ความเห็นล่าสุด


จริง ๆ แล้ว  ผมก็ยังสงสัยกับสำนวนที่ว่า   "สามวันจากนารีเป็นอื่น"  ว่าแท้ที่จริงแล้ว  มันหมายถึงสิ่งใดแน่  ระหว่า

"สามวันจาก  นารีเป็นอื่น"  หรือ  "สามวันจากนารี  เป็นอื่น"   เพราะมันน่าจะตอบคำถามเพลงนี้ได้บ้างครับ...อิอิ

โดยส่วนตัวผมเอง ชื่นชมน้องเขาในฐานะของผู้นำที่ทำงานแบบเข้าใจคนทำงาน ครับ  แรกเริ่มเดิมทีก่อนที่เขาจะเข้ามาเป็นนายกองค์การนิสิต เข้าไม่ใช่นักกิจกรรมเพียว ครับ  แต่พอมาเป็น "นายกองค์การนิสิต"  กลับปรับตัวและเข้าใจหัวอกคนทำกิจกรรม  รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา  และทำงานเร็วครับ  ถือว่า เป็นชุดองค์การที่เคลียร์โครงการได้เร็วที่สุดในรอบ 10 ปี เลยก็ว่าได้ ครับ และอีกอย่างหนึ่งที่ชื่นชมน้องเขาครับ คือ ยอมรับฟังความคิดเห็นและนำไป "ปรับ" ใช้ได้อย่างเหมาะสมและมีเหตุมีผลครับ

"ชมรมสานฝันคนสร้างป่า" เป็นอีกชมรมหนึ่งที่น่าสนใจภายในมหาวิทยาลัย ครับ เนื่องด้วยเป็นชมรมหนึ่งที่ตั้งมานานพอสมควร  และเคย "หลงทาง"  ในการทำงานของตนเอง ไปชั่วระยะหนึ่ง  แต่ปัจจุบันได้หันกลับมาทำงานเกี่ยวกับ "ป่า" ในแนวทางที่ตนเองถนัด  ทั้งโครงการปลูกป่า  สร้างฝายชะลอน้ำ  สร้างแนวป้องกันไฟป่า ฯลฯ  และถือเป็นชมรมที่มีความรักและสมัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน  อยู่ในระดับต้น ๆ ของชมรมสังกัดองค์การนิสิต  ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

คนทั่วไปมักบอกว่า  "ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน"  แต่เราชอบพูดกันอยู่เสมอว่า  "ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร" ขวัญและกำลังใจของคนทำงานเป็นเรื่องสำคัญนะครับ  ยิ่งถ้าเป็นแบบ  "ผิด ผมมอบ  ชอบ  ผมเอา"  ยิ่งไม่ต้องพูดถึง  แทนที่งานจะได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น  กลับต้องเลวร้ายลง  เพราะเราก็ไม่อยากคิด และไม่อยากทำ ถึงแม้คำว่า "ลิขสิทธิ์ทางปัญญา" จะใช้ไม่ได้กับงานที่ทำ แต่มัน คือ "เกียรติ" ที่ผู้ปฏิบัติพึงได้รับ ครับ แล้วเราจะพัฒนากันได้อย่างไร.....?

ขอเป็นอีกหนึ่งแรงใจ ให้ครูทุุกคนครับ ทั้งในปัจจุบัน และในฝัน หากเรื่องราวข้างต้นถูกนำไปสานต่อ และทำได้จริงอย่างตั้งใจไว้  ผมว่าเป็นบุญของเด็กรุ่นใหม่มากเลยครับ  ที่จะมีครูดี ๆ เกิดขึ้นอีกมากมาย

ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เคยคิดอยากเป็นครูครับ  เคยไปสอบครั้งหนึ่ง  แล้วไม่ไปอีกเลย  ตอนนี้ก็ยังอยากเป็นครู แต่อยากสอนที่บ้านครับ  ไม่ใช่เพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย สะดวก สบาย  หากแต่ อยากทำอะไรให้บ้านเกิดบ้าง  นอกจากสอนหนังสือให้เด็กแล้ว  ยังอยากเอาวิชาความรู้ และประสบการณ์ที่มีที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์  ช่วยพัฒนาบ้านเกิดของตนเองให้ดียิ่งขึ้น (ที่ไม่ได้หมายถึงเจริญในทางวัตถุ) ครับ

ผมว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการทำงาน  ถึงแม้ว่าขาดหาย  ก็เติมเต็มได้  ถ้า "ใจมี" ครับ

เป็นกำลังใจให้อีกคนนะครับ  ชื่นชม ในความคิด  แนวคิด  และวิธีคิด  อย่างน้อยก็มีลูกชาวไร่ชาวนาเพิ่มอีก 1 คนที่ คิดและหวังว่าจะนำวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา กลับไปพัฒนาบ้านเกิดตนเอง  และดีใจที่กิจกรรมนำพาคนวิทยาศาสตร์ คนหนึ่งออกจากห้องแล็บ มาพบเจอโลกที่เป็นจริง และเรียนรู้ งานผ่านการปฏิบัติ มากกว่าการเรียนรู้งานผ่านตำรา และสิ่งที่สำคัญคือการรู้จักบูรณาการวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา เอาไปใช้แก้ปัญหาชุมชนได้จริงมากกว่าเรียนตาม ๆ กันมาครับ

ขอบคุณอาจารย์ขจิต มากครับที่แวะเข้ามาเยี่ยมเยียน  ผมจะพยายามนะครับ

ผมว่าเป็นมิติใหม่แห่งวงการกีฬาไทย เลยนะครับ  กับการดูแลรักษาพื้นที่บริเวณตนเองแข่งขัน เพราะปกติเราไม่ค่อยเจอมากนักคงเป็นเพราะความเร่งรีบและเหน็ดเหนื่อยจากการแข่งขัน  ต้องขอขอบคุณทีมสต๊าฟ และน้อง ๆ นักกีฬา นะครับที่ได้ทำกิจกรรมดี ๆ ให้กับสังคม  และผมเชื่อว่า สิ่งนี้จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับน้อง ๆ รุ่นต่อไปข้างหน้า  และเป็นที่ชื่นชมแก่ผู้พบเห็นครับ 

   "ทำบุญทำทานอธิษฐานจิต 

    ขอให้ชีวิตจงสดใส 

     ทำบุญทำทาน ชำระจิตใจ 

     กายสดใส จิตสงบ พบทางเจริญ สาธุ"

ผมคิดว่า "กำลังใจ"  ในการทำงานเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนหน้างาน  การที่เรารู้สึกว่ามีผู้ร่วม "รับผิดชอบ" ร่วมกัน และจะเดินไปกับเราในทุก ๆ ทาง  หรือ  "กำหนดแนวทาง"  ให้เราก็ยังดี  แถมยังไม่มีแนวทางให้เราได้ก้าวเดิน  เราต้องถากถาง และแบกรับภาระเองตามลำพัง  เมื่อถึงฝั่งฝัน  ท่านก็ "รับชอบ"  เมื่อมีปัญหา  ให้เรา "รับผิด"  หนักมากครับสำครับคนปฏิบัติ  "การจัดการ"  อาจได้งาน  "แต่ไม่ได้ใจ"   "การบริหาร"  อาจได้ใจ  "แต่ไม่ได้งาน" (หรือเปล่า) ผมว่าคงต้องใช้ทั้งสองครับ  "บริหารจัดการ"  ไม่ใช่  "จัดการ"  อย่างเดียว

ผมว่าการขยับบทบาทของนิสิตและชาวบ้านจากนักปฏิบัติ เริ่มเข้าสู่ด้านวิชาการ ถือเป็นการเติบโตอีกขั้นหนึ่งครับ  ขอเป็นกำลังใจและเอาใจช่วยทุกฝ่ายครับ

อาจารย์ครับ  ทำไมมีระยะเวลาในการทอดกฐินแค่ 1 เดือนครับ

รถสองแถว  มอไซด์รับจ้าง  เด็กเติมน้ำมัน  สามล้อ  ธุรกิจเสื้อผ้า  เครื่องแต่งตัว  ก็น่าจะมีส่วนขยับเพิ่มขึ้นด้วยนะครับ

อีกเพลงหนึ่งครับ "แขกผู้มีเกิบ" ของ  ไผ่ พงศธร

ผมว่าเพลงนี้น่่าจะหนักกว่าล้างจานในงานแต่งครับ เพราะว่า  "ล้างจาน"  อยู่ข้างหลังบ้าน "ได้ยินแต่เสียง" คนมาร่วมงานร่วมแสดงความยินดี  เสียงสู่ขวัญ  แต่  "แขกผู้มีเกิบ"   "...ฮอดมื้อเจ้าแต่งอ้ายได้ตำแหน่งมาเป็นเด็กเสิร์ฟ  หน้าที่แขกผู้มีเกิบ  เดินเสิร์ฟเหล้าแดงเหล้าขาว...."  อยู่ภายในงานตลอดครับ ไม่ใช่แค่ได้ยิน  แต่ได้เห็น ทุก ๆ อย่างเลยครับ  

ขอบคุณทุก ๆ ท่าน ครับ

ในการเยี่ยมค่ายเราก็จะเยี่ยมยาม ถามข่าว และพูดคุย ซักถามครับ  โดยคำถาม ก็มี 2 วัตถุประสงค์ ครับ คือ

1. ถามเพื่ออยากรู้คำตอบในสิ่งที่ถาม  คือ  ถามในเรื่องที่เราไม่รู้และอยากจะรู้

2. ถามเพื่อย้ำความเข้าใจกับคนทำงาน  คือ  ถามเพื่อให้น้อง ๆ เขาทบทวนตัวเองว่า เขาเข้าใจในสิ่งที่เขาจะทำจริง ๆ 

ถึงแม้ว่าเทา-งาม ครั้งนี้ มหาวิทยาลัยบูรพา  จะเป็นเจ้าภาพ แต่ว่า เราก็ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน  มีอะไรช่วยได้ก็ช่วยกัน  ทาง มมส จึงเตรียมคน ไปเพื่อศึกษาดูงาน และช่วยงานในหลาย ๆ ส่วนด้วย เช่น  สื่อข่าวสารประจำวัน  จดหมายข่าว  รวมถึงกิจกรรมอื่น ๆ ทำให้เราได้รู้ซึ้งมิตรภาพอย่างแท้จริง  ว่า  โครงการเทา-งาม สัมพันธ์  ไม่ใช่โครงการที่แก่งแย่ง  แข่งขัน ในด้านใด ๆ เลย  แต่มันคือ  โครงการแห่งมิตรภาพ จริง  ๆ 

มันไม่ใช่แค่โครงการหรือกิจกรรมความร่วมมือในเครือข่าย แต่มันเป็นเสมือน "งานบุญรวมญาติ" ที่คนตระกูลใหญ่ ๆ ได้ทำปีละครั้งครับ  ซึ่งทุกคนต่างเฝ้ารอและเฝ้าหวังว่า เมื่อไหร่ "งานบุญ" นี้กะมาถึงอีกครั้ง

ขอบคุณมากครับ กิจกรรมเกิดขึ้นได้เพราะได้แรงจากหลาย ๆ ฝ่าย แรงคิด (พี่พนัส) แรงกำลัง (น้อง ๆ ทุกองค์กร) แรงใจ จากทุกคน

ได้เห็นพัฒนาการ ความกล้าแสดงออก กล้าคิดและกล้านำ ของน้อง ๆ ที่เป็นรุ่นพี่ ที่มีต่อน้องใหม่ ครับ เห็นกระบวนการทำงานของเขา อาจจะผิดบ้าง ถูกบ้าง แต่ทุกอย่างก็ทำให้เขาได้เรียนรู้ สุดท้ายทุกอย่างก็บรรลุด้วยดี ทุกคนชื่นมื่น แต่เสียดายที่ผมจำเป็นต้องกลับก่อนครับ เลยไม่เห็นบรรยากาศวันสุดท้าย

เท่าที่ผมมอง ในปีนี้มีหลายอย่างที่ต่างไปจากปีที่ผ่านมา เช่น

- บทบาทหน้าที่ที่ชัดเจนของนิสิตรุ่นพี่ทั้ง 2 โควตา

- รูปแบบกิจกรรมส่วนใหญ่มาจากแนวคิด ของรุ่นพี่เอง

- พฤติกรรมการหลอมรวมระหว่างนิสิตทั้ง 2 โควตา

ฯลฯ

ผมเชื่อแน่ว่าในปีต่อ ๆ ไป นิสิตรุ่นพี่ จะทำงานเองได้และดีกว่าที่เราทำ...!

หวัดดีครับ พ่อ ขออนุญาตเรียก "อีพ่อใหญ่" ไม่ได้ไปเยี่ยมนานแล้วครับ สบายดีไหมครับ ถ้าผมไปที่นั่น จะได้กิน "ต้มอึ่ง" ไหมน้อ

ขอบคุณมากครับพี่หน่อย

ที่อนุเคราะห์สถานที่และกิจกรรมดี ๆ มากมายหลายอย่าง ทำให้เริ่มคิดได้หลายเรื่องครับ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมยังไม่ได้สรุปวันนั้นคือ

"เรื่อง เงิน 100 ล้าน ใช้ใบไม้แทนเงินซื้อข้าวและอาหาร สุดยอดครับ ผมหิวข้าวก็รีบไปซื้อแล้วนำมาทาน อยากทานอะไรก็ซื้อหลายคนก็เหมือนกัน "แต่" พออิ่ม "ใบไม้" ที่มีค่าก็ถูกทิ้งเรีี่่ยราด "ทำไม" ถ้าเป็น "เงิน" ทุกคนคงเก็บใส่กระเป๋าอย่างดีแล้วและระวังทุกวินาทีไม่ให้หาย "แต่ทำไม" "ใบไม้" ที่ใช้ซื้อของได้ ซื้ออาหาร น้ำได้ "ทำไม" ผู้คนถึงไม่เก็บไว้ ทั้ง ๆ ที่ งานยังไม่เลิก หรือว่า "เพียงเพราะ "ใบไม้" ที่ไม่ใช่ "เงินตรา"" จึงทำให้ดูไร้ค้าในสายตาผู้คน ผมว่าทุกวันนี้คนเราเห็น "เงินเป็นเรื่องใหญ่เกินไป" แล้วครับ จนลืม "ความสำคัญ" ของอย่างอื่นไปหมด"

ขอบคุณ พี่หน่อย และพี่จืดมากครับ ดูแลตัวเองนะพี่ อยากไปเยี่ยมอีกแล้วจะหาโอกาส ครับ

ขอบคุณอีกครั้งจากใจ

฿180.00 -45.0%
฿329.00 -74.16%
฿109.00 -30.28%
฿59.00 -81.36%
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี