ความเห็นล่าสุด


พรุ่งนี้เป็นวันสอบ จริยธรรมทางการแพทย์ มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเรื่อง Thanatology ได้นำภาพยนตร์เรื่อง The Departure เป็นสื่อการสอนด้วยค่ะ

ยิ่งได้ดูซ้ำ หรือนึกถึงข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้ ยิ่งทำให้เข้าใจเนื้อหาและแก่นของเรื่องนี้มากกว่าเดิมทุกครั้ง แล้วก็ยิ่งทำให้เห็นภาพแพทย์ที่ตัวเองอยากเป็นในอนาคตได้เป็นรูปธรรมมากขึ้นด้วยค่ะ

ขอขอบคุณอาจารย์ธนพันธ์ ที่ได้ให้โอกาสพวกเราทำโครงการดีๆ แบบนี้อีกครั้งนะคะ :D

เคสที่หนึ่ง ผู้ป่วยชาย อายุประมาณ 30ปี เสียชีวิตด้วยโรค leukemia 

          15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลาประมาณ 17.00 น. ดิฉันได้รับโทรศัพท์แจ้งจากประธานกลุ่มว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตที่หออายุรกรรมชาย จึงต้องรีบกลับออกมาที่โรงพยาบาลพร้อมกับโทรศัพท์เรียกเพื่อนนักศึกษาแพทย์ที่ปฏิบัติงานด้วยกัน เมื่อมาถึงดิฉันสังเกตเห็นญาติผู้ป่วยจำนวนหนึ่งกำลังร้องไห้และทำใจอยู่นอกหอผู้ป่วยอย่างโศกเศร้า เมื่อเดินเข้ามาก็พบคุณอวยพรซึ่งเป็นพยาบาลที่ปรึกษาโครงการ คุณอวยพรพาดิฉันและเพื่อนไปยังเตียงผู้ป่วย และคอยให้ความสะดวกอยู่ข้างๆ เรามาถึงในขณะที่พยาบาลกำลังถอดเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจพอดี รอบเตียงผู้ป่วยมีแพทย์สองคน พยาบาลจำนวนหนึ่ง และญาติผู้ป่วยสองสามคนยืนอยู่ แต่ปิดม่านกั้นรอบเตียงเพื่อให้เกียรติและเพื่อความเป็นส่วนตัวแก่ผู้ป่วย ดิฉันและเพื่อนได้แต่สังเกตการณ์จากภายนอกเท่านั้น

          ไม่กี่นาทีต่อมา แพทย์เจ้าของไข้ได้ปลดอุปกรณ์ช่วยหายใจต่างๆ ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างแน่นอนแล้ว ญาติผู้ป่วยเริ่มร้องไห้หนักขึ้น แต่แพทย์เจ้าของไข้ไม่ได้พูดอะไรและเดินกลับไปบันทึกข้อมูลการเสียชีวิตในคอมพิวเตอร์ ปล่อยให้เป็นหน้าที่พยาบาลในการจัดการกับร่างผู้ป่วยและดูแลญาติต่อไป พี่พยาบาลนำเครื่อง sucker ผ้าขนหนู กะละมังใส่น้ำ และสบู่เข้ามาในม่านกั้น จากนั้นก็เริ่มทำความสะอาดร่างผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ เนื่องจากผู้ป่วยใส่อุปกรณ์ช่วยหายใจ และมีของเหลวค้างอยู่ในโพรงจมูกและปาก ขั้นตอนแรกจึงต้องทำความสะอาดบริเวณดังกล่าวก่อน พี่พยาบาลก็จะเรียกชื่อผู้ป่วยและบอกว่าขออนุญาตทำความสะอาดเหมือนกับตอนที่ผู้ป่วยยังมีชีวิต เมื่อดูดของเหลวออกจนสะอาดแล้วก็จะใช้สำลีอุดจมูก ปาก และหูของผู้ป่วย โดยต้องใส่ให้ลึกและแน่นพอเพื่อเป็นการป้องกันการรั่วและรักษาสภาพร่างให้ดูสะอาดเรียบร้อยเหมือนคนนอนหลับตามปกติ ตอนนี้ใบหน้าของผู้ป่วยมีสีเหลืองขึ้นเพียงเล็กน้อย ต่อมาเป็นการอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด พี่พยาบาลเรียกชื่อผู้ป่วยแล้วขออนุญาตถอดชุดโรงพยาบาลของผู้ป่วยออก เช็ดตัวถูสบู่ ดิฉันสังเกตว่าพี่พยาบาลไม่ได้ปฏิบัติกับร่างผู้ป่วยต่างไปจากตอนที่เขามีชีวิตอยู่เลย ยังคงยิ้ม เรียกชื่อ และพูดคุยตามปกติ ส่วนญาติผู้ป่วยยืนดูอยู่ห่างๆ ผลัดเปลี่ยนกันมาเฝ้าไม่ทิ้งผู้ป่วยไว้คนเดียว พ่อแม่ของผู้ป่วยเข้ามาขอล้างหน้าให้ผู้ป่วยด้วยความเศร้าโศก ญาติทุกคนร้องไห้ และปลอบขวัญกันและกันตลอดเวลา พี่พยาบาลที่อาบน้ำให้ผู้ป่วยก็พูดให้กำลังใจญาติบ้างเท่าที่จะทำได้

          เมื่อเช็ดตัวและอุดสำลีในทุกทวารแล้วพี่พยาบาลจึงขอเสื้อผ้าจากญาติมาสวมให้ผู้ป่วยโดยให้ญาติเลือกชุดที่ผู้ป่วยชอบใส่มากที่สุด รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ กล่องแว่นตา เข็มขัด ที่ผู้ป่วยมีติดตัวเป็นประจำอีกด้วย ญาติผู้ป่วยบางคนยิ้มออกมาหลังจากเห็นผู้ป่วยในชุดปกติ และพูดเล่าเรื่องต่างๆ ของผู้ป่วยให้พวกเราฟังอย่างอาลัย ขณะนี้ใบหน้าของผู้ป่วยมีสีเหลืองมาก พี่พยาบาลจึงช่วยกันทาแป้งให้ผู้ป่วยจนดูเหมือนใบหน้าปกติ แล้วเช็คความเรียบร้อยก่อนจะนำดอกไม้ธูปเทียนมาให้ร่างผู้ป่วยกุมไว้

           พวกเราได้รับความกรุณาให้เข้าร่วมการไว้อาลัยเช่นเดียวกับญาติและบุคลากรบนหอผู้ป่วย อาทิ แพทย์ พยาบาล พนักงานเป็นต้น ผู้ป่วยซึ่งเสียชีวิตในคืนนี้นับถือศาสนาพุทธ ดังนั้น หลังจากร่วมกล่าวคำไว้อาลัย และยืนสงบนิ่งแล้ว จึงให้พ่อแม่ผู้ป่วยสวดมนต์กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ป่วย พิธีกรรมดำเนินไปอย่างเศร้าโศก แม้ว่าแพทย์เจ้าของไข้จะไม่ได้แสดงความเสียใจให้พวกเราได้เห็นมากนัก อาจเพราะเป็นโรคที่พยากรณ์โรคได้ว่าจะเสียชีวิตเมื่อไร และแพทย์ก็ได้บอกกล่าวให้ญาติทำใจยอมรับมาตลอด หรือแพทย์อาจพบเห็นความตายมาเป็นระยะเวลานานพอจนตระหนักถึงความเป็นอนิจจังของชีวิต บนหอผู้ป่วยอายุกรรมชายแห่งนี้

           หลังจากนั้น พวกเรามีโอกาสได้พูดคุยกับคุณอวยพรถึงผู้ป่วยรายนี้ และค้นพบว่า ผู้ป่วยเคยรับการรักษามาแล้ว ในตอนแรกแพทย์ได้พยากรณ์โรคว่าผู้ป่วยอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แต่แล้วชีวิตผู้ป่วยก็ผ่านช่วงเวลาที่ถูกพยากรณ์ไว้มาได้ ทำให้ญาติมีความหวังมากขึ้นว่า ผู้ป่วยจะมีชีวิตต่อไปได้อีก และอาการที่ทรุดลงครั้งนี้ก็น่าจะดีขึ้นได้เหมือนเดิม เมื่อการสูญเสียมาเยือนทำให้ญาติทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ความคาดหวังที่ผิดทำให้รู้สึกเสียใจยิ่งกว่าเหตุการณ์ครั้งแรกเสียอีก

            สิ่งที่ดิฉันได้จากเหตุการณ์วันนี้ ไม่เพียงแต่ได้เห็นการปฏิบัติเมื่อมีผู้เสียชีวิตในโรงพยาบาล แต่ได้รับรู้ความรู้สึกของหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์นี้ แพทย์ที่ปฏิบัติงานมานานมักจะมองและยอมรับได้ง่ายว่าความตายเกิดขึ้นแล้ว พยาบาลไม่ได้มองผู้เสียชีวิตต่างจากช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่ และญาติย่อมเสียใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น และเหตุการณ์นี้ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของคนหลายคน ถ้าแพทย์ไม่อธิบายความจริงของโรคและอาการของผู้ป่วยให้ญาติเข้าใจได้ ถ้าพยาบาลปฏิบัติกับผู้ป่วยที่ยังมีชีวิตอยู่กับผู้เสียชีวิตแล้วต่างมาตรฐานกัน ถ้าญาติไม่เข้าใจว่าการรักษาได้มาถึงขอบเขตที่จำกัดแล้ว ความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นก็จะส่งผลให้เกิดข้อพิพาทฟ้องร้องขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย


เคสสอง ผู้ป่วยชาย อายุประมาณ 90 ปี เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดในสมอง

  28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

             หลังจากที่ดิฉันและเพื่อนไปถึงหอผู้ป่วยก็ได้พบกับคุณอุไรวรรณ ซึ่งเป็นพยาบาลประจำที่นั่นและพาพวกเราเข้าไปหาผู้เสียชีวิต พวกเราแต่งกายชุดนักศึกษาตามระเบียบแต่ญาติผู้ป่วยดูเหมือนจะมีสีหน้างุนงงกับการมาของพวกเรา และความกังวลนั้นไม่ได้ลดลงแม้ว่าพี่พยาบาลจะแจ้งให้ทราบถึงจุดประสงค์การปฏิบัติงานของพวกเราก็ตาม ครั้งนี้พี่พยาบาลปฏิบัติงานคล้ายกับเคสแรก และดิฉันดีใจมากที่ได้รับอนุญาตให้ร่วมปฏิบัติงานด้วย ญาติดูไม่ค่อยเต็มใจนักที่ดิฉันสวมถุงมือแพทย์และแทรกตัวผ่านเข้าไปหาพี่พยาบาลข้างเตียง ทันใดนั้นคุณอุไรวรรณก็พูดกับญาติว่า “คุณลุง(หมายถึงผู้ป่วย) ชอบทำบุญใช่ไหมคะ ดีนะคะ ขนาดตายไปแล้วยังได้ทำบุญให้น้องๆ นักศึกษาแพทย์เค้ามาเรียนรู้ได้ประสบการณ์อีก” และประโยคนั้นก็ได้คลายร่องรอยความกังวลทุกอย่างบนใบหน้าญาติทั้งสองคนและมอบรอยยิ้มให้เรากลับมาแทน ดิฉันจึงรับรู้ได้ว่า ญาติเต็มใจให้พวกเราปฏิบัติงานเต็มที่ และตอบแทนด้วยการตั้งใจดูแลร่างผู้ป่วยคนนี้ ระหว่างนั้นก็ได้พูดคุยกับญาติไปด้วย ดิฉันรู้สึกดีมากที่ญาติเปิดใจ และรู้สึกว่า การได้คุยหรือซักถามเรื่องราวของชีวิตประจำวันของผู้ป่วยทำให้เราอยากดูแลงานในส่วนนี้ให้ดีเสมือนผู้ป่วยคือญาติของเรามากยิ่งขึ้น ดิฉันเต็มตื้นกับการได้ดูแลผู้ป่วยคนนี้ให้ดีที่สุดแม้ว่าจะเขาจะไม่สามารถรับรู้ได้และเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม

             เช่นเดิม เมื่อเราดูแลทำความสะอาดร่างและแต่งกายเสร็จเรียบร้อย ก็มีการกล่าวคำไว้อาลัยและสงบนิ่งให้แก่ผู้ป่วย ครอบครัวนี้มีเชื้อสายจีน พวกเราไม่ต้องสวดมนต์กรวดน้ำเหมือนผู้เสียชีวิตรายแรก ระหว่างรอเตียงมารับร่าง ดิฉันและเพื่อนๆ ก็ได้พูดคุยกับคุณอุไรวรรณเกี่ยวกับความตาย ทำให้ยิ่งได้ข้อมูลและข้อคิดดีๆ อีกหลายอย่าง และทำให้ดิฉันยิ่งเห็นว่า ชีวิตคนเราเป็นสิ่งไม่แน่นอนมากๆ แม้ว่าคำกล่าวว่าความตายเป็นสิ่งธรรมดา และเป็นบทสรุปของละครชีวิตทุกคน สัตว์ทุกตัว สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตบนโลก แต่ไม่มีใครรู้อนาคต และอดีตเป็นสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ สิ่งที่เราพอจะกำหนดได้คือจากการกระทำในปัจจุบัน ดังนั้นทุกวินาทีจึงมีค่ากับชีวิต การเตรียมพร้อมไม่เพียงช่วยให้เราอุ่นใจกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่เป็นการสร้างเกราะป้องกันตัวเราเองจากความทุกข์ทั้งของเราและผู้คนรอบข้าง การเตรียมพร้อมที่ดิฉันกล่าวถึงนั้น คือการเห็นคุณค่าของชีวิต และการยอมรับความจริง เมื่อเราเห็นคุณค่าของชีวิตแล้ว สิ่งที่เรากระทำในวันนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะปูทางสู่อนาคต เราก็จะเข้มแข็งพอ หนักแน่นพอ และเป็นหลักให้ผู้อื่นได้เมื่อความสูญเสียเกิดขึ้น

            ไม่นานเวรเปลก็มา ดิฉันและเพื่อนติดตามญาติผู้ป่วยและร่างของผู้ป่วย ลงไปยังห้องดับจิต บรรยากาศบริเวณนั้นเงียบสงบ ญาติยังคงร้องไห้ แต่เมื่อร่างของผู้ป่วยถูกเข็นเข้าไปเก็บไว้ ประตูห้องดับจิตได้เลื่อนปิดลง ญาติผู้ป่วยเงยหน้ามองดิฉัน หยดน้ำตาเล็กๆ ที่หางตาสะท้อนแสงไฟ มือสั่นเทาเอื้อมมาจับแขนดิฉันพร้อมกับยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินจากไป

            “ขอบคุณนะลูก”

ดิฉัน นศพ. ภัชญ์รี บุญเจริญ ผู้เข้าร่วมโครงการ Departures ค่ะ อะไรคือแต่งหน้าศพ? ศพจริง? เราเป็นคนแต่งหน้าให้? ยังมีอีกหลายคำถามที่เกิดขึ้นในใจเมื่อได้รับโครงการ Departure นี้มา ตอนแรกก็ยังไม่ได้กลัว เพราะหลังจากที่ผ่านการผ่า Gross anatomy กับอาจารย์ใหญ่มาพอสมควรก็คิดว่าน่าจะไหว แต่เมื่อมานึกจริงๆ แล้ว ก็กลัวนะคะ นึกถึงว่า การที่เราถูกเรียกไปติดตามคนไข้คนหนึ่งตั้งแต่เขายังมีชีวิต เห็นเขาพยายามอดทนกับการรักษาเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไป จนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย หากเขาทำไม่ได้ หน้าที่ของเราก็จะเริ่มขึ้น รู้สึกว่ามันต้องเป็นวินาทีที่อึดอัด ตึงเครียด และหดหู่ แพทย์กับญาติคนไข้ก็น่าจะเครียดไม่แพ้กัน รู้สึกว่ากลัวที่จะต้องเห็นใครเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตาเป็นครั้งแรก แม้การประกอบวิชาชีพแพทย์นี้จะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้อยู่แล้ว และแม้จะยังเป็นแค่นักศึกษาแพทย์ แต่ไม่คิดว่าตัวเองพร้อม มันไม่ง่ายเหมือนกับการที่เราพูดได้ว่า การตายเป็นฉากสุดท้ายของละครชีวิต นอกจากนี้แล้ว การที่จะเห็นแพทย์แต่ละคนพยายามสื่อสารกับญาติคนไข้ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการช่วยชีวิตคนไข้ให้มีความเข้าใจตรงกันและยังรักษาปฏิสัมพันธ์ที่ดีได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่วิจารณ์กันทุกครั้งที่มีข่าวการฟ้องร้องเกิดขึ้น เมื่อได้คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาก็ได้รับข้อคิดว่า การบำเพ็ญประโยชน์ ไม่ใช่แค่การไปทำกิจกรรมให้ผู้ด้อยโอกาส บ้านพักคนชรา บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือพัฒนาสถานที่ต่างๆ แต่เริ่มจากความเสียสละ และการที่เราอยากจะให้อะไรกับผู้อื่น ถ้าจัดการกับความกลัวที่เกิดขึ้นไม่ได้ ผู้อื่นก็จะเสียโอกาสที่จะได้รับสิ่งดีๆ จากเราไป ดังนั้นจะต้องไม่นับความรู้สึกที่คาดว่าจะเกิดเช่น หงุดหงิดที่ถูกเรียกตัวผิดเวลา และความกลัวดังที่กล่าวมา เราก็จะมีโอกาสทำสิ่งดีๆ ให้ผู้อื่น ร่วมกับเพื่อนๆ อีกหลายคน และประสบการณ์ในการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ก็ยังสามารถแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คนอื่นๆ ได้ซึ่งอาจจุดประกายบางสิ่งบางอย่างให้เกิดขึ้นได้ต่อไป

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี