ความเห็นล่าสุด


ขอบคุณครับที่ให้ความสนใจ ผมอยากให้ลองดู ที่เอกสารประกอบการเรียนชุดที่ 2 และในเอกสารของผมที่ชื่อว่า ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งผม Up load ไว้ใน blogนี้แล้วก่อนนะครับ และถ้ามีประเด็นอะไรไม่เข้าใจให้ลองเขียนมาถามเป็นประเด็นอีกครั้งหนึ่ง ครับ

ครูเอาPower Point มาให้แล้วนะ เรื่องข้อสอบหวังนิสิตทุกคนคงเคลียร์แล้วนะแล้วหวังว่าเธอคงได้เข้าห้องเรียนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

เอกสารอื่นของท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ ให้ลองหาดู ที่ http://www.archanwell.org ถ้าครูหาให้หมดลูกศิษญ์ก็ไม่เก่งสิ ครูรู้ว่าพวกเธอทำได้ ไว้วันศุกร์ครูจะสรุปเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในให้ฟังอีกครั้งนะ ยังรู้สึกว่าสอนได้ไม่ดี แล้วค่อยต่อในประเด็นการได้มาและเสียไปซึ่งดินแดน+การสืบสิทธิของรัฐ

โชคดีครับนิสิตทุกท่าน

ตอบ biolaw ปี 5 ครับ

เป็นปัญหาที่น่าสนใจครับ เรื่องนี้แม้ในตำราเองบางเล่มก็ยังไม่ได้เขียนไว้นะครับ

ถ้าจะให้ดีลองดูในส่วนของท่านอาจารย์จุมพต ท่านเคยเขียนไว้

1.ปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ หลักเกณฑ์เรื่องการข่มขู่บังให้ทำสนธิสัญญา มีผลเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศหรือไม่ ถ้ามีผลเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศผมก็ว่าย่อมมีผลใช้บังคับกับสนธิสัญญาในกรณีตามที่คุณสมมุติ ระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศสด้วยครับ ทางที่ดูได้เทียบเคียงหลัก คือคดี North Sea Continental Shelf ที่ศาลชี้วิธีการพิจารณาหาจารีตประเพณีระหว่างประเทศจากการพิจารณาสนธิสัญญาไว้ครับ คือดูว่าในประเด็นนั้นระหว่างประชุมมีการถกกันว่าอย่างไร แล้วมีประเทศใดคัดค้านบ้าง มากน้อยเพียงใด แล้วในประเด็นนั้นเปิดโดกาสให้รัฐตั้งข้อสงวนได้ไหม? ถ้าประเทศส่วนใหญ่เห็นด้วย ไม่มีรัฐใดค้าน / ไม่เปิดโอกาสให้ตั้งข้อสงวนได้ในข้อบทดังกล่าว ก็น่าจะเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศนะครับ เพราะนอกจากเรื่องหลักเกี่ยวกับสนธิสัญญาแล้วยังมีหลักเรื่องการห้ามใช้กำลังในกฎหมายระหว่างประเทศที่ถือเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศไปแล้วด้วยครับ

และในส่วนหนังสือของท่านอาจารย์จุมพตได้อธิบายประเด็นนี้ไว้ว่า หลักการดังกล่าวนี้มีผลเป็นLex lata คือเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนะครับ นั้นก็หมายความว่านับจากมีกฎบัตรสหประชาชาติขึ้นหลักข้อนี้ได้กลายเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศไปแล้วครับ ซึ่งประเทศไทยย่อมมีสิทธิกล่าวอ้างหลักกฎหมายที่ปรากฏในจารีตประเพณีระหว่างประเทศได้เลยครับ

2.ในการเรียนให้รู้หลักเกณฑ์ทั้ง 2 แบบครับ แล้วก็ต้องดูนิติสัมพันธ์ระหว่างประเทศเอาว่าข้อเท็จจริงจะใช้กฎหมายใดมาปรับ จะใช้อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการทำสนธิสัญญา หรือใช้จารีตประเพณีระหว่างประเทศในการทำสนธิสัญญา อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะใช้กฎหมายใดบังคับกับข้อเท็จจริงก็ตามหากไม่ใช่สนธิสัญญาที่ทำด้วยวาจาแล้วก็ต้องนำสนธิสัญญาฉบับดังกล่าวไปจดทะเบียนต่อเลขาธิการสหประชาชาติด้วยครับมิฉะนั้นย่อมไม่สามารถกล่าวอ้างได้

ขอบคุณทุกสำหรับทุกความเห็นครับ

สำหรับคุณ beeman ไว้ผมจะเข้าไปอ่านงานเขียนใน blog นะครับ ผมเองยังไม่ค่อยมีโอกาสเข้าไปนั่งอ่านงานเขียนของใครเลย รู้สึกว่าตนเองต้องเปิดโลกทัศน์ให้กว้างกว่านี้

สำหรับplant ครูอยากให้หนูลองไปอ่าน blog สิทธิมนุษยชนที่เขียนโดยลูกศิษย์ท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ครับ ครูว่านักศึกษาเหล่านั้นเขียนได้ดีจริงๆ แล้วก็ได้มีโอกาสได้คอมเมนท์ดีๆจากท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ด้วย แต่ที่สำคัญครูอยากให้plant ลองเขียนงานของplant ดูเองบ้างนะครับ ครูว่าเธอมีศักยภาพที่รอนะออกมาใช้อยู่ ลองจับดูเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือเรื่องอะไรก็ได้ที่หนูคิดว่าตัวเองสนใจ แล้วทำการบ้านด้านข้อมูลดีๆครับ ในฐานะเป็นักกฎหมายเวลาเราจะนำเสนออะไรต้องมีหลักฐานนะ

ขอโทษทีนะที่ครูไม่ได้ตอบกระทู้ของเธอในกระดานเดิมเรื่องการ Sign In ใน learnner.org ขอบคุณที่สนใจครับ

ตอบคำถามดนุพล

เป็นคำถามที่ดีมากครับ

ในความเห็นส่วนตัวผมนะครับสำหรับข้อที่

1. ผมว่าไม่ครับ แต่ผมคิดว่าจะเป็นสิ่งที่เสริมกันไปครับ กล่าวคือในเรื่องใดเป็นเรื่องที่ในอนุสัญญากรุงเวียนนาไม่ได้เขียนไว้ก็จะหันกลับมาใช้จารีตประเพณีระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามหากจารีตส่วนไหนที่มีประเทศยอมรับมากและถูกบัญญัติขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร ก็จะเป็นหลักฐานชี้ให้เห็นถึงความหนักแน่นของจารีตประเพณีระหว่างประเทศนั้นๆ มากกว่าครับและรัฐเองย่อมไม่สามารถปฏิเสธความมีอยู๋ของจารีตประเพณีที่ถูฏนำมาบัญญัติในรูปขแงกฎหมายลายลักษณ์อักษรได้ครับ

2. ประเทศไทยย่อมต้องถูกผูกพันตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศในการทำสนธิสัญญาครับ อย่างไรก็ตาม อนุสัญญากรุงเวียนนา ฯ 1969 ย่อมเป็นเครื่องชี้วัดที่ดีถึงความมีอยู่ของจารีตประเพณีระหว่างประเทศนั้นๆ ในการทำสนธิสัญญา ครับ เช่น เดียวกับที่ศาลโลกในคดี North Sea Continental Shelf ใช้อนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเล 1958ในการพิจารณาความมีอยู่ของจารีตประเณ๊ระหว่างประเทศในการแบ่งเขตไหล่ทวีปครับ อนุสัญญาต่างๆซึ่งเป็นผลจากการประชุมของนักกฎหมายจากนานาประเทศย่อมก่อให้เกิดผล 1 ใน 3 รูปแบบอย่างที่ครูเคยเล่าไป คือ

1.1 Declaratory effect

1.2 Crystalize effect

1.3 Constitutive effect

เป็นคำถามที่ดีมากจริงๆ ครับ :)

ดีใจด้วยนะครับ สู้ๆ ตั้งใจให้เต็มร้อยดีครับ ผมและอาจารย์อุ๋มเอาใจช่วย นับเป็นโชคดีของชาวบ้านที่ได้อาจารย์ไปช่วยเหลือครับ เดินหน้าเต็มตัวนะครับ

ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ

ส่วนตัวผมเองยังไม่ค่อยได้มีโอกาสแวะเวียนไปอ่านบันทึกของท่านอื่นๆ เลย ทำให้รู้สึกว่าตนเองยังโลกทัศน์แคบอยู่ เลยอยากจะหาเวลาอ่านความเห็นในประเด็นต่างๆ หลายๆ ความเห็นครับเพื่อเปิดโลกทัศน์ให้ตัวเองครับ

ส่วนที่ว่าเรื่องกฎหมายเป็นเรื่องที่หลายคนไม่ยอมเข้าใจ ทำเป็นไม่เข้าใจ สอนยากไหมนั้นผมไม่แน่ใจว่าจะตอบตรงประเด็นไหมนะครับ ผมว่าโดยจิตวิญญาณของความเป็นครูนั้นครูทุกนก็อยากสอนให้เด็กเข้าใจทุกคนนะครับ แต่เทคนิคแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน

ส่วนกฎหมายเองนั้นก็มีแง่มุมให้คิดครับ และกฎหมายนั้นอิงอยู่กับการใหเหตุผลครับ ซึ่งแท้จริงแล้วการให้เหตุผลบางอย่างสมเหตุสมผลแต่ไม่ถูกต้องชอบธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ครับ เช่น

1.ช้างเป็นสัตว์

2.ช้างมีสี่ขา

3.เก้าอี้มีสี่ขา

4.ฉะนั้นเก้าอี้เป็นสัตว์

หรือ

1.รัฐบาลเป็นตัวแทนของประชาชน

2.รัฐบาลมีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ

3.ผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเป็นตัวแทนของประชาชน

4.ฉะนั้นผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ

หรือ

1.รัฐธรรมนูญปี 50 เป็นเครื่องมือของเผด็จการ

2.รัฐธรรมนูญปี 50 ไม่ควรมีผลใช้บังคับ

(แต่ถ้าคิดตามหลักการข้างต้นแล้วจะได้ว่า)

3.รัฐบาลมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 50

4.ฉะนั้นรัฐบาลก็เป็นเครื่องมือของเผด็จการและไม่ควรมีผลใช้บังคับครับ

ฉะนั้นรัฐบาลควรออกไปครับ (แต่นักการเมืองฝ่ายที่อยากแก้รัฐธรรมนูญมักจะไม่พูดต่อ แล้วมักจะตีรวนไปหาความชอบธรรมด้านอื่นๆ แทน นั่นคงเป็นเหตุผลของแต่ละคนที่ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ส่วนบุคคล)

ส่วนคำถามที่ว่าอดีตเชื่อมโยงกับสมัยนี้อย่างไรนั้น ปัจจุบันในทางกฎหมายผมหาความเชื่อมโยงไม่ได้ครับเดิมทีกฎหมายไทยก่อนการปฏิรูประบบกฎหมายเรามีแนวคิดและนิติวิธีของเราเองโดยอิงอยู่กับความเชื่อทางศาสนาและธรรมะ หรือความชอบธรรม และไม่แยกกฎหมายออกจากความเป็นธรรมและยุติธรรม เราคิดว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือให้เกิดความเป็นธรรมครับ แต่ต่อมาหลังการปฏิรูประบบกฎหมายเราลืมรากเหง้าสิ่งดีๆในอดีตครับ เรามีแต่หน้าฉากที่ดูสวยแต่ไม่มีความลึกทางความคิด เราแยกกฎหมายออกจากความเป็นธรรมครับ เราแยกกฎหมายออกจากธรรมะครับ เรามีการสอนกันว่า ความยุติธรรมคือยุติธรรมตามตัวกฎหมายกำหนดครับ ผลคือกฎหมายเป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มที่เครอบครองอำนาจรัฐ โดยไม่สนใจความชอบธรรม ความยุติธรรม ความถูกต้องครับ มีแต่คำว่ายุติธรรมตามกฎหมาย

ในสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดคดีหนึ่งขึ้นคือ

ยายยกทรัพย์ให้หลานเพื่อให้หลานเลี้ยงตัวเองตอนแก่ แต่หลังจากหลานแต่งงานแล้วมีลูกแล้ว หลานก็ตายไปก่อนยาย โดยกฎหมายทรัพย์มรดกเรื่องลำดับชั้นทายาท ทรัพย์มรดก ก็ต้องตกทอดให้ได้กับบุตรของหลานและภรรยาของหลานที่เป็นทายาทชั้นต้นก่อนส่วนยายที่เป็นเจ้าของเดิมนั้นไม่มีสิทธิรับมรดกเพราะเป็นทายาทชั้นรองจากผู้สืบสันดานอีกทีหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้ยายได้มรดกหนึ่งในสามส่วนเพื่อความเป็นธรรมครับ ทั้งๆที่ตัวบทก็ไม่เขียนไว้

จะเห็นว่าถ้ายึดตัวบทอย่างเดียวก็จะมีปัญหานะครับ อาจจะยุติตามกฎหมาย แต่ไม่เป็นธรรมได้ครับ ผมยังไม่ทราบว่าหากข้อเท็จจริงดังกล่าวเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้จะเกิดอะไรขึ้น... ยายคงไม่มีสิทธิได้รับมรดกเพราะกฎหมายเขียนไว้ว่าบุตรของหลานซึ่งเป็นผู้สืบสันดานมีสิทธิดีกว่ายาย ฉะนั้นยายจึงไม่มีสิทธิรับมรดกครับ...

ขอโทษนะครับถ้าผมไปพาดพิงเรื่องหนักๆทางการเมืองเข้า

ขอบคุณอีกครั้งที่แวะมาชมครับ

ตอบแมน

เพิ่มเติม ถ้าหาหนังสือเล่มที่ว่าไม่ได้เพราะพิมพ์ 25 ปีมาแล่วให้ลองดู เจาะเวลาหาอดีตหลักฐานประวัติศาสตร์ไทย ของ อ.แถสุข นุ่มนนท์ ดูรูปร่างหน้าตาได้ที่

http://www.bookpoint.co.th/bookpoint/main.php?url=product_view&cat_id=222&v1=221&v2=222&v3=&v4=&product_id=266

ตอบแมน

คำถามที่แมนถามครูนั้นคือ ลักษณะของจารึกที่พบในประเทศไทยครับ มี 6ลักษณะ คือ

1.จารึกที่เป็นประกาศสาธารณะในเรื่องต่างๆ

2.จารึกที่เป็นการประกาศบุญของผู้ที่ได้สร้างปูชนียสถาน

3.จารึกทางศาสนา

4.จารึกที่เป็นการทำสัญญาหรือกระทำสัต์ปฏิญาณต่อกัน เช่นจารึกที่พระธาตุศรีสองรักระหว่างกษัตริย์อยุธยาและกษัตริย์ล้านช้างในอดีต

5.จารึกเรื่องราวของบุคคล

6.จารึกที่เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องอุปโภค หรือวัสดุนั้นๆ

อ้างอิงจากหนังสือเรื่องหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทยครับ เขียนโดย ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ ดร. อาคม พัฒิยะ

คำว่า "พระสงฆ์" โดยแท้จริงหมายถึงผู้บรรลุรรมขั้นต้น คือเป็นพระโสดาบัน หรือบรรลุโสดาปัตติผลคือมีพระนิพานเป็นอารมณ์ และผลของการบรรลุธรรมขั้นต้นคือ ปิดอบายภูมิ หรือไม่มีทางลงไปอยู่ในอบายภูมิที่เป็นภพภูมิหนึ่งในกามภูมิ (ตามจักรวาลวิทยาในแนวพุทธ)ที่เรากราบไหว้ทุกวันนี้คือ "สมมุติสงฆ์" เพราะปุถุชนคนธรรมดานั้นไม่มีญาณแยกได้ว่าใครบรรลุธรรมขั้นไหน ใน"สมมุติสงฆ์"นี้ บางองค์ก็เป็นพระสงฆ์ที่แท้จริง ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ บางองค์ก็เป็นเพียงคนโกนหัวห่มผ้าเหลือง และจากข้อมูลที่ครูพบใน http://www.dhammathai.org/monk/monk01.php

ได้ให้ความกระจ่างว่า ภายหลังพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ พระองค์ ได้ตรัสปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ประกาศพระสัมมาสัมโพธิญาณแก่ปัญจวัคคีย์ ในเวลาจบลงแห่งพระธรรม เทศนา ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแก่โกณธัญญะ (ธรรมจักษุ หมายถึง โสดาปัตติมรรค) ว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น ทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา" ท่านที่ได้บรรลุปัตติมรรคเรียกว่าพระโสดาบัน เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า โกณธัญญะ ได้ดวงตาเห็น ธรรมแล้ว ทรงเปล่งพระอุทานว่า "อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ" แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ๆ เพราะอาศัยคำว่า อญฺญาสิ ที่แปลว่า ได้รู้แล้ว คำว่า อัญญา จึงนำหน้าท่านโกณฑัญญะว่า อัญญาโกณฑัญญะ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เมื่อท่าน อัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมจึงได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ ทรงอนุญาตให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาด้วยพระวาจาว่า "เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจง ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อถึงที่สุดทุกข์โดยชอบ" การอุปสมบทของอัญญาโกณฑัญญะก็สำเร็จด้วยพระวาจาเพียงเท่านี้ เรียกการ อุปสมบทแบบนี้ว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" ซึ่งพระอัญญาโกณฑัญญะได้รับการอุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นองค์แรก

ด้วยเหตุนี้เราจึงถือว่าท่านอัญญาโกณฑัญญะพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา

นอกจากนี้

ครู ดูจากในกระทู้ http://www.larntum.in.th/cgi-bin/kratoo.pl/001343.htm พบว่า

โสดาปัตติมรรค=ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผล คือความเป็นพระโสดาบัน ,ญาณคือความรู้เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

โสดาปัตติผล= ผลคือการถึงกระแสสู่นิพพาน,ผลที่ได้รับจากการละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ด้วยโสดา

ปัตติมรรค ทำให้ได้เป็นพระโสดาบัน

โสดาบัน = ผู้ถึงกระแสที่จะนำไปสู่นิพพาน,พระอริยบุคคลผู้ได้บรรลุโสดาปัตติผล มี ๓ ประเภทคือ ๑. เอกพีชี เกิดอีก

ครั้งเดียว ๒. โกลังโกละ เกิดอีก ๒-๓ ครั้ง ๓. สัตตักขัตตุปรมะเกิดอีก ๗ ครั้ง เป็นอย่างมาก

ถึง สุวิภาดา

พวกเราจะสอบกลางภาคกันวันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม 2551 เวลา 15.00-17.00 น. ให้หนูมาสอบในวันและเวลาดังกล่าวด้วย(ดู Lecture เก่า+Lecture เพื่อนมากๆ)แล้วจะแจ้งห้องให้ทราบอีกครั้งครับ

ถึงสุภาวิดา ครูกำลังกำหนดวันสอบอยู่ตอนนี้กำลังจะถามเพื่อนภาคปกติ เนื่องจากครูถามนิสิตภาคพิเศษแล้วนิสิตภาคพิเศษสามารถเข้าสอบร่วมกับนิสตภาคปกติได้

แรกเดิมทีผมอยากจะสอนในวันศุกร์ที่ 25 แต่กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ถ้าอย่างไรจะแจ้งอีกครั้งหนึ่ง

เรื่องรายงาน ครูขอแนะนำอย่างนี้ครับ

1.ห้องสมุดนิติศาสตร์ทั้งที่จุฬาและธรรมศาสตร์คนนอกเข้าได้ครับ เว้นช่วงสอบโดยห้องสมุดธรรมศาสตร์ต้องเสียค่าเข้า 20 บาทครับ(อาจจะขึ้นแล้ว) แต่มีเอกสารเกี่ยวกับประวัติศาสตร์กฎหมายเยอะกว่าห้องสมุดจุฬาครับ แต่ที่จุฬามีวิทยานิพนธ์เรื่องหลักสุจริตโดยตรงครับ

2. บทกฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้สิทธิโดยสุจริตไม่ได้มีเฉพาะมาตรา 5 นะครับยังรวมไปถึงมาตรา 421ด้วยครับ

3.เค้าโครงที่ควรปรับ

3.1 ความหมายและเจตนารมณ์ของหลักสุจริต

3.2พัฒนาการของหลักสุจริต

3.3 หลักสุจริตในกฎหมายไทย(ป.พ.พ.)

3.4 ขอบเขต แนวคิดและวิธีการในการใช้หลักสุจริตของผู้พิพากษา

คำว่าขอบเขตน่าจะหมายถึงศาลนำไปใช้ในเรื่องอะไรบ้างด้วยนะครับ

แล้วครูจะรีบแจ้งวันสอบที่ชัดเจนให้เธอทราบอีกครั้ง

อ.จตุภูมิ

อีเมล์ของผมคือ debhoom@yahoo.com ครับโทษทีครับผมพึ่งได้เปิดเขียนตอบหลังกลับจากต่างจังหวัดนี้เอง

ครูเอาไฟล์ใส่ไว้ในไฟล์ Alabum นะครับ ยังทำ LInk ให้ไม่ได้เพราะระบบ ค้าง เข้าใจว่าเป็นเพราะคนใช้เยอะ เลยยังแก้ไข blog ยังไม่ได้ ไว้คืนนี้จะลองทำให้อีกทีนะครับ

อ.วิว

ปล. ถ้าใครด่วนให้ไป download จากไฟล์ Alabum ก่อนนะครับ

ครูเอาไฟล์ใส่ไว้ในไฟล์ Alabum นะครับ ยังทำ LInk ให้ไม่ได้เพราะระบบ ค้าง เข้าใจว่าเป็นเพราะคนใช้เยอะ เลยยังแก้ไข blog ยังไม่ได้ ไว้คืนนี้จะลองทำให้อีกทีนะครับ

อ.วิว

ปล. ถ้าใครด่วนให้ไป download จากไฟล์ Alabum ก่อนนะครับ

ความในใจจากครูถึงลูกศิษย์...

        ถึงนิสิตที่รักทุกท่าน ผมกลับมาคิดค่อนข้างมากเกี่ยวกับคำถามในห้องที่ผมถูกถาม ภายหลังจากสิ่งที่ผมได้บอกพวกคุณไปเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งแยกระหว่างนิสิตที่เรียนวิชาสิทธิมนุษยชนในกลุ่มIS และนิสิตนิติศาสตร์ที่อยู่ภาค Pure ผมเห็นสถานการณ์แล้วผมไม่ค่อยสบายใจครับ คือผมอยากเห็นนิสิตนิติศาสตร์ที่แม้จะต่างซึ่งหลักสูตร แต่ก็รวมเป็นหนึ่งในด้านการทำงาน

      อาจารย์บางท่านบอกให้ผมฟังว่าเป็นธรรมชาติของนิสิต ไม่มีอะไรหรอก แต่ผมรู้สึกได้ถึงการแบ่งแยกครับ

   เป้าหมายที่แท้จริงของการเรียนวิชาสิทธิมนุษยชนคือการให้นิสิตมีความรู้ รัก และเคารพในความเป็นมนุษย๋ของเราทุกคนเพื่อที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข.... หากแม้แต่ว่านิสิตที่จะจบไปเป็นหลักด้านสิทธิมนุษยชนให้กับสังคมยังคงมีความรูสึกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันแล้ว คงยังไม่ต้องพูดถึงสังคมว่ามีความแตกแยกขนาดไหน...

    ในขณะที่เราพร่ำสอนกันเรื่องของหลักการไม่เลือกปฏิบัติ และการคุ้มครองสิทธิ..และความเท่าเทียมกันในด้านคุณค่าของความเป็นคน แต่เรายังมีความรู้สึกแปลกแยกในใจและความรู้สึกแบ่งแยก เราจะทำให้สังคมที่มีความแตกต่างกันนั้นอยู่รวมกันได้อย่างไร.....

    อย่างไรก็ตามผมต้องขอบคุณนิสิตท่านที่กรุณาให้ความเห็นว่า "ถ้าหากอาจารย์บอกว่านิสิตแบ่งแยกแล้วทำไมในกลุ่มอาจารย์เองวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมืองจำเป็นจะต้องมีการแบ่ง Section สอนด้วย?"

  นิสิตท่านดังกล่าวให้ความเห็นว่าชอบเรียนกลุ่มใหญ่ๆมากกว่า  ในด้านการเรียนการสอน

   ซึ่งก็ดีครับ ผมก็ได้รับรู้ความเห็นของนิสิตเกี่ยวกับการแบ่ง Section ซึ่งผมไม่เคยได้รับรู้มากก่อนเพราะไม่เคยมีโอกาสพูดคุยกับนิสิตตรงๆ  อีกประการหนึ่ง ผมเองนั้นก็จำกัดอยู่เฉพาะการสอนวิชาสำหรับนิสิตปี 4 ซึ่งอาจจะทำให้ผมไม่คุ้นเคยกับคุณมาก่อน  เป็นเรื่องดีที่ผมจะมีโอกาสได้คุยกับคุณ

   ผมขออนุญาตชี้แจงให้นิสิตทุกท่านทราบดังนี้ครับ

1. นโยบายการแบ่งแยก Section เป็นนโยบายของผู้บริหารคณะครับที่พยายามจะทำให้นิสิตได้รับการดูแลโดยทั่วถึง โดยลดขนาดห้องเรียนลงครับ จากแต่เดิมที่มีนิสิตเรียนหลักร้อยให้เหลือหลักสิบ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์หลายประการครับ

1.1 การตรวจข้อสอบ อย่างที่ผมได้ชี้แจงไปแล้วครับ เนื่องจาก คณะนิติศาสตร์เรานี้มีการศึกษาโดยใช้ข้อสอบอัตตนัยเป็นการเขียน การซอยนิสิตออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ก็จะทำให้การตรวจข้อสอบของนิสิตนั้นลดเวลาลง ทำให้ออกผลการเรียนได้เร็วขึ้น ลดปัญหาที่แต่เดิมคะแนนออกช้าจนกระทั่งบางคนถูกretire ไปแล้วยังไม่รู้ตัวเลย หรือบางคนคะแนนออกช้าจนนิสิตไม่สามารถไปสมัครเรียนต่อที่อื่นได้ทัน

1.2 การตรวจแบบฝึกหัด  การเรียนนิติศาสตร์นั้นส่วนสำคัญคือต้องหัดคิด เขียนและพูดครับ เพราะนักกฎหมายเราต้องใช้สามทักษะนี้เป็นหลักครับ  ถ้านิสิตสักสองร้อยคน และอาจารย์ผู้สอนคนเดียวการนั่งตรวจ  แบบฝึกหัดของเด็กทุกคนย่อมเป็นไปไม่ได้  การให้คำแนะนำย่อมเป็นไปได้อย่างยากยิ่ง  แล้วยิ่งถ้าอาจารย์ท่านนั้นต้องสอน หลายรายวิชาด้วยแล้วล่ะก็คงเป็นเรื่องยากพอสมควรในการอ่านงานของนิสิตทุกคน

1.3 การเปิดโอกาสให้อาจารย์ใหม่ๆได้มีโอกาสสอนในรายวิชาที่ตนเองสนใจ ข้อนี้เป็นเหตุผลที่ฝ่ายบริหารคณะของเราได้ชี้แจงให้ที่ประชุมอาจารย์ทราบครับ  ซึ่งผมเองก็ต้องขอบคุณฝ่ายบริหารที่กรุณาเปิดโอกาสเช่นเดียวกับในมหาวิทยาลัยแห่งอื่นๆ เช่นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เพราแต่เดิมผมไม่ได้รับผิดชอบสอนในรายวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมืองครับ   แม้ผมสำเร็จการศึกษามาในสาขากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง โดยเน้นเรื่องการจัดการการใช้น้ำในแม่น้ำระหว่างประเทศก็ตาม  ผมรับผิดชอบสอนในรายวิชากฎหมายองค์การระหว่างประเทศ วิชาประวัติศาสตร์กฎหมายและวิชากฎหมายสิทธิมนุษยชนที่ผมสอนร่วมกับ อ.ฉัตรพร  เดิมทีวิชาที่ผมตั้งใจจะเปิดสอนอีกวิชาหนึ่งคือ วิชาสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นวิชาที่เกิดขึ้นใหม่ตามหลักสูตรใหม่นิติศาสตร์ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2551  แต่ภายหลังคณะเราได้รับอาจารย์ใหม่เข้ามาคือ อาจารย์ยอดพลและอาจารย์จักฤษซึ่งท่านเป็นรุ่นน้องผม และทั้งคู่จบนิติศาสตรบัณฑิตสาขากฎหมายมหาชนมา  ดังนั้นผมจึงคิดว่าการให้อาจารย์ที่จบมาตรงสาขากว่าสอนน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าและนิสิตจะได้รับความรู้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าทำให้ ผมจึงตัดสินใจหันมาเลือกสอนวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมืองที่ผมรัก แทน  และหากผมไม่เลือกวิชาดังกล่าว ผมคงจะต้องออกมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปเพราะภาระงานสอนไม่พอตามระเบียบที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ครับ  และในกรณีที่มีอาจารย์ท่านใหม่มาและสนใจสอนในรายวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง ในส่วนตัวผมเองผมก็ยินดีที่จะเปิดโอกาสให้อาจารย์ท่านนั้นสอน นิสิตได้อีก Section หนึ่งนะครับ (แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้นโยบายและหลักเกณฑ์ที่ฝ่านบริหารของคณะกำหนด ซึ่งผมไม่สามารถบอกได้ว่าจะเป็นอย่างไร) เพื่อนิสิตจะได้มีความรู้และทัศนคติใหม่ๆ ครับ  นอกจ่ากนนี้ผมคิดว่าการได้ดอกาสทำงานกับคนใหม่ๆนั้นเป็นการปิดโลกทัศน์ของตัวเราเองครับ ประสบการณ์ที่ได้รับไม่ว่าดี หรือไม่ดีนั้นย่อมเป็นเครื่องสอนเราไม่มากก็น้อยครับ  ตลอดจน เมื่อเปิดหลาย Section แล้วหากนิสิตไม่สนใจเรียนในวิชาที่เราสอนก็ย่อมเป็นเครื่องเตือนให้เราปรับปรุงตนเองมิใช่หรือครับ ว่าเราได้ทำดีที่สุดแล้วหรือยังเพราะวิชาชีพอาจารย์โดยเฉพาะอาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐนั้นเงินที่ใช้ในการดำรงชีวิตนั้นมาจาก เงินของคุณพ่อคุณแม่นิสิต รวมทั้งเงินภาษีของประชาชนทุกคน และเราในฐานะอาจารย์มีหน้าที่สอนนิสิตออกไปให้เป็นคนดีที่มีความรู้เพื่อตอบแทนสังคมมิใช่หรือ

อย่างไรก็ตามหากนิสิตท่านใดมีความเห็นดีๆ เช่นนี้อีกขอเชิญส่งมาให้ผมได้นะครับ แล้วผมจะทยอยตอบให้นะครับ ในฐานะที่ผมเองเชื่อในหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชน และสอนวิชานี้เอง ผมยินดีที่จะรับฟังความเห็นทุกความเห็นทั้งด้านบวกและลบครับ เพื่อจะนำมาปรับปรุงการเรียนการสอนและตนเองต่อไป

และท้ายสุดแต่ไม่สุดท้าย เพราะผมเชื่อว่าคงได้มีโอกาสตอบนิสิตอีกหลายคำถามแน่นอนครับขอบคุณครับ

อ.วิว จตุภูมิ  ภูมิบุญชู

ขอบคุณท่าน ขจิตมากๆ ครับที่กรุณาแนะนำวิธีแก้ไบบล็อก ผมแก้ได้แล้วนะครับขอบคุณมากๆครับ

ที่ผมเขียน บล็อกนี้ก็เพราะว่า

1. ผมอยากให้เด็กนิสิตหัดใช้คอมให้เป็น

2. ผมอยากได้ฟังแนวคิดจากเพื่อนในบล็อกว่าสิ่งที่ผมสอนเด็กๆไปนั้นท่านทั้งหลายคิดว่าในยุคนี้เพียงพอหรือไม่ กับสิ่งที่สังคมคาดหวังจากนักกฎหมาย

3. ถ้าอยากรู้เรื่องอะไรอีกบอกมานะครับยินดีเพิ่มเติมและปรับให้เหมาะสมตามควรเพื่อให้นิสิตเราไม่ตกยุค และทำงานได้จริงๆ

ขอบคุณทุกท่านครับ

นิสิต อาจารย์ ผู้สนใจ และนักการศึกษาทุกท่านสามารถ ให้คำแนะนำได้นะครับ และผมจะขอถือทุกความเห็นมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข พัฒฯการเรียนการสอนต่อไปครับ และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมเลือกที่จะนำแผนการสอนขึ้น Blogครับ

ปล. ผมแก้ไข blog ไม่ได้ครับ เพราะพิมพ์ผิดจะแก้หัว Blog เป็น แผนการสอนครับ ไม่ใช่ ประมวลรายวิชา ครับ

ขอบคุณครับ

อ.จตุภูมิ

นิสิต อาจารย์ ผู้สนใจ และนักการศึกษาทุกท่านสามารถ ให้คำแนะนำได้นะครับ และผมจะขอถือทุกความเห็นมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข พัฒฯการเรียนการสอนต่อไปครับ และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมเลือกที่จะนำแผนการสอนขึ้น Blogครับ

ปล. ผมแก้ไข blog ไม่ได้ครับ เพราะพิมพ์ผิดจะแก้หัว Blog เป็น แผนการสอนครับ ไม่ใช่ ประมวลรายวิชา ครับ

ขอบคุณครับ

อ.จตุภูมิ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี