สิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลก โดยพระจักรพรรดิฉินซี ทรงบัญชาให้สร้างขึ้นรวบรวมกำแพงเมืองต่าง ๆ เข้าด้วยกันมีความยาวถึง 6,700 กิโลเมตร ครอบคลุมอาณาบริเวณทั้งสิ้นรวม 5 มณฑล เป็นกำแพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วง ๆ ของจีนโบราณ สร้างในสมัย พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นครั้งแรก กำแพงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกมองโกลและพวกเติร์ก จากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรีย สามารถบุกฝ่ากำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ เมื่อทอดสายตาตลอดแนวกำแพงไปจะเห็นได้ว่ากำแพงยักษแห่งนี้เปรียบเสมือนพญามังกรอันยิ่งใหญ่ที่กำลังเริงลีลาอยู่บนยอดเขาด้วยท่าทางอย่างองอาจและสง่างาม จากนั้นชมโรงงานหยกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ชมหยกโบราณ การแกะสลักหยกในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการดูหยกของแท้ว่าจะทำอย่างไร ได้ผ่านชมสนากีฬาโอลิมปิค สุดท้าย แวะบริษัท เป่าสู้ถาง ร้านบัวหิมะ ยาจีน ชนิดต่าง ๆ

เวลา 19.40 น. เดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร

จะเห็นได้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งเมืองจีน ทุกเมือง กำหนดให้มีการประชาสัมพันธ์ ให้นักท่องเที่ยวทั่วไปได้รู้จักในนามของรัฐบาล เช่น ร้านผ้าไหม นวดฝ่าเท้า ร้านบัวหิมะ ร้านชา ร้านไข่มุก ร้านหยก ร้านผีเซียะ ทุกรายการ บรรจุในโปรแกรมทัวร์ ด้วย เพื่อเป็นช่องทางเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าและส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับประเทศจีนได้อย่างยั่งยืน กฎหมายและกฎข้อบังคับของจีนก็ทวีความสมบูรณ์ยิ่งฃึ้น อย่างต่อเนื่อง ตลาดเปิดกว้างยิ่งฃึ้นมิได้ขาด บรรยากาศการลงทุนได้รับการปรับปรุงดีขึ้นอย่างไม่ ขาดสาย การปฏิรูประบบการเงินได้ก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง ทั้งนี้และทั้งนั้นล้วนได้สร้างหลักประกันที่พึ่งพาอาศัยได้แก่เศรษฐกิจจีนที่จะพัฒนาก้าวหน้าต่อไป

จุดแข็งและจุดอ่อนในทางเศรษฐกิจของจีน

จุดแข็งในการพัฒนา

จีนมีศักยภาพอยู่มาก เช่น

1. การมีประชากร 1,300 ล้านคน ทำให้การผลิตแบบประหยัดจากขนาดใหญ่ (Economy of Scale) ซึ่ง

เป็นขนาดในฝันของนักเศรษฐศาสตร์ นักวางแผนทั้งหลาย

2. จีนมีอัตราการออมในประเทศสูง มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงมาก

3. มีขนาดตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ ทำให้จีนพึ่งตนเองหรือพึ่งตลาดภายในประเทศเป็นสัดส่วนสูง

กว่าการพึ่งการค้าระหว่างประเทศมาก

4. การพัฒนาแบบสังคมนิยมที่ผ่านมา 50 กว่าปี (ก่อนที่จะปฏิรูปเป็นระบบตลาดเมื่อ 20 กว่าปีนี้) ทำให้

คนจีนมีพื้นฐานทางการศึกษาทั่วไป, มีวินัยในการทำงานที่ดี (แม้ว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีระดับสูง

ยังพัฒนาได้ไม่มากนัก)

5. ไม่มีปัญหาความแตกต่างทางเชื้อชาติมาก

6. รัฐบาลค่อนข้างมีเอกภาพและประสิทธิภาพ

7. จีนมีเครือข่ายคนจีนโพ้นทะเล ซึ่งชำนาญเรื่องอุตสาหกรรมการค้า ที่พร้อมจะร่วมลงทุน และเข้าไปช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ

ของจีน

จุดอ่อนในทางเศรษฐกิจของจีน

เมื่อเทียบกับขนาดของประเทศ และทรัพยากรต่าง ๆ การมีประชากรมากทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องมีการพัฒนาการบริหารจัดการด้านเกษตร อุตสาหกรรม และบริการที่จำเป็นอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมาก จึงจะทำให้คน 1,300 ล้านคน(เป็นคนสูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปถึง 10% หรือ 120 ล้านคน) มีงานทำ มีอาหารการกิน มีปัจจัยสี่ และปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ อย่างเหมาะสม

นี่คือโจทย์สำคัญที่ต้องค้นคว้าเจาะลึกอย่างวิพากษ์วิจารณ์ ว่าจีนจะสามารถพัฒนาให้คน 1,300 ล้านคนมีการกินอยู่ที่ดีขึ้นทั่วถึงหรือไม่ มีความรู้ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมเข้มแข็ง เจริญเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างสม่ำเสมอเพียงไร และเศรษฐกิจจีนในส่วนที่เกี่ยวกับการลงทุนและการค้ากับประเทศอื่น ๆ จะมีบทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโลกอย่างไร

บทบาทของจีนต่อเศรษฐกิจโลก

ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีการออม มีการลงทุนภายในประเทศสูง การลงทุนสุทธิ จากต่างชาติในรอบ 10 ปีหลัง ตกปีละกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มากที่สุดทั้งในเอเชียและประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมด จีนกำลังจะเติบโตแน่ ๆ แต่เราไม่อาจมองเฉพาะเส้นกราฟของความเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น ต้องมองปัญหาภายในของสังคมจีน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตของคน

ฐานะขนาดใหญ่ของจีนอาจจะทำให้เกิดอำนาจต่อรองในองค์การค้าโลก (WTO) ที่จะถ่วงดุลกับประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมได้บ้าง แต่ในยุคโลกาภิวัตน์ จีนก็คงจะคำนึงถึงประโยชน์ตัวเองมากกว่าที่จะหาเสียงทางการเมืองกับประเทศกำลังพัฒนาเหมือนในยุคที่ยังมีการต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างทุนนิยมกับสังคมนิยมกันอยู่ การเติบโตของจีนและผลกระทบต่ออาเซียนและต่อไทย

การมองว่าการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกของจีนจะเป็นผลดีต่ออาเซียน รวมทั้งเศรษฐกิจโลกเป็นการมองตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่อย่างง่าย ๆ มากไปหน่อย เราต้องพิจารณาให้ดีว่า จะเป็นผลบวกและผลลบอย่างไร และที่ว่าเป็นประโยชน์นั้น เป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออก,ผู้สั่งเข้า, ผู้ร่วมลงทุน หรือต่อประชาชนทั่วไป จีนองก็จะได้รับผลกระทบทั้งบวกและลบ คนที่ได้รับผลลบคือภาคเกษตร ที่ล้าหลัง ยากจนและเคยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล จะแข่งขันสินค้าเกษตรจากประเทศอื่น โดยเฉพาะจากประเทศพัฒนา เช่น สหรัฐไม่ได้, พนักงานรัฐวิสาหกิจซึ่งขณะนี้มีถึง 70% ของแรงงานภาคอุตสาหกรรมจะถูกเลิกจ้างเพราะการยุบเลิก, การแปรรูป, ปรับโครงสร้างใหม่ จีนเองก็คงรู้ว่ามีผลลบด้วย แต่จีนต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบทันสมัยจึงยอมเปิดรับบริษัทข้ามชาติ ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้วเคยเป็นศัตรูทางอุดมการณ์

การมองว่า ถ้าจีนกับอาเซียน หรืออาจจะรวม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ (อาเซียน + 3) รวมกันเป็นเขตการค้าเสรี จะกลายเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่มหึมาในแง่ประชากร และผลิตภัณฑ์มวลรวมนั้น เป็นการมองแบบคิดเอาในเชิงสถิติเท่านั้น ความจริงก็คือ จีนกับอาเซียนผลิตสินค้าหลายอย่างใกล้เคียงกัน จึงเป็นคู่แข่งกันโดยปริยาย ปัจจุบันจีนกับอาเซียนมีการลงทุนและค้าขายกันน้อย เมื่อเทียบกับที่ทั้งจีนและอาเซียน มีการลงทุนและค้าขายกับประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม 3 กลุ่มใหญ่ คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป เป็นด้านหลัก หรือมากกว่าครึ่งหนึ่ง

ในอนาคตมีแนวโน้มที่จีนกับอาเซียนจะลงทุนและค้าขายระหว่างกันมากขึ้น แต่การที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การค้าโลก หมายถึง จีนจะเปิดรับการลงทุน และการค้ากับประเทศทั่วโลก

การที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การค้าโลก ซึ่งจะทำให้จีนเปิดเสรีทางการค้าการลงทุน เช่น ลดภาษีมากขึ้น จะมีผลต่อไทยทั้งในแง่บวกและลบ สินค้าที่ไทยมีโอกาสขายให้จีนได้มากขึ้น ข้าว ยางพารา กุ้งสดแช่แข็ง สินค้าเกษตรแปรรูป น้ำตาล ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เส้นด้ายและผ้าผืน ผลไม้ แต่สินค้าที่ไทยและอาเซียนจะถูกจีนแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งมีกำลังซื้อ คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป คือ เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ พลาสติก เพราะจีนซึ่งมีค่าแรงงานต่ำกว่า ผลิตได้ถูกกว่า ไทยต้องเร่งรัดปรับตัวพัฒนาสินค้าออกที่มีคุณภาพมากขึ้น และต้องเจาะหาตลาดใหม่ ๆ ดังท่าน ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร เอกอัครราชทูต ด้านการพานิชย์ ได้ให้แนวคิดในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ด้านเศรษฐกิจ การลงทุน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย 9hv’ยกระดับคุณภาพ งานฝีมือ งานบริการ งานศิลปวัฒนธรรม ในแง่การลงทุน ระหว่างจีนกับไทย ยังมีน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ โอกาสที่ไทยจะไปลงทุนในจีน เป็นโอกาสของบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะมีการแข่งขันสูง ส่วนการลงทุนของจีนในไทย ก็มุ่งมาใช้ทรัพยากร เช่น ปลูกป่ายูคาลิปตัส หรือขายบริการ เช่น รับเหมา ก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ การลงทุนระหว่างสองประเทศยังเป็นประโยชน์แก่ผู้ลงทุนมากกว่าแก่ประชาชนในประเทศทั้งสอง ที่นอกจากได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจน้อยกว่านายทุนแล้ว ยังเสียประโยชน์ในแง่การทำลายสภาวะแวดล้อมของทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้น

ไทยและอาเซียนจะได้ประโยชน์จากจีนมากขึ้น หากการเจรจากันโดยตรงแบบทวิภาคและแบบภูมิภาค มีข้อตกลงที่พิเศษกว่าข้อตกลงทั่วไปในเวทีองค์การค้าโลก ซึ่งเป็นเวทีที่ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมมักจะได้ประโยชน์มากกว่าประเทศกำลังพัฒนา ความจริงถ้าอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ร่วมมือกันได้จริง คือประเทศรวยกว่าใหญ่กว่ายอมผ่อนปรนช่วยเหลือประเทศที่จนกว่าเล็กกว่า ภูมิภาคนี้จะเติบโตและเข้มแข็งได้มาก แต่ทุกวันนี้พวกเขาล้วนมองไปที่สหรัฐและยุโรป ซึ่งมีความมั่งคั่งและกำลังซื้อ และต่างคนก็ต่างทำเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นของตัวเอง โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งเป็นยักษ์ที่คิดแต่ผลประโยชน์ตัวเองมากเกินไปจนเศรษฐกิจของตนเองถดถอยจนขยับไม่ได้

การลงทุนและการค้ากับจีนรวมทั้งการท่องเที่ยวมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น ถ้ามีการร่วมมือกันพัฒนาด้านการคมนาคมผ่านอินโดจีน และพม่าไปจีน ให้ครอบคลุมสะดวกรวดเร็วขึ้น เพราะจะทำให้การขนส่งสินค้าลดต้นทุน และจีนทางภาคใต้ก็มีประชากรมาก และเศรษฐกิจเติบโต แต่การเติบโตแบบนี้

ก็ให้ผลประโยชน์แก่คนบางกลุ่มมากกว่าประชาชนส่วนใหญ่ และการเปิดประเทศกว้างขึ้น ก็สร้างปัญหาเพิ่มขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย เช่น มีปัญหาแรงงานเถื่อน โสเภณี อาชญากรทางเศรษฐกิจ ยาเสพย์ติด โรคเอดส์ ฯลฯ เพิ่มขึ้น

ดังนั้นดิฉันคิดว่าเราจึงไม่ควรมองเรื่องการคบกับจีนในแง่ผลกระทบทางเศรษฐกิจล้วน ๆ หากต้องมองในแง่ผลกระทบทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมด้วย จีน ไทย อาเซียน ควรจะร่วมมือกันในแง่สังคม การศึกษา การวิจัย วิชาการด้านต่าง ๆ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมด้วย จึงทำให้ภูมิภาคเอเชียนี้เจริญเติบโตไปพร้อม ๆ กันและอย่างยั่งยืน ไม่ใช่คิดแต่ในแง่การค้า การลงทุนในกรอบคิดการพัฒนาเพื่อหากำไรเอกชนของระบบทุนนิยมโลก ซึ่งสร้างปัญหา ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ความยากจน

การทำลายสิ่งแวดล้อม และปัญหาสังคมอื่นตามมมากมาย เท่านั้น

ประโยชน์ที่ไทยได้รับคืออะไร

1. ประชากรเพิ่มเป็น 600 ล้านคนโดยประมาณ ทำให้เพิ่มศักยภาพในการบริโภค เพิ่มอำนาจการต่อรองใน

ระดับโลก

2. Economy Scale ยิ่งผลิตมาก ยิ่งต้นทุนต่ำ

3. มีแรงดึงดูดเงินลงทุนที่อยู่นอกอาเซียนสูงขึ้น

4. สิบเสียงย่อมดังกว่าเสียงเดียว

ผลกระทบมีอะไรบ้าง?

1. การศึกษาในภาพใหญ่ของโลก มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ต้องไม่ให้การเปลี่ยนแปลงนี้มากระชากลากเราไปอย่าง

ทุลักทุเล เราต้องเตรียมความพร้อมทันที ตลอดเวลา โดยเฉพาะบุคลากรต้องตามให้ทัน และยืดหยุ่นปรับตัวให้รับ

สถานะการณ์ได้

2. ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษากลางของ ASEAN บุคลากรและนักศึกษา ต้องเพิ่มทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ

ให้สามารถสื่อสารได้

3. ปรับปรุงความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ เพื่อลดข้อขัดแย้งในภูมิภาคอาเซียน (Conflict Management)

จึงต้องคำนึงถึงการสร้างบัณฑิตให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่อง ASEAN ให้มากขึ้น

4. สร้างบัณฑิตให้สามารถแข่งขันได้ใน ASEAN เพิ่มโอกาสในการทำงาน ไม่เช่นนั้น จะถูกแย่งงานเพราะเกิดการเคลื่อนย้าย

แรงงาน/บริการอย่างเสรี คณะกรรมการวิชาชีพ สภาวิชาชีพ ต้องเตรียมการรองรับ ผลกระทบนี้อย่างเร่งด่วน

5. โอกาสในการเป็น Education Hub โดยอาศัยความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศไทย แต่ต้องเน้น ในเรื่องของ

คุณภาพการศึกษาเป็นตัวนำ

6. เราต้องการเครื่องมือในการ Transform คน การเรียนแบบ PBL หรือ Project Based Learning น่าจะได้ มีการวิจัยอย่าง

จริงจังและนำมาปรับใช้ ห้องเรียนไม่ใช่แค่ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆอีกต่อไป ต้องเพิ่มการเรียน จากชีวิตจริง ลงมือทำเป็นทีม อยู่

คนละประเทศก็ทำร่วมกันได้ด้วยไม่มีข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยี การสื่อสาร ประเด็นนี้ อาจารย์จะสอนได้ยากขึ้น แต่เป็น

ผู้ที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้

รายงาน study tour นักศึกษาปริญญาเอกมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กับท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ประเทศจีนระหว่าง 23 – 27 ตุลาคม 2554 โดย วาสนา รังสร้อย ศูนย์กรุงเทพมหานคร

จากการได้ร่วม study tour กับท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ประเทศจีน คืนวันที่ 23 ตุลาคม 2554 คณะเดินทางรวมตัวกันที่ ประตู 9 สนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่เวลาประมาณ 21.00 น. มีการทักทายปราศรัย และทำความรู้จักกัน ถ่ายรูปร่วมกันระหว่างผู้เรียนทั้ง 2 ศูนย์ คือ กรุงเทพมหานครและนครราชสีมา 23.30 น. เริ่มทยอยกันเช็คอิน ตรวจเอกสารผ่าน ตม. คณะเราออกเดินทางประมาณ 1.00 น. โดยสายการบิน China Airline เที่ยวบินที่ CA980 ถึงสนามบินกรุงปักกิ่ง เวลาประมาณ 6.30 น.

สนามบินกรุงปักกิ่งเป็นเมืองประวัติศาสตร์เก่าแก่ เดิมเป็นเมือสำคัญทางการค้าของอาณาจักรเยี่ยน เมื่อ 500 ปีก่อนคริสตกาล หลังการปฏิวัติล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชและการสู้รบกลางเมือง ค.ศ. 1949 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ชัยชนะ จึงประกาศตั้งรัฐบาลและกรุงปักกิ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศนับแต่นั้นมา และสนามบินกรุงปักกิ่งนี้เป็นสนามบินนานาชาติ ซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 43 ล้านคนและเพิ่มเป็น 55 ล้านคนในปี 2015 ซึ่งใหญ่กว่าเพนตากอนของสหรัฐอเมริกา ผู้ออกแบบสนามบินคือ Foster & Partners สถาปนิกนักเดินทางที่เข้าถึงจิตใจผู้โดยสาร ด้วยการออกแบบทางเดินแต่ละส่วนให้สั้นที่สุด และใช้นวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนภายในตัวอาคาร แยกอาคารผู้โดยสารขาเข้าแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ อาคารผู้โดยสารขาเข้าซึ่งเป็นจุดจอด และตรวจคนเข้าเมือง และเดินทางด้วยรถราง มาอีกอาคาร เพื่อรับกระเป๋า ซึ่งเป็นจุดกระจายผู้โดยสาร การจัดระบบนี้เป็นแนวคิดหลักสำหรับการจัดกีฬาโอลิมปิค เมื่อปี 2008 เพื่อลดความคับคั่งของผู้โดยสาร นับว่าเป็นความโชคดีของคณะ study tour ของเราที่ได้รับความสะดวกและรวดเร็ว

ท่านอาจารย์ได้พานักศึกษา ศึกษาดูงานตามวัตถุประสงค์ ที่ปักกิ่ง และเทียนจิน ซึ่งทั้งสองแห่งได้รับความรู้ที่หลากหลาย กล่าวคือ

1. ช่วงเช้าวันแรก 24 ตุลาคม เดินทางไปชมจัตุรัส เทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นจัตุรัสที่กว้างใหญ่ที่สุด

ในโลก ชมศาลาประชาคมที่สามารถบรรจุคนได้นับหมื่นคน ชมอนุสาวรีย์วีรชน และพระราชวังกู้กง หรือพระราชวังต้องห้ามซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง รวม 24 รัชกาล ภายในประกอบด้วยห้องต่าง ๆ ถึง 9,999ห้องบนเนื้อที่กว่า 720,000 ตารางเมตร

2. พานักศึกษาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สถาบัน China University of political and law ดำเนินการจัดการศึกษาด้วยการบูรณาการหลายศาสตร์ (Multi-disciplinary) โดยนำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เข้าร่วมกับการจัดการศึกษาในสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น ศิลปะ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ ปัจจุบันมีนักศึกษาเต็มเวลารวม 14,416 คน รวมทั้งนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา 5,753 คน

ท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้แนะนำในส่วนของการจัดการการศึกษาในประเทศไทยเกี่ยวกับความเป็นมา ที่เริ่มจากการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สู่การสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัย ตลอดจนการจัดการเรียนการสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งมี 4 ศูนย์ที่จัดการเรียนการสอนแบบ VDO Conference ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เลย และภูเก็ต สำหรับนักศึกษาที่เดินทางมาศึกษาดูงานครั้งนี้ มี 2 ศูนย์ได้แก่ กรุงเทพมหานครและนครราชสีมา รวมทั้งหมด 21 คน จาก MBA EDUCATION CENTER OF CUPL ได้รับคำถามจากนักศึกษาที่น่าสนใจเรื่องการจัดการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีความสุขในวัยรุ่น และการนำศาสนาพุทธเข้ามาพัฒนาทุนมนุษย์ได้อย่างไร ซึ่งท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์และตัวแทนนักศึกษาฝ่ายไทยศูนย์กรุงเทพมหานครได้ช่วยตอบคำถาม ในสิ่งที่ทางประเทศไทยเราได้พัฒนาเรื่องทุนมนุษย์มานานแล้ว ทั้งทฤษฎี 8 k’s 5K’s ของท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และในแนวพุทธทางด้านศีลธรรม จริยธรรม ศาสนานั้นถือว่าเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของคนไทยมาช้านานแล้ว เป็นวัฒนธรรมของคนที่นับถือศาสนาพุทธทั้งประเทศก็ว่าได้ จะเห็นได้ว่าทั้งทฤษฎีของท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และศาสนาพุทธ เป็นสิ่งที่คนไทยได้นำมาปฏิบัติและประยุกต์ใช้ได้อย่างต่อเนื่อง

3. นำชมและช้อปปิ้งตลาดรัสเซีย ทานอาหารค่ำ และเข้าชมกายกรรมปักกิ่ง “Legend of jinsha”ที่น่าตื่นเต้นเลื่องชื่อและน่าหวาดเสียวผสมผสานกับความสวยงาม อ่อนช้อยพิเศษกับการแสดงแนวใหม่ที่ตื่นเต้นมากกว่าเดิมกับมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง

4. 25 ตุลาคม ได้ชม”หอบวงสรวงฟ้าเทียนถาน”ซึ่งกษัตริย์จีน ใช้เป็นสถานที่บวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน ให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ตามความเชื่อในพิธีกรรมต่าง ๆ ที่มีประวัติยาวนานกว่า 500 ปี ชมศูนย์วิจัยทางการแพทย์แผนโบราณ ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการแพทย์แผนโบราณตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน การส่งเสริมการใช้สมุนไพรจีนที่มีมานานนับพันปีพร้อมรับฟังการวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเข้าชมและชิม ชาอวู่หลงของปักกิ่งและชาที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ เช่นชาแดง ชาผลไม้ ชามะลิ และชากุหลาบ

5. 26 ตุลาคม เวลา 07.00 น. ออกเดินทางชมเมืองเทียนจิน ขณะเดินทางได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของจีนโบราณที่ยังคงความสวยงามน่าชม เนื่องจากอาคารทั้งสองฟากฝั่งถนนนั้นยังคงความดั้งเดิมไว้อย่างน่าชื่นชม เมืองเทียนจินเป็นเมืองที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง ห่างจากกรุงปักกิ่ง 120 กิโลเมตร เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการค้าที่สำคัญของภาคเหนือ เป็นเมืองท่าที่สำคัญในการขนส่งทางเรือไกลและใกล้ และการค้าขายระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมของเมืองเทียนจิน มีเหล็กกล้า การผลิตเครื่องจักร เคมี พลังงานไฟฟ้า ปั่นทอ วัตถุก่อสร้าง ทำกระดาษ และขนม อุตสาหกรรมใหม่มี ทำเรือ รถยนต์

ขุดน้ำมันปิโตเลียม แทรคเตอร์ ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช นาฬิกา โทรทัศน์ และเครื่องถ่ายรูป ฯ

เวลา 09.30 น. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สถาบัน Tianjin University of Technology ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีลักษณะคล้ายสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง หรือเทคโนโลยีราชมงคลของไทยเรา แนวการจัดการศึกษานั้นเป็นการดำเนินการจัดเพื่อรองรับในด้านงานอุตสาหกรรมของเมืองเทียนจิน และได้รับความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาของไทยทางด้านเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้นับว่าเป็นโชคดีที่ทางสถานทูตไทย ที่ประจำในประเทศจีน ท่าน ดร.ไพจิตร

วิบูลย์ธนสาร เอกอัครราชทูต ด้านการพานิชย์ และคณะ ท่านให้เกียรติกับท่านศาสตราจารย์ดร.จีระ

หงส์ลดารมภ์พร้อมกับนักศึกษาเข้าเยี่ยมคารวะท่านและร่วมฟังแนวคิดในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ท่านได้แบ่งปันความรู้เรื่องการทำตลาด ในหลายช่องทาง โดยมองจากภาพใหญ่เชิงประชากรศาสตร์ และภูมิศาสตร์ เช่น การตลาดทางวัฒนธรรมบันเทิง คือ T-pop ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ดาราไทย ภาพยนตร์ไทย ในตลาดจีน การทำ คุณค่าเพิ่มจากการร่วมกิจกรรมทางสังคม การทำ logistic ในเขตเมืองหลักและเมืองรอง ผ่านระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ทั้งเชิงรุกและ

เชิงรับ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า โดยยกระดับคุณภาพ งานฝีมือ งานบริการ งานศิลปวัฒนธรรม สุดท้ายท่านได้ให้ข้อคิดว่า ประเทศไทยที่ควรจะได้รับการพัฒนาเป็นอย่างมากคือ การยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด ต้องปรับระบบด้านการคิด การใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา

จากนั้นเดินทางสู่พิพิธภัณฑ์ผีเซียะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามตำนานของชาวจีนให้ท่านได้ชมและลูบผีเซียะโบราณที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอโชคลาภ

6. 27 ตุลาคม เริ่มออกเดินทางออกจากที่พักเวลา 07.00 น. เหมือนเดิมไปสู่กำแพงเมืองจีน ด่านปาต้าหลิ่ง ด่านที่ได้ชื่อว่า จุดชมวิวกำแพงเมืองจีนที่สวยที่สุด เพราะจะได้เห็นวิวในมุม 360 องศา โดยนั่งกระเช้าขึ้นชม ผ่านการชมรถไฟสายเก่าแก่ที่สุดในโลก เส้นทางรถไฟสายไซบีเรีย ที่ยาวที่สุดในโลก ที่สร้างขึ้นขนานราบไปตามแนวภูเขา นำสู่ด่าน จี ยง กวน นำชมกำแพงยักษ์ กำแพงเมืองจีนยังคงเรียกว่า กำแพงหมื่นลี้ สิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลก โดยพระจักรพรรดิฉินซี ทรงบัญชาให้สร้างขึ้นรวบรวมกำแพงเมืองต่าง ๆ เข้าด้วยกันมีความยาวถึง 6,700 กิโลเมตร ครอบคลุมอาณาบริเวณทั้งสิ้นรวม 5 มณฑล เป็นกำแพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วง ๆ ของจีนโบราณ สร้างในสมัย พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นครั้งแรก กำแพงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกมองโกลและพวกเติร์ก จากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรีย สามารถบุกฝ่ากำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ เมื่อทอดสายตาตลอดแนวกำแพงไปจะเห็นได้ว่ากำแพงยักษแห่งนี้เปรียบเสมือนพญามังกรอันยิ่งใหญ่ที่กำลังเริงลีลาอยู่บนยอดเขาด้วยท่าทางอย่างองอาจและสง่างาม จากนั้นชมโรงงานหยกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ชมหยกโบราณ การแกะสลักหยกในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการดูหยกของแท้ว่าจะทำอย่างไร ได้ผ่านชมสนากีฬาโอลิมปิค สุดท้าย แวะบริษัท เป่าสู้ถาง ร้านบัวหิมะ ยาจีน ชนิดต่าง ๆ

เวลา 19.40 น. เดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร

จะเห็นได้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งเมืองจีน ทุกเมือง กำหนดให้มีการประชาสัมพันธ์ ให้นักท่องเที่ยวทั่วไปได้รู้จักในนามของรัฐบาล เช่น ร้านผ้าไหม นวดฝ่าเท้า ร้านบัวหิมะ ร้านชา ร้านไข่มุก ร้านหยก ร้านผีเซียะ ทุกรายการ บรรจุในโปรแกรมทัวร์ ด้วย เพื่อเป็นช่องทางเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าและส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับประเทศจีนได้อย่างยั่งยืน กฎหมายและกฎข้อบังคับของจีนก็ทวีความสมบูรณ์ยิ่งฃึ้น อย่างต่อเนื่อง ตลาดเปิดกว้างยิ่งฃึ้นมิได้ขาด บรรยากาศการลงทุนได้รับการปรับปรุงดีขึ้นอย่างไม่ ขาดสาย การปฏิรูประบบการเงินได้ก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง ทั้งนี้และทั้งนั้นล้วนได้สร้างหลักประกันที่พึ่งพาอาศัยได้แก่เศรษฐกิจจีนที่จะพัฒนาก้าวหน้าต่อไป

จุดแข็งและจุดอ่อนในทางเศรษฐกิจของจีน

จุดแข็งในการพัฒนา

จีนมีศักยภาพอยู่มาก เช่น

1. การมีประชากร 1,300 ล้านคน ทำให้การผลิตแบบประหยัดจากขนาดใหญ่ (Economy of Scale) ซึ่ง

เป็นขนาดในฝันของนักเศรษฐศาสตร์ นักวางแผนทั้งหลาย

2. จีนมีอัตราการออมในประเทศสูง มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงมาก

3. มีขนาดตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ ทำให้จีนพึ่งตนเองหรือพึ่งตลาดภายในประเทศเป็นสัดส่วนสูง

กว่าการพึ่งการค้าระหว่างประเทศมาก

4. การพัฒนาแบบสังคมนิยมที่ผ่านมา 50 กว่าปี (ก่อนที่จะปฏิรูปเป็นระบบตลาดเมื่อ 20 กว่าปีนี้) ทำให้

คนจีนมีพื้นฐานทางการศึกษาทั่วไป, มีวินัยในการทำงานที่ดี (แม้ว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีระดับสูง

ยังพัฒนาได้ไม่มากนัก)

5. ไม่มีปัญหาความแตกต่างทางเชื้อชาติมาก

6. รัฐบาลค่อนข้างมีเอกภาพและประสิทธิภาพ

7. จีนมีเครือข่ายคนจีนโพ้นทะเล ซึ่งชำนาญเรื่องอุตสาหกรรมการค้า ที่พร้อมจะร่วมลงทุน และเข้าไปช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ

ของจีน

จุดอ่อนในทางเศรษฐกิจของจีน

เมื่อเทียบกับขนาดของประเทศ และทรัพยากรต่าง ๆ การมีประชากรมากทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องมีการพัฒนาการบริหารจัดการด้านเกษตร อุตสาหกรรม และบริการที่จำเป็นอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมาก จึงจะทำให้คน 1,300 ล้านคน(เป็นคนสูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปถึง 10% หรือ 120 ล้านคน) มีงานทำ มีอาหารการกิน มีปัจจัยสี่ และปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ อย่างเหมาะสม

นี่คือโจทย์สำคัญที่ต้องค้นคว้าเจาะลึกอย่างวิพากษ์วิจารณ์ ว่าจีนจะสามารถพัฒนาให้คน 1,300 ล้านคนมีการกินอยู่ที่ดีขึ้นทั่วถึงหรือไม่ มีความรู้ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมเข้มแข็ง เจริญเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างสม่ำเสมอเพียงไร และเศรษฐกิจจีนในส่วนที่เกี่ยวกับการลงทุนและการค้ากับประเทศอื่น ๆ จะมีบทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโลกอย่างไร

บทบาทของจีนต่อเศรษฐกิจโลก

ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีการออม มีการลงทุนภายในประเทศสูง การลงทุนสุทธิ จากต่างชาติในรอบ 10 ปีหลัง ตกปีละกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มากที่สุดทั้งในเอเชียและประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมด จีนกำลังจะเติบโตแน่ ๆ แต่เราไม่อาจมองเฉพาะเส้นกราฟของความเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น ต้องมองปัญหาภายในของสังคมจีน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตของคน

ฐานะขนาดใหญ่ของจีนอาจจะทำให้เกิดอำนาจต่อรองในองค์การค้าโลก (WTO) ที่จะถ่วงดุลกับประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมได้บ้าง แต่ในยุคโลกาภิวัตน์ จีนก็คงจะคำนึงถึงประโยชน์ตัวเองมากกว่าที่จะหาเสียงทางการเมืองกับประเทศกำลังพัฒนาเหมือนในยุคที่ยังมีการต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างทุนนิยมกับสังคมนิยมกันอยู่ การเติบโตของจีนและผลกระทบต่ออาเซียนและต่อไทย

การมองว่าการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกของจีนจะเป็นผลดีต่ออาเซียน รวมทั้งเศรษฐกิจโลกเป็นการมองตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่อย่างง่าย ๆ มากไปหน่อย เราต้องพิจารณาให้ดีว่า จะเป็นผลบวกและผลลบอย่างไร และที่ว่าเป็นประโยชน์นั้น เป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออก,ผู้สั่งเข้า, ผู้ร่วมลงทุน หรือต่อประชาชนทั่วไป จีนองก็จะได้รับผลกระทบทั้งบวกและลบ คนที่ได้รับผลลบคือภาคเกษตร ที่ล้าหลัง ยากจนและเคยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล จะแข่งขันสินค้าเกษตรจากประเทศอื่น โดยเฉพาะจากประเทศพัฒนา เช่น สหรัฐไม่ได้, พนักงานรัฐวิสาหกิจซึ่งขณะนี้มีถึง 70% ของแรงงานภาคอุตสาหกรรมจะถูกเลิกจ้างเพราะการยุบเลิก, การแปรรูป, ปรับโครงสร้างใหม่ จีนเองก็คงรู้ว่ามีผลลบด้วย แต่จีนต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบทันสมัยจึงยอมเปิดรับบริษัทข้ามชาติ ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้วเคยเป็นศัตรูทางอุดมการณ์

การมองว่า ถ้าจีนกับอาเซียน หรืออาจจะรวม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ (อาเซียน + 3) รวมกันเป็นเขตการค้าเสรี จะกลายเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่มหึมาในแง่ประชากร และผลิตภัณฑ์มวลรวมนั้น เป็นการมองแบบคิดเอาในเชิงสถิติเท่านั้น ความจริงก็คือ จีนกับอาเซียนผลิตสินค้าหลายอย่างใกล้เคียงกัน จึงเป็นคู่แข่งกันโดยปริยาย ปัจจุบันจีนกับอาเซียนมีการลงทุนและค้าขายกันน้อย เมื่อเทียบกับที่ทั้งจีนและอาเซียน มีการลงทุนและค้าขายกับประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม 3 กลุ่มใหญ่ คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป เป็นด้านหลัก หรือมากกว่าครึ่งหนึ่ง

ในอนาคตมีแนวโน้มที่จีนกับอาเซียนจะลงทุนและค้าขายระหว่างกันมากขึ้น แต่การที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การค้าโลก หมายถึง จีนจะเปิดรับการลงทุน และการค้ากับประเทศทั่วโลก

การที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การค้าโลก ซึ่งจะทำให้จีนเปิดเสรีทางการค้าการลงทุน เช่น ลดภาษีมากขึ้น จะมีผลต่อไทยทั้งในแง่บวกและลบ สินค้าที่ไทยมีโอกาสขายให้จีนได้มากขึ้น ข้าว ยางพารา กุ้งสดแช่แข็ง สินค้าเกษตรแปรรูป น้ำตาล ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เส้นด้ายและผ้าผืน ผลไม้ แต่สินค้าที่ไทยและอาเซียนจะถูกจีนแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งมีกำลังซื้อ คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป คือ เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ พลาสติก เพราะจีนซึ่งมีค่าแรงงานต่ำกว่า ผลิตได้ถูกกว่า ไทยต้องเร่งรัดปรับตัวพัฒนาสินค้าออกที่มีคุณภาพมากขึ้น และต้องเจาะหาตลาดใหม่ ๆ ดังท่าน ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร เอกอัครราชทูต ด้านการพานิชย์ ได้ให้แนวคิดในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ด้านเศรษฐกิจ การลงทุน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย 9hv’ยกระดับคุณภาพ งานฝีมือ งานบริการ งานศิลปวัฒนธรรม ในแง่การลงทุน ระหว่างจีนกับไทย ยังมีน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ โอกาสที่ไทยจะไปลงทุนในจีน เป็นโอกาสของบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะมีการแข่งขันสูง ส่วนการลงทุนของจีนในไทย ก็มุ่งมาใช้ทรัพยากร เช่น ปลูกป่ายูคาลิปตัส หรือขายบริการ เช่น รับเหมา ก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ การลงทุนระหว่างสองประเทศยังเป็นประโยชน์แก่ผู้ลงทุนมากกว่าแก่ประชาชนในประเทศทั้งสอง ที่นอกจากได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจน้อยกว่านายทุนแล้ว ยังเสียประโยชน์ในแง่การทำลายสภาวะแวดล้อมของทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้น

ไทยและอาเซียนจะได้ประโยชน์จากจีนมากขึ้น หากการเจรจากันโดยตรงแบบทวิภาคและแบบภูมิภาค มีข้อตกลงที่พิเศษกว่าข้อตกลงทั่วไปในเวทีองค์การค้าโลก ซึ่งเป็นเวทีที่ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมมักจะได้ประโยชน์มากกว่าประเทศกำลังพัฒนา ความจริงถ้าอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ร่วมมือกันได้จริง คือประเทศรวยกว่าใหญ่กว่ายอมผ่อนปรนช่วยเหลือประเทศที่จนกว่าเล็กกว่า ภูมิภาคนี้จะเติบโตและเข้มแข็งได้มาก แต่ทุกวันนี้พวกเขาล้วนมองไปที่สหรัฐและยุโรป ซึ่งมีความมั่งคั่งและกำลังซื้อ และต่างคนก็ต่างทำเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นของตัวเอง โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งเป็นยักษ์ที่คิดแต่ผลประโยชน์ตัวเองมากเกินไปจนเศรษฐกิจของตนเองถดถอยจนขยับไม่ได้

การลงทุนและการค้ากับจีนรวมทั้งการท่องเที่ยวมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น ถ้ามีการร่วมมือกันพัฒนาด้านการคมนาคมผ่านอินโดจีน และพม่าไปจีน ให้ครอบคลุมสะดวกรวดเร็วขึ้น เพราะจะทำให้การขนส่งสินค้าลดต้นทุน และจีนทางภาคใต้ก็มีประชากรมาก และเศรษฐกิจเติบโต แต่การเติบโตแบบนี้

ก็ให้ผลประโยชน์แก่คนบางกลุ่มมากกว่าประชาชนส่วนใหญ่ และการเปิดประเทศกว้างขึ้น ก็สร้างปัญหาเพิ่มขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย เช่น มีปัญหาแรงงานเถื่อน โสเภณี อาชญากรทางเศรษฐกิจ ยาเสพย์ติด โรคเอดส์ ฯลฯ เพิ่มขึ้น

ดังนั้นดิฉันคิดว่าเราจึงไม่ควรมองเรื่องการคบกับจีนในแง่ผลกระทบทางเศรษฐกิจล้วน ๆ หากต้องมองในแง่ผลกระทบทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมด้วย จีน ไทย อาเซียน ควรจะร่วมมือกันในแง่สังคม การศึกษา การวิจัย วิชาการด้านต่าง ๆ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมด้วย จึงทำให้ภูมิภาคเอเชียนี้เจริญเติบโตไปพร้อม ๆ กันและอย่างยั่งยืน ไม่ใช่คิดแต่ในแง่การค้า การลงทุนในกรอบคิดการพัฒนาเพื่อหากำไรเอกชนของระบบทุนนิยมโลก ซึ่งสร้างปัญหา ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ความยากจน

การทำลายสิ่งแวดล้อม และปัญหาสังคมอื่นตามมมากมาย เท่านั้น

ประโยชน์ที่ไทยได้รับคืออะไร

1. ประชากรเพิ่มเป็น 600 ล้านคนโดยประมาณ ทำให้เพิ่มศักยภาพในการบริโภค เพิ่มอำนาจการต่อรองใน

ระดับโลก

2. Economy Scale ยิ่งผลิตมาก ยิ่งต้นทุนต่ำ

3. มีแรงดึงดูดเงินลงทุนที่อยู่นอกอาเซียนสูงขึ้น

4. สิบเสียงย่อมดังกว่าเสียงเดียว

ผลกระทบมีอะไรบ้าง?

1. การศึกษาในภาพใหญ่ของโลก มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ต้องไม่ให้การเปลี่ยนแปลงนี้มากระชากลากเราไปอย่าง

ทุลักทุเล เราต้องเตรียมความพร้อมทันที ตลอดเวลา โดยเฉพาะบุคลากรต้องตามให้ทัน และยืดหยุ่นปรับตัวให้รับ

สถานะการณ์ได้

2. ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษากลางของ ASEAN บุคลากรและนักศึกษา ต้องเพิ่มทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ

ให้สามารถสื่อสารได้

3. ปรับปรุงความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ เพื่อลดข้อขัดแย้งในภูมิภาคอาเซียน (Conflict Management)

จึงต้องคำนึงถึงการสร้างบัณฑิตให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่อง ASEAN ให้มากขึ้น

4. สร้างบัณฑิตให้สามารถแข่งขันได้ใน ASEAN เพิ่มโอกาสในการทำงาน ไม่เช่นนั้น จะถูกแย่งงานเพราะเกิดการเคลื่อนย้าย

แรงงาน/บริการอย่างเสรี คณะกรรมการวิชาชีพ สภาวิชาชีพ ต้องเตรียมการรองรับ ผลกระทบนี้อย่างเร่งด่วน

5. โอกาสในการเป็น Education Hub โดยอาศัยความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศไทย แต่ต้องเน้น ในเรื่องของ

คุณภาพการศึกษาเป็นตัวนำ

6. เราต้องการเครื่องมือในการ Transform คน การเรียนแบบ PBL หรือ Project Based Learning น่าจะได้ มีการวิจัยอย่าง

จริงจังและนำมาปรับใช้ ห้องเรียนไม่ใช่แค่ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆอีกต่อไป ต้องเพิ่มการเรียน จากชีวิตจริง ลงมือทำเป็นทีม อยู่

คนละประเทศก็ทำร่วมกันได้ด้วยไม่มีข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยี การสื่อสาร ประเด็นนี้ อาจารย์จะสอนได้ยากขึ้น แต่เป็น

ผู้ที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้

จังหวัดสมุทรปราการขอชมว่า วิสัยทัศน์ของผู้นำได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว การมีส่วนร่วมขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เป็นเลิศ

เคยได้ยินแต่คำว่า ทักษะชีวิต สะใจมากทักษะชั่วชีวิต เป็นคำพูดที่ถึงแก่นแท้ของชีวิตที่ถูกมองข้าม

ขอซ่อมการสอบในวันที่ 9/10 /11 ของนางวาสนา รังสร้อย นศ.ป.เอก สวนสุนันทา

1. ในระดับ HR Macro มีทฤษฎี HR Architecture ในระดับ Micro ให้ลอง Design รูปแบบการบริหาร ตอบ การศึกษารูปแบบการบริหารการศึกษาที่ใช้ กระบวนการสร้างภาคีเครือข่าย บ ว ร ส อ ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จากรูปวงกลมทั้ง 6 วงนี้ เป็นการออกแบบการบริหารการศึกษาระบบภาคีเครือข่าย

  wasa1

ที่ดิฉันมองเห็น 3 วงกลม แล้วได้นำมาต่อยอดในการจัดระบบการบริหารการศึกษาระบบภาคีเครือข่าย 6 วงกลม เนื่องจากหลักสูตรการศึกษามีลักษณะเป็นพลวัตร ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของสังคมตลอดเวลา ดังนั้นหลักสูตรต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงด้วย และถ้าเป็นเช่นนี้ผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรฝ่ายเดียวคงจะดำเนินการบริหารจัดการศึกษาไม่สำเร็จแน่นอน ต้องออกแบบที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ดิฉันเห็นว่าส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การจัดการศึกษานั้นบรรลุเป้าหมาย จึงมีทั้งหมด 5 องค์กร กล่าวคือ 1. บ้าน หรือชุมชน(บ) เป็นส่วนของผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อช่วยรวบรวมทรัพยากรเพื่อการศึกษาหรือที่เรียกว่าภูมิปัญญาท้องถิ่น ช่วยจัดทำแผนปฏิบัติการ ช่วยตรวจสอบความถูกต้อง สอดส่องดูแลพฤติกรรมบุตรหลาน เมื่ออยู่ที่บ้านหรือชุมชน2. วัด(ว)พระภิกษุ สามเณร เผยแพร่ธรรมะสอนจริยธรรมโดยผสมผสาน สร้างนิสัย ใช้นาฬิกาชีวิต วินัยดี มีวิถีชีวิตที่พอเพียง 3. โรงเรียน (ร) ครูสอน ปลูกฝังนิสัย นักเรียนใส่ใจธรรม ลด ละ เลิก พฤติกรรมเสี่ยง นักเรียนนำไปปฏิบัติ และนำความรู้สู่ครอบครัว 4. สถานบริการสาธารณสุข (ส)ให้ความรู้ ดูแลสุขภาพ(ภาวะโภชนาการ) ฝึกปฏิบัติ จัดกิจกรรม ตรวจเช็คร่างกาย สม่ำเสมอ 5. อบต./แกนนำชุมชน(อ) สนับสนุนงบประมาณ องค์ความรู้ อุปกรณ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ตามความเป็นจริงแล้วการจัดการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ก็อาศัยระบบนี้มาโดยตลอดอยู่แล้ว จะสังเกตว่าชื่อโรงเรียนจะขึ้นต้นด้วยคำว่า “วัด” เช่น โรงเรียนของดิฉันชื่อโรงเรียนวัดลานบุญเพราะสถานศึกษา เป็นที่ที่เรียกว่า “ธรณีสงฆ์” สร้างเป็นโรงเรียนเพื่อคนชุมชนลานบุญ และชุมชนใกล้เคียง ถ้าผู้บริหารมีภาวะผู้นำ มองเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาโดยใช้ระบบเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม จริงจัง ต่อเนื่อง สัมพันธ์กันตลอด ประโยชน์ที่ได้รับมหาศาล โรงเรียนมีรั้วที่ไม่ต้องลงทุน ถ้ามองเห็นความสำคัญและให้โอกาสทรัพยากรมนุษย์ในชุมชนได้เข้ามามีบทบาทให้กับองค์กร ในที่สุด แนวทางการพัฒนาการศึกษาระบบภาคีเครือข่ายก็สมบูรณ์แบบตามทฤษฎษี 8 K’s 5K’s ของท่าน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในเรื่องคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ ที่นำไปใช้ได้จริง การจะทำงานสำเร็จได้ต้องอาศัยทรัพยากร 3 กลุ่มได้แก่ CEO/ผู้นำ Smart HR และ Non – HR 2. ร่างแผนพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจ การศึกษา และชุมชน A Where we are ?”เราอยู่ไหน” - เกิดการแข่งขันกันแรงมากขึ้นเรื่อย องค์กรต้องมีการวิเคราะห์ SWOT ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่เน้นการตรวจสอบสภาวะแวดล้อมภายนอกและภายใน และการมองเห็นถึงจุดแข็ง จุดอ่อน วิกฤติ และโอกาสต่าง ๆ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์นั่นเอง - ถ้าธุรกิจไทยเปิด ต้องเกิดปัญหาเสถียรภาพคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ค่อนข้างต่ำการพัฒนาทรัพยกรมนุษย์ มีแต่ปริมาณ ขาดคุณภาพ - ต้องพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 8K’s 5 K’s และฝึกการใฝ่รู้ใฝ่เรียนจนเป็นนิสัยติดตัวอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ - Productivity of Labor ไทยต่ำมาก - ต้องสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้ในสภาพัฒน์ฯในแผน 11 B Where do we want to go ? “เราต้องการไปที่ไหน” ในการบริหารหัวใจที่สำคัญก็คือ การกำหนดเป้าหมาย ซึ่งอาจหมายถึงผลกำไร ผลผลิต ผลประโยชน์ที่ได้รับ หรืออาจจะเป็นความสุขที่ทุกคนแสวงหา ฯลฯ เป็นต้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับภารกิจของหน่วยงานนั้น ๆ ที่จะต้องมี 1. ต้องมีความสมดุล ยั่งยืนแข่งขันได้ 2. ต้องสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3. ต้องมุ่งเน้นไปที่ภาคบริการ การท่องเที่ยว Health Care การเกษตรมูลค่าเพิ่มรักษาความสมดุลระหว่างอาหารและพลังงาน 4. มุ่งสู่ Green Economy 5. อุตสาหกรรมต้องมี R&D เช่น แพทย์แผนใหม่ต้องพึ่งภูมิปัญญามากขึ้น 6. ไทยต้องเน้นเศรษฐกิจสร้างสรรรค์ 7. หาธุรกิจใหม่แบบ Blue Ocean 8. ต้องไปสู่ธุรกิจนานาชาติให้ได้ C How do we get there ? “จะไปถึงที่นั่นได้อย่างไร” นั่นก็คือยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์(Strategies) เปรียบเสมือนหัวใจ เปรียบเสมือนการเล็งปืนให้ตรงเป้า ลูกกระสุนก็จะสามารถถูกเป้า และการดำเนินการให้ตรงเป้าหมายจะสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ สอดรับกับภารกิจ ซึ่งต้องกำหนดหรือระบุมาตรการ เช่น - รัฐบาลต้องสนใจเรื่องทุนมนุษย์ - ต้องมีความสมดุลระหว่าง Supply กับ Demand - ต้องวิจัยว่ามีสิ่งที่ทำอยู่มีขีดจำกัดอะไรและอนาคตของ HR จะเป็นอย่างไร - ต้องสร้างและพัฒนาทุนมนุษย์ที่พึงประสงค์ - ต้องบรรจุแผนการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจแห่งชาติไว้ในแผนฯ 11 D How do achieve HR or HC execution ? Make it successful.”ทำอย่างไรจึงจะผ่านอุปสรรคและประสบผลสำเร็จ ” ก็ต้องนำแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ โดย 1. ประสานงานกับหน่วยงานทุกด้าน 2. จัดตั้งองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการทำงาน ไว้ในแผนฯ 11 3. การบริหารจัดการให้ใช้มืออาชีพ โปร่งใส พึ่งตนเอง เน้นสร้าง Net Work คล่องตัว 4. ให้มีการทำ Master Plan ของ HR กับธุรกิจ เน้นการบริหารปัจจัยเสี่ยงและความสำเร็จ 3. ถ้าจะวัดความสำเร็จของ Happiness Capital กับองค์ประกอบทางธุรกิจเป็นแนวทางวิทยานิพนธ์ของท่าน a) เสนอ Methodology แบบ quantitative b) เสนอวิธีการแบบวิจัยโดยคุณภาพ c) ระหว่างทุนแห่งความสุขกับองค์กรที่สร้างความสุขให้พนักงานกับ Happy Work Place แตกต่างกันอย่างไร? และมีแนวทางวิจัยอย่างไร? จากการทำวิจัยในเชิงคุณภาพเรื่องการศึกษารูปแบบการบริหารการศึกษาที่ใช้ กระบวนการสร้างภาคีเครือข่าย บ ว ร ส อ ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยการนำทฤษฎี 4 L’s เป็นทฤษฎีการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ผู้สอนเปิดกว้างต่อการแลกเปลี่ยนทัศนะต่อทุกความคิดเห็น ได้รับภูมิปัญญาจากผู้รู้ ผู้เข้าใจ และผู้เชี่ยวชาญในชุมชน ในทฤษฎี 4L’s จะต้องมีทฤษฎี 2R’sและ 2 I’s ประกอบ เพราะสังคมและโลกที่ต้องมองความจริง ในทฤษฎีนี้ต้องมองวิเคราะห์ปัญหา เรียนรู้จากความจริงอย่างตรงประเด็น ที่ส่วนหนึ่งได้องค์ความรู้จากชุมชนมีอยู่ ทางด้านวิถีชีวิต วัฒนธรรม ผสมผสานกับการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และนำทฤษฎี 8K’s ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อคุณภาพของทุนมนุษย์จึงจะเกิดความยั่งยืน เนื่องจากหลักสูตรการศึกษามีลักษณะเป็นพลวัตร ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของสังคมตลอดเวลา ดังนั้นหลักสูตรต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงด้วย และถ้าเป็นเช่นนี้ผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรฝ่ายเดียวคงจะดำเนินการบริหารจัดการศึกษาไม่สำเร็จแน่นอน ต้องออกแบบที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ก็จำเป็นต้องนำเอาทฤษฎี 5 K’s เพราะจะเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพเพียงพอ สามารถยืนหยัดและแข่งขันได้ในทุก ๆ เวที ไม่เฉพาะแต่เวทีอาเซียนเสรีเท่านั้น แม้แต่เวทีโลก เด็กที่เรียนโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ก็จะไม่เป็นรองใคร ด้วยรูปแบบการบริหารการศึกษาที่ใช้ กระบวนการสร้างภาคีเครือข่าย บ ว ร ส อ ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร มุ่งเปิดแนวการจัดการเรียนรู้ที่มีการคิดแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านทุนมนุษย์ทั้ง 5 ทฤษฎี ซึ่งเสมือนการปลูกความรู้ที่มีความแตกต่างกันจากประสบการณ์ทุกด้านที่แตกต่างกันของผู้เรียน สิ่งที่ร่วมกันปลูกเมื่อเติบโตขึ้นมาการเก็บเกี่ยวองค์ความรู้ทุนมนุษย์ที่ได้จากการเรียนเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และการปลูก การเก็บเกี่ยวจะต้องถูกกำหนดจากหน่วยงานทั้ง 5 หน่วยงาน ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนที่เปิดกว้าง สามารถที่จะเพาะปลูกได้หลายรูปแบบจากความคิดเห็นที่แตกต่างกัน จนกระทั่งสามารถเก็บเกี่ยวสิ่งที่ปลูกไว้ได้ ผลที่ได้ดังกล่าวสามารถกำหนดเป็นนโยบายของกรุงเทพมหานคร โดยแถลงชี้แจงหรือทำประชาคมสร้างเป็นชุมชนต้นแบบแห่งการจัดการศึกษาที่ใช้ กระบวนการสร้างภาคีเครือข่าย บ ว ร ส อ ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร



ขอซ่อมการสอบในวันที่ 9/10 /11 ของนางวาสนา รังสร้อย นศ.ป.เอก สวนสุนันทา1. ในระดับ HR Macro มีทฤษฎี HR Architecture ในระดับ Micro ให้ลอง Design รูปแบบการบริหาร ตอบ การศึกษารูปแบบการบริหารการศึกษาที่ใช้ กระบวนการสร้างภาคีเครือข่าย บ ว ร ส อ ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จากรูปวงกลมทั้ง 6 วงนี้ เป็นการออกแบบการบริหารการศึกษาระบบภาคีเครือข่าย ที่ดิฉันมองเห็นทฤษฎี 3 วงกลม แล้วได้นำมาต่อยอดในการจัดระบบการบริหารการศึกษาระบบภาคีเครือข่าย 6 วงกลม เนื่องจากหลักสูตรการศึกษามีลักษณะเป็นพลวัตร ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของสังคมตลอดเวลา ดังนั้นหลักสูตรต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงด้วย และถ้าเป็นเช่นนี้ผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรฝ่ายเดียวคงจะดำเนินการบริหารจัดการศึกษาไม่สำเร็จแน่นอน ต้องออกแบบที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ดิฉันเห็นว่าส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การจัดการศึกษานั้นบรรลุเป้าหมาย จึงมีทั้งหมด 5 องค์กร กล่าวคือ 1. บ้าน หรือชุมชน(บ) เป็นส่วนของผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อช่วยรวบรวมทรัพยากรเพื่อการศึกษาหรือที่เรียกว่าภูมิปัญญาท้องถิ่น ช่วยจัดทำแผนปฏิบัติการ ช่วยตรวจสอบความถูกต้อง สอดส่องดูแลพฤติกรรมบุตรหลาน เมื่ออยู่ที่บ้านหรือชุมชน 2. วัด(ว)พระภิกษุ สามเณร เผยแพร่ธรรมะสอนจริยธรรมโดยผสมผสาน สร้างนิสัย ใช้นาฬิกาชีวิต วินัยดี มีวิถีชีวิตที่พอเพียง 3. โรงเรียน (ร) ครูสอน ปลูกฝังนิสัย นักเรียนใส่ใจธรรม ลด ละ เลิก พฤติกรรมเสี่ยง นักเรียนนำไปปฏิบัติ และนำความรู้สู่ครอบครัว 4. สถานบริการสาธารณสุข (ส)ให้ความรู้ ดูแลสุขภาพ(ภาวะโภชนาการ) ฝึกปฏิบัติ จัดกิจกรรม ตรวจเช็คร่างกาย สม่ำเสมอ 5. อบต./แกนนำชุมชน(อ) สนับสนุนงบประมาณ องค์ความรู้ อุปกรณ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ตามความเป็นจริงแล้วการจัดการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ก็อาศัยระบบนี้มาโดยตลอดอยู่แล้ว จะสังเกตว่าชื่อโรงเรียนจะขึ้นต้นด้วยคำว่า “วัด” เช่น โรงเรียนของดิฉันชื่อโรงเรียนวัดลานบุญเพราะสถานศึกษา เป็นที่ที่เรียกว่า “ธรณีสงฆ์” สร้างเป็นโรงเรียนเพื่อคนชุมชนลานบุญ และชุมชนใกล้เคียง ถ้าผู้บริหารมีภาวะผู้นำ มองเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาโดยใช้ระบบเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม จริงจัง ต่อเนื่อง สัมพันธ์กันตลอด ประโยชน์ที่ได้รับมหาศาล โรงเรียนมีรั้วที่ไม่ต้องลงทุน ถ้ามองเห็นความสำคัญและให้โอกาสทรัพยากรมนุษย์ในชุมชนได้เข้ามามีบทบาทให้กับองค์กร ในที่สุด แนวทางการพัฒนาการศึกษาระบบภาคีเครือข่ายก็สมบูรณ์แบบตามทฤษฎษี 8 K’s 5K’s ของท่าน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในเรื่องคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ ที่นำไปใช้ได้จริง การจะทำงานสำเร็จได้ต้องอาศัยทรัพยากร 3 กลุ่มได้แก่ CEO/ผู้นำ Smart HR และ Non – HR 2. ร่างแผนพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจ การศึกษา และชุมชน A Where we are ?”เราอยู่ไหน” - เกิดการแข่งขันกันแรงมากขึ้นเรื่อย องค์กรต้องมีการวิเคราะห์ SWOT ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่เน้นการตรวจสอบสภาวะแวดล้อมภายนอกและภายใน และการมองเห็นถึงจุดแข็ง จุดอ่อน วิกฤติ และโอกาสต่าง ๆ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์นั่นเอง - ถ้าธุรกิจไทยเปิด ต้องเกิดปัญหาเสถียรภาพคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ค่อนข้างต่ำการพัฒนาทรัพยกรมนุษย์ มีแต่ปริมาณ ขาดคุณภาพ - ต้องพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 8K’s 5 K’s และฝึกการใฝ่รู้ใฝ่เรียนจนเป็นนิสัยติดตัวอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ - Productivity of Labor ไทยต่ำมาก - ต้องสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้ในสภาพัฒน์ฯในแผน 11 B Where do we want to go ? “เราต้องการไปที่ไหน” ในการบริหารหัวใจที่สำคัญก็คือ การกำหนดเป้าหมาย ซึ่งอาจหมายถึงผลกำไร ผลผลิต ผลประโยชน์ที่ได้รับ หรืออาจจะเป็นความสุขที่ทุกคนแสวงหา ฯลฯ เป็นต้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับภารกิจของหน่วยงานนั้น ๆ ที่จะต้องมี 1. ต้องมีความสมดุล ยั่งยืนแข่งขันได้ 2. ต้องสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3. ต้องมุ่งเน้นไปที่ภาคบริการ การท่องเที่ยว Health Care การเกษตรมูลค่าเพิ่มรักษาความสมดุลระหว่างอาหารและพลังงาน 4. มุ่งสู่ Green Economy 5. อุตสาหกรรมต้องมี R&D เช่น แพทย์แผนใหม่ต้องพึ่งภูมิปัญญามากขึ้น 6. ไทยต้องเน้นเศรษฐกิจสร้างสรรรค์ 7. หาธุรกิจใหม่แบบ Blue Ocean 8. ต้องไปสู่ธุรกิจนานาชาติให้ได้ C How do we get there ? “จะไปถึงที่นั่นได้อย่างไร” นั่นก็คือยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์(Strategies) เปรียบเสมือนหัวใจ เปรียบเสมือนการเล็งปืนให้ตรงเป้า ลูกกระสุนก็จะสามารถถูกเป้า และการดำเนินการให้ตรงเป้าหมายจะสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ สอดรับกับภารกิจ ซึ่งต้องกำหนดหรือระบุมาตรการ เช่น - รัฐบาลต้องสนใจเรื่องทุนมนุษย์ - ต้องมีความสมดุลระหว่าง Supply กับ Demand - ต้องวิจัยว่ามีสิ่งที่ทำอยู่มีขีดจำกัดอะไรและอนาคตของ HR จะเป็นอย่างไร - ต้องสร้างและพัฒนาทุนมนุษย์ที่พึงประสงค์ - ต้องบรรจุแผนการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจแห่งชาติไว้ในแผนฯ 11 D How do achieve HR or HC execution ? Make it successful.”ทำอย่างไรจึงจะผ่านอุปสรรคและประสบผลสำเร็จ ” ก็ต้องนำแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ โดย 1. ประสานงานกับหน่วยงานทุกด้าน 2. จัดตั้งองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการทำงาน ไว้ในแผนฯ 11 3. การบริหารจัดการให้ใช้มืออาชีพ โปร่งใส พึ่งตนเอง เน้นสร้าง Net Work คล่องตัว 4. ให้มีการทำ Master Plan ของ HR กับธุรกิจ เน้นการบริหารปัจจัยเสี่ยงและความสำเร็จ 3. ถ้าจะวัดความสำเร็จของ Happiness Capital กับองค์ประกอบทางธุรกิจเป็นแนวทางวิทยานิพนธ์ของท่าน a) เสนอ Methodology แบบ quantitative b) เสนอวิธีการแบบวิจัยโดยคุณภาพ c) ระหว่างทุนแห่งความสุขกับองค์กรที่สร้างความสุขให้พนักงานกับ Happy Work Place แตกต่างกันอย่างไร? และมีแนวทางวิจัยอย่างไร? จากการทำวิจัยในเชิงคุณภาพเรื่องการศึกษารูปแบบการบริหารการศึกษาที่ใช้ กระบวนการสร้างภาคีเครือข่าย บ ว ร ส อ ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยการนำทฤษฎี 4 L’s เป็นทฤษฎีการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ผู้สอนเปิดกว้างต่อการแลกเปลี่ยนทัศนะต่อทุกความคิดเห็น ได้รับภูมิปัญญาจากผู้รู้ ผู้เข้าใจ และผู้เชี่ยวชาญในชุมชน ในทฤษฎี 4L’s จะต้องมีทฤษฎี 2R’sและ 2 I’s ประกอบ เพราะสังคมและโลกที่ต้องมองความจริง ในทฤษฎีนี้ต้องมองวิเคราะห์ปัญหา เรียนรู้จากความจริงอย่างตรงประเด็น ที่ส่วนหนึ่งได้องค์ความรู้จากชุมชนมีอยู่ ทางด้านวิถีชีวิต วัฒนธรรม ผสมผสานกับการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และนำทฤษฎี 8K’s ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อคุณภาพของทุนมนุษย์จึงจะเกิดความยั่งยืน เนื่องจากหลักสูตรการศึกษามีลักษณะเป็นพลวัตร ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของสังคมตลอดเวลา ดังนั้นหลักสูตรต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงด้วย และถ้าเป็นเช่นนี้ผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรฝ่ายเดียวคงจะดำเนินการบริหารจัดการศึกษาไม่สำเร็จแน่นอน ต้องออกแบบที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ก็จำเป็นต้องนำเอาทฤษฎี 5 K’s เพราะจะเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพเพียงพอ สามารถยืนหยัดและแข่งขันได้ในทุก ๆ เวที ไม่เฉพาะแต่เวทีอาเซียนเสรีเท่านั้น แม้แต่เวทีโลก เด็กที่เรียนโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ก็จะไม่เป็นรองใคร ด้วยรูปแบบการบริหารการศึกษาที่ใช้ กระบวนการสร้างภาคีเครือข่าย บ ว ร ส อ ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร มุ่งเปิดแนวการจัดการเรียนรู้ที่มีการคิดแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านทุนมนุษย์ทั้ง 5 ทฤษฎี ซึ่งเสมือนการปลูกความรู้ที่มีความแตกต่างกันจากประสบการณ์ทุกด้านที่แตกต่างกันของผู้เรียน สิ่งที่ร่วมกันปลูกเมื่อเติบโตขึ้นมาการเก็บเกี่ยวองค์ความรู้ทุนมนุษย์ที่ได้จากการเรียนเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และการปลูก การเก็บเกี่ยวจะต้องถูกกำหนดจากหน่วยงานทั้ง 5 หน่วยงาน ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนที่เปิดกว้าง สามารถที่จะเพาะปลูกได้หลายรูปแบบจากความคิดเห็นที่แตกต่างกัน จนกระทั่งสามารถเก็บเกี่ยวสิ่งที่ปลูกไว้ได้ ผลที่ได้ดังกล่าวสามารถกำหนดเป็นนโยบายของกรุงเทพมหานคร โดยแถลงชี้แจงหรือทำประชาคมสร้างเป็นชุมชนต้นแบบแห่งการจัดการศึกษาที่ใช้ กระบวนการสร้างภาคีเครือข่าย บ ว ร ส อ ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร

 



สรุปบทเรียน โดย วาสนา รังสร้อย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ศูนย์ กรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์ที่ 2 / 10 /2011 ดังนี้

1. สรุป ในทางองค์กร การบริหารคน ต้องมี Concept 5 ข้อ คือ

1. Benchmark เป็นเกณฑ์กำหนดตัวชี้วัดหรือที่เรียกว่า Key Performance Indicator (KPIs) ที่จะสามารถเปรียบเทียบกับใครบ้าง และในเรื่องใดในการพัฒนาและบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรโดยจะพิจารณา Context หรือ บริบท ทั้งภายนอกและภายใน ภายนอก พิจารณา Skills และ Competencies ทักษะ และศักยภาพที่จำเป็นสำหรับบุคลากรเพื่อพัฒนาให้บุคลากรมีความรู้ ความสามารถ และทักษะ ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือบุคลากรจะต้องมีกำลังใจ มีความพึงพอใจ มีความตั้งใจและทัศนคติที่ดีในการทำงาน นั่นคือการสร้างแรงจูงใจ (Motivation)นั่นเอง ซึ่งตรงกับทฤษฎี 3 วงกลมของท่านศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมณ์

2. Quality เป็นการทำงานให้ได้คุณภาพตามข้อกำหนดตาม Benchmark เช่น คนคุณภาพของเครือ CP ถ้าไปศึกษาดูงานไม่ว่าจะเป็นภายในประเทศ หรือต่างประเทศ กล่าวไว้ว่า “เรามีอายุ 50 ปีแล้ว ก็ต้องให้คนที่อายุ 40 ปี และคนที่อายุ 30 ปีไปด้วย อย่างน้อยต้องมี 3 ระดับไปศึกษาดูงานด้วยกันเพราะเรามีอายุมากขึ้นก็ยิ่งต้องใช้คนหนุ่มสาวเราถึงจะได้ความรู้ใหม่ ๆ จากคนหนุ่มสาว ธุรกิจนี้ต้องมีของใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ถึงจะขับเคลื่อน สร้างองค์กรได้สำเร็จ ” เป็นต้น หรือหากเป็นการให้บริการก็สามารถให้บริการได้ตามที่ประกาศไว้ เช่น อาหารเสร็จภายใน 7 นาที, ซ่อมเสร็จภายใน 2 วัน เป็นตัน

จากการพัฒนคนให้ได้คุณภาพดังตัวอย่างสรุปได้ว่า การสร้างบุคลากรให้มีคุณภาพสามารถปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย นั้น ไม่เพียงแต่ให้เขาศึกษางานภายในองค์กรเท่านั้นแต่ยังเปิดโอกาสให้คนที่สามารถเป็นตัวแทนในฝ่ายต่าง ๆได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับองค์กรอื่นหรือสังคมภายนอกที่มีการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน และสามารถนำมาพัฒนางานในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์ และเกิดประโยชน์สูงสุด หลังจากมีการมอบหมายงาน โดยมีตัวเราเป็นพีเลี้ยง คอยติดตามประเมินผล ให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง

3. Standard หมายถึง มาตรฐานที่จัดทำขึ้นจากการเห็นพ้องต้องกันในคุณภาพ และได้รับความเห็นชอบจากองค์กรอันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป มาตรฐานดังกล่าว วางกฎระเบียบแนวทางปฏิบัติหรือลักษณะเฉพาะแห่งกิจกรรม หรือผลที่เกิดขึ้นของกิจกรรมนั้น ๆ เพื่อให้เป็นหลักเกณฑ์ใช้กันทั่วไปจนเป็นปกติวิสัย โดยมุ่งให้บรรลุถึงความสำเร็จสูงสุดตามข้อกำหนดให้ได้ตาม Quality เช่น มาตรฐานคุณภาพของเครือ CP ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะนำเทคโนโลยีเครื่องจักรอันทันสมัยมาใช้ในกระบวนการผลิตและการวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง การให้ความสำคัญในการดำเนินงานตาม ระบบมาตรฐานสากล ไม่ว่า จะเป็น ระบบการ จัดการคุณภาพมาตรฐาน ISO 9001:2000, ระบบตรวจสอบวิเคราะห์ความปลอดภัย ในผลิตภัณฑ์ อาหาร HACCP, และระบบคุณภาพโดยรวม TQM ทำให้กิจการของบริษัทฯเจริญ ก้าวหน้าและเติบโตอย่าง มีประสิทธิภาพ มาโดยลำดับ

4. Best plactice เป็นวิธีปฏิบัติในกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งที่สามารถก่อให้เกิดผลที่เป็นเลิศ หรือวิธีปฏิบัติที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ หรือสู่ความเป็นเลิศ เช่น Best Practices คุณธนินท์ เจียวนนท์ ที่ไม่หยุดที่จะหาคนเก่งเข้าสู่องค์กรตลอด ตามวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ของการบริหารงานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ก้าวสู่ความเป็นเลิศ นั้นต้องมีคนคุณภาพโดยเริ่มจากการสรรหาคนเก่ง มาช่วยสร้างธุรกิจให้เป็นปึกแผ่น

5. Excellent เป็นการมุ่งเน้นในการสร้างความเป็นเลิศในสิ่งที่ทำ หรือประสบผลสำเร็จในธุรกิจ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่น เซฟเว่น อีเลฟเว่น ขยายไปยังบุคคลทุกระดับ ทุกซอกทุกซอย เป็นที่รุ้จักของคนทั่วไป ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นการคัดเลือกคนเก่งเข้ามาร่วมงานก็ต้องรู้จัก ให้โอกาส ให้เกียรติ ให้อำนาจให้เงินดือนไม่ด้อยกว่าเถ้าแก่ ถือว่าเป็นการการบริหารจัดของ คุณธนินท์ เจียวนนท์ สิ่งเหล่านี้คือเคล็ดลับในการสร้างคน เพื่อจะสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้กับองค์กร

2. ความรู้ที่ได้ในวันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม 2554 มี 3 ประเด็น ได้แก่

CEO , Smart HR และ Non - HR พอสรุปได้ว่า

1. CEO ผู้บริหาร มีลักษณะ

- จริงใจ จริงจัง

- วิสัยทัศน์ดี

- มีใหวพริบดี

- มีความรู้ความสามารถรู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง

- มีคุณธรรมจริยธรรม

- สร้างวัฒนธรรมองค์กร

- มีการทำอย่างต่อเนื่อง

2. บทบาทใหม่ HR นำไปสู่ความสำเร็จ performent ของผู้รับบริการ

1. Benchmark

2. Quality

3. Standard

4. Best plactice

5. Excelent

1. Non HR เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้งานประสบผลสำเร็จโดยวิธีการแก้ปัญหากล่าวคือ ผู้บริหารอาจจะเป็น Non HR แต่ต้องทำ HR

การเรียนเป็นปรัชญา เป็นการสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ ๆ ถ้า HR ทำหน้าที่ Training ก็จะถอยหลังไปเรื่อย ๆ ดังนั้นต้องมีบทบาทร่วมกับคนอื่น และต้องยกย่องคนภายนอกองค์กรที่มีศักยภาพ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการนำเอาความรุ้ความสามารถมาพัฒนาองค์กรให้บรรลุเป้าหมาย

สรุป วิชาทุนมนุษย์ (PHD8202) โดย นางวาสนา รังสร้อย นักศึกษาหลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ศูนย์กรุงเทพมหานคร

สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ในห้องเรียนภาคเช้ากับท่านศาสตราจารย์ ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ เมื่อเวลา 9.00 น.-12.00 น. ได้เข้าใจคำว่า “ปลูก” และ “เก็บเกี่ยว” ทางด้านทุนมนุษย์ พอสรุปได้ดังนี้

ปลูก เป็นการพัฒนาตนเองทั้งทางด้านความรู้ ด้านทักษะที่ เป็น competency เฉพาะตน ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของ 2 R’s เพื่อสร้างความมั่นใจ สร้างความตระหนักในหน้าที่ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มาสนับสนุนการพัฒนา โดยต้องมีการลงทุน ในที่นี้ก็คือ การลงทุนทางการศึกษาหาประสบการณ์เพิ่ม แล้วนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับงานที่ทำอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่จะช่วยพัฒนาให้เกิดคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ตามหลักทฤษฎี 8K’s และ 5K’s ของ ศาสตราจารย์ ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ อย่างแท้จริง และจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน หรือการ share ประสบการณ์ ก็เป็นการช่วยเติมพลัง เป็นแรงกระตุ้น ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อตอบสนองความต้องการ ในสิ่งที่ตนอยากให้เป็น อยากให้เกิด อย่างมีคุณค่าและประโยชน์สูงสุด

เก็บเกี่ยว ในที่นี้หมายถึง ตัวดิฉันเองก็ต้องการความเป็นเลิศในด้านการบริหารจัดการกับหลักสูตรและเทคนิคการสอนเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข เหมาะสมกับวัยแห่งการเรียนรู้ และสอดคล้องสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันก็จะเกิดความรู้ที่ยั่งยืน มีความสุขกับการมาเรียนหนังสือ สติปัญญา ความเก่ง กล้าคิด กล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ แก้ปัญหาเป็น สิ่งต่าง ๆที่เกิดมาดังกล่าวนั่นแหละผู้เรียนเป็นคนเก่งและเป็นคนดี สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขที่แท้จริง

และอีกส่วนหนึ่งผู้ที่เก็บเกี่ยวไม่ใช่แค่ผู้ปฏิบัติเท่านั้น ในที่นี้อาจจะหมายถึงผู้บังคับบัญชาที่ให้การสนับสนุน ส่งเสริมเปิดโอกาสให้เราได้ขยายผลไปยังเพื่อนสมาชิกในองค์กร ถือว่าเป็นการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้นภายในองค์กรเพื่อช่วยกันพัฒนาให้มีคุณภาพไปพร้อม ๆ กัน โดยท่านมองเห็นถึงศักยภาพ ประโยชน์ ในการดึงเอาทุนมนุษย์ภายในองค์กรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่นนี้ก็ถือว่าผู้บังคับบัญชาเป็นผู้เก็บเกี่ยวเช่นเดียวกันและตัวดิฉันเองก็กลายเป็นฝ่ายปลูกนั่นเอง

นางวาสนา รังสร้อย นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา กรุงเทพมหานคร

สรุปเนื้อหา บทความเรื่อง Managing yourself “ How to Cultivate Engaged Employees ” เขียนโดย Charalambos A. Vlachoutsicos

หลักการแก้ปัญหาเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการทำงาน ของนักบริหารกับองค์กร ต้องอาศัย 6 หัวข้อหลักๆ ได้แก่

1. ความอ่อนน้อมถ่อมตน (Be Modest) เป็นการรู้จักให้เกียรติ เป็นนักประสานสิบทิศไปไหน ๆ ถือปืนสิบกระบอก (นิ้วมือของเรานี่แหละไม่ต้องลงทุน ไม่มีขาย ) มีแต่คนรัก อยากจะให้ความช่วยเหลือ ดังบทกลอนกล่าวไว้ว่า

อ่อนหวาน มานมิตรล้น เหลือหลาย

หยาบ บ่มีเกลอกราย เกลือกใกล้

ดุจดวงศศิฉาย ดาวดาษ ประดับนา

สุริยะส่อง ดาราไซร้ เพื่อร้อนแรงแสงฯ

2. ฟังอย่างตั้งใจและรับฟังคำวิจารณ์จากผู้อื่นได้ดี (Listen Seriously and Show it ) เพราะการรับฟังเป็นหัวใจสำคัญโดยเฉพาะคำวิจารณ์จากผู้อื่น ถ้าหากแปลคำวิจารณ์เป็นสิ่งที่เราสามารถนำมาปรับปรุงได้จะเป็นผู้ประสบผลสำเร็จ

3. เปิดโอกาสให้มีการแสดงข้อคิดเห็น มีมติ( Invite Disagreement) เพื่อสะท้อนปัญหา นับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของผู้นำ ที่เปิดกว้าง ซึ่งก็จะมีสิ่งต่าง ๆ เข้ามาหาเรา ทำให้เรามีโอกาสเลือกสิ่งดี ๆ ได้มากขึ้น ทั้งหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน และลูกน้อง ทำให้เราทำงานผ่านพ้นไปด้วยดี แม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยกับผู้นำในการเปลี่ยนแปลงก็ตาม ซึ่งในเวลาต่อมาผู้นำจะได้รับความร่วมมือจากผู้ใต้บัญคับบัญชามากขึ้น

4. การจัดระเบียบวาระต้องมีประเด็นที่สำคัญ( Focus the Agenda ) ในการประชุมครั้งใดก็ตาม ต้องมีการเตรียมการประชุม จึงส่งผลทำให้การประชุมมีประเด็นสำคัญที่ชัดเจน สมบูรณ์ตามเป้าหมายในแต่ละครั้ง และที่สำคัญทำให้เกิดเป้าหมายใหม่อีกเรื่อย ๆ การจัดระเบียบวาระ นับเป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้การประชุมเป็นไปตามเป้า ไม่หลุดประเด็น และอยู่ในเวลา

5. ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบ ( Don’t Try to Have All the Answers) ผู้บริหารไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาเองทุกเรื่อง เพียงกระตุ้นให้เกิดแนวทางการแก้ปัญหาเท่านั้น และสิ่งที่ต้องยอมรับคือ เราไม่ได้เป็นผู้รู้ดีไปทุกเรื่อง

6. ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจทุกๆ เรื่อง ( Don’t Insist that A Decision Must Be Made) ผู้ที่จะประสบผลสำเร็จทุกคนไม่สามารถทำอะไรได้ตามลำพัง ต้องมีผู้อื่นร่วมอยู่ด้วยเสมอ ดังนั้นการให้ความสำคัญกับคนอื่นอย่างจริงใจ จึงเป็นลักษณะเด่นที่สำคัญ จะเห็นว่าผู้ใดมี Team work ดีผู้นั้นจะประสบผลสำเร็จสูง

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ความสำเร็จของผู้จัดการหรือผู้บริหารที่ขึ้นอยู่กับความสามารถของพนักงานหรือคนงาน ซึ่งผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำจะมีกลยุทธบริหารจัดการกับพนักงานแต่ละคนออกมาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ร่วมกัน ดังนั้นในฐานะผู้บริหารจะต้องรู้จักคัดเลือกลูกจ้างหรือคนงาน วางคนให้ตรงกับงาน ดังคำกล่าวที่ว่า “put the right man on the right job “ เพราะงานจะดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องทำให้ทุกคนมั่นใจ ให้ความสำคัญกับคนทุกระดับ และเกิดความรู้สึกต้องอบอุ่น และมีที่พึ่งพาได้

สรุปการวิเคราะห์บทความ โดย นางวาสนา รังสร้อย นศ. ป.เอก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ส่วนกลาง

องค์กรและการบริหารองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ (www.hrtothai.com สืบค้นเมื่อวันที่ 14/9/54)

การพัฒนาให้เป็นองค์การที่สมบูรณ์เป้าหมายของการเป็นองค์การที่สมบูรณ์ (Total Organization : TO)

มีอยู่ 3 ระดับคือ

1. พัฒนาสมาชิกในองค์การให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ (Total Person)นั่นก็คือเจตนารมณ์การที่มุ่งพัฒนาสมาชิกในองค์กรอย่างมีคุณภาพ ตามแนวคิดทฤษฎี 8 K’s หรือทุน 8 ประการ โดยมีอยู่ 6 ด้านคือ

1.1 ด้านร่างกาย มีสมรรถนะพร้อมต่อการทำงานหรือไม่ หรือจัดบรรยากาศให้เอื้อต่อการทำงานอย่างปกติราบรื่นหรือไม่ โดยเ น้นที่ตัวบุคคลในการมีส่วนร่วมที่จะพัฒนาบรรยากาศดังกล่าวด้วย อาจใช้กิจกรรม 5 ส. เป็นฐานก็ได้ ซึ่งอยู่ใน K 1 Human Capital

1.2 ด้านจิตใจ การปฏิบัติงานของสมาชิกในองค์การอาจมีความเครียดเกิดขึ้นได้จึงต้องจัดระบบการบริหารความเครียดให้กับพนักงาน เช่น การฝึกคลายกล้อมเนื้อโดยการออกกำลังกาย การจัดที่ปรึกษาด้านจิตหรือรับฟังความวิตกทุกข์ร้อนของสมาชิก อยู่ใน ทฤษฎี 5 K’s ด้าน Emotional Capital ซึ่งถือว่าจะสามารถช่วยให้ทุนมนุษย์ มีคุณภาพเพียงพอที่จะอยู่รอดอย่างภาคภูมิใจ

1.3 ด้านสติปัญญา ประเมินจากการเรียนรู้ในระหว่างการปฏิบัติงานก็ได้ว่า พนักงานสร้างแนวทางใหม่ ๆ ที่จะปฏิบัติงานให้ดีขึ้น ประหยัดขึ้น หรือสร้างสรรค์แนวคิดแปลก ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์การหรือไม่ หากไม่มีทั้งนวตกรรมใหม่ ๆ และความคิดสร้างสรรค์ใด ๆ เลย อาจตีความได้ว่าผู้บริหารยังไม่จัดบรรยากาศ หรือเปิดโอกาสให้เขาแสดงบทบาทได้อย่างเต็มที่ ซึ่งอยู่ใน K 2 Intellectual Capital

1.4 ด้านความรู้และคุณธรรม ประเมินจากผลงานที่เกิดขึ้นว่าได้เข้าไปพัฒนา ความรู้จนเกิดความเชี่ยวชาญ แก่พนักงานหรือไม่ โดยตรวจวัดจากปริมาณ และคุณภาพของผล ผลิตหรือบริการ ในขณะเดียวกันการพัฒนาแต่ความรู้โดยไม่ผนวกความรับผิดชอบต่อตนเองและ ส่วนรวม มุ่งแต่จะพัฒนาผลผลิตโดยไม่สนใจผลกระทบใด ๆ ต่อบุคคลหรือสิ่งแวดล้อมก็คงเป็น การลำบากอย่างยิ่งที่จะเป็นมุนษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งความรู้และคุณธรรมต้องพัฒนาไปด้วยกัน แยก ส่วนไม่ได้ ซึ่งอยู่ใน K 8 Talented Capital

1.5 ด้านจริยธรรม และวัฒนธรรมในการปฏิบัติงาน จิตเป็นนายและกายเป็น บ่าว หากจิตมีลักษณะอย่างไรก็จะกำกับหรือสั่งกายให้มีพฤติกรรมไปในทิศทางนั้น ดังนั้นการ พัฒนาคุณธรรมของสมาชิกในองค์การจะมีส่วนในการนั้นพฤติกรรมได้ เช่น การรับผิดชอบต่อตน เอง ต่อผู้อื่น ต่อเพื่อนร่วมงาน ต่อลูกค้า ต่อองค์การ ซึ่งอยู่ใน K 3 Ethical Capital

1.6 สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข สมาชิกในองค์การที่ตัดสินปัญหา ด้วยเหตุผล แทนการตัดสินปัญหาด้วยอารมณ์จะสามารถอยู่รวมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข การ จัดระบบให้มีการตรวจประเมินสัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในองค์การอยู่เนือง ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น กล่าวโดยสรุปตัวชี้วัดที่ไวที่สุดที่จะวัดว่าสมาชิกในองค์การ ปฏิบัติงานอย่างมีความ สุขหรือไม่ คือ "อาการทน" หรือ "ความรู้สึกทน" ถ้าหากต้องปฏิบัติงานอย่างทนทำ สักวันหนึ่ง ความเครียดสะสมก็จะถึงจุดที่เรียกว่า "ทนไม่ได้" หรือ "ทนไม่ไหว" สมาชิกก็จะต้องออกจากองค์ การไป หากเขาเป็นกำลังสำคัญขององค์การ องค์การก็จะต้องสูญเสียสิ่งที่เรียกว่าเป็นอวัยวะที่ดีไป การจัดหาอวัยวะใหม่มาทดแทนก็อาจจะทำให้การดำเนินงานขององค์การได้รับผลกระทบถึงขั้นหยุดชงักได้ บุคคลที่ไม่มีธุรกิจของครอบครัวหรือเป็นเจ้าของธุรกิจหรือกิจการของตัวเอง อาจจะ ต้องเข้าไปทำงานในองค์การหรือหน่วยงานอื่น ดังนั้นการได้เรียนรู้ถึงแนวทางหรือหลักการในการ บริหารงานทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management) จึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งอยู่ใน K 4 Happiness Capital

อาจกล่าวโดยสรุปว่า การบริหารองค์กรเป็นการบริหารงานบุคคลให้สามารถพัฒนาสร้างสรรค์งาน และปรับปรุงพัฒนางานได้ด้วยตัวของเขาเอง ในยุคปัจจุบันจึงถือเป็นยุคของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ซึ่ง เป็นกระบวนการในการสร้างสภาวะให้เอื้อต่อการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และความคิด สร้างสรรค์ของบุคคลผ่านการทำงาน (Learning and Creativity Through Action) อย่างต่อเนื่อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง การพัฒนาสมาชิกในองค์กรจึงเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ฝึกให้คิดนอกกรอบ มีความหลากหลายในการหาคำตอบจากโจทย์ปัญหาที่เข้ามาในการทำงาน และสิ่งเหล่านี้ก็จะส่งผล ให้แนวคิดทฤษฎีของ ศาตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ 8 K’s และทฤษฎี 5K’s (ใหม่) ในทุนทางอารมณ์ (Emotional Capital) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ พัฒนาสมาชิกในองค์กรอย่างมีคุณภาพทำให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

กระบวนการให้ได้มาซึ่งทรัพยากรมนุษย์อยู่ 4 กิจกรรมสำคัญคือ

1. การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ (HR. Planning) เป็นทุนมนุษย์ด้าน K 1 Human Capital โดยมีกระบวนการ

ที่สำคัญอยู่ 5 ขั้นตอน คือ

1.1 กำหนดกรอบอัตรากำลัง (Profiling)

1.2 ประมาณการจำนวน (Estimating)

1.3 การจัดทำประวัติ (Inventorying)

1.4 การคาดการณ์ (Forecasting)

1.5 การวางแผน (Planning)

2. การสรรหาทรัพยากรมนุษย์ (HR. Recruitment) เป็นทุนมนุษย์ด้าน K 8 Talented Capital ที่นำแผนมาสู่การ ปฏิบัติ

3. การคัดเลือก (HR. Selection) เป็นทุนมนุษย์ด้าน K 2 Intellectual Capital ต้องคำนึงถึงบุคลิกภาพและความสามารถที่สำคัญ 4 ประการ คือ ความสามารถในการคิดหรือทักษะในการคิด (Conceptual Skill) ความสามารถหรือ ทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น (Human Relation Skill) และความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ (Creativity Skill)

4. การปฐมนิเทศ (Orientation) เป็นทุนมนุษย์ด้าน Cultural Capital การแนะนำให้เข้าใจวัฒนธรรมขององค์กร

สรุป การได้มาซึ่งทรัพยากรมนุษย์ การรักษาและพัฒนา ทั้ง 3 ส่วน เป็นกระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์

โดยใช้แนวคิดทฤษฎี 8 K’s หรือ ทุน 8 ประการและทฤษฎี 5K’s (ใหม่)เพื่อจะทำให้เขาได้เตรียมความพร้อมและพัฒนาตนเองให้เหมาะสมสอดคล้องตลอดช่วงชีวิตการทำงานเพื่อที่จะได้ปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรับปรุงตนเองเพื่อที่จะพัฒนางาน พัฒนาคุณภาพของงานที่ทำอย่างต่อเนื่อง โดยใช้หลัก 3 ต คือ ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง

และได้ตระหนักถึงคุณค่าของการเป็นทรัพยากรมนุษย์ยิ่งกว่าการเป็นเพียงบุคคลที่ทำงาน

การสร้างแรงจูงใจให้คนทำงาน

ปัจจัยที่จะทำให้คนเกิดแรงจูงใจที่จะทำงาน มีขั้นตอนที่สำคัญดังนี้

1. รู้ความต้องการของบุคคล (Need Access) ต้องให้ครอบคลุมทั้งความต้องการทางด้านร่างกาย จิต และความต้องการของจิตใต้สำนึก ซึ่งเป็นความต้องการที่ล่วงรู้ได้

2. สร้างความพึงพอใจในงาน (Job Satisfaction) การสนองความต้องการของบุคคลที่นิยมใช้คือวิธีการของ เฮอร์ซเบิร์ก (Herzberg's Two Factors Theory)

3. สร้างขวัญในการทำงาน (Morale in Work)

4. การสร้างค่านิยมร่วม (Shared / Common Value) ถือเป็นวิธีการที่สำคัญในการเสริมแรงหรือเปลี่ยนแปลงเจตคติของบุคคล

5. การสนองความต้องการทางด้านสรีระ (Reply to Physiological Needs)

6. การเสริมสร้างพลังอำนาจ (Empowerment)

สรุปได้ว่า

การพัฒนาการทำงานเป็นทีมหรือทำให้ทีมแห่งความสมบูรณ์ต้องมีแรงจูงใจที่จะทำให้บุคคลมีพฤติกรรมการทำงานไปในทิศทางบวกหรือลบก็ได้ทีมจะเป็นการทำงานร่วมกัน มีการแบ่งงานหรือบทบาทการทำงาน ประสานงานกันทุกระดับ เพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกันดังนั้นกลุ่มการทำงานร่วมกันจึงถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานที่สำคัญของทีมโดยต้องรู้จักควบคุมคุณภาพ (Quality Control : QC)

เมื่อพัฒนาบุคคลให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และพัฒนามนุษย์ให้ทำงานเป็นทีมอย่างทีมที่มีความสมบูรณ์แล้ว การพัฒนาให้ทีมทำงานประสานกันกับทีมอื่น ๆ ในองค์การ ก็จะกลายเป็นการพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรที่สมบูรณ์ โดยสามารถเขียนตามแนวคิดทฤษฎี 8 K’s หรือ ทุน 8 ประการและทฤษฎี 5K’s (ใหม่) ที่มีเป้าระดับ Macro คือองค์กรและไปสู่ Micro คือ ตัวบุคคลที่มีประสิทธิภาพ

จากการศึกษาทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ บทสนทนาว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ของนักคิดและนักปฏิบัติแห่งยุค ของ ท่านพารณ อัครเสนา ณ อยุธยา และศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ บทที่ 10 กรณีศึกษาพารณ – จีระ ...มุ่งมั่น... พัฒนาการศึกษาไทยเพื่อความเป็นเลิศ โดย วาสนา รังสร้อย (wassana01@hotmail.com)

1. นวัตกรรมมี 3 ส่วน

- แนวคิดใหม่ ( Idea) ซึ่งได้จากประสบการณ์ทั้งทางตรง หรือ จากการอ่านหนังสือดี ๆ การสืบค้นหาข้อมูลทาง Internet การได้พบปะพูดคุยกับผู้รู้ จึงเกิดเป็น Idea ใหม่ ๆ ที่ เป็นประโยชน์ ได้รู้จักการคิดนอกกรอบ แม้ว่าเป็นสิ่งที่ขัดต่อประเพณีวัฒนธรรมองค์กร ก็ตาม ถ้าเรามีความมุ่งมั่นพัฒนาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม และให้เป็นผลสำเร็จ จนเป็นที่ยอมรับของสังคมทั้งในองค์กรและนอกองค์กร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับผลประโยชน์ที่คุ้มค่า เกิดความพึงพอใจในคุณภาพ เช่น โครงการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากแต่ ครูปรารถนา ทำได้สำเร็จ เพราะ รู้จักคิด หาโอกาสจากปัญหาและอุปสรรค ครูปรารถนาได้แสดงศักยภาพของตนที่มีอยู่ ในการบริหาร Project ให้ชนะในอุปสรรคไปสู่ความสำเร็จ โดยได้นำแนวทางการพัฒนาทรัพยการมนุษย์ ของศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เกี่ยวกับ การนำเอา ทฤษฎี 4 L’s ทฤษฎี 8 K’s และ 5 K’s และการทำงานด้วยความมุ่งมั่น จริงใจ ทำอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ ครูปรารถนาสนใจในเรื่อง Innovation แต่การจัดการให้ Innovation สำเร็จและมีประสิทธิภาพ ได้ ผู้นำต้องมี Innovation ผู้บริหารต้องมี Product ใหม่ ๆ การจัดระบบบริการใหม่ ๆ มีการบริหารจัดการแบบใหม่ (Process Management) และต้องใช้นวัตกรรมทางสังคมได้อย่างคุ้มค่า เป็นประโยชน์ เช่น ชุมชน การศึกษา ดังคำกล่าวที่ว่า ถ้าหัวกระดิก หางก็ส่าย สามารถให้ผู้บริหารโรงเรียนอื่น ๆ คล้อยตามได้

- ความคิดสร้างสรรค์ Creativity และบวกกับความรู้ นำไปสร้างโครงการที่สามารถปฏิบัติได้ (Action plan) โดยเน้น Project Proposal - Project Approval และเน้น Execution และ GTD (Get thing Done )โดยเฉพาะการเขียน Project และ อนุมัติ Project กล่าวคือ ผู้บริหารสนับสนุนให้เกิดโครงการ จึงอนุมัติ Project ให้ จะเห็นได้ว่า การที่จะพัฒนาการศึกษาไทยเพื่อความเป็นเลิศ ไม่ได้มาจาก บุคคล ที่เก่ง มีความรู้ความสามารถ เพียงคนเดียว หรือผู้นำเก่งคนเดียวแต่เชื่อว่าทุกคนในองค์กรเก่ง มีความรู้ ความสามารถที่แตกต่างกันไปสามารถ chare ความรู้ร่วมกันในองค์กร โดยนำมาปฏิบัติเชื่อมโยงสัมพันธ์ บูรณาการ กันได้ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนองค์กรให้พัฒนาก้าวไกลหรือก้าวสู่ความเป็นเลิศได้ ผู้นำ หรือผู้บริหารที่จะรู้จักการบริหารจัดการกับทรัพยากรอันมีค่าที่มีอยู่ในองค์กร โดยเฉพาะทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และผู้บริหารต้องรู้จักคิดนอกกรอบ ในเชิงสร้างสรรค์ เพราะผู้นำในสังคมยุคโลกาภิวัตน์ ต้องเป็นผู้บริหารทรัพยากรคนใฝ่รู้ตลอดชีวิต

- ใช้องค์ความรู้ให้เป็นความจริง นั่นก็คือ อาจารย์ปรารถนาทำโครงการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการ โดยมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศและองค์การบริหารจังหวัดสมุทรปราการ ได้สำร็จโดยอาจารย์ปรารถนาเป็นเพียง กระตุ้นให้เกิดโครงการนี้โดยใช้องค์ความรู้ ร่วมกับวิทยากรชั้นนำ ไปประยุกต์ใช้กับการบริหารโรงเรียนสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นนวัตกรรมชิ้นแรกที่ประสบผลสำเร็จและเป็นประโยชน์ กับโรงเรียนต่าง ๆ ของจังหวัดสมุทรปราการ โครงการที่ตามมาเป็นโครงการที่สอง ที่สาม ก็คือ โครงการไปทัศนศึกษาที่ประเทศเวียดนาม ของผู้บริหารที่เข้าร่วมการอบรมและครูไปต่อยอดการเรียนที่ประเทศเวียดนามด้วยทุนของตนเอง โครงการไปทัศนศึกษาที่ประเทศสิงคโปร์ โดยให้ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์เป็นผู้นำในการไปทัศนศึกษาครั้งนี้ นอกจากนี้ยัง โครงการเปิดหลักสูตรเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับแรงงานที่อาจจะไปทำงานในสนามบิน สุวรรณภูมิ โครงการเปิดหลักสูตรธุรกิจอุตสาหกรรม โครงการฝึกงานภาคฤดูร้อนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา นอกจากนี้ยังมีโครงการไปทัศนศึกษาที่ประเทศเกาหลีใต้ โครงการ Sister School กับโรงเรียนWadong Middle School ของประเทศเกาหลีใต้ เป็นต้น

2. การนำเสนอการเขียนโครงการ (Project Proposal) พัฒนาผู้บริหารโรงเรียนจังหวัดสมุทรปราการ ของครูปรารถนา ประสบผลสำเร็จเกิดจาก ครูปรารถนามีความรู้ ความคิดใหม่ ๆที่สร้างสรรค์ที่เป็นระบบ บวกกับฐานความรู้ ที่มีเป็นทุนอยู่แล้ว และครูปรารถนาได้มีโอกาส พบปะกับผู้รู้ อย่างท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ จึงสามารถ ผลักดันให้ครูและผู้บริหารเกิดการใฝ่รู้ มีความกระตือรือร้น การนำเสนอโครงการ (Project Presentation) และการขออนุมัติ (Project Approval) จึงเป็นไปอย่างราบรื่น ในการบริหารโครงการ(Project Imprimentation) ก็เป็นโอกาสของโรงเรียนบางหัวเสือแจ่มเนียมนิล ที่มีมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศและองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ดูแลและให้การสนับสนุน โครงการแรกดำเนินจนประสบผลสำเร็จ เมื่อโครงการแรกสำเร็จ จึงเป็นผลทำให้เกิดโครงการใหม่ ๆ ตามมาที่ไม่ต้องรองบประมาณจากรัฐ ทุกคนเต็มใจที่จะลงทุนด้วยตนเอง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ไม่ง่าย ถ้าคิดแล้วไม่ทำ

3. ปัจจัยในความสำเร็จและความล้มเหลวเกี่ยวกับทุนมนุษย์ที่จะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง และเกี่ยวข้องกับทุนมนุษย์กับนวัตกรรมเรื่องอะไรบ้าง

ปัจจัยความสำเร็จหรือความล้มเหลวเกี่ยวกับทุนมนุษย์ นั้นขึ้นอยู่กับ

1. วิสัยทัศน์ (vision) ของผู้นำเป็นเรื่องสำคัญ การมีสายตากว้างไกล มองไปข้างหน้าหรือมองเห็นอนาคต ต้องหาทางที่จะเรียนรู้เข้าใจ มีเป้าหมายและลงมือทำโดยไม่รอช้า เมื่อมีโอกาส

2. ผู้นำมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิดนอกกรอบ รอบรู้ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา และทรัพยากรในองค์กรในส่วนที่เป็นคน ซึ่งถือว่าเป็นทุนที่ช่วยขับเคลื่อนให้องค์กรไปสู่ความเป็นเลิศ

3. การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนของสถานศึกษา ในส่วนของหลักสูตรท้องถิ่น ที่ได้มาจากการมีเป้าหมายร่วมกัน การทำงานเป็นทีม การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างอนาคตของเยาวชนเข้าสู่ตลาดแรงงานจากบริบทของจังหวัดสมุทรปราการ ก็ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ยุคใหม่

มุมมองทางด้านความเกี่ยวข้องของทุนมนุษย์กับนวัตกรรม กล่าวคือ นวัตกรรมเกิดจากมนุษย์ที่ถือว่าเป็นตัวจักรสำคัญที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างพัฒนาสอดคล้องสัมพันธ์กันได้ ทั้งทางด้านความรู้ ความคิดในการบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งแนวคิด การดำเนินงานต่าง ที่เป็นสิ่งใหม่ ๆ เพื่อไปสู่การปฏิบัติแล้วประสบความสำเร็จ และสามารถเอาชนะต่ออุปสรรค

เรียน ศ.ดร.จีระ ที่เคารพ

จากการเรียนของอาจารย์ เป็นสิ่งที่ทำให้นักศึกษา มีความมั่นใจ เกิดพลังและพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อการพัฒนาการศึกษา

ของไทย ให้ก้าวไกลอย่างมีประสิทธิภาพค่ะ และสิ่งที่ภูมิใจที่สุดตอนนี้ก็คือ ตนเองได้พัฒนาให้เป็นแบบอย่างกับบุคคลอีกหลาย

ๆ คน ในองค์กร เหมือนกับอาจารย์ที่ได้กล่าวไว้ประโยคหนึ่งว่า คนเราต้องมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่าหยุดยั้ง จึงจะอยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีความสุข

E (Evaluation) การประเมินผล การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษา ที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน

พ.ศ. 2551 เป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน โดยคำนึงถึงด้านความรุ้เดิม พื้นฐานครอบครัว ลักษณะส่วนบุคคล โดยความรู้พื้นฐานได้มาจากบริบทของสถานศึกษานั้น ๆ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชน ภายในปี 2561 ประเด็นหลักคือ คุณภาพและมาตรฐานการศึกษา การเพิ่มโอกาสทางการศึกษา เรียนรู้อย่างทั่วถึง ให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคม ในการบริหารและจัดการศึกษา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ LOVE คือ การออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ

แบบใช้ทักษะชีวิตเป็นตัวเชื่อมโยงอย่างสมดุล ทั้ง ความรู้ เจตคติ ตามมาตรฐานและตัวชี้วัดของหลักสูตร สามารถปรับตัว

พร้อมที่จะเผชิญปัญหาต่างๆ ที่อยู่รอบตัวในสภาพสังคมปัจจุบัน อย่างสร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพ เกิดทัศคติที่ดี เห็นคุณค่าในสิ่งนั้น ให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนา ให้เต็มตามศักยภาพ ความสามารถ ความถนัด และความสนใจของแต่ละบุคคล เพื่อช่วยให้ตนเอง มีความสุข และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินชีวิตอย่างอิสระในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งผู้เรียนได้รู้จักการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ เป็นองค์ความรู้ ได้อย่างยั่งยืน สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างมีระเบียบแบบแผน มีรูปแบบ มีการวางแผน อย่างเป็นกระบวนการ มีการวัดตรวจสอบ ประเมินผลและการปรับปรุงคุณภาพ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการและสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้เรียน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

คุณสมบติของผู้เรียนก็คือ การรู้จักนำประสบการณ์ในวิถีชีวิตนำมาใช้เป็นวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย มีทัศนคติที่ดี เห็นคุณค่า

ในองค์ความรู้ ที่ค้นพบด้วยตนเองและสามารถตรวจสอบประเมินผลในองค์ความรู้ได้สร้างเป็นองค์ความรู้ของตนเองและนำไปใช้

ให้เกิดประโยชน์

O (Objectives) วัตถุประสงค์ หรือเป้าหมาย วัตถุประสงค์ เป็นเป้าหมายของสิ่งที่ดำเนินไปในทิศทางที่ต้องการ ภายในระยะเวลากำหนดมีมาตรฐานที่ยอมรับสามารถวัดและตรวจสอบได้ เป็นการตั้งจุดมุ่งหมาย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เราต้องการ มีอะไร และจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อบรรลุสิ่งที่เราต้องการในชีวิตประสบความสำเร็จ โดยการดำเนินการที่เหมาะสม สอดคล้องสัมพันธ์ในกรอบเวลาที่น้อยกว่า เป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ทั้งนี้เพราะ จะเป็นตัวกำหนดว่าการเรียนรู้ควรดำเนินไปทิศทางใด

V (Value) คุณค่า หมายถึง ความนิยม ความพอใจ ความภาคภูมิใจ การให้ความสำคัญ,การให้เกียรติ โดยมีระดับการเปรียบเทียบซึ่งก็ขึ้นอยู่กับบุคคลหรือปัจจัยแวดล้อม ในการสร้าง value แบ่งได้ 2 อย่าง คือ เป็นสิ่งที่จับต้องได้

และเป็นความรู้สึกพึงพอใจ ความรู้สึกภาคภูมิใจเป็นคุณค่าที่จับต้องไม่ได้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เกิดจากผลงานที่เกิดขึ้น เกิดจากความชื่นชมของคนรอบข้าง เกิดจากกระแสหรือเสียงที่นิยมชมชอบ และเกิดจากการยอมรับ ช่วยทำให้องค์ความรู้ที่เกิดขึ้น

เป็นสิ่งที่มีความหมายและมีความสำคัญต่อผู้เรียน ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความพึงพอใจ มีทัศคติที่ดี มีความภาคภูมิใจในผลงาน รู้จักยอมรับในคุณค่าของแต่ละคน

แนวคิดการจัดกิจกรรม LOVE มาจากการใช้อักษรทั้ง 4 ตัวอักษรที่มีความหมาย ดังนี้

L (Life skills) ทักษะชีวิต

ทักษะชีวิตเป็นการเรียนรู้ที่เริ่มจากการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ แล้วมีความพึงพอใจ

เกิดความรักและชอบที่จะปฏิบัติหรือเรียนรู้ในสิ่งนั้นด้วยเต็มใจ วิธีที่เราจะเรียนรู้อะไรในชีวิต จากวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน เราจะรู้ดีว่า สิ่งที่ดูเหมือนง่ายเมื่อไม่มีใจรัก ไม่มีความชอบ ผลของการปฏิบัติงานก็จะได้ไม่ดีเท่าที่ควร และก็จะไม่ได้ใส่ใจในการติดตาม หรือให้การชื่นชมในสิ่งนั้น ๆ ตรงข้ามแต่ถ้า เกิดความรักและชอบที่จะปฏิบัติหรือเรียนรู้ในสิ่งนั้นด้วยเต็มใจ แล้วก็จะเสาะแสวงหาวิธีการเพื่อให้ได้ซึ่งสิ่งนั้น ตัวอย่างเช่น การขี่จักรยาน เกิดจากการมองเห็นว่ามันมีสองล้อ ขับเคลื่อนได้อย่างไร เกิดความรัก

ในรูปลักษณ์และชอบในความคล่องตัว อยากขี่เป็น ก็ต้องฝึกจนกว่าเราจะขี่มัน ได้ และความสามารถที่จะขับเคลื่อนออกไปโดยไม่ล้ม การขี่จักรยานเป็นโดยไม่ล้มนี่เอง เป็นองค์ความรู้ที่ได้จากการฝึกฝนพัฒนาด้วยตัวเอง จนมันกลายเป็นธรรมชาติ และเราก็จะเกิดความภาคภูมิใจเป็นต้น ดังนั้นความสามารถขั้นพื้นฐานของบุคคลในการปรับตัว และลือกทางเดินชีวิตที่เหมาะสม

เป็นคุณลักษณะความสามารถของบุคคล ด้านสังคมและจิตวิทยา (Psychosocial Competence) ที่มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องมีและต้องใช้ในชีวิตประจำวันโดยทักษะชีวิตเป็นตัวเชื่อมโยงได้อย่างสมดุล ทั้งความรู้ เจตคติ และ การปรับตัวพร้อมที่จะเผชิญปัญหาต่างๆ ที่อยู่รอบตัวในสภาพสังคมปัจจุบัน อย่างสร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้ตนเองมีความสุข และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินชีวิตอย่างอิสระในวัยผู้ใหญ่

แผนภูมิแสดงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ LOVE

LOVE

L Life skills

O objectives

V value

E evaluation

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี