อนุทินล่าสุด


su
เขียนเมื่อ

ตามหาความรัก(2)

เมื่อร่างกายเป็นทุกข์สิ่งที่ยังค้างคาในใจยิ่งบั่นทอนให้โรคลุกลามมากขึ้น สภาพจิตใจที่แย่ลงทำให้ต้องการกำลังใจจากคนที่สำคัญในชีวิตคือมารดาที่จากกันไปนานแสนนาน แม้มารดาจะเคยขอร้องและรับเขาไปอยู่ด้วยกัน แต่เขาก็หนีมาอยู่กับเพื่อน เกือบวินาทีสุดท้ายที่ผู้ป่วยอาจรู้สึกในวันที่พบแม่ วันนี้เขาได้พบแม่ พบคนที่สำคัญที่สุดในชีวิต มารดามาเฝ้าคอยดูแล ป้อนข้าว ป้อนน้ำ เช็ดตัว ชวนพูดคุยอยู่ใกล้ๆตลอดเวลา ทำให้น้ำตาลูกผู้ชายคนนึงไหลพราก จากที่เคยนอนหันหลังให้ก็กลับมาพูดคุยด้วยอาการเศร้าโศก อาลัยอาวรณ์ ขอโทษในสิ่งที่ตัวเองเหลวไหลและไม่เชื่อฟังมารดา ไม่มีแม่คนไหนที่จะทนเห็นความทุกข์เศร้าโศกและทรมานได้ลงคอ อ้อมกอดของมารดาที่แสนอบอุ่น คำปลอบโยนต่างๆนาๆ ภาพที่เห็นทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกที่คอ นี่หรือคือความรักของแม่กำลังใจที่หาซื้อไม่ได้เลย ในคืนนั้นข้าพเจ้าปล่อยให้พวกเขาได้อยู่ด้วยกันโดยไม่ได้ให้กิจกรรมการพยาบาลที่เป็นการรบกวนเวลาพวกเขาเลย และปล่อยให้ผู้ป่วยได้พักผ่อนจนรุ่งเช้า วันนึงผู้ป่วยหายใจเหนื่อยและปวดศีรษะมากขึ้น มีอาการสับสนเป็นบางครั้ง แพทย์พิจารณาส่งตัวไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาล_______ เพื่อการรักษาที่เหมาะสมต่อไป หลังจากนั้นผู้ป่วยก็ไม่กลับมาที่โรงพยาบาลข้าพเจ้าอีกเลย จากการเยียวยาในครั้งนี้ ทำให้เห็นถึงคุณภาพชีวิตคนๆนึงที่กำลังจะหมดลมหายใจ และนี่คือวาระสุดท้ายของชีวิตที่ได้ขึ้นชื่อว่า "ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์"



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
su
เขียนเมื่อ

ตามหาความรัก `(1)

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าไปดูแลผู้ป่วยรายหนึ่ง เป็นผู้ป่วยชายไทยรูปร่างผอม ผิวคล้ำ อายุ 51 ปีเป็น Case CA Lung Hx. รักษาที่ศูนย์มะเร็งฯ Readmit บ่อยครั้งด้วยอาการหายใจเหนื่อย กินไม่ได้ EMSออกรับด้วยอาการ เหนื่อย ไม่มีแรง ปวดศีรษะมากรับประทานอาหารไม่ได้ (DTX =138 mg%) เมื่อพบผู้ป่วย ขณะOn O2 Canula ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย บ่นปวดศีรษะ pain score 5-6 คะแนน พูดคุยสับสนเป็นบางครั้ง

แผนการรักษา –Voltaren 1 apm. V prn ปวดศีรษะ

  • -พ่น Beradual NB q 6 hr., Dexa 4 mg. V q 8 hr. เหนื่อย Lung :Rhonchi BL
  • -Valium 5 mg. V prn. หลงปีนเตียง, ดึงน้ำเกลือ

ระหว่างการพูดคุยสอบถามอาการ ผู้ป่วยก้มหน้าไม่ค่อยสบตาได้แต่บอกปวดศีรษะและเมื่อสอบถามเรื่องผู้ดูแลหรือญาติ ผู้ป่วยบอกอยู่กับเพื่อนที่โรงสีไฟ หัวหน้าหอผู้ป่วยจึงทำการติดต่อเพื่อนๆที่โรงสีเพื่อให้ติดต่อญาติหากผู้ป่วยมีอาการทรุดลง เมื่อได้เบอร์โทรศัพท์จึงตามญาติมาพบ เป็นมารดาและพี่ชายของผู้ป่วย มารดาจึงเล่าให้พวกเราฟังว่า เล็กๆผู้ป่วยป่วยบ่อย เคยไปดูดวงหมอดูบอกว่าหากมารดาเลี้ยงเด็กคนนี้(ผู้ป่วย) จะทำให้ผู้ป่วยไม่สบายบ่อยต้องยกให้ผู้อื่น มารดาจึงยกให้ญาติๆที่มีศักดิ์เป็นลุงเลี้ยงผู้ป่วยอยู่ด้วยตั้งแต่เล็กจนโต ส่วนมารดาและพี่ๆน้องๆย้ายไปอยู่ที่จ.ศรีสะเกษ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกตนเองมีปมด้อยที่ถูกมารดาทิ้งไป ประกอบกับพี่ๆน้องๆได้เรียนและมีงานดีๆทำกัน จึงทำตัวเกเรกินเที่ยวเตร่กับเพื่อนๆไปวันๆ ไม่มีครอบครัวเป็นตัวตน จนตัวเองเริ่มป่วยมากขึ้นและพบว่าตนเองเป็นมะเร็งปอด มารักษาที่รพ.ข้าพเจ้าและถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่ศูนย์มะเร็งฯ แต่ด้วยพยาธิสภาพโรคและการลุกลามของโรคไม่สามารถเยียวยาให้ผู้ป่วยหายจากโรคนี้ได้



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
su
เขียนเมื่อ

มนุษย์เรามีอารมณ์และความรู้สึกอันหลากหลาย แต่ละอารมณ์จะสนองต่อบตามความเคยชินของสิ่งที่มากระทบ ครั้่งแล้วครั้งเล่าทุกสิ่งทุกอยางเป็นไปตามกฏแห่งธรรมชาติ มิได้เป็นไปตามความตัองการของใจ เราโกรธ เกลียด ได้ความสะใจ สาสม ที่ได้โกรธได้เกลียด และคิดว่าตนเองอยู่เหนือเขา ชนะเขา หารู้ไม่ว่า ความรู้สึกและอารมณ์นั้นๆ กำลังข่มเหงตัวเองโดยไม่รู้ตัว และความรู้สึกอารมณ์นั้นๆกำลังทำร้ายตัวเอง ให้เรา.........เป็นผู้แพ้โดยไม่รู้ตัว และความรู้สึกน้้้นไม่ได้สงบร่มเย็น การอภัยและอโหสิกรรมต่างหาก ให้กับเขา? ผู้ที่เคยทำร้ายเรามาทั้งชีวิต แม้ไม่ใช่ศรัตรูก็ตามที เพื่อจะได้ปลดปล่อยตัวเราเองจาก "ตนนั่นแหละที่ทำร้ายตนเอง" .........นี่คือ #ผลบุญที่เห็นทันตาของการให้อภัยไม่ถือสา ให้อภัยกันและกัน ใจนั้นจะเป็นสุข ยังเหลือสิ่งดีๆที่ควรพึงรักษาไว้อีก............ในพื้นที่ของสิ่งเล็กๆที่เรียกว่า หัวใจ.(สอนตัวเอง)



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
su
เขียนเมื่อ

#เรื่องดีๆ ที่นำมาบอกต่อ บางตอนจากหนังสือ "คิดต่าง สร้างใหม่" เป็นการพูดคุยกันระหว่างพ่อกับลูก อีกหนึ่ง
ช่วงเวลาที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิต คือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งมันก็มาพร้อมกับการสอบเข้าเรียนใน
มหาวิทยาลัย ในช่วงที่ใกล้จะสมัครสอบ ผมก็ยังตัดสินใจไม่ได้ซักทีว่าจะลงคณะไหน เรียนอะไร เย็นวันหนึ่งจึงเดินเข้าไปคุยกับพ่อ
ธรรม : พ่อครับ! ผมจะเลือกเรียนคณะไหนดี ให้มันจบออกมาแล้วมีงานที่ดีทำ
พ่อ : สิ่งที่ลูกจะเรียนนะ พ่อเลือกไว้ให้ตั้งแต่แรกแล้ว
ธรรม : อะไรเหรอพ่อ
พ่อ : สิ่งที่พ่อจะให้ธรรมเรียนก็คือสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่อยู่ในใจธรรมนั่นแหละ ชอบอะไรก็เรียนอันนั้นไปเลยเพราะสิ่งที่ลูกชอบกับสิ่งที่ลูกเรียนมันจะอยู่กับลูกไปตลอดชีวิตดังนั้นลูกคือคนตัดสินใจ พ่อว่านะ! จะเรียนอะไรก็ตามแต่ ไม่ต้องไปห่วงหรอกว่าจบมาแล้วจะมีงานแบบไหนให้เราทำ เพราะว่ามัน “ไม่มีงานใดหรอกที่ต่ำ ถ้าเราทำด้วยใจที่สูง”
ธรรม : ครับพ่อ! แต่แม่หรือญาติๆก็อยากให้ผมเรียนหมอกันทั้งนั้น ก็มันมีทั้งเงิน มีทั้งเกียรติสังคมไทยก็ยอมรับว่าเป็น อาชีพอันดับหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ได้อยากเป็นเท่าไหร่หรอก เอาไงดีพ่อ!
พ่อ : งั้นพ่อขอถามอะไรเราซักข้อนะ ธรรมคิดว่าอะไรที่มันสำคัญที่สุดในโลกนี้ อากาศ, น้ำ, ดิน, มนุษย์, สัตว์ หรือธรรมคิดว่าอะไร
ธรรม : เอ่อ! อืม! ไม่รู้ซิพ่อ
พ่อ : น้ำหยดเล็กๆมันทำให้เกิดผืนป่า ป่าย่อยๆมันช่วยฟอกอากาศให้สดชื่น อากาศเพียงน้อยนิดทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต ชีวิตมนุษย์พักพิงอยู่บนผืนแผ่นดินหรือแม้แต่จุลินทรีย์ที่ดูไร้ค่ามันยังช่วยย่อยสลายสิ่งต่างๆให้เกิดสมดุล พ่อเองก็ไม่รู้เหมือนกันหรอกนะว่าสิ่งไหนมันสำคัญที่สุดในโลก รู้แต่ว่าถ้าขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป โลกใบนี้มันก็จะไม่เป็นโลกอีกต่อไปแล้วมันจะมีอาชีพไหนไหมละลูกที่ดีที่สุดหรือสำคัญที่สุด มันอยู่ที่ตัวเราจะมองจะตัดสินใจต่างหาก อย่าตัดสินใจอะไรเพียงเพราะบรรทัดฐานของสังคมจนเกินไป
ธรรม : เข้าใจแล้วครับพ่อ
พ่อ : สิ่งที่ลูกต้องเรียนก็เรียนตามหัวใจตัวเองนั่นแหละ ไม่ต้องห่วงหรอกว่าจบออกมาแล้วจะมาทำอะไร เพราะไม่ว่าจะทำอะไรขอแค่ทำให้มันสุดๆ เพราะมันจะเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เวลาที่เราบอกใครไปว่า “เราเก่งในสิ่งที่เราเป็น” แม้ว่าหน้าที่นั้นมันจะเป็นเรื่องที่เล็กน้อยต้อยต่ำเพียงใดก็ตาม และมีอีกสิ่งหนึ่งที่พ่อ อยากจะบอกลูกมากคือ อย่าไปดูถูกใครหรือดูถูกอาชีพใดๆเพียงเพราะเราคิดว่าเขา “โง่” หรือ “ต้อยต่ำ”ในโลกนี้ไม่เคยมีคนโง่ ทุกคนล้วนแต่เป็นคน “อัจฉริยะ” เพราะ“ถ้าเราไปตัดสินปลาโดยใช้ความสามารถในการปีนต้นไม้ ทั้งชีวิตมันก็จะคิดว่ามันโง่”
ธรรม : ขอบคุณครับพ่อ วันนั้นหลังจากที่ผมคุยกับพ่อเสร็จ ผมก็ตัดสินใจได้ว่าสิ่งที่ผมต้องการจะเรียนในมหาวิทยาลัยคือสิ่งใดและมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้มันก็คือ “ใจเราเป็นเช่นไร โลกเราก็จะเป็นเช่นนั้น ถ้าใจเราแคบโลกของเรามันก็แคบ ถ้าใจเรากว้างโลกของเรามันก็กว้าง และถ้าใจเราสว่างต่อให้โลกมืดซักแค่ไหนก็จะยังคงเห็นทางไปเสมอ” อย่าไปดูถูกใคร อย่าไปดูถูกอาชีพใด เพราะถ้าขาดใครไป โลกนี้มันก็คงไม่น่าอยู่อีกต่อไป ในโลกนี้ไม่เคยมีคนที่ "ไร้ค่า" มีเพียงแค่คนที่ "เห็น" หรือ "ไม่เห็น" คุณค่าในตนเอง "ดินหนึ่งก้อนอาจมีค่ามากกว่าทองหนึ่งก้อน เพราะอย่างน้อยต้นไม้ก็ไม่สามารถงอกเงยได้บนก้อนทอง"



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
su
เขียนเมื่อ

"ค่าของตนที่ฝึกแลัว"

ผู้มีปัญญา เห็นค่าของตนที่ฝึกแล้ว ย่อมยินดีที่จะเผชิญกับความยาก  

ความยาก แม้มากมายเพียงไรก็ตาม ย่อมให้ผลเป็นความมีค่าแห่งจิตใจตน  

เป็นความมีค่าแห่งตนเอง เป็นผลที่คุ้มกับความยากลำบาก ที่ต้องต่อสู้เพื่อให้การฝึกตนเป็นไปด้วยดี  

คนมีปัญญาย่อมพร้อมที่จะรับความยาก เพียงเพื่อจะได้มีโอกาสฝึกตน 

ผู้ที่เป็นคนดีแล้ว ย่อมสามารถฝึกคนไปสู่ความดีงามต่างๆได้

นำตนไปสู่ความเจริญรุ่งเรื่องได้ และสามารถนำผู้อื่นไปสู่ความดีงามต่างๆ ได้ด้วยท่านจึงกล่าวว่า

 ตนที่ฝึกดีแล้ว  เป็นแสงสว่าง

 ตนที่ฝึกดีแล้ว  เป็นเครื่องนำชีวิต

 ตนที่ฝึกดีแล้ว  เป็นเครื่องยังชีวิตให้สว่าง 

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก



ความเห็น (1)

ลองไปที่บันทึก กดเพิ่มบันทึกนะครับ เขียนเป็นบันทึกน่าจะดีกว่าครับ ขอบคุณมากๆครับ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
su
เขียนเมื่อ

ประทับใจพระราชดำรัสฯ   

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน



ความเห็น (1)
อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
su
เขียนเมื่อ

ความรัก คือ..ส่วนหนึ่งของชีวิต

             คน เราทุกคนเมื่อเกิดมาบนโลกใบนี้ไม่มีใครสักคนหรอกที่ไม่รู้จักคำว่ารัก แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะจำกัดนิยามของความรักนั้นว่าอย่างไร สำหรับฉันนิยามของความรัก คือ..ส่วนหนึ่งของชีวิต

                 ตั้งแต่ เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่ความรักนั้นได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งชีวิตที่ขาดหายไปของ ฉันให้กลับมาอีกครั้ง นับตั้งแต่ความรักของพ่อกับแม่ที่ไม่สมหวังจึงต้องแยกกันอยู่ ครอบครัวที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นของความรักก็ไม่เคยที่จะได้อยู่ พร้อมหน้าพร้อมตากันอีก แต่เมื่อฉันได้เจอกับเขาคนนั้นความรักที่เคยคิดว่าจะไม่ได้สัมผัสมันอีกแล้ว กับมาอยู่ตรงหน้าเรา เขาก็เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ได้โดดเด่นอะไร การเรียนก็พอใช้ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าความรักคือส่วนหนึ่งของชีวิตคือ การที่เขานั้นได้เข้ามาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปให้ฉันนั้นคือความรัก

             คุณ อาจคิดว่าความรัก คือ การให้ คุณอาจคิดว่าความรัก คือ การเสียสละ แต่ไม่ว่าคุณจะคิดยังไงความรักก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไม่มากก็น้อย สำหรับใครบางคนอาจจะเคยคิดว่าตัวเองไม่เคยมีความรักหรือไม่เคยมีความรักเป็น ส่วนหนึ่งของชีวิตมาก่อน คุณคิดผิดแล้วค่ะ ไม่มีใครเลยที่ไม่เคยมีความรักเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่คุณก็มีความรักเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแล้ว สายสะดือที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับตัวคุณเองนั้นก็คือความรักที่ แม่ให้ลูก พอโตมาหน่อยพ่อก็ไปส่งคุณที่โรงเรียน ถ้าพ่อไม่มีความรักมอบให้คุณ เขาก็คงไม่ไปรับไปส่งคุณหรอกค่ะ เห็นไหมคะความรักนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเรามาตั้งแต่เกิดแล้ว มันอยู่ที่ว่าคุณจะใช้ความรักนั้นไปในทางที่ถูกต้องของชีวิตหรือเปล่า



ความเห็น (1)

เห็นด้วยครับ ความรักคือส่วนหนึ่งของชีวิต…ทำอย่างไรจะทำให้เยาวชนวัยรุ่นส่วนหนึ่งในปัจจุบันได้สำนึกรู้ว่า…ความรักของพ่อแม่นั้น คือ ส่วนหนึ่งของชีวิตตน…ตนจะแสดงตอบต่อความรักของท่านอย่างไรบ้าง

su
เขียนเมื่อ

ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ สิ่งเหล่านี้ืยังคงดำเนินต่ออย่างไม่หยุดยั้ง ตั้งสติแล้วทำทุกวันให้ดีที่สุด



ความเห็น (1)

เป็นกำลังใจให้นะคะ  

" คนเก่งนั้นมีมาก แต่ที่หายากคือคนดี"   เป็นธรรมดาที่เราจะเจอกับคนหลายๆ ประเภท  เหตุการณ์หลายๆ อย่าง

รวมทั้งสิ่งแวดล้อมหลายรูปแบบ

สุขบ้าง ทุกข์บ้าง  มีกันทุกคนค่ะ จะมาตอนไหนก็ตั้งใจน้อมรับ ...แก้ไข  .แล้วมันก็จะผ่านไปนะคะ



su
เขียนเมื่อ

ฝนตก อากาศเย็น เขียนไม่ออก บรรยากาศชวนนอนมั่กๆ บ่นบ่นบ่น




ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

su
เขียนเมื่อ

ความสุขที่่ยั่งยืน เป็นความสุขอย่างจริงใจ

ที่ได้ให้และแบ่งปันสิ่งดีๆอย่างสม่ำเสมอกับคนในครอบครัวและรอบข้าง



ความเห็น (1)

ขอบคุณกำลังใจดีๆค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี