ความเห็นล่าสุด


ขอบคุณ อ.ขจิต ที่แวะเข้ามาให้กำลังใจครับ

ขอบคุณ อ.มัทนา ที่ช่วยเปิดมุมมองเรื่อง ความจริงด้วยมุมมองแบบต่างๆ พี่สังเกตว่า เวลาฝรั่งพูดถึงความจริงในฐานะเป็นสิ่งแน่นอนตายตัว สถิตอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในอุดมคติ เขาใช้ Truth แต่ถ้าเป็นความจริงประเภทสัมพัทธ์ ยืดหยุ่น บิดเบือน สร้างและแก้ไขได้ เขาใช้ Reality ไม่รู้ว่ามัทเห็นเหมือนกันไหม

ประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดทั้งปวง พี่ว่าหัวใจมันอยู่ที่ การได้รู้ว่า มีวิธีคิด วิธีมองโลกแบบอื่นๆ นอกเหนือจากแบบวิทยาศาสตร์เชิงทดลอง ซึ่งอธิบายสภาวะความจริงด้วย สถิติ "ความน่าจะเป็น" ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%

พอรู้และเข้าใจวิธีคิดแบบอื่นๆ เราจะได้ไม่คับแคบไง

จริงๆ มันมีประเด็นที่เชื่อมโยงเรื่องความจริงอีกสองสามประเด็น คือ ความหมายของ ความรู้ กับความหมายของ ความคิด

จะพยายามเขียนต่อ โปรดติดตาม

ขอบคุณ อ ขจิตที่กรุณาเข้ามาให้กำลังใจอย่างสม่ำเสมอครับ

ที่จริงการติดต่อราชการเกือบทุกที่

คือเวทีของการแสดงอำนาจครับ

ยิ่งประชาชนต้องรับการพึ่งพามากเท่าไหร่

เจ้าหน้าที่รัฐก็ยิ่งตัวพองด้วยอำนาจมากเท่านั้น

ยิ่งมองลึกเข้าไปอีก ในหน้าเวป http://www.theandroid-th.com/en/bin/flash/index.html

ได้มีการลงประวัติ "คนที่สรรสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ให้กับมวลมนุษย์"

มีหลายคนครับที่เขาเอามาแสดงไว้

ยูคลิต, ดาร์วิน, กาลิเลโอ, นิวตัน, กูเตนเบอร์ก, ขงจื้อ และคนสุดท้ายลองทายสิใครเอ่ย

จอห์น วอล์คเกอร์ ครับ

คุณจอห์นนี่สร้างความยิ่งใหญ่ด้วยการคิดค้นสูตรของ Johnny Walker Black Label ให้คนได้เมากันทั่วโลก และขายดีเหลือเกินในประเทศไทย

เขากลายเป็นบุคคลสำคัญเทียบชั้นกับขงจื้อ และ ดาร์วิน ไปอย่างแนบเนียน

 

ภาพยนต์โฆษณาของ Johnie Walker เรื่อง android

http://www.theandroid-th.com/en/bin/flash/index.html

ถ้าเคยดูแล้ว ลองมองดูลึกๆ หลายๆ ชั้นหน่อยสิครับว่า มันต้องการสื่อสารอะไร

สารตื้นๆ คือ "เกิดเป็นคนควรทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพื่อคงชื่อเสียงไว้ในอนาคต" แนวๆ "ตัวตาย แต่ชื่อยังคงอยู่ให้คนรุ่นหลังจดจำ"

สารลึกๆ คือ "ท่านโชคดีมากทีได้เกิดเป็นคน เพราะท่านมีความสามารถที่จะเสพกับอารมณ์ต่างๆ ได้ (หุ่นยนต์ทำไม่ได้) ดังนั้นจงเสพอารมณ์ให้สมกับเป็นมนุษย์เถิด"

สารลึกๆๆๆ คือ การได้ดื่มเหล้า Johnnie Walker เป็นการเสพอารมณ์ที่ลึกซึ้ง เหนือชั้น และเป็นสิ่งที่ควรจะลอง ไหนๆ ก็เกิดมาแล้วทั้งที

ฮ่าๆ

เป็นอาจารย์สุธีที่แอบไปเข้ากลุ่มกับนักศึกษามาครับผม อาจารย์มัทนา

ติดใจคำถามอาจารย์มัทนาครับ

ในซีนที่แอบไปเข้ามาก็มีคำถามลักษณะนี้

นักเรียนขึ้นหัวข้อเป็น learning objective ว่า

  • ความคิดคืออะไร

ผมชอบมาก อยากจะถามต่อไปให้ช่วยกันคิดอีกสองสามข้อ

  • ความจริงคืออะไร
  • ความรู้คืออะไร (เลียนแบบ final score)
  • ชีวิตคืออะไร

 

ในความเห็นผมนะ คอร์สนี้เป็นเรื่องของการสร้างฐาน, สร้างทักษะที่เอื้อกับการเป็นทันตแพทย์ชุมชนล่ะ

เริ่มจากทักษะการประชุมในกลุ่ม ที่เรียนรู้กันผ่านสถานการณ์ศึกษา

แต่ก่อนหน้านั้น ถ้าอาจารย์มัทนายังจำได้ถึงบรรยากาศของคอร์สแรกของวิชาแรกของคณะ

ก็เป็นการอบรมเรื่องการมาสาย

เมื่อวานก็อยู่ในบรรยากาศนี้ด้วยล่ะ

ทำไงจึงจะสอนว่าตรงต่อเวลาเป็น คุณธรรม ไม่ใช่เป็นแค่นิสัยที่ดี

อันนี้เป็นบทเรียนแรกที่เกือบครึ่งชั้นเรียนเจอไปเต็มๆ

ผมได้อ่านบทความ

"ตีนที่มองไม่เห็นที่อาจสามารถ" โดย อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน

http://www2.psu.ac.th/senate/moral_gov/article/article6.doc

ก็คั่นหน้าหนังสือนี้ไว้ คิดว่า

มีโอกาสเมื่อไหร่ต้องเอามาเป็นข้อสอบถามนักศึกษาของเราดู

เป็นเรื่องที่ทำให้เห็นความเชื่อมโยงจากเมืองสู่ชนบท

เป็นเรื่องราวชีวิตของ "แรงงานไร้ฝีมือ" ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้

เลยเอามาแปะไว้ท้าทายและยั่วให้นักศึกษามาคิดกันต่อ

ถ้าผมออกข้อสอบ ผมจะถามว่า ในระบบสุขภาพไทย มี "ตีนที่มองไม่เห็น" ไหม ถ้ามี มันถีบใคร ไปที่ไหน

ฮ่า ฮ่า ยากดี ผมชอบจริงๆ

ขอบคุณ อาจารย์มัทนามากครับ

ที่กรุณาเขียนอะไรดีๆ มาสอนนักเรียน

เมื่อวานนี้ไปเข้าชั้นเรียนปฐมนิเทศเปิด course นี้มา

course นี้ชื่อ DS 211 Holistic health สี่หน่วยกิต สี่สัปดาห์

เปิด scene แรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับ "การจัดการในกลุ่มย่อย"ล่ะ

มีเรื่องที่เป็นหลักการอย่างเรื่องการวิพากษ์, เรื่อง ground rules, เรื่องการสื่อสาร, ภาวะผู้นำ ในการทำกลุ่ม

กับเรื่องที่เป็นเครื่องมือ อย่างเรื่อง Mindmap, SWOT analysis และ six thinking hats

พี่ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากในการให้นักศึกษาเข้าใจ กระบวนการการทำงานในกลุ่มให้แตกฉานเสียก่อนล่ะ

วันนี้เขาปิด scene นี้กันตอนบ่าย

มีการสรุป scene ในห้องเรียนด้วย

ปีนี้นักเรียนแปดกลุ่ม หกสิบกว่าคน งานหนักน่าดู

เลยคิดว่าหากแบ่งเบางานอาจารย์ผ่าน weblog ได้ก็น่าจะเป็นเรื่องดี

เคยอ่านงานของ ส.ศ.ษ. เขาเขียนไว้ว่า เราจะไม่เข้าใจประเทศนั้นๆ ถ้าเราไม่เข้าใจคนที่ลำบากที่สุดในประเทศนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร

อ่านงานของมัทแล้วก็มองย้อนมาที่ระบบการจัดการเรียนการสอนของชุมชน มธ

พี่ว่าเราเดินทางมาถูกแล้วนะ

อย่างน้อยที่สุดนักเรียน (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหลานคนชั้นกลาง) ก็ได้เห็นความเป็นอยู่ที่คนส่วนใหญ่ในประเทศเขาอยู่กัน

ส่วนเรื่องทำโครงกงโครงการได้ประสบความสำเร็จหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องนึง

อย่างน้อยก็ได้เห็นล่ะ เวลาทำงานเป็นทันตแพทย์จะมากจะน้อยก็น่าจะมีภาพเหล่านี้ flash back เข้ามาในสมองบ้าง ภาพเหล่านี้ก็น่าจะทำให้พวกเขาพยายามทำความเข้าใจคนไข้ในมิติอื่นๆ เพิ่มขึ้น

เขียนมาแบบมีความหวัง

แถมหน่อย ขอโฆษณาเรื่องที่เพิ่งเขียนใน siam_ohp ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันอยู่ เพิ่งเขียนเสร็จเมื่อกี๊นี้เอง ลองแวะไปดูนะจ๊ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี