ความเห็นล่าสุด


ขอบคุณมากๆครับส่วนใหญ่มักจะโพสไว้ใน facebook แต่ตอนนี้จะพยายามโพสต์ไว้ทุกๆที่ ทั้งที่นี่และ facebook พร้อมพร้อมกันครับ

ตอนนี้อาจารย์ไปอยู่ที่ภาคใต้เป็นยังไงบ้างครับสบายดีนะครับ

รูปสุดท้าย บางโต๊ะยกเก้าอีกแล้ว สงสัยว่าเด็กในรูปกำลังเรียนเสริมเป็นแน่ ครูขยันสอน = เด็กขยันเรียน

direct experience เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเกิดแรงบัลดาลใจในการเรียนรู้ สนับสนุนครับ 

ถูกเลยครับ เป็นทัศนคติที่ถูกเลยในการศึกษาวิจัย มองปัญหาใกล้ตัว แล้วคิดหาทางแก้ พร้อมๆกับศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม เป็นกำลังใจครับ

ใช่ครับ บางครั้งการเป็นข้าราชการ เนื้องานของมันก็เป็นสิ่งราบเรียบไม่มีอะไรน่าท้าทายเท่ากับการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเลยครับ ผมเลยเลือกที่จะเป็น อาจารย์พนักงานของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่เมื่อเข้ามาแล้ว โอกาสก้าวหน้าในการเรียนต่อ ป.เอก ก็เปิดเสมอให้เราไปต่อได้ แต่มันมาสะดุดที่ว่า อาจารย์พนักงาน ไม่ได้สิทธิ์รับทุนสนับสนุนเต็มจำนวนเท่า อาจารย์ข้าราชการ ต้องรอความเมตตาจากบอร์ดมหาวิทยาลัยเป็นเคสๆไป ส่วนเรื่องความมั่นคงจะพูดไปแล้ว อาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็นสัญญาพนักงาน ก็ยังด้อยกว่า อาจารย์ข้าราชการครับ อนาคตแก่ไปแล้วสิ่งที่ได้เหลืออยู่คือประกันสังคมทั่วไป ส่วนเรื่องจะหวังความมั่นคงมาจากการได้ตำแหน่งวิชาการหรือตำแหน่งบริหาร สิทธิ์ที่ดีกว่าเป็นของอาจารย์ข้าราชการก่อนครับ

ใช่ครับ บางครั้งการเป็นข้าราชการ เนื้องานของมันก็เป็นสิ่งราบเรียบไม่มีอะไรน่าท้าทายเท่ากับการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเลยครับ ผมเลยเลือกที่จะเป็น อาจารย์พนักงานของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่เมื่อเข้ามาแล้ว โอกาสก้าวหน้าในการเรียนต่อ ป.เอก ก็เปิดเสมอให้เราไปต่อได้ แต่มันมาสะดุดที่ว่า อาจารย์พนักงาน ไม่ได้สิทธิ์รับทุนสนับสนุนเต็มจำนวนเท่า อาจารย์ข้าราชการ ต้องรอความเมตตาจากบอร์ดมหาวิทยาลัยเป็นเคสๆไป ส่วนเรื่องความมั่นคงจะพูดไปแล้ว อาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็นสัญญาพนักงาน ก็ยังด้อยกว่า อาจารย์ข้าราชการครับ อนาคตแก่ไปแล้วสิ่งที่ได้เหลืออยู่คือประกันสังคมทั่วไป ส่วนเรื่องจะหวังความมั่นคงมาจากการได้ตำแหน่งวิชาการหรือตำแหน่งบริหาร สิทธิ์ที่ดีกว่าเป็นของอาจารย์ข้าราชการก่อนครับ   

"น่าเกลียดอ่ะ !!!" -----  มันก็ใช่ที่ว่าเป็นประเด็นอนาจาร แต่เราสามารถเอาเรื่องอย่างนี้มาใช้กรอบมนุษยศาสตร์เชิงดิจิตัล Digital Humanities สร้างความเข้าใจปรากฏการณ์ก็ได้นะ เช่น เราสามารถเพิ่มเนื้อหาจากสารานุกรมเสรีเกี่ยวกับที่มาของเรื่องราวนั้นได้ เราสามารถอธิบายว่าเต้นโคโยตี้มีคำอธิบายว่าอย่างไร หรือ เราสามารถแทรกโชเชียลมีเดียพวกทวิตเตอร์ลงไปพร้อมกันได้นะครับ


ขอบคุณครับ ส่วนมากผมก็โพสต์บน facebook เป็นส่วนมาก แต่ก็หาได้มีสาระไม่ การใช้งานเว็บนั้นเป็นเรื่องสัพเพเหระชีวิตรายวัน ลมเพลมพัดไปเรื่อย ช่วงนี้ก็ทำงานเยอะครับ เร่งเขียน dissertation ทำจบให้ได้กลางปีนี้ครับ จะได้กลับเมืองไทยซะที นี้ก็เป็นปีที่ ๕ แล้วในประเทศลุงแซมครับ จะพยายามมาโพสต์ที่นี่บ่อยขึ้นนะครับ    

ผมเคยเก็บภาพงานแปลภาษาไทย-อังกฤษไว้ในอัลบั้มนี้ครับ ลองไปดูแล้วคิดตามว่า เค้าแปลยังงี้ใช้ได้ไหม ผมเรียกมันว่า แปลกันตามมีตามเกิด 

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.3983898669810.2157869.1051035061&type=3

ว่าด้วยเรื่องขนมอีสาน

ขนมข้าวปาดกับขนมตดหมา  คูนได้กินครั้งสุดท้ายเมื่อปู่ตายใหม่ ๆ

 

ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ ขนมข้าวปาดมันจะหน้าตาเหมือนๆกับขนมเปียกปูน แต่มันจะมีสีเขียว ไม่ดำเหมือนเปียกปูน บางครั้งก็เคยเจอข้าวปาดสีขาวใส่ข้าวโพดก็มี กรรมวิธีการทำผมไม่แน่ใจ คนอีสานมักจะมีสำนวนติดปากว่า "กินข้าวปุ้น-ข้าวปาด" ก็คงจะเป็นของกินที่มักจะได้กินหรือทำคู่กัน ข้าวปุ้นเป็นของคาว ข้าวปาดเป็นของหวาน

หากจะเอ่ยถึงขนมหวานอีสานอย่างอื่นก็เช่น

  • ขนมต้มมัด - มักได้กินเป็นปกติตามงานบุญทั่วไป จะมีมากเป็นพิเศษยามบุญกฐินหน้าออกพรรษา ใครไปทอดกฐินก็จะได้ข้าวต้มกลับบ้านทุกคน ส่วนผสมสำคัญคือ ข้าวเหนียวหม่า (แช่น้ำ) กล้วยอีออง (น้ำหว้า) และเกลือครับ บ้างก็ใส่ถั่วดำด้วย อีกสูตรที่เอาข้าวเหนียวมูนมาห่อกล้วย ก็จะออกมันๆ
  • สมัยพ่อผมเป็นนักเรียนชั้น ป. (ตอนนี้ท่านอายุจะ 70 แล้วนะครับ) ย่าจะทำข้าวต้มให้ลูกๆเอาไปขายที่โรงเรียนเพื่อเป็นเงินใช้จ่าย ขายมัดละรู้สึกจะสลึงหรือสองสลึงนี่ล่ะครับ ซึ่งก็ช่วยให้มีเงินใช้จ่ายเลี้ยงครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง  
  • ขนมเทียน - ผมมักจะได้กินขนมเทียนเมื่อไปบุญคุ้มหรือบุญหมู่บ้านและบุญเข้าพรรษา กระบวนการทำจะเริ่มที่ย่าจะใช้ให้ไปตัดใบกล้วย แล้วเอามาตากแดดให้นิ่ม ก้านกล้วยที่เหลือก็จะเอามาเล่นม้า เล่นปืนกล เล่นดาบ ต่อมากวนใส้ โดยไส้หวานทำจากมะพร้าวขูดกวนกับน้ำอ้อย ใส้เค็มทำจากถั่วนึ่งใส่เกลือ แป้งข้าวเหนียวเอามานวดใส่น้ำ ปั้นก้อนห่อใส้ที่ปั้นก้อนๆไว้ การห่อต้องทาน้ำมันที่ใบตองก่อนจึงทำเป็นช่อกรวย ขยับให้แน่น พับจีบให้คม ตัดปลายตองเศษ เหน็บปลายให้มิด เค้าบอกว่า "ให้มันสวยๆแหลมๆเหมือนนมสาว"  เสร็จแล้วเอาไปนึ่งในซึ้งประมาณ 20 นาที ออกมาเป็นขนมเทียนใส่บาตรได้

และนี่ก็เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆเรื่องขนมครับ

 

สัญชัย

แนะนำเครื่องมือแปลภาษาแบบด่วนๆ

http://translate.google.com/

  • ลองเอาข้อความต้นฉบับมาแปะดู
  • แปล Eng-Thai ดูแบบลวกๆก่อน
  • แล้วลองเรียบเรียงเป็นสำนวนภาษาที่สละสลวยอีกที
  • ติดขัดประโยคไหน ผมจะลองเป็นโค้ชช่วยอีกแรงหนึ่งครับ ด้วยความยินดี

สัญชัย

ยกตัวอย่างเพิ่มจากการได้คบหากับคนลาวจริงๆ

  • คำลาว ---- คำไทย
  • ถุงยาง  --- ถุงพลาสติก 
  • น้ำก้อน --- น้ำแข็ง
  • น้ำก้อนเปื่อย --- น้ำแข็งละลาย
  • เฝอ --- ก๋วยเตี๋ยว
  • ขนมเส้น --- ก๋วยจั๊บ
  • หมากบาน --- ลูกฟุตบอล
  • หมากกะต้อ --- ลูกเซปักตระกร้อ

------------------------------------------

ทรงผมเซียงเกิ้ลเห็นจอนผมบาง ๆ รับกับตุ้มหู้สีเหลืองเล็ก ๆ

 

คำนี้คาดว่าน่าจะมีอิทธิพลมาจากภาษาอังกฤษ Single ซิงเกิ้ล--เซียงเกิ้ล นะครับ ที่ทำการเพี้ยนเสียงให้เข้ากับการออกเสียงของท้องถิ่น แม้กระทั่งในภาษาไทยยังมีตัวอย่างอื่นๆครับ เช่น

  • น้ำมะเน็ต มาจาก เลมอนเนด Lemonade
  • ท้าวทองกีบม้า ที่เป็นผู้ทำขนมหวานจากไข่แดงพวกทองหยิบทองหยอดฝอยทองในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ก็มาจากคำว่าชื่อ แมรี กีย์มาร์ Mary Geymar
  • ชาวโปรตุเกส ก็แปลงเสียงมาจาก ปอร์ตูกีส Portuguese

ในภาษาญี่ปุ่นก็ยังมีคำที่ยืมมาจากภาษาอังกฤษด้วยนะครับ เช่น

  • テレビ   อ่านว่า Terebi ซึ่งแปลว่าโทรทัศน์หรือ Television

ในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าเป็นคำยืม loanword โดยอังกฤษก็มีการยืมคำหลายๆคำมาใช้พูด ยกตัวอย่างบางคำที่คนไทยเราเองก็รู้จักนะครับ เช่น

  • Chauffe คือพนักงานขับรถหรือ โชเฟอร์ นั่นเองครับ
  • Chic คือความมีรสนิยม ในภาษาอังกฤษก็ใช้ chic เช่นกัน  
  • Grand prix คือรางวัลใหญ่ ภาษาไทยเรียกการแข่งขันรถครั้งใหญ่ว่า กรังด์ปรีซ๊
  • Nouveau คือความใหม่ ศิลปินวงนูโว มีชื่อมาจากภาษาฝรั่งเศส

ขอเสริมนิดหนึ่งจากตรงนี้นะครับ

ต้นสะโกหรือต้นฉำฉานี้  พ่อบอกว่าแก่นของมันเบากว่าไม่อื่น ๆ เกี๊ยะที่ทิดฮาดใส่ก็ทำมาจากไม้สะโก

 

คำว่า "ฉำฉา" เป็นคำภาษาไทยกลาง ส่วนคำอีสานเรียกว่า "สำสา" หรือ "ซำสา" คนอีสานมักใช้เสียงหนักในหลายๆคำ เช่น "แก่วบอง" ซึ่งหมายถึง แจ่วบอง ในสำเนียงภาคกลาง ถ้าสังเกตุอีสานพื้นบ้านจริงๆเวลาพูดจะใช้คำว่า แก่ว มากกว่า แต่ภาษาเขียนหรือภาษาไทยกลางเรียกเสียงเบากว่าว่า แจ่ว

 

ขออนุญาติเสริมเท่านี้ก่อนนะครับ บาย บาย

ครูสัญชัย

ตอนที่ให้นักเรียนวาดท้องนา "คูนวาดตามแบบของครู ส่วนจันดีวาดตามความจริงที่นาของของตนเองมีจอมโพนอยู่กลางนา  กลับถูกลงโทษ"

 

การเรียนการสอนในยุคนั้น ยังเป็นเรื่องของการกำหนดรูปแบบมาตรฐาน ครูคิมเคยคิดไหมครับว่า ทำไมคนรุ่นเก่าถึงต้องท่องบทอาขยานเป็นบทๆให้ได้ เพราะว่าระบบการปกครองมันก็มีส่วนครอบงำระบบการเรียนการสอนนะครับ อาจจะย้อยไปในสมัยจอมพลป. จอมพลสฤทธิ์ พลเอกเกรียงศักดิ์ พลเอกเปรม เป็นต้นมา การศึกษาคล้ายๆว่าจะได้รับอิทธิพลมาจากระบบทหารบ้างในบางส่วน แล้วมันมาคลายออกในสมัยหลังๆ 

ผมไม่ได้มองว่าการท่องจำคือสิ่งไม่เหมาะไม่ดีนะครับ มองอีกด้านหนึ่ง การท่องทำให้จำได้ ต่อมาทำให้รู้จริงตามตัวบทและสามารถพัฒนาไปสู่ระดับสูงๆได้ ในการเรียนไม่ว่ายุคสมัยใด รูปแบบยังมีความสำคัญอยู่นิรันดร เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรเสียหายถ้าหากท่องได้

กลับมาที่วรรณกรรมย่อหน้านี้ ทำไมจันดีถูกครูทำโทษ เหตุผลขั้นต้น คือ ผิดจากมาตรฐานของครู จึงต้องทำการตะล่อมเข้ากรอบโดยการทำโทษ และครูก็มีอำนาจอาญาสิทธิ์โดยชอบธรรมในการใช้กำลังข่มเหงเด็ก ผมอาจจะพูดแรงนะครับ ขออภัยนิดหนึ่ง แต่โดยความเป็นจริงของยุคสมัยนั้น ไม้เรียวคืออาวุธของครู เสมือนดาบของทหาร และสมัยนั้นสังคมก็อยู่ในภาวะกำหราบปราบปราม โดยเฉพาะเรื่องของระบอบการปกครอง ถ้าพูดคำว่า คอมมิวนิสต์ในช่วงสมัยลูกอีสาน ผมคิดว่าคงถูกยิงเป้าเอาได้ โรงเรียนก็เสมือนโรงอบรมนิสัยพลเมืองตามระบอบประเพณี ดังนั้น กรอบที่ชัดเจนจึงจำเป็นในการสอนเด็กในยุคนั้น

หันมาเสริมที่วงการศึกษาด้านการสอนวิชาภาษาอังกฤษของอเมริกาบ้างครับ นักวิชาการสายหนึ่งก็มีการสรุปออกมาแล้วว่า วิชาการเขียนเรียงความของนักเรียนอเมริกัน ครูควรแยกแยะเกณฑ์ประเมินออกเป็นสองกลุ่ม คือ เกณฑ์พื้นฐานภาษา และเกณฑ์สาระสำคัญ อันแรกก็จะพูดเรื่องไวยากรณ์ การสะกด วรรคตอน โดยเป็นรูปแบบของภาษา อันหลังอยู่เหนือกว่า โดยมองที่แนวคิดในการสร้างใจความ การสื่อสารวาทการของภาษา และความมสัมพันธ์ขององค์ประกอบ เลยสนับสนุนว่า ครูภาษาอย่าบ้ารูปแบบกันเกินไป เอาสาระสำคัญเป็นหัวใจหลักเถอะ

อิอิ ผมว่ามันทิ่มโดนวงการศึกษาไทยบ้างเหมือนกันนะ รูปแบบ VS สาระ

 

ครูสัญชัย

 

 

 

ลุงคนนี้แหละที่เคยเป่าโรคตาแดงให้ลูกตอนเล็ก ๆ

 

การเป่ายังคงมีจริงๆในการแพทย์พื้นบ้านอีสาน หลายๆชุมชนในบ้านผมที่ร้อยเอ็ด คนเฒ่าประจำคุ้ม (หมู่บ้าน) ก็มักจะมีวิชาหมอโบราณไว้บำบัดรักษาโรคหรืออาหารเจ็บป่วยอยู่ มีพ่อเฒ่าหนึ่งแถวบ้านผมเค้าจะรับรักษาโดยทางจิตบำบัดกับอุบัติเหตุบางอาการ เช่น กระดูกหัก ก้างปลาติดคอ การไปหาก็ต้องแต่งขันธ์ห้า คือ ดอกไม้สีขาวหนึ่งคู่ใส่จานพร้อมดอกไม้ธูปเทียนไปด้วย และมีเงินค่ายกครูตามแต่กำหนดไว้ ไปถึงก็จะร่ายมนต์บริกรรมคาถาตามตำรา และเป่าน้ำมนต์พรวดๆลงบนที่ๆบาดเจ็บ หลังจากนั้นก็กลับบ้าน สักพักอาการเจ็บไข้ก็หายไปอย่างอัศจรรย์ครับ

หมอบ้านในอีสานยังคงทำหน้าที่อื่นด้วย เช่น หมอสูตร คือทำหน้าที่เป็นผู้สวดมนต์ในงานพิธีต่างๆ เช่น สู่ขวัญ ช้อนขวัญ และบางคนก็ยังมีความสามารถในการทำนายหาของหายได้ด้วยครับ  

นั่นมันบ่วงอะไรนะแม่..."บ่วงสังกะสี" นั่นแหละ

ทำไมแม่ไม่ซื้อไปใช้บ้างที่เรือนเราใช้แต่เปลือกหอยกาบทำบ่วง..."เออมีสะตางค์แล้วจะซื้อไปใช้"

 

เสริมคำว่า บ่วง  อันนี้เป็นภาษาลาวหรือภาษาอีสานโบราณ แปลว่า ช้อน นะครับ คนอายุรุ่น 60 ปีขึ้นไปจึงจะใช้คำๆนี้ในการเรียกสิ่งของที่ใช้ตักอาหารเข้าปาก แต่ในขณะเดียวกัน คนลาวแท้ยังคงใช้คำว่า บ่วง อยู่

หลายสัปดาห์ก่อนผมมีโอกาศได้ไปทำบุญวัดลาวในเท็กซัส ก็เสวนาภาษาอีสานกับภาษาลาว หลายๆคำใช้เหมือนๆกัน แต่บางคำคนลาวก็พูดไม่เหมือนคนอีสาน เช่น "เจ้าซอกหาอีหยัง" = คุณค้นหาอะไรเหรอคะ หรือ "เอาแซ่น้ำก้อนไปจังซี่นี่ล่ะ กว่าจะถึงบ้านมันก็เปื่อยหมด" = เอาแช่น้ำแข็งไปอย่างนี้นี่ล่ะ กว่าจะถึงบ้านมันก็ละลายพอดี

ผมขำในครั้งแรกว่าคนลาว เขาใช้คำว่า ซอก ขณะที่คนอีสาน ใช้คำว่า หา และน้ำก้อนลาว คือ น้ำแข็งไทยอีสาน ส่วนคำว่า เปื่อย เป็นศัพท์ที่เดาไม่ออกเลย ว่า กริยาที่น้ำแข้งละลาย คนลาวจะพูดว่า มันเปื่อย ฟังดูเหมือนของต้มมากเลยครับ อิอิอิ

 

ครูสัญชัย ลูกอีสาน-หลานลาว

 

  • ขอเสริมเป็นเกร็ดความรู้นะครับเกี่ยวกับวรรณกรรมเปรียบเทียบ
  • ทางวรรณกรรมของฝรั่งอเมริกัน มันมีช่วงหนึ่งครับ สมัย คศ. 1900-1930 เรียกว่า ยุคนำสมัย American Modernity ตอนนั้นประเทศก้าวไปสู่ระบบเกษตรอุตสาหรรม ลูกจ้างทาส ได้รับการปลดแอก หลั่งไหลเข้าเมืองทำงานโรงงาน คนเมืองลืมตาอ้าปาก เสวยสุขสโมสร ก็จะมีวรรณกรรมเอกหลายๆเล่ม เช่น Great Gatsby เกี่ยวกับเศรษฐีใหม่แสวงหาตัวตน Grapes of Wraph การมุ่งหน้าหาชีวิตใหม่ในไร่ผลไม้ในแคลิฟอเนีย อ่านไปก็เหมือนๆกับยุคเมืองไทยเฟื่องฟูสมัย พศ. 2520-2540 ประมาณนั้นครับ
  • ว่าไปแล้ววีถีชีวิตของคนที่สะท้อนออกมาทางหนังสือก็มาจากแรงผลักของเศรษฐกิจนะครับ
  • ลูกอีสานเป็นวรรณกรรมที่สะท้อนภาพในสมัยท้องถิ่นอยู่ด้วยความแร้นแค้นได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะยุคแรกๆราว พศ.2500 ต้นๆ ไล่มาราวๆ 20 ปีต่อมา
  • แต่ในความซับซ้อนของการเป็นอยู่ที่ต้องปรับการกินอยู่ตามสภาพแวดล้อมนั้นยังมีความงามของสิ่งที่ไม่น่าจะมากับความแห้งแล้งได้ นั่นคือ "ความชุ่มชื่นใจ" 
  • ผมขอมองต่างมุมว่า อีสาน มีพัฒนาการจาก ลูกอีสานเพิ่มขึ้น จากกระแสปฏิวัติอุตสาหกรรมการเกษตรสู่การปลูกเพื่อขาย เลี้ยงเพื่อขาย เงินและทุนกลายเป็นปัจจัยปฏิสัมพันธ์ของคน ค่อยๆเบียดเสียดวัฒนธรรมและศาสนาทีละน้อยๆ
  • ถ้าหันออกมาดูอีสานทุกวันนี้ วัตถุเจริญเข้าถึงไปทั่ว เครือข่ายมือถือ ทีวีสี รถกระบะ และการศึกษา ทำให้ชนบทภาคไหนก็คล้ายกันทุกภาค ต่างกันที่วัฒนธรรม ภาษาและศาสนา
  • บุญรอด คือ วรรณกรรมที่บ่งบอกถึงความทะเยอทะยานของผู้หญิง ในยุคที่ได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระจากการจองจำทางวัฒนธรรม คำว่า ผัวฝรั่ง คือ สูตรสำเร็จของชีวิตรุ่งเรืองที่สาวบ้านนาปรารถนาจะถีบตัวออกจากฐานเดิม
  • หนูหิ่น สะท้อนภาพของสาวต่างจังหวัดที่เป็นตัวตลกสำหรับตนเมือง ที่อยู่ในสถานะด้อยกว่าในสังคม ชนชั้นแรงงานกันชั้นนายจ้าง   แต่ก็เป็นความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันดี 
  • เสริมครูคิมนิดหนึ่งครับ หัวใจดวงหนึ่งของคนอีสาน คือ "ศาสนา" ครับ

ระบบการศึกษาทั่วโลกยังอยู่ที่การรวมศูนย์จากหลักสูตร ซึ่งการเรียนอะไรก็ตามมันเป็นการกำหนดมาจากผู้ผลิตองค์ความรู้นั่นคือสถาบันการศึกษา แต่ถ้าเรามองดูดีๆแล้วสถาบันก็ทำหน้าที่เป็นยุ้งฉางความรู้ที่รวมเอาความรู้ไว้แล้วอย่างมีระบบ สามารถผลิตซ้ำ ส่งต่อ ได้อย่างเหมือนเดิมจากเวลาหนึ่งสู่เวลาหนึ่ง หรือคนรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง และในขณะเดียวกันก็ยังมีความรู้ใหม่ๆที่สถาบันเก็บไม่ทัน หรือ บางสาขาที่ไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาได้อย่างตรงประเด็น จึงเป็นการชะงักงันทางการเรียนรู้ ผู้คนจำต้องแสวงหาตวามรู้จากชุมชนที่ไม่ได้เป็นสถาบันการศึกษา

ผมชอบในแนวคิดที่ว่า post education คือการเรียนรู้หลังจากห้องเรียน เพราะว่าหลักสูตรที่จบออกไปจะเป็นดั่งเครื่องมือตอบปัญหาทางความต้องการ จึงต้องมาเข้าสถาบัน แต่ใช่ว่าสถาบันจะสามารถป้อนทุกอย่างได้ครบ การนำเอาเครื่องมือมาทดสอบความรู้หลังจบแล้วก็เป็นการย้อนกลับว่า สิ่งที่เราเรียนมาได้เรื่องได้ราวขนาดไหน

สัญชัย

ขอแสดงความชื่นชมในความสำเร็จของการจัดกิจกรรมของ AFS

คิดย้อนกลับไปเมื่อไร ก็ซาบซึ้งตลอด ว่า AFS ให้ประสบการณ์ดีๆที่ใช้ได้ตลอดชีวิต

ครู toto'

AFS-USA รุ่น 32

การ download ผมลองกดปุ่มโหลดดู ปรากฏว่ามันก็สตาร์ทเลยนะครับ log out และ ปิดหน้าต่างเว็บ scribd.com แล้ว แสดงว่ามันให้สิทธิ์บุคคลทั่วไปโหลดได้ หรือก้แค่สมัครสมาชิกดู แป๊บเดียวเสร็จ ถ้าไม่ได้ยังงัยก็บอกมาอีกทีแล้วกันนะครับจะ e-mail ไฟล์ .pdf ไปให้ก็ได้ครับ

สัญชัย

ดังนั้นแล้ว จึงต้องใช้คำว่า "ยอมรับโดยดุษณี"

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี