ความเห็นล่าสุด


ผมเล่าให้ท่านฟังอย่างนี้ดีกว่าครับ (ผมขอให้เกียรติท่านทั้งหลายที่เป็นผู้พิพากษาและกรุณามาตอบความเห็นของผม อย่างที่นักกฎหมายเราให้เกียรติกัน)
๑.ผมเจตนาเขียนบล็อกนี้เพื่อเตือนน้องๆและลูกศิษย์ที่เรียนกฎหมายทั้งหลายของผม โดยมีเจตนาให้ทุกคนระลึกถึงคุณธรรมที่นักกฎหมายพึงมีและให้ตระหนักถึงหน้าที่ในการรักษาความเป็นธรรมในสังคม  ไม่ได้มีเจตนาให้ร้ายใครหรือองค์กรใดทั้งสิ้น

๒บล็อกนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมที่เขียนขึ้นเมื่อสามปีที่แล้ว  แต่ผมก็แปลกใจเหมืือนกันว่าทำไม พึ่งมีท่านผู้พิพากษามาคอมเมนท์เมื่อหนึ่งเดือนที่แล้วนี้เอง  ผมเองยังสงสัยอยู่ตะหงิด ตะหงิดเหมือนกันว่ามีใครเอาเนื้อหาไปใช้ทำอะไรที่ไม่ควร  หรือ สถาบันตุลาการไทยถูกตรวจสอบมากหรือเปล่าในช่วงนี้

๓. ผมดีใจที่ท่านเข้ามาแลกเปลี่ยนเพราะผมเชื่อว่า เรื่องเดียวกันนั้นอาจจะมองได้หลายมุมครับ แม้แต่ประเด็นเรื่องการคัดเลือกผู้พิพากษานี้ เพื่อนผมก็เห็นแย้งจากผมเหมือนกันหลังจากมาอ่านพบในสิ่งที่ผมเขียนเมื่อสามปีที่แล้ว เพียงแต่ เค้าไม่ได้มาคอมเมนท์อย่างท่าน เพื่อนผมเขาตอบผมว่า มองอีกมุมหนึ่งเป็นเรื่อการประหยัดเงินหลวง ไม่ต้องส่งผู้พิพากษาหรืออัยการไปเรียนต่อนอก  ประหยัดเงินหลวง ผมก็เข้าใจความเห็นเค้าเหมือนกัน แล้วก็มามองมุมนี้ก็ได้เห็นอะไรอีกมุมเหมือนกันครับ

๔ถ้าท่านจะกรุณาเพราะท่านอ้างถึงตัวเลขสถิติการสอบ รวมทั้งเหตุผลที่แท้จริงที่มีการทำโครงการสอบผู้พิพากษาสนามจิ๋ว  ขอท่านได้โปรดนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์เท่าที่จะเปิดเผยได้ มาโพสต์ให้ท่านอื่นๆที่แวะมาดูหน่อยก็ดีนะครับ เพราะข้อมูลที่เชื่อถือได้จากท่านย่อมมีน้ำหนักและหักล้างสิ่งที่ผมพูดได้ และจะทำให้ผู้อ่านเชื่อมั่นในสถาบันตุลาการมากขึ้นด้วย (ขอท่านช่วยชี้แจงคำถามเรื่องสนามเล็ก ที่มีคนสะท้อนมายังผมหลายคนด้วยนะครับ ผมก็ไม่ทราบจริงๆ ว่าทำไมถึงต้องมีสนามเล็ก เพราะ ไม่มีคนชี้แจงก็เดี๋ยวจะเป็นการพูดไปคนะทีสองที  เรื่องมันจะรุกรามมากกว่าจะได้ทางออก)

๕ ถ้าท่านจะเปิดใจรับฟังสิ่งที่ผมเขียน ท่านจะทราบว่า การเขียนของผมนั้นมุ่งตั้งคำถามกับกระบวนการเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทย  ส่วนตัวผมเอง ผมก็อยากเห็นสถาบันยุติธรรมซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน มีการดำเนินการต่างๆอย่างโปร่งใส บริุทธิ์ ยุติธรรมและตรวจสอบได้ เพื่อประกันความยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย ผมเองผมนับถือท่านอาจารย์จิตติ  ติงศภัทย์และท่านอาจารย์ สัญญาธรรมศักดิ์ ซึ่งเป็นตุลาการในอุดมคติของผม เช่นเดี่ยวกันครับ  ผมเชื่อว่าสังคมจะดีต้องมีการตรวจสอบได้  แม้แต่คำพิพากษาศาลฎีกา ท่านอาจารย์จิตติ ยังทำความเห็นแย้งบ่อยๆ เป็นการตรวจสอบไปในตัว

หากท่านอาจจะเห็นว่าลีลาการเขียนผมมันประชดประชัน ก็ต้องขอโทษนะครับ  หลังๆมาเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา หลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆของบ้านเมืองที่ร้อนระอุ ผมก็สำนึกเหมือนกันว่าการประชดประชัน มันไม่ทำอะไรดีขึ้น  มีแต่การเปิดใจคุยกันต่างหาก ที่จะนำไปสู่การหาทางออกที่ดีที่สุดของสังคมไทย นี่ผมก็โดนฝ่ายแดงเขารุมประชดผมเหมือนกันเวลาไปคอมเมนท์ ๕๕๕  แต่อย่างที่ผมเล่าไปจริงๆ คือ ผมเจตนาดีกับบ้านเมือง อยากให้อะไรที่ดีอยู่แล้วดีต่อไป  อะไรที่เป็นปัญหาก็มาแก้ไขเสีย หรือทำให้ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ถ้าท่านเป็ผู้พิพากษาคุณภาพของเมืองไทย ผมต้องขอชื่นชมท่าน และขอให้ท่านรักษาความบริสุทธิ์และยุติธรรมไว้ซึ่งจะเป็นหนทางในการเจริญก้าวหน้าของท่าน และอำนวยให้เกิดประโยชน์สุขโดยรวมกับบ้านเมืองของเรา

 

ขอบคุณครับสำหรับการแลกเปลี่ยนความเห็น

 

ขอบคุณครับที่แวะมาแลกเปลี่ยนความเห็น อย่าพึ่งมองผมด้วยทัศนคติที่รุนแรงขนาดว่าผมบืดเบือนข้อเท็จจริงหรือเจตนาให้ร้ายสถาบันตุลาการเลยครับ มันจะไปกันใหญ่ ขอให้ดูเจตนาในการเขียนผมเป็นหลักดีกว่า ปัจจุบันผมก็ถูกตามติดจากทั้งคนเสื้อแดงและจากสถาบันผู้พิพากษาแล้ว... (ก็คงต้องสมน้ำหน้าตนเองที่แก่วงเท้าหาเสี้ยน). ผมขออนุญาตชี้แจงเป็นประเด็นอย่างนี้นะรับ แป๊ปนะครับ ขอผมย้ายคอมพิวเอร์นิดนึง จะได้ตอบถนัดๆตอนนี้แถวนี้สิบกว่าองศาหนาวจับใจเดี๋ยวชี้แจงไม่ออก

Thank you for sharing you opinion. nakrub. 

 It is too simple to say that  bitching is half - way between thinking and doing, then you pefer to bitch more than doing a bad thing. This is because humankind cannot give a good reason when they get angry. Therefore, you cannot reach the ultimate goal of discussion by bitching or using a strong word. 

However, bitching is useful sometime when you want to negotiate with somebody and you want to stop it or you want to make a new enemy.

In short, bitching is not a good way to exchange opinion.

 

Thank you very much indeed for your opinion Nakrub.

น่าอร่อยมากครับเห็นแล้วนำ้ลายไหลเลยครับ

ขอบคุณสำหรับการแลกเปลี่ยนครับ

ดีใจครับที่มีคนอย่างคุณ ลูกชาวสวนมาช่วยไขข้อข้องใจ แสดงแสดงให้หลายคนเห็นว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ที่จริงบทความนี้ผมเขียนไว้นานแล้วนะครับ เมื่อสามปีที่แล้วขณะไปเรียนต่อโทที่สก๊อตแลนด์ ที่เขียนเพราะรู้สึกสะท้อนใจกับคำพูดของน้องบางคนที่อยากเข้าไปเป็นผู้พิพากษาและอัยการ (ส่วนตัว ผมเป็นอาจารย์และนักวิจัย ผมมีความสุขดีแล้ว เลยไม่ได้ไปสอบเนติ ปัจจุบันผมเรียนปริญญาเอกอยู่ที่ออสเตรเลียครับ ก็ตั้งใจพัฒนาตัวเองเอาความรู้ไปสร้างชาติอย่างที่คุณลูกชาวสวนบอกแหละครับ เลยมาเรียนเอกด้วยทุนรัฐบาล
มูลเหตุที่ผมเขียนเรื่องนี้เพราะว่า

๑. ประสบการณ์ผมก่อนเขียนคือ ผมนั่งอ่านหนังสืออยู่และมีรุ่นน้องที่มาเรียนโทด้วยกัน เขาคุยกันว่า พอจบโทใบที่สองแล้วจะไปทำงานเป็นอัยการหรือผู้พิพากษาดี คนหนึ่งก็บอกว่าอยากเป็นผู้พิพากษา อีกคนก็บอกว่าอยากเป็นอัยการ เพราะ เป็นอัยการนอกจากจะได้เงินประจำตำแหน่ง แล้วยังได้เงินใต้โต๊ะอีกด้วย ผมเลยเขียนบล๊อกบทความนี้ขึ้นปราม ผมเศร้าใจกับคำพูดของคนที่จะเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมไทย ถ้าคนจะเข้ามาเป็นอันการหรือผู้พิพากษามีทัศนคติแบบนี้แล้ว คำตัดสินคงไม่ต้องพูดกัน หาความยุติธรรมคงยากครับ

๒ ส่วนใหญ่คนที่มาเรียนโทเมืองนอกได้ต้องมีตัง หรือไม่ก็ต้องเก่งจริงๆอย่างคุณลูกชาวสวนถึงจะสอบแข่งขันมาได้ นี่เองเป็นสิ่งที่อยากฝากให้ฝ่ายตุลาการไทยรักษาค่านิยม มาตรฐานการสอบแข่งขัน และทัศนคติในการทำงานไว้ครับ

๓ ปล. อย่าคิดว่าผมเป็นพวกสอบเนติไม่ผ่านแล้วมาเขียนประชดเลยครับ ผมก็เห็นว่าบ้านเมืองมันมีปัญหาก็สะท้อนความเห็นมา เพราะอย่างที่ทราบปัจจุบันฝ่ายตุลาการถูกตั้งข้อสังเกตมาก เรื่องการคัดเลือกคนเข้าทำงาน การแข่งขันสูง แถมมีการตั้งข้อหาตุลาการภิวัฒน์อีก การปิดช่องโหว่ไว้และเลือกคนที่มีทัศนคติที่ดีไปทำงานจึงเป็นปัจจัยสำคัญมากในการพัฒนาองค์กร และยืนยันครับ อย่างที่เรียนให้ทราบไป ผมสอนหนังสือก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ตอนนี้ผมก็เรียนเอกอยู่ประเทศที่คุณลูกชาวสวนจบมาแหละครับ อยากจะช่วยสร้างชาติให้ดีเหมือนที่คุณลูกชาวสวนทำเหมือนกัน ขอบคุณมากๆอีกครั้งครับที่มาแลกเปลี่ยนหวังว่าคงเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของผมในการเขียน

ว่าที่จริงมีหลายคนเขาบอกเหมือนกันว่าผมมาเสี่ยงเขียนทำไม เหมือนล่อเป้า ถูกคนอื่นเกีลยดเปล่าๆ แต่ผมถือคติว่า ถ้า สิ่งไหนจำเป็นต้องท้วงติงกันเพราะมันเป็นผลประโยชน์รวมของชาติก็คงต้องพูดมั้งครับ อาจจะเปลืองตัวหน่อย แต่ก็เป็นเสียงที่มีพลังในการสะท้อนให้ผ้เกี่ยวข้องทราบครับ และผมก็ดีใจที่มีผู้พิพากษามาตอบกระทู้ผม และผมมั่นใจว่าต่อไปถ้าคุณลูกชาวสวนเป็นกรรมการสอบคัดเลือกผู้พิพากษา คุณลูกชาวสวนจะต้องเอาเรื่องที่ผมเล่าให้ฟังไปเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกแน่นอนถึงแม้คุณลูกชาวสวนจะไม่เห็นด้วยกับผมในหลายส่วนก็ตาม ขอบคุณครับ

ครูถอดบทเรียนผลการสอน กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมืองภาคพิเศษได้อย่างนี้นะครับ

 

สรุปการถอดบทเรียนการเรียนการสอนวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง นิสิต ภาคพิเศษ1/2554

by Chatubhoom Bhoomiboonchoo on Sunday, October 2, 2011 at 11:08am

1. นิสิตส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องหารหาหลักกฎหมายระหว่างประเทศมาปรับใช้กับคดี เนื่องจากยังไม่เข้าใจนิติวิธีในกฎหมายระหว่างประเทศและสภาพสังคมระหว่าง ประเทศที่ส่งผลให้ สังคมระหว่างประเทศต่างกับสังคมในประเทศมากพอ

2. ในเรื่องการอ้างหลักกฎหมายระหว่างประเทศ นิสิตไม่ได้บอกสถานะ Lex lata หรือ Lex ferenda  หรือ ว่าเป็นสถานะทางกฎหมายว่ามาจากที่มาของกฎหมายประเภทใด

3.นิสิต เข้าใจสับสนเรื่องเขตอำนาจรัฐ และเอามาพันกับกฎหมายภายใน โดยเฉพาะกรณีการซ้อนทับกันของเขตอำนาจรัฐ Concurrent of jurisdiction   โดยเฉพาะกรณี การกระทำความผิดบนเรือต่างชาติในน่านน้ำภายใน และ การซ้อนทับกันของเขตอำนาจในเขตเศณษฐกิจจำเพาะ และเขตต่อเนื่อง

4. นิสิต ไม่วางหลักกฎหมายเรื่ององค์ประกอบของความรับผิดของรัฐ / เขตอำนาจรัฐและปรับบทตามองค์ประกอบ

5. การอ้างคดีเพื่อสนับสนุนหลักกฎหมายนั้น นิสิตยังไม่สามารถอ้างได้  และไม่สามารถวิเคราะห์ เชื่อมโยงความเห็นทางกฎหมายในคดี และ ในโจทย์ได้

5. นิสิตเข้าใจสับสนเรื่องการแก้ไขเปลี่ยนแปลง และการแก้ไขเพิ่มเติมในสนธิสัญญา

**************************************************

 

บทเรียนสู่อาจารย์

1. การสอนให้พูดช้าๆ ยกตัวอย่างเยอะๆ ที่เชื่อมโยง ใกล้ตัว ง่ายๆ และเห็นภาพมากกว่านี้

2.การ สอนเรื่องการซ้อนทับกันของเขตอำนาจควรยกตัวอย่างและมีแผนภาพให้เห็นชัด ควรมีแบบฝึกหัดให้เด็กๆ ทำมากกกว่านี้ การให้เด็กๆ ทำรายงาน ค้นคว้ายังไม่เพียงพอ และต้องมีตัวอย่างการเขียนตอบข้อสอบ ที่มีการวางหลักกฎหมายให้เด็กๆ ดูด้วยเพื่อความเข้าใจ

3. เน้นให้เด็กหัดเขียน วิเคราะห์คดี และ อ้างเหตุผลในคดีต่างๆ สนับสนุน คำตอบของตนเองเป็น และควรเน้นถึงคุณค่าการวางหลักกฎหมายประกอบการตอบข้อสอบ

4.ควรทำคลังข้อสอบเก่าให้เด็ก ฝึกหัดทำ

 

ใครมีข้อแนะนำเพิ่มเติม แวะมาเม้นได้เลยนะครับ ครูจะได้เอาไปปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการสอนครับ

นับ แต่วันที่ 17 กันยายน 2554 เป็นต้นไป นิสิตที่ประสงค์จะปรึกษาอาจารย์ จตุภูมิ ให้มาแจ้งให้อาจารย์ทราบ และลงไปรอพบที่ห้องเลขานุการคณะ

เพชรพิทักษ์ แนวคิดเรื่อง absolute liability นั้นมีสนธฺสัญญาระบุไว้นะครับ คือ

1.Convention on International Liability for Damage Caused by Space Objects 1972

2. Vienna Convention on Civil Liability Nuclear damage 1963

3. Paris Convention on Third party Liability in the Field of Nuclear Energy 1960

สนใจลองอ่าน บทความนี้ดูครับ

http://law.du.edu/documents/djilp/35No1/State-Responsibility-Liability-Alexandre-Kiss.pdf

ประเด็นที่สอง เรื่องความคุ้มกันจากเขตอำนาจรัฐ art 8 para.2 (b). ในCommentaries ได้ให้อรรถาธิบายไว้ว่า เป็นกรณีที่รัฐ เข้าแสดงสิทธิ ในทรัพย์สิน ในกรณีที่ บุคคลอื่น พิพาทกันในศาลของรัฐอื่นเกี่ยวกับ สิทธิในทรัพย์สินของรัฐ การที่รัฐเข้าแสดงสิทธิในศาลของรัฐอื่นที่มีเขตอำนาจไม่ถือเป็นการ ที่รัฐยินยอมให้รัฐเจ้าของเขตอำนาจศาลใช้อำนาจอธิปไตยทางศาลเหนือรัฐที่เข้าแสดงสิทธิได้แต่หากเป็นกรณีรัฐฟ้องไปยังศาลของรัฐอื่นที่มีเขตอำนาจเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์โดยตรง รัฐก็ไม่อาจอ้างความคุ้มกันได้ เนื่องถือเป็นการเริ่มคดีใหม่

จะเห็นได้ว่าในคำอธิบายไม่ได้ให้เหตุผลไว้ แต่ในความเห็นครู ครูคิดว่าเป็นกรณีที่รัฐเข้าปกป้องสิทธิของตนเอง โดยไม่ได้ฟ้องคดีใหม่ กรณีจึงไม่ถือเป็นการที่รัฐสมัครใจให้ศาลของรัฐอื่นที่มีเขตอำนาจเหนือคดี ใช้เขตอำนาจทางศาลเ้หนืิอ ตนครับ  อย่างไรก็ตามขอครูตามงานดูร่างเก่าๆ ก่อนหน้านี้อีกทีถ้าได้ยังไงจะมาตอบอีกครั้งครับ

Paragraph 2

(7) A State does not consent to the exercise of jurisdiction of another State by entering a conditional appearance or by appearing expressly to contest or challenge jurisdiction on the grounds of sovereign immunity or State immunity, although such appearances accompanied by further contentions on the merits to establish its immunity could result in the actual exercise of jurisdiction by the court.85 Participation for the limited purpose of objecting to the continuation of the proceedings will not be viewed as consent to the exercise of jurisdiction either.86 Furthermore, a State may assert a right or interest in property by presenting prima facie evidence on its title at issue in a proceeding to which the State is not a party, without being submitted to the jurisdiction of another State, under paragraph 2 (b). But, if a State presents a claim on the property right in a proceeding, that is regarded as an intervention in the merit and accordingly the State cannot invoke immunity in that proceeding

ดูรายละเอียดเพิ่มที่ http://untreaty.un.org/ilc/texts/instruments/english/commentaries/4_1_1991.pdf  หน้า 30 ครับ

เบน ครูจะตอบคำถามเป็น เรื่องๆ ไปอย่างนี้นะครับ

1. เรื่องร่างข้อบทในเรื่องความรับผิดของรัฐ เท่าที่ครูศึกษาและเทียบดู ในหนังสือของท่านอาจารย์จุมพต ท่านยังใช้ร่างข้อบทใน ปี 1997 ซึ่งปัจจุบันได้ปรับแก้ เป็นร่างข้อบท ฉบับ 2001 เข้าใจว่า ท่านอาจารย์จุมพต กำลังปรับแก้อยู่ ดังนั้นในการศึกษา เรื่องการพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศของสหประชาชาติ ในส่วนที่ว่าด้วย ความรับผิดของรัฐ ให้ศึกษาได้จากลิงค์ นี้ครับ

http://untreaty.un.org/ilc/summaries/9_6.htm

555555555555 แล้ว คุณค้นเจอว่ายังไงล่ะ

เป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศ หรือจารีตประเพณีระหว่างประเทศ

สู้ๆ ครับ ลองหาก่อน อย่างนี้มันง่ายไป อิอิ

ปล. ครูใบ้เรื่องอื่นในรายงานเยอะแล้ว

มีนิสิตมาสอบถามครับว่า การที่รัฐจะอ้างเหตุการป้องตัว เพื่อยกเว้นความรับผิดระหว่างประเทศนั้น คำว่า "ป้องกัน"ในที่นี้ หมายถึงป้องกันตัวจากอะไร เละใครมีสอทธิในหการกล่าวอ้าง จากการค้นใน Draft article on the responsibility of state for the wrongful acts ครับ ครูพบว่า การป้องกันตัวที่รัฐจะอ้างยกเว้นความรับผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศได้นั้นต้องเป็นการป้องกันตัวจากการใช้กำลังของรัฐอื่น ตามกฎบัตรสหประชาชาติครับ ที่จริงประเด็นนี้ท่าน ศาสตราจารย์ จุมพตท่านก็ได้กล่าวไว้ในหนังสือคำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศของท่านนะครับถ้าอ่านดูดีๆ จะเห็น

การสอบรายวิชาการค้นคว้าทางนิติศึกษากับปัญหาสังคม กลางภาค

ข้อสอบปรนัย 30 ข้อ ไม่อนุญาตให้นำเอกสารใดเข้าห้องสอบ เวลา 1 ชั่วโมง

เนื้อหาส่วนที่ออก มีสองส่วน

ส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของอาจารย์จตุภูมิ

ดูเอกสารจาก หนังสือ วิทยาการวิจัยทางนิติศาสตร์ ของ ดร. สุนีย์ มัลลิกะมาลย์

และpower point

จรรยาบรรณสำหรับนักวิจัย

การอ้างอิงตามระบบ TCI

ส่วนของดร. นาถนิรันดร์

ดูจากเอกสารประกอบการสอน Blue book

ตอนนี้ครูกำลังปรับปรุง PPT อยู่นะครับ เพราะอันเดิมนั้นครูไม่ได้ใช้มาสองปีแล้ว ครับ เลยปรับไปสอนไป ต้องขอโทษด้วยที่ช้านะครับ เด๊๋ยวครูจะทยอยส่ง ppt ให้ไปxerox ตอนต้นชั่วโมงก่อนเรียนนะครับ ขอบใจมาก

ถ้าอยากอ่านก่อนไปลองดูที่ http://www.gotoknow.org/blog/viewbhoom/186338 เป็นversion 3 ปีที่แล้วครับ เนื้อหายังใช้แทนกันได้ครับ

ไม่ต้องกังวลนะเดี๋ยวครูจะตรวจให้ หน้า ไม่ใช่สาระสำคัญครับ อยากเห็นวิธีการตอบครับ ขอบใจมาก

ครูเอารายละเอียดรายงานครั้งที่ ๑ ขึ้นให้แล้วนะครับ ใช้ทั้งนิสิตภาคปกติ และนิสิตภาคพิเศษเลยนะครับ

ในปี 1973 มีNUCLEAR CASE 2 คดี จะอ่านคดีไหนก็ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็น New Zealand v. France หรือAustralia v. France เพราะทั้งสองคดีต่างก็พูดถึง หลัก Unilateral act create obligation เวลาอ่านให้ลองสังเ้กตที่หัวคดี p 253 ใน คดี Australia v. France หรือ p.457 ในคดีระหว่าง New Zealand v. France ครับ จะมีพูดสรุป ไว้ว่าในคำพิพากษาดังกล่าวตัดสินประเด็นอะไรไว้บ้าง แล้ว ค่อย scan หา รายละเอียดส่วนที่ศาลให้เหตุผลอีกทีครับ

ส่วนคำตัดสินในปี 1995 มีสองกรณีครับ กรณีแรกเป็นการที่ Australia ร้องขอให้ศาลดำเนินการออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และขอให้ศาลตีความคำพิพากษาในปี 1973 โดยในกรณีนี้ไม่ได้ฟ้องเป็นคดีใหม่ครับ

และอีกกรณ๊ในปี 1995 เป็นการยื่นขอให้ศาลพิจารณาความชอบธรรมของการใช้อาวุธนิวเคลียร์ครับ A.O.

@ สุทธิชัย 3 เรื่องนี้อ่านเรื่องย่อที่ครูให้ไป หรือ อ่านจากภาษาไทยในตำราของท่านอาจารย์จุมพต แล้วพยามจับประเด็นให้ได้ว่า สามเรื่องนี้ชี้ให้เห็นอะไรในประเด็นที่เกี่ยวกับบ่อเกิดกฎหมายระหว่างประเทศครับ ส่วนคคิี Fisheries jurisdiction กับ Anglo-Norwegian Case ให้อ่านภาษาไทยจากในหนังสือท่านอาจารย์จุมพตก่อนครับ ผมกำลังรวบรวมให้พวกคุณว่า จะต้องอ่านCaseในส่วนไหนบ้างครับ เสร็จแล้วจะรีบ Up load ให้ครับ

@ สุทธิชัย ครับที่ครูบอกว่าสังคมระหว่างประเทศเป็นกึ่งอนาธิปไตยเพราะว่า โดยทฤษฎีกฎหมายแล้วมันไม่มี รัฐหรือองค์กรใดมี อำนาจเหนือกว่ารัฐอื่น หรือ องค์กรที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางอำนาจรัฐ ส่งผลให้รัฐทุกรัฐเท่าเทียมกัน ไม่มีรัฐบาล โลก ไม่มีความแตกต่างของรัฐต่างๆ ภาวะเช่นนี้เราเรียกว่าเป็นอนาธิไตย แต่อย่าลืมว่า สภาวการณ์ที่จะเป็นอนาธิปไตยได้นั้นต้องไม่มีศูนย์กลางอำนาจใดๆ เลย ไม่มีการใช้การบีบบังคับ Coercion หรือทัณฑ์ ให้ปฎิบัติตาม แต่จะเห็นว่าในสังคมระหว่างประเทศที่เป็นอยู่ แม้จะยอมรับว่ามีภาวะของการเป็นอนาธิปไตย Anarchy แต่ในสังคมโลก เรายังมีกฎหมาย มีการใช้บังคับกฎหมาย และมีการเริ่มรวม ศูนย์กลางอำนาจเข้าสู่ UN หรือองค์การระหว่างประเทศ เช่น EU เป็นต้น ซึ่งในกรณ๊ของ EU นั้นจะเห็นไเด้ชัดว่า EU มี Supra National Power คือมีอำนาจเหนือรัฐ ที่จะกำหนดให้รัฐต้องปฏิบับติตามได้ เหตุนี้ เราจึงไม่อาจกล่าวได้ว่าสังคมระหว่างประเทศเป็นอนาธิปไตย 100% เราจึงกล่าวว่า เป็นสังคมกึ่งอนาธิปไตยครับ

@52242293 ครูอยากทราบครับว่า "เนื้อหาในส่วนของ Public International Law" ที่คุณกำลังหานั้นหมายถึงอะไรครับ ขอคำถามชัดๆ อีกครั้งครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี