ความเห็นล่าสุด


กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ให้เกียรติครับ เดี๋ยวผมลองนำเรื่องเรียนปรึกษาทางผู้บริหารและอาจารย์ผู้สอนในคณะดูก่อนนะครับอาจารย์ แล้วจะกราบเรียนอาจารย์อีกครั้งครับ

อย่างไรก็ตามครับ อาจารย์ครับ เท่าที่อ่านความเห็นนิสิตที่เขียนตอบกลับมาในแบบสอบถาม ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนของคนไรรัฐเป็นหนึ่งเรื่องที่คาดว่าจะมีนิสิตเลือกมาเป็นหัวข้องงานวิจัยครับ เพราะในเอกสารตอบกลับ เห็นนิสิตเขียนไว้อยู่หลายคนที่เดียวครับ แต่ เค้ายังไม่ชัดว่าจะทำงานวิจัยเรื่องอะไรในประเด็นเรื่องคนไร้รัฐครับ

รายวิชานี้เป็นวิชาที่มุ่งให้นิสิตได้ฝึกทักษะการทำวิจัยครับ และมุ่งให้นิสิตหันมาสนใจปัญหารอบตัวครับ โดยเนื้อหาแบ่งเป็นสองส่วนครับ ส่วนแรกว่าด้วยเรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการทำวิจัย และส่วนที่สองว่าด้วยเรื่อง การลงมือปฏิบัติทำตัวเล่มงานวิจัยครับ

โดยในส่วนที่สองนี้ ทีมคณาจารย์ผู้สอนจะนำหัวข้อวิจัยที่ตนเองสนใจมายกตัวอย่างและใช้สอนเด็กๆในการทำวิจัยครับ เพื่อให้เด็กเห็นภาพ การทำวิจัยของจริง ยิ่งกว่านั้น ในวิชานี้ยังเปิดโอกาสให้เด็ก เลือกหัวข้อมาทำงานวิจัยเองด้วยครับ แต่ เรากำหนดscope ไว้ แคบๆ พอให้เด็กได้มีโอกาสฝึกทำงานวิจัย ให้เหมาะสมกับเวลาที่มีอยู่ครับ นิสิตหลายคนพอเปิดโอกาสให้เสนอหัวข้อมา เค้าก็เลือกหัวข้อที่น่าสนใจมากครับ เช่น ๑ ข้อดีและข้อเสียของการทำบัตรประชาชนไทยตอนอายุ 7 ขวบ

๒ ปัญหาและแนวทางในการจัดการร้านขายสุราและสถานบริการรอบมหาวิทยาลัย

๓ ปัญหาและแนวทางในการจัดการร้านเกมส์รอบมหาวิทยาลัย

ซึ่งผมเองก็ดีใจและประทับใจมากว่า เด็ก เริ่มมองไปที่สังคมแล้ว แต่ ผมก็ต้องเตรียมคุยกับอาจารย์ท่านอื่นๆว่า ในการทำงานวิจัยของเด็ก เราจะพาเด็กไปลึกแค่ไหนจึงจะเหมาะสมกับเวลาที่มีอยู่ครับ เพราะเด็กๆมีเวลาทำวิจัยแค่ 7-10 สัปดาห์ครับ และเพื่อให้มาตรฐานการให้คำปรึกษานิสิตเป็นมาตรฐานเดียวกันครับ

กราบขอบคุณอาจารย์อย่างสูงอีกครั้งครับที่มาให้กำลังใจครับ

ธงคำตอบข้อที่ ๑

การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมาย เป็นสาขาหนึ่งของการศึกษานิติศาสตร์ ในฐานะของการศึกษานิติศาสตร์ เชิงข้อเท็จจริง อันเป็นการศึกษาที่จะพิจารณากฎหมายในฐานะข้อเท็จจริงหนึ่งในสังคม โดยทั่วไปแล้ว การประวัติศาสตร์กฎหมายมีคำถามหลักสามประการได้แก่

ก. กฎหมายหรือแบบแผนของสังคมนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

ข. กฎหมายหรือแบบแผนของสังคมมีพัฒนาการไปอย่างไร

ค. ทำไม แบบแผนหรือกฎหมายจึงพัฒนาไปในลักษณะนั้น มีปัจจัยอะไรทำให้กฎหมายหรือแบบแผนพัมนาไปเช่นว่านั้น (ที่กล่าวมาในส่วนนี้เป็นเกริ่นนำจะมีหรือไม่มีก็ไม่มีผลกระทบต่อคะแนนมาก นัก เป็นเพียงอารัมภบทให้ผู้อ่านทราบว่า เราเข้าใจว่า การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายหมายถึงอะไร)

การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายนั้นมีคุณค่าอย่างยิ่งในสองส่วนคือ คุณค่าในเชิงนิติศาสตร์ และคุณค่าในเชิงวัฒนธรรม

สำหรับคุณค่าในเชิงนิตศาสตร์นั้น การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายจะทำให้ผู้ศึกษาทราบถึง แนวทางการแก้ไขปัญหาของสังคมในอดีต ซึ่งอาจสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการแก้ไขปัญหาของสังคมในปัจจุบันได้ เช่น การศึึกษากฎหมายเหมืองฝายของสังคมล้านนาในอดีตทำให้เราทราบถึงกระบวนการ บริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของคนในสังคม ซึ่งเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในสังคมปัจจุบัน โดย นำเอาบทบัญญัติในส่วนของการมีส่วนร่วมของคนในอดีต มาปรับใช้กับกฎหมายการบริหารจจัดการน้ำของคนในสังคมปัจจุบันได้ (นิสิตอาจจะยกตัวอย่างเรื่องอื่นๆก็ได้)

สำหรับคุณค่าในเชิงวัฒนธรรมนั้น การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายจะทำให้ผู้ศึกษาทราบถึง จารีตประเพณี วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียบของคนในอดีต ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเข้าใจตัวบทกฎหมายของคนในอดีต เช่น ความคิดในทางศาสนาพุทธของคนไทยในอดีตที่ส่งผลอย่างชัดเจนถึงฐานะของผู้ ปกครองในอดีต โดยยกให้ผู้ปกครองในอดีตให้มีฐานะเป็นพระโพธิสัตว์ สำหรับคุณค่าเชิิงวัฒนธรรมของการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายนนี้ เห็นได้ชัดผ่านคำกล่าวของ ศ. ปรีดี เกษมทรัพย์ ที่ว่า "ตัวบทกฎหมายนั้นมิใช่กฎหมาย แต่ความคิดที่ตัวอักษรแสดงออกมา และความเข้าใจนั้น คือ กฎหมาย" ซึ่งสะท้อนให้เ้ห็นชัดว่า ความเข้าใจกฎหมายของคนในอดีตนั้นเป็นผลโดยตรงจากความเข้าใจวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมของคนในอดีต

นอกจากนั้นการศึกษาประวัติศาสตร์ กฎหมายนั้นยังอาจจะมีคุณค่าเช่นเดียวกับการศึกษาประวัติศาสตร์ทั่วๆ ไป อีก กล่าวคือ การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายย่อมจะทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจกฎหมาย และ ปัญหาของสังคมที่กฎหมายนั้นๆ มุ่งแก้ปัญหา อย่างชัดเจน โดยผ่านกรบวนการที่เรียกว่า "การเข้าสู่ปัญหาโดยวิธีการทางประวัติศาสตร์" และสามารถแก้ไขปัญหาของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด

อีกทั้งการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายจะทำให้ผู้ศึกษาทราบถึงข้อดี และข้อเสียของกฎหมายในอดีตได้อย่างชัดเจนโดยไม่มีอคติในการศึกษา เนื่องจากเป็นการศึกษา โดยผ่านหลักฐานต่างๆ และผู้ศึกษาจะต้องระลึกเสมอว่า ข้อมูล หรือข้อสนเทศในทางประวัติศาสตร์นั้นมิได้บอกความจริงแก่เราเสมอไป

ท้ายสุด การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายจะทำให้ผู้ศึกษาคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนา ตคนได้ อย่างแม่นยำ และหากมีการจัดการกับประวัติศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ย่อมจะทำให้เราสามารถจัดการกับการออกกฎหมาย แก้ไขกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายในสังคมไทยในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วน "ผล"ของการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายที่จะสามารถช่วยประเทศไทยในปัจจุบันได้ นั้น เราจะพบว่าปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบันที่มีอยู่เป็นจำนวนมากนั้น เป็นปัญหาที่ซับซ้อน และหมักหมมมาเป็นเวลาช้านาน ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่าง หนึ่งตัวอย่างดังนี้

ปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยในปัจจุบัน ปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยในปัจจุบันหากพิจารณาในมุมมองของประวัติ ศาสตร์กฎหมายจะพบว่า กฎหมายไทยในปัจจุบันไม่สามารถกระจายการถือครองทรัพยากรไปให้คนในชาติได้ อย่างทั่วถึง อาทิเช่น ปัญหาที่ดินทำกิน ที่ดิน ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิตตามแนวความคิดของคาร์ล มารกซ์ (ทุน ที่ดิน แรงงาน ผู้ประกอบการ) จะเห็นว่ากฎหมายไทยตั้งแต่อดีต จนกระทั่งปัจจุบัน ไม่ได้มุ่งกระจายทรัพยากรให้ประชาชานอย่างเท่าเที่ยมกัน เห็นได้จาก ในอดีตการถือครองที่ดิน จะเป็นไปตามศักดินา ซึ่งกำหนดสถานะทางสังคม คนชั้นล่างยิ่งได้รับสิทธิในการถือที่ดินน้อย อย่างไรก็ตามระบบนี้ก็ยังมีข้อดีคือ ไม่ก่อให้เกิดการสะสมที่ดิน เนื่องจากคนธรรมดา หรือไพร่นั้นสามารถถือครองที่ดินได้เพียงคนละ ๒๕ไร่เท่านั้น การสะสมที่ดินคงมีเฉพาะในหมู่ขุนนาง และ ชนชั้นผู้ปกครองเท่านั้น

อย่างไรก็ดีระบบนี้ได้ถูกยกเลิกไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และในภายหลัง คือในปีพุทธศักราช ๒๔๙๗ ประเทศไทยได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งมีบทบัญญัติการจำกัดสิทธิในการถือครองที่ดิน ให้ประชาชนทั่วไปมีสิทธิถือครองที่ดินได้ไม่เกินคนละ ๕๐ ไร่ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวนี้ถือได้ว่าเป็นบทบัญญัติที่มุ่งก่อให้เกิดความเป็น ธรรมในการถือครองที่ดินอย่างแท้จริง แต่ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ ซึ่งประเทศไทยประกาศใช้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ นั่้นเอง ธนาคารโลกได้ให้คำแนะนำว่า กฎหมายดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาเพราะขัดขวางการพัฒนาและสะสมทุนในการพัฒนา ประเทศทำให้มีการยกเลิกบทบัญญัติการจำกัดสิทธิในการถือครองที่ดินดังกล่าวไป อันก่อให้เกิดปัญหาการกระจุกตัวในการถือครองที่ดินมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ดังนั้น ประเทศไทยควรมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาการกระจุกตัวในการถือครองที่ดินโดยการ นำบทบัญญัติการจำกัดสิทธิในการถือครองที่ดินมาใช้อีก หรือใช้มาตรการทางภาษีเกี่ยวกับที่ดิน มาบังคับใช้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการกระจายตัวของการถือครองที่ดิน (ในส่วนนี้นิสิตอาจจะยกตัวอย่างอื่นๆ ได้)

โดยสรุป อาจกล่้าวได้ว่าการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายนั้นมีคุณค่าทั้งในเชิง นิติศาสตร์ ในเชิงวัฒนธรรม และทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจกฎหมาย และปัญหาต่างๆในสังคมได้อย่างถ่องแท้อันจะทำให้การแก้ไขปัญหาของสังคมเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อ ๒

การ จะทำความเข้าใจความเหมือนและความแตกต่่างของการศึกษานิติศาสตร์โดยแท้ การศึกษานิติศาสตร์เชิงข้อเท็จจริง และการศึกษานิติศาสตร์เชิงคุณค่านั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบความหมายของการศึกษานิติศาสตร์ในแต่ละสาขาก่อน ดังนั้น ผู้สอบจะได้แยกตำตอบออกเป็นสองส่วนเพื่อความสะดวกในการทำความเข้าใจ ดังนี้

๒.๑ ความหมายของการศึกษาวิชานิติศาสตร์ในสาขาต่างๆ

ก. ความหมายของการศึกษาวิชานิติศาสตร์ โดยแท้

ข. ความหมายของการศึกษาวิชานิติศาสตร์ เชิงข้อเท็จจริง และ

ค. ความหมายของการศึกษาวิชานิติสาสตร์ เชิงคุณค่า

๒.๒ ความเหมือนและความแตกต่างของการศึกษาวิชานิติศาสตร์ในสาขาต่างๆ

๒.๑ ความหมายของการศึกษาวิชานิติศาสตร์ในสาขาต่างๆ มีดังนี้

ก. การศึกษาวิชานิติศาสตร์ โดยแท้ คือการศึกษากฎหมายในสองส่วน คือ ศึกษาเนื้อหาของกฎหมายเพื่อเข้าใจความหมายของบทบัญญัติแ่ห่งกฎหมาย และศึกษาวิธีการใช้กฎหมายที่เรียกว่า "นิติวิธี" เพื่อ ทราบถึงการใช้ การตีความกฎหมาย เมื่อมีคดีเกิดขึ้น

ข. ความหมายของการศึกษาวิชานิติศาสตร์ เชิงข้อเท็จจริง จะมีการศึกษาโดยจำแนกออกเป็นสามส่วนคือ

- การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมาย เป็นการศึกษากฎหมายในฐานะข้อเท็จจริงหนึ่งของสังคมในอดีต โดยมีคำถามพื้นฐานอยู่สามข้อ คือ กฎหมายหรือแบบแผนของสังคมนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร/ กฎหมายหรือแบบแผนของสังคมมีพัฒนาการไปอย่างไร และทำไม แบบแผนหรือกฎหมายจึงพัฒนาไปในลักษณะนั้น มีปัจจัยอะไรทำให้กฎหมายหรือแบบแผนพัมนาไปเช่นว่านั้น ทั้งนี้ การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายนอกจากจะทำให้ผู้ศึกษาตอบคำถามทั้งสามประการได้ แล้ว ยังจะทำให้ผู้ศึกษาทราบถึง ผลกระทบของการใช้กฎหมายที่มีกับสังคมในอดีต และการเปลี่ยนแปลงของสังคมด้วย

- การศึกษาสังคมวิทยาทางกฎหมายเป็นการศึกษากฎหมายในฐานะข้อเท็จจริงหนึ่งของ สังคม ทั้งนี้เป็นการศึกษาผลกระทบของกฎหมายที่มีต่อสังคมโดยการนำกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ เข้ามาศึกษาสังคมดังเช่นวิชาสังคมวิทยา โดยการเก็บสถิติ เช่น การศึกษาผลของคดีการทำร้ายทางเพศ ภายหลังจากการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาในส่วนบทบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิด ทางเพศ

- การศึกษามานุษยวิทยาทางกฎหมาย เป็นการศึกษา แแบบแผนของสังคมหรือจารีตประเพณีที่ใช้บังคับการกระทำของคนในสังคมในยุคบุพ กาล หรือในสังคมที่ยังไม่มีกฎหมาย เช่น คนป่าต่างๆ

ค. การศึกษากฎหมายเชิงคุณค่า เป็นการศึกษาในสองส่วน คือ การศึกษานิติบัญญัติ และการศึกษากฎหมายเปรียบเทียบกฎหมาย

สำหรับ การศึกษา ในส่วนของ "นิติบัญญัติ" นั้นจะมีคำถามที่สำคัญคือ การนิติบัญญัตินั้นมีขอบเขตแค่ไหน และการนิติบัญญัตินั้นจะบัญญัติกฎหมายอย่่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ประชาชน ส่วนการเปรียบเทียบกฎหมายนั้นเป็นการ นำบทบัญญัติของกฎหมายที่ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาอย่างเดี่ยวกันใน แต่ละประเทศมาเปรียบเทียบกัน เพื่อเป็นการแสวงหาข้อดีของกฎหมายของแต่ละประเทศ ทั้งในสกุลกฎหมายเดียวกัน และต่างสกุลกัน เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนากฎหมายในประเทศต่างๆ เช่น การเปรียบเทียบ กระบวนการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการฟอกเงินในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรปเพื่อนำมาปรับปรุงกฎหมายไทย

ในส่วนที่สองจะเห็นได้ว่าสิ่งที่เหมือนกันของการศึกษานิติศาสตร์ ในทุกสาขา คือวัตถุของการศึกษาอันได้แก่กฎหมาย

อย่าง ไรก็ตามอาจจะมีความแตกต่างกันในส่วนปลีกย่อยของวัตถุในการศึกษา คือ การศึกษากฎหมายโดยแท้ นั้นเป็นการศึกษากฎหมายในปัจจุบัน และการใช้กฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ส่วนการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายเป็นการศึกษากฎหมาย และบทบัญญัติของกฎหมายในอดีตและพัฒนาการของกฎหมายในอีตที่ส่งผลมายัง ปัจจุบัน

ในส่วนการของความแตกต่างของการศึกษานิติศาสตร์ในสาขาต่างๆ นั้น ความต่างที่เด่นชัดได้แก่กระบวนการ หรือวิธีการในการศึกษา

เช่น ในขณะที่การศึกษาสังคมวิทยากฎหมายนั้นเป็นการศึกษาผลกระทบของกฎหมายที่มีต่อ สังคมในปัจจุบัน โดยผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยมีการเก็บสถิติ นั้นกระบวนการศึกษานิติศาสตร์เชิงคุณค่านั้นใช้การเปรียบเทียบกฎหมาย ส่วนการศึกษานิติศาสตร์โดยแท้ โดยเฉพาะการศึกษานิติวิธีนั้น ทำโดยผ่านการศึกษา การใช้และตีความกฎหมายของศาลในคดีต่างๆ ที่ผ่านมา

เพื่อความชัดเจน อาจจะนำเสนอความเหมือนและความแตกต่างของการศึกษานิติศาสตร์ในสาขาต่างๆ โดยผ่านตัวอย่างดังนี้

การศึกษาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไทย ฉบับปี พุทธศักราช ๒๕๕๐

หาก เป็นการศึกษาในเชิงนิติศาสตร์ โดยแท้ จะเป็นการศึกษาเพื่อทราบว่ารัฐธรรมนูญไทย ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ มีเนื้อหาอย่างไร และมี การใช้ และตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างไร ต่างจากการใช้กฎหมายแพ่งทั่วไปอย่างไร อันเป็นการศึกษานิติวิธี

หากเป็นการศึกษานิติศาสตร์เชิงข้อเท็จจริง ในทางประวัติศาสตร์กฎหมาย ก็จะศึกษาว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญไทย ปี ๒๕๕๐เกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีความต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วๆมา อย่างไร และทำไม จึงต่างจากรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ผ่านๆมา มีเหตุผลอย่างไร หรือปัจจัยทางสังคม อย่างไร จึงทำให้ รัฐธรรมนูญไทยในปี ๒๕๕๐ ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆที่ผ่านมา

หากเป็นการศึกษารัฐธรรมนูญในเชิงสังคมวิทยาก็อาจจะศึกษาผลกระทบต่อ สังคมไทยอันเนื่องมาจากการบังคับใช้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไทย ปี ๒๕๕๐ โดยศึกษาผลการบังคับใช้บางมาตรา เช่น ความขัดแย้งทางสังคมจากการมี วุฒิสมาชิกที่ได้มาจากการสรรหา

และหากเป็นการศึกษารัฐธรรมนูญในด้าน นิติศาสตร์เชิงคุณค่านั้น ก็จะ เป็นการศึกษารัฐธรรมนูญในแง่ที่ว่า จะบัญญัติรัฐธรรมนูญอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์ แก่คนไทยมากที่สุด และขอบเขตของรัฐธรรมนูญควรมีบทบัญญัติเรื่องอะไรบรรจุบ้าง หรือ อาจจะเป็นการศึกษาเปรียบเทียบบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไทยกับรัฐธรรมนูญของ ต่างประเทศเพื่อ ปรับปรุงประสิทธิภาพของรัฐธรรมนูญไทย

โดย สรุป การศึกษานิติศาสตร์ในเชิงข้อเท็จจริงนั้นมีข้อที่เหมือนและต่างกับการศึกษา นิติศาสตร์โดยแท้ และการศึกษานิติศาสตร์เชิงคุณค่า ในแง่ของวัตถุในการศึกษา และกระบวนการและวิธีีในการศึกษา อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาเพื่อจะเป็นผู้รอบรู้ในทางนิติศาสตร์ และสามารถนำกฎหมายมารับใช้และแก้ปัญหาสังคมได้อย่างแท้จริงนั้น เราจำเป็นที่จะต้องศึกษานิติศาสตร์ทั้งสามสาขา โดยไม่อาจจะแยกศึกษาเพียงสาขาใดสาขาหนึ่งเพียงสขาเดียวได้

คำถาม

๑. การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายมีคุณค่าอย่างไร และจะช่วยสังคมไทยปัจจุบันได้อย่างไร? (๑๕ คะแนน)

๒. การศึกษานิติศาสตร์ เชิงข้อเท็จจริง เหมือน และต่างกับการศึกษานิติศาสตร์ เชิงคุณค่า และ การศึกษานิติศาสตร์ โดยแท้อย่างไร (ให้นิสิตอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบเพื่อความเข้าใจ) (๑๕ คะแนน)

เกณฑ์การให้คะแนน

ข้อ ๑.

คะแนนส่วนของ "หลักการ" ๖ คะแนน

คุณค่าของการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมาย

คุณค่าของการศึกษาประวัติศาสตร์

คำถามหลักในการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมาย (ตอบหรือไม่ก็ได้ เป็นส่วนเสริม)

คะแนนส่วนของการวิเคราะห์ ๖ คะแนน

การนำเอาประโยชน์ หรือคุณค่าของการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายมาประยุกต์กับข้อเท็จจริงทางสังคมในปัจจุบัน

คะแนนส่วนข้อมูล ๓ คะแนนคะแนนส่วนการวิเคราะห์ ๓ คะแนน

คะแนนส่วนของการเขียน ๓ คะแนน

ลำดับการนำเสนอข้อมูล ๑ คะแนน

การเชื่อมโยงข้อมูล ๑ คะแนน

การใช้ภาษาไทย ๑ คะแนน

เกณฑ์การให้คะแนน

ข้อ ๒.

คะแนนส่วนของ "หลักการ" ๘ คะแนน ความหมายของการศึกษาวิชานิติศาสตร์

- การศึกษานิติศาสตร์ โดยแท้ ( เนื้อหากฎหมาย/นิติวิธี)

- การศึกษานิติศาสตร์ เชิงข้อเท็จจริง (ประวัติศาสตร์ กฎหมาย/ สังคมวิทยากฎหมาย / มานุษยวิทยาทางกฎหมาย)

- การศึกษานิติศาสตร์ เชิงคุณค่า (นิติบัญญัติ / กฎหมายเปรียบเทียบ)

คะแนนส่วนการวิเคราะห์เปรียบเทียบ ๖ คะแนน

- การเปรียบเทียบ

- ตัวอย่าง

คะแนนส่วนการเขียน ๑ คะแนน

ตุ๊กครับ เบื้องต้นต้องจับให้ได้ก่อนว่า คำถามนั้นอะไรเป็นประเด็ฯหลักอะไรเป็นประเด็นรอง เพื่อจะได้จัดวางน้ำหนักในการเขียนและการบริหารเวลาในการเยนได้ถูก

สำหรับคำถามเรื่องสถานะผู้ปกครองตามแนวความคิดแบบฮินดู และแบบพุทธนี้ คำถามหลักคือ

-ความเหมือนและความต่าง ของแนวคิดเรื่องผู้ปกครอง

คำถามรองที่เกี่ยวข้องคือ

-อะไรทำให้แนวคิดของพราหมณ์ และพุทธเกี่ยวกับผู้ปกครองต่างกัน

ดังนั้นตอบคำถามตุ๊กข้อที่ ๑ คำถามเรื่องไทยรับเอาอิทธิพลเรื่องความคิดเกี่ยวกับสถานะของผู้ปกครองมาในสมัยใด และอย่างไรนั้นเป็นคำถามรองครับที่ ไม่เกี่ยวกับประเด็นหลักมากนัก ถ้ามีเวลาเหลือค่อยเขียน แต่จำไว้ว่าถ้าเขียนต้องเขียนให้ถูก ถ้าเขียนตอบผิดจะถูกัหกทั้งที่ไม่ใช่ประเด็นหลัก

ตอบคำถามที่ ๒ คำถามที่สองนั้น เป็นคำถามรองที่ต้องอธิบายเพราะทำให้เราได้คำตอบของคำถามที่ว่า อะไรทำให้แนวคิดเกี่ยวกับสถานะของผู้ปกครองแบบพราหมณ์ และพุทธต่างกันอย่างไร

(พุทธ ให้สถานะของผู้ปกครอง เป็นพระโพธิสัตว์ คือเป็นผู้สั่งสมบุญเพื่อไปให้ถึงพระนิพานและเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต และเมื่อเป็นพระโพธิสัตว์ ในส่วนหนึ่ง ก็เป็นการให้เกียรติผู้ปกครอง ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นการกำหนดไปกลายๆว่า ผู้ปกครองก็จะต้องปฏิบัติธรรม คือ จะต้องปกครองโดยธรรมนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ แนวคิดเรื่อง บุญและการสั่งสมบุญจึงเข้ามาอธิบายสถานะของผู้ปกครอง แบบพุทธ คือความเป็นพระโพธิสัตว์ ในขณะที่แบบ พราหมณ์ แนวคิดเรื่องบุญของพราหมณ์ คือการปฏิบัติธรรมตามวรรณะ เพื่อไปให้ถึง การรวมกับปรมาตมัน แต่ไม่ได้เกี่ยวกับการให้สถานะผู้ปกครอง เป็นเทวราชาแต่อย่างไร)

ตอบคำถามที่ ๓ ในเรื่องฐานะ ตุ๊กอาจจะตอบโดยยกฐานะที่เหมือนและต่างของ พราหมณ์ และพุทธที่เป็นคำถามหลักก่อน หรือหลังก็ได้ แล้วค่อย ดู เรื่องความเหมือน และความแตกต่างของความหมายของคำว่า ธรรมะ ตามแนวคิดพราหมณ์ และพุทธ แต่ครูย้ำว่าต้องเขียนให้เชื่อมโยงกับ เรื่องสถานะของผู้ปกครองที่เป็นคำถามหลัก

ตอบคำถามที่ ๔

คำถามนี้เป็นเชิงวิเคราะห์ครับ วัตถุประสงค์ คืออยากเห็นว่า นิสิตทราบ และเข้าใจถึงคุณค่าของการศึกษาประวัติศาสตร์ กฎหมายต่อการศึกษากฎหมายสัญชาติหรือไม่ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ จึงต้อง เขียนเน้นไปที่เรื่องคุณค่าของการเรียนประวัติสศาสตร์กฎหมายซึ่งเป็นประเด็นหลัก โดยอาจจะเริ่มจากการอธิบายว่า คำถามหลักในการเรียนประวัติศาสตร์กฎหมายคืออะไร (๓ ข้อ; แบบแผนเกิดขึ้นได้อย่างไร แบบแผนพัฒนาไปอย่างไร และปัจจัยอะไรทำให้แบบแผนพัฒนาไปแบบนั้น) และคำถามหลักของการเรียนนนี้ทำให้เราได้ประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์ กฎหมายอย่างไร (ดูในหัวข้อ คุณค่า เชิงประวัติศาสตร์ และคุณค่าเชิงวัฒนธรรม และ นิสิตอาจจะเอาคุณค่าของการศึกษาประวัติศาสตร์ มาร่วมวิเคราะห์ด้วยก็ได้) อย่างไรก็ตามครูไม่ทราบว่า ที่ตุ๊กบอกว่า คุณค่าเราต้องอธิบายความหมาย ของประวัติ การศึกษา นั้นหมายถึงอะไร ตุ๊กตั้งใจจะบอกว่า เราต้องอธิบายถึง ความหมายของประวัติการศึกษากฎหมายสัญชาติ หรือประวัติการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายกันแน่ครับ ในส่วนนี้ครูไม่สามารถตอบตุ๊กได้เพราะครูไม่เข้าใจคำถามครับ

มีอะไรถามได้นะ พรุ่งนี้เช้าก่อนครูลาไปบวช ครูจะรีบมาตอบให้ก่อนครับ

สู้ๆ นะ โชคดีครับ

แนวคำถามสำหรับการเตียมพร้อมทำข้อสอบ

คำชี้แจง คำถามฉบับนี้มิใช่ข้อสอบ แต่เป็นคำถามที่จะช่วยให้นิสิตเข้าใจและมองเห็นแนวทางในการออกข้อสอบของอาจารย์ได้ดี

๑.ให้นิสิตอธฺบายความหมายของคำต่อไปนี้

- การศึกษานิติศาสตร์อย่างที่เป็นศาสตร์ เพื่อให้เป็นผู้รอบรู้

- คุณค่าในการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายต่อการเรียนกฎหมายสัญชาติ

-ความเหมือนและความต่างของ "ฐานะของผู้ปกครอง" ตามความหมายของแนวคิดอินเดียโบราณ และ "ฐานะของผู้ปกครอง"ตามแนวคิดพระพุทธศาสนา"

ครูแนะนำให้นิสิตลองจับกลุ่มวิเคระห์และลองถกเถียงในประเด็นแนวทางในการตอบข้อสอบเพื่อให้ได้คำตอบสมบรณ์ที่สุดดูนะครับ จะฃ่วยในการเตรียมตัวตอบคำถามได้มากครับ

เดี๋ยวครูจะแก้ไขและอัพโหลดขึ้นให้ภายในวันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายนนี้นะครับ

ขอโทษทีที่ช้าครับ

เกณฑ์การให้คะแนน

1. โครงสร้างการนำเสนอข้อมูล มุมมอง และ ความน่าสนใจข้อข้อมูล

2. สื่อ และวิธีการนำเสนอข้อมูล

3. บุคลิกท่าทางในการนำเสนอข้อมูล

 เริ่มการพรีเซนต์หน้าชั้นในวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ วันละ  ๕ คน คนละ ไม่เกิน ๔ นาที

ลืมบอกไปครับ

ครูอาหัวข้อรายงานหน้าชั้นแปะ ไว้ให้หน้าห้องพักครูLaw 4303แล้วครับ นิสิตมาลงชื่อเลือกได้ครับ

อนึ่งคนที่เลือกแล้ว หลังจากเซ็นชื่อในเอกสารหน้าห้องพักครูแล้ว ให้ช่วยเมล์มาบอกชื่อ เลขประจำตัว และหัวข้อที่เลือกให้ครูทราบที่ debhoom@yahoo.com ด้วยครับ

ประกาศ นิสิตสามารถมาลงชื่อเลือกหัวข้อ เพื่อเตรียมตัวรายงานหน้าชั้นในรายวิชาประวัติศาสตร์กฎหมาย ณ บริเวณ หน้าห้อง LAW 4303 ได้ตั้งแต่วันที่  ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นไป

โดยสามารถดูหัวข้อได้จากlinkนี้

เกร็ดประวัติศาสตร์ น่ารู้ Rosetta Stone

http://en.wikipedia.org/wiki/Rosetta_Stone

Although wikipedia will be criticized from the scholar as an untrustworthy website, it can be a good step to start finding out the fact.

แม้ ว่า wikipedia จะถูกวิจารณ์จากนัหวิชาการว่าเป็นเว็บไซต์ที่ไท่น่าเชื่อถือ แต่ว่า Wikipedia เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแสวงหาข้อเท็จจริง และการศึกษาก้าวแรก

  ประกาศงดการเรียนการสอนและสอนชดเชย

ด้วยครูจะต้องเดินทางไปประชุมสัมมนาเรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชน ระหว่างวันที่ 17-29 ตุลาคม และ 5-11 ธันวาคม 2553 ในการนี้ทำให้ครูไม่สามารถมาสอนได้ตามปกติ จึงขอประกาศงดสอน ในวันที่ 19,26 ตุลาคม 2553 และ 7 ธันวาคม 2553 โดยทั้งนี้ครูจะทำการสอนชดเชย ในวันที่ 15 ตุลาคม, 5 และ 12 พฤศจิกายน 2553  ณ ห้อง 4308 คณะนิติศาสตร์ ระหว่างเวลา 17.00-20.00 แทน

จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน

จากที่อาจารย์ยอดเขียนมาผมมีมุมองที่แตกต่างในบางส่วน และ อยากทราบเพิ่มเติมในอีกบางส่วนครับ

๑ ถ้าคนเราได้เงินมาจากกองทุนหมู่บ้านและเอาไปใช้อย่างที่คุณมัธบอก คือเอาไปใช้ ในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อย่างแท้จริง แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ เราควรจะบอกว่าใครผิด ชาวบ้านผิด หรือรัฐ ผิด หรือ ไม่มีคนผิด และรวมถึงทางภาคเหนือจะพบเสมอว่าที่ดินสปก.หลายแปลงไม่ได้อยู่ในมือเกษตรกรอย่างแท้จริง กลับไปอยู่ในมือ กลุ่มพ่อค้า และผู้มีอำนาจ บางส่วนเป็นเพราะเกษตรกรตั้งใจขายปัจจัยการผลิตของตนเองออกไปเพื่อไปเป็นลูกจ้าง จนเกิดวงเวียนอย่างที่อาจารย์ยอดบอก คือยากจนหมดหนทาง...

หรือ ปัญหาของเราในปัจจุบัน คือ ไม่ควรไปคิดว่า ใครผิดถูก แต่จะแก้ไขวงจรดังกล่าวนนี้ได้อย่างไร การศึกษา? การศึกษาเพื่อให้คนรู้จักใช้เงิน และการบริหารจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่า

จากที่ผมเห็นสังคมทั้งในประเทศไทยและตะวันตก ผมพบว่าปัญหาอย่างหนึ่งที่พบคือ

ในประเทศไทยเราถูกฝึกสอนให้ต้องพึ่งพาสิ่งอื่นๆ รอบตัว แต่ไม่เคยพึ่งตัวเอง ทำให้เมื่อเกิดปัญหา เรามีแต่ร้องแรกแหกกระเชอให้คนอื่นมาช่วย ไม่มีการพึ่งตัวเองก่อน

ส่วนในตะวันตก ทุกคนจะถูกสอนให้พึ่งตนเองก่อนเสมอ ทำให้เมื่อมีปัญหา จึงมีการพยายามแก้ไขปัญหาไปแล้วบางส่วน ดูได้จากแนวทางการเลี้ยงดูเด็กครับ เด็กไทย ถูกสอนให้ขอตังพ่อแม่ตลอด แต่เด็กฝรั่งถูกสอนให้ทำงานพิเศษตั้งแต่เด็ก เหตุนี้เด็กฝรั่งจึงมีการพึ่งพาตัวเองสูงกว่าเด็กไทย แต่ยอมรับว่า สังคมฝรั่งเนื่องจากมีการพึ่งพาตนเองแต่เด็กทำให้ความเป็นปัจเจกบุคคลมีค่อนข้างสูงครับ อาจจะดูเห็นแก่ตัวเล็กๆ แต่ถ้าถามว่าเห็นแก่ตัวจริงไหม ผมว่า ไม่จริง เพราะ เท่าที่ผมสัมผัส ในสังคมนี้ตะวันตกมีการปลูกฝังให้เยาวชนมีจิตสาธารณะมากๆ พอสมควร เห็นได้จากการมีวิชาบังคับในโรงเรียน ให้นักเรียนออกไปบำเพ็ญประโยชน์ตามมูลนิธิต่างๆ และให้เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิรายงานการบำเพ็ญประโยชน์ต่อโรงเรียน

๒. แนวคิดเรื่อง โซลิดาริเต้ คืออะไรครับ น่าสนใจดี รบกวนอาจารย์ยอดช่วยมาขยายความให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆฟังด้วยครับ ผมเอกงก็ไม่มีความรู้ในด้านนี้

๓. จริงๆ แล้วน่าคิดนะครับว่าปัญหาอยู่ที่ตรงไหน ท่านอื่นๆ หรืออาจารย์ยอดจะช่วยมาต่อ ประเด็นนี้ได้นะครับ

ขอบคุณ ท่านอาจารย์ยอดที่แวะมาให้มุมองดีๆ นะครับ

เดี๋ยวหลังสอบผมจะแวะมา ตั้งประเด็นต่อในเรื่องการแก้ไขปัญหานะครับ โดยเฉพาะเรื่องความต้องการของคนที่ไม่มีขีดจำกัด

ขอบคุณที่มาร่วมแสดงความเห็นครับ

เราต้องร่วมมือกับจีนและอินเดียด้านการข่าว และกดดันพม่าให้มากครับ และขอให้จีนคุยกับเกาหลีเหนือ ไม่ให้เกาหลีถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ครับ

ส่วนเรื่องการขอให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ส่งกำลังทหารเข้าไป แทรกแซงในตอนนี้ผมไม่เห็นด้วยครับ เพราะถ้าส่งกำลังทหารเข้าไปพม่าจะกลายเป็นอิรักสอง และ กลายเป็นที่ซ่องสุมกองกำลังก่อการร้ายคล้ายอัฟกานิสสถาน ขณะเดียวกัน ทรัพยากรธรรมชาติก็จะถูกนำไปแสวงหาประโยชน์โดยต่างชาติอย่างไม่โปร่งใสและผลประโยชน์ตกลงไม่ถึงมือประชาชนครับ

และผลเสียจากผู้อพยพหนีภัยสงครามจะตกมายังประเทศไทยเองครับ

ผมขอย้ำนะครับ ว่าประเด็นคือเราไม่ได้มีปัญหากับประชาชนพม่า แต่เรามีปัญหากับนโยบายของรัฐบาลทหารพม่าครับ

ขอบพระคุณที่มาแบ่งปันความรู้ครับผม ผมเองก็เป็นนักวิชาการที่อ่านหนังสือมา คุยกับท่านผู้มีประสบการณ์อื่นๆ บ้าง ลงภาคสนามน้อย ได้มีโอกาสมาฟังความเห็นท่านอื่นๆ ถือเป็นกำไร และเป็นวิทยาทานกับผมอย่างมากครับ

ที่สก็อตแลนด์ที่ผมอยู่นี้ ผมพบข้อดีอย่างหนึ่งครับ ทุกคนตั้งแต่เด็ก ถูกฝึกเรื่องของการทำงานให้สังคมและการเป็นอาสาสมัครครับ ในหลักสูตรการศึกษาจะมีวิชาให้เด็กไปบำเพ็ญประโยชน์ให้สังคม ตามมูลนิธิต่างๆ แล้วให้ทางมูลนิธิ ลงนามรับรองว่ามีการไปช่วยงานจริงๆ ส่วนคนที่เกษียรแล้ว ก็จะพากันมาช่วยงานตามมูลนิธิต่างๆ ครับ นัยว่าเพื่อแก้เหงา และป้องกันการเป็นโรคซึมเศร้า และอัลไซเมอร์ด้วยครับ นี่เอง เป็นภาพดีๆ ของภาคประชาสังคมที่ผมเห็นจากที่ผมอยู่ครับ อยากเห็นภาพนี้เกิดในเมืองไทยด้วยครับ ผมว่าชุมชนเค้าก็เข้มแข็งพอสมควรแม้จะมีความเป็นปัจเจกสูงมาก

ขอบคุณที่แวะมาแสดงความเห็นครับ

คนไทยควรตื่นตัวเสีจยที่จากฝันหวาน มาสู๋ความจริงครับ ณ วันนี้เราจะอยู่โดยไม่มองคนอื่นอีกไม่ได้แล้ว และเราทุกคนมีหน้าที่ครับ

เท่าที่ดูจากสารคดี มีหลักฐานชัดเจนระบุว่า

รัฐบาลทหารพม่ามีนโยบายชัดเจนว่า หากมีปัญหากับฝ่ายใด ยิงอาวุธนิวเคลียร์ไปก่อนแล้วเจรจาที่หลัง

อันตรายมากครับ...

ขอบคุณมากครับที่มาช่วยแลกเปลี่ยนความเห็นที่เป็นประโยชน์ครับ ในส่วนตัวผมเองมีประเด็นแลกเปลี่ยนดังนี้ครับ

 ๑ ในฐานะของนักฎหมาย ผมเห็นด้วยกับที่คุณมัธบอกว่า กฎหมายไทยเราไปลอกเรียนมาจากทฤษฎ๊ และกฎหมายต่างประเทศ และถูกนำมาใช้โดยไม่ดูบริบทของประเทศของเราครับ

 ๒.ส่วนเรื่องความเข้มแข็งของภาคประชาชนนนั้น ผมมองความเข้มแข็งในประเด็นเรื่องคุณภาพในการดำเนินชีวิต การมีอำนาจควบคุมและตรวจสอบการทำงานของภาคการเมือง ตลอดจนคุณภาพของการตัดสินใจของภาคประชาชนครับ อย่างไรก็ตามในประเด็นที่สอามนี้ผม เองยังตั้งคำถามตัวเองอยู่ว่า ผมจะตั้งข้อสังเกตแบบนี้ได้ไหม เพราะถ้า ผมมองว่าปัจจัยที่เข้ามาตัดสินเรื่องความเข้มแข็งของภาคประชาชน คือ คุณภาพของการตัดสินใจ แล้วก็คงจะมีคนมาตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับ "เกณฑ์ที่ผมจะเอามาใช้วัด" เรื่องคุณภาพของ การตัดสินใจครับ

๓. ผมจึงเสนอดังนี้ครับ ในเรื่องเกณฑ์ ที่ผมคิดว่าน่าจะเอามาใช้วัดคุณภาพของการตัดสินใจของภาคประชาชน ที่ผมคิดออกในตอนนี้น่าจะเป็น เกรฑ์ เรื่องการตัดสินใจที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศไทยโดยรวมเป็นหลักครับ ไม่อิงกับผลประโยชน์ใครกลุ่มใด้กลุ่มหนึ่งมากเกิน

 

เบื้องต้นยังคิดออกเท่านี้นะครับ ได้ไอเดียเพิ่มเติมจะแวะมาแลกเปลี่ยนเพิ่มครับ ถ้าท่านผู้อ่านท่านไหนมีไอเดียดีๆ มาแชร์กันได้นะครับ แม้ว่าจะไม่เคยรู้จักผมมาก่อนก็ตาม จะได้มีอะไรดีๆ (หรือเปล่า?) เกิดขึ้นบ้างครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ

ขอบคุณอาจารย์ที่แวะมานะครับ

ที่ผมเห็นวาเป็นการแตกแยกทางความคิด ไม่ใช่เกิดจาก น.ท.ช. ทักษิณคนเดียว เพราะว่า ถึงแม้ปัจจุบันเราจะปราบ ม๊อบแดงจากกทมไปแล้ว แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีคนที่เชื่อในแนวความคิดแบบซ้ายนี้เป็นจำนวนหนึ่ง ผมบอกไม่ได้ว่าเท่าไหร่ ถ้าดูจริง ให้ไปลองอ่านในกระทู้ของ เว็บเสื้อแดง หรือคนที่นิยมซ้ายทั้งหลาย นี่เองทำให้เราปฏิเสธ ไม่ได้ว่า มีคนที่คิดแบบนี้อยู่ หน้าที่ของเรา คือการ เข้าใจคนกลุ่มนี้ และนำข้อเรียกร้องเค้ามาดูด้วยว่าเราต้องปรับปรุงอะไรกันไหม พอๆ กับนำคนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย เพราะปัจจุบันบ้านเรากฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ซึ่งผมในฐานะนักกฎหมายก็เจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น และมีการละเมิดกฎหมายโดยเฉพาะจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมเองประนามการใช้ความรุนแรงทุกครั้ง ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใด เว้นกรณีเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำตามกฎหมายเพื่อให้กฎหมายเป็นกฎหมาย ผมเห็ฯด้วยกับแนวทางสันติวิธีของ หลวงพ่อพระไพศาลวิศาโล และท่าน ว.วชิรเมธี แต่ถึงท่านทั้งคู่จะพยายามออกมาสร้างสติให้สังคมขนาดไหน ก็ยังอด มีคนตำหนิท่าน ไม่ได้ ทั้งๆ ที่สาระของสิ่งที่ควรจะถูกถกเถียงกัน คือ แนวทางพัฒนาชาติของเราให้เจริญรุ่งเรื่องและประชาชนมีความสุข อยู่ดีกินดี

แต่ปัจจุบันกลายเป็นมาถกกัน เรื่องแนวทางการเปลี่ยนโครงสร้างสังคม ซึ่ง ไม่ได้นำมาซึ่งความสงบสุขอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชนเลย เพราะนำมาแต่การเปลี่ยนกลุ่มอำนาจ และการตามเช็คบิล ฆ่ากันเท่านั้น และตอนนี้ เหตุการณ์ก่อนที่จะเริ่มต้นใหม่ในยกต่อไป ก็มีแต่ความโกรธแค้นกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายแดงก็บอกว่าจะผนึกกกำลัง มุดลงใต้ดิน คนไทยอีกหลายคนก็เรียกร้องให้มีการจัดการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ผมเห็นว่า ไม่ผิดครับ ที่จะเรียกร้องให้จัดการตามกฎหมายกับกลุ่มกวนเมือง และกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงโดยเด็ดขาด ขณะเดียวกัน เราก็ต้องดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของคนรากหญ้าจริงๆ ด้วยให้เค้ารู้ว่าเราไม่ได้ทิ้งเค้า แต่อะไรที่ ไม่ใช่เหตุผลก็ต้องว่ากันไป ตามเหตุผล และสร้างจิตสำนึกการเคารพกฎหมายให้เกิดขึ้นจริงๆ อันจะนำมาซึ่งการทำให้บ้านหลังนี้ของพวกเราหน้าอยู่ขึ้น

ความเห็นท่าน ว. วชิรเมธี

1. http://www.youtube.com/watch?v=dlMFnmvN_gw&feature=fvsr

2. http://www.youtube.com/watch?v=u79-hOkq0HQ&feature=channel

3. http://www.youtube.com/watch?v=8iXXVgncI34&feature=related

4. http://www.youtube.com/watch?v=ouWacBe3DP0&NR=1

ความเห็นหลวงพ่อพระไพศาลวิศาโล

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20100521/116757/ธรรมมะยุติได้---พระไพศาล-วิสาโล.html

ความเห็นกลุ่มซ้าย [นี้แบบเบาะๆ]

http://onopen.com/baitong/10-05-21/5374

ลองดูนะครับ

ช่วยกันทำหน้าที่ของพวกเราให้ดีที่สุดนะครับ ครูก็หวังว่าเหตุการณ์มันจะจบไวๆนี้ และเราคงได้ทราบเหตุการณ์ที่แท้จริงที่ไม่มีการบิดเบือน ครูขอส่งใจไปช่วยทหารที่ทำหน้าที่ ครูเชื่อว่าไม่มีใครเห็นด้วยกับการฆ่า เว้น แต่คนที่จะได้ประโยชน์จากเหตุการณ์ อย่างไรก็ตามสังคมไทยบางส่วนยังไหลไปตามกลุ่มคนที่พยายามสร้างวาทกรรมว่าทหารใช้ความรุนแรง โดยไม่ดูว่าตนเองก็มีส่วนในความรุนแรงเช่นกัน

หลังจากเหตุการณ์จบ พวกเราต้องช่วยกันสร้างสังคมที่ดีขึ้น มันไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราแต่เพื่อคนรุ่นๆ ต่อไป ที่จะมายืนอยู่บนประเทศที่เรารักนี้ ครูยังยืนยันคำพูดเดิมเหมือนเมื่อพวกเธอกำลังจะจบ รุ่นเธอเป็นรุ่นที่จะก่อร่างสร้างบ้านของพวกเราทุกคนต้อไป เรามีความรับผิดชอบร่วมกันต่อสังคมไทย

ครูอยู่ทางนี้ก็จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดครับ

รักและปรารถณาดี

ขอบคุณที่แวะมาครับ

นพพิจิตร ครูเห็นอย่างนี้ครับ

ผมเองส่วนตัว ผมชอบอ่านงานเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของ อ.นิธิเพราะมีข้อมูลที่หนักแน่นและน่าสนใจดี แต่เรื่องการเมือง ถึงแม้ผมจะชอบการวิเคราะห์ของท่าน แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยในหลายๆ ส่วน โดยเฉพาะเรื่องข้อเสนอให้ยุบสภา ผมว่ายุบตอนนี้ก็ไม่ใช่ทางออก เพราะถึงเลือกตั้งใหม่ แต่ หากผลไม่เป็นที่ยอมรับของคนบางกลุ่ม ก็จะมีการเคลื่อนไหวอย่างนี้อีก ผมเห็นด้วยกับ อ.นิธิในส่วนที่ว่า การพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนต้องเดินต่อไป

แต่การสร้างสำนึกของคนต้องทำไปด้วย คงต้องยอมรับกันว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งนี้ ก็ไม่ได้สันติ และสงบอย่างที่กระยอกเสียงของคนเสื้อแดงอ้าง เพราะ ใครที่เสื้อแดงไม่พอใจก็ถูกทำร้าย เช่นไม่ยอมรับสติกเกอร์ / บีบแตรไล่ ก็จะถูกทำร้าย โดยตำรวจไม่เข้าช่วยเหลือ ถ้าคุณบอกว่าคุณกำลังแสดงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการชุมนุมโดยสงบ คุณก็ต้องเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย ไม่งั้นเรียกว่า คนเห็นแก่ตัว พูดเอาแต่ได้ พูดเข้าข้างตัวเองอย่างเดียว ผมพูดแบบเป็นกลางนะครับ เพราะขนาดพวกเสื้อเหลือง พอมีคำสั่งศาลให้เปิดถนน เค้าก็ยอมเปิด แล้วพวกเสื้อแดงมีสิทธิดีกว่าคนอื่นยังไง

เหตุนี้ผมถึงบอกว่าทุกอย่างวิจารณ์ได้นะครับ ไม่มีถูกผิด ร้อยเปอร์ เซ็น แม้แต่ผมคุณก็วิจารณ์ได้ครับ เราใช้ภาษาสุภาพ และแสดงเหตุผลพอ ครับ

ผมเองส่วนตัว ผมชอบอ่านงานเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของ อ.นิธิเพราะมีข้อมูลที่หนักแน่นและน่าสนใจดี แต่เรื่องการเมือง ถึงแม้ผมจะชอบการวิเคราะห์ของท่าน แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยในหลายๆ ส่วน โดยเฉพาะเรื่องข้อเสนอให้ยุบสภา ผมว่ายุบตอนนี้ก็ไม่ใช่ทางออก เพราะถึงเลือกตั้งใหม่ แต่ หากผลไม่เป็นที่ยอมรับของคนบางกลุ่ม ก็จะมีการเคลื่อนไหวอย่างนี้อีก ผมเห็นด้วยกับ อ.นิธิในส่วนที่ว่า การพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนต้องเดินต่อไป

แต่การสร้างสำนึกของคนต้องทำไปด้วย คงต้องยอมรับกันว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งนี้ ก็ไม่ได้สันติ และสงบอย่างที่กระยอกเสียงของคนเสื้อแดงอ้าง เพราะ ใครที่เสื้อแดงไม่พอใจก็ถูกทำร้าย เช่นไม่ยอมรับสติกเกอร์ / บีบแตรไล่ ก็จะถูกทำร้าย โดยตำรวจไม่เข้าช่วยเหลือ ถ้าคุณบอกว่าคุณกำลังแสดงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการชุมนุมโดยสงบ คุณก็ต้องเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย ไม่งั้นเรียกว่า คนเห็นแก่ตัว พูดเอาแต่ได้ พูดเข้าข้างตัวเองอย่างเดียว ผมพูดแบบเป็นกลางนะครับ เพราะขนาดพวกเสื้อเหลือง พอมีคำสั่งศาลให้เปิดถนน เค้าก็ยอมเปิด แล้วพวกเสื้อแดงมีสิทธิดีกว่าคนอื่นยังไง

ด้วยความสัจจริงครับ ผมมไม่ทราบจริงๆ ครับว่าจะทำอย่างไรประเทศไทยจะกลับไปสงบเหมือนเดิม ผมเองก็ไม่อยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ทราบจะทำอย่างไรเหมือนกัน ถ้าพูดแบบคอการเมืองคงบอกว่า ช่วงนี้ฝุ่นตลบกำลังแย่งอำนาจ บางคนบอกว่ากลึ่มเสื้อแดงกำลังอ่อนล้า เลยต้องชิงทำให้เกิดสถานการณ์เพื่อเรียกกำลังใจคน และต้องให้มีการตายเกิดขึ้น เพื่อ ดิสเครดิตรรัฐบาล ผมก็ไม่ยืนยันว่าถูกผิดอย่างไร แต่ที่แน่ๆ แกนนำม๊อบไม่มีใครตายแน่ๆ ครับ คนบาดเจ็บ และตายเป็น คนที่ถูกลูกหลง และเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีอาวุธ บางฝ่ายกล่าวหาว่ารัฐบาลสร้างสถานการณ์ ก็อีกแหละครับต่างฝ่ายต่างโทษกัน ในความเห็นผมเกมส์นี้จะถูกยืดไปจนกว่ามีผู้แพ้ชนะเด็ดขาดครับ 

ผมหวังให้สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำหรับคนไทยทุกฝ่ายให้รู้จัก พัฒนาระบบการเมืองของเรา ผมอยากให้ลองอ่านบทความนี้แล้วช่วงเขียนมาเล่าให้ฟังด้วยครับว่าคิดอย่างไร กดเพื่ออ่าน

ขอนุญาตแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสียทุกคนนะครับ

 ส่งกำลังใจไปให้ประเทศนะครับ กดฟังเพลง

รัก และ ปรารถนาดี

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี