ความเห็นล่าสุด


ขอบคุณท่าน JJ จิตเจริญ บราเธอร์ มากครับที่เข้ามาช่วยตรวจสอบ ลิงค์ไฟล์เสียงอ้างอิงที่ให้ไว้ผิดพลาดจริงๆ ตกเลข 0 (ศูนย์) ไปตัวเดียวเลยทำให้ลิงค์สูญ...ไม่สามารถแสดงหน้าเว็บที่อ้างอิงได้ ท้ายนี้ได้แนบลิงค์ใหม่มาให้อีกครั้ง ดังนี้ครับ

การบรรยายช่วงที่ 1
การบรรยายช่วงที่ 2
การบรรยายช่วงที่ 3
การบรรยายช่วงที่ 4
การบรรยายช่วงที่ 5

งานนี้มีการบันทึกเสียงการบรรยายของ อ.ศุภชัย เมืองรักษ์ แจกจ่ายเผยแพร่ไปยังส่วนงานต่างๆ ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งหากจะลองฟังผนวกไปกับการเปิดอ่าน slide presentation ก็อาจจะได้อรรถรสและเข้าใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น ทั้งนี้สามารถติดตามได้จากลิงค์ต่อไปนี้
การบรรยายช่วงที่ 1
การบรรยายช่วงที่ 2
การบรรยายช่วงที่ 3
การบรรยายช่วงที่ 4
การบรรยายช่วงที่ 5

ถึงคุณ 0872205177,

ถ้าศึกษาได้ความว่ายังไงก็เอามาแบ่งปันเล่าสู่กันฟังบ้างนะขอรับ จะ(ฝาก)เล่าทิ้งไว้ที่นี่หรือจะฝากลิงค์ไว้ให้ไปติดตามข่าวคราวก็ได้ครับ บล็อกตรงนี้ก็แค่ทำหน้าที่เอาคำที่มีการพูดถึงกันมาไกด์นำเป็นเหมือนหัวข้อคำไว้เท่านั้นแหละครับ คำอธิบายอย่างเป็นวิชาการอาจจะไม่มากนัก แค่ไกด์นำไว้เปิดเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเท่านั้น บางทีก็ต้องขออภัยผู้อ่านหลายท่านที่แวะเข้ามากะจะได้ข้อมูลกลับไป...สุดท้ายกลายเป็นไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่ ก็จะพยายามทำหน้าที่นี้ต่อไปให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ขอรับ

ขอขอบพระคุณอาจารย์ธวัชชัยที่มาให้ความเห็นครับ... ต้องขออภัยเพื่อนสมาชิกด้วยจริงๆ ที่เขียนแนะนำว่าให้ไปลองใช้บริการอย่างที่อาจารย์ว่าไว้ แต่โดยส่วนตัวแล้วอยากให้มีนัยไปในเรื่องของการลองแวะเข้าไปใช้บริการในเชิง "อ่าน-ดู-ชม-ฟัง" ข้อมูลข่าวสารประดามี ไม่ได้ถึงกับต้องการให้ไปลงทะเบียนขึ้นเป็นสมาชิกกันเลย

ในบางประเด็นของอาจารย์ที่เสนอไว้ เรามองอย่างนี้ครับ เราเห็นประเด็นหลักของ KM อยู่ที่การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารความรู้ความเห็นสารพัด ซึ่งในเวทีที่ข้อมูลหลากหลายลงมาสำแดงตนนั้นเอง ผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้วิจารณญาณ ต้องใช้หลักคำสอนเรื่องกาลามสูตร ต้องใช้เหตุและผล ต้องใช้ ฯลฯ เพื่อประกอบการเลือกใช้-เชื่อข้อมูลเหล่านั้น ดังนั้นเงื่อนไขในการเกิดขึ้นของ blog ว่ามันตั้งอยู่บนเงื่อนไขใด ธุรกิจ การเมือง วัฒนธรรม ฯลฯ จึงอาจไม่ใช่จำเป็นในเรื่องนี้ เพราะถ้าคิดเอาเข้าอย่างนั้นกันจริงๆ เราจะตัดสินไปว่า blog ที่ทำขึ้นเพื่อเขียนไดอารี่ส่วนตัวของวัยรุ่น มีคุณภาพด้อยกว่า blog ของ GotoKnow อย่างนั้นด้วยหรือไม่ ในทางกลับกัน blog วัยรุ่นอย่าง exteen บางชื่อเสียอีกที่ดูจะมีคุณภาพมากกว่า blog SciCMU-KM แต่เพราะเราอยู่ในชื่อผู้ให้บริการคุณภาพวิชาการอย่างนั้นหรอกหรือที่ทำให้เราดูดีมีราคาหรือมีความรู้มากกว่า เราคิดว่าคิดอย่างนั้นเมื่อไหร่ KM ก็คงกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ ยึดติด แข็ง เป็นทางการจนเกินไป

จุดหลักของเราคือ เรามอง blog ว่าเป็นเพียงเวที เป็นสนาม เป็นแหล่งข้อมูล ง่ายที่สุดมันคือเครื่องมือ ไม่ใช่แนวคิดรวมทั้งไม่ใช่สูตรสำเร็จ ซึ่งโดยมุมมองของเราที่เขียนถึง OK Nation นั้น เราก็แนะนำ blog นั้นที่ความน่าสนใจของการเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร อีกอย่างหนึ่งที่กล่าวถึงคือความหลากหลายของการนำเสนอข้อมูล เราว่ามันน่าสนใจเหมือนกันที่ blog สามารถนำเสนอข้อมูลได้หลากหลายมากกว่าการเขียนบันทึก สิ่งที่เราพลาดจริงๆ คือ อาการ mis-communicate ดังที่แจ้งไว้ข้างต้น...ข้าน้อยรับผิด สมควรอยู่แก้ไขเรียนรู้ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป(ฮา ...คงไม่ถึงขั้นสมควรตายใช่มั้ยครับ) อย่างไรแล้วก็ขอให้เชื่อเถิดครับว่าสิ่งที่เรายังคงพยายามทำอยู่ก็คือ ยึดแนวคิดของ KM ว่านี่คือเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ธวัชชัยอีกครั้ง เพราะคงมีแต่กัลยาณมิตรที่จะคอยช่วยให้เราก้าวเดินไปในหนทางที่ถูกต้องเหมาะสมยิ่งๆ ขึ้นไป จะใช้ข้อเสนอแนะของอาจารย์เพื่อความระมัดระวังในการหมั่นตรวจสอบความคิดของตัวเองต่อไปครับ

เรียน อ.สุรเชษฐ์,

คำถามของอาจารย์คมมากครับ เพราะที่จริงเราก็ไม่รู้จะทำอะไรกับข้อมูลเหล่านี้ต่อเหมือนกัน แต่ก่อนอื่นขอเล่าว่าข้อมูลที่ได้จากการสำรวจข้อมูลมีอยู่หลายด้านทั้งเชิงวิชาการ วิชาชีพ ทักษะความสามารถในการทำงาน ประสบการณ์การเป็นวิทยากร ฯลฯ ในทางกลับกันก็ได้สำรวจข้อมูลความต้องการการพัฒนาทักษะความรู้ของบุคลากรแต่ละท่านด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นเราหวังว่าจะนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดทำกิจกรรมภายในคณะของเราในอนาคต ในทีมงานก็คุยกันว่าข้อมูลเหล่านี้ควรจะเชื่อมโยงอยู่ในระบบ MIS ฐานข้อมูลบุคลากร แต่เนื่องจากว่าฐานข้อมูลบุคลากรของเรากำลัง....กำลัง....กำลัง....กำลังอะไรซักอย่างอยู่ ก็เลยไม่ได้นำไปเผยแพร่ในจุดนั้น ส่วนข้อมูลที่นำมาเผยแพร่นี้ก็เป็นเรื่องพื้นๆ ทั่วๆไป ครับ เอามาให้ดูกันเพลินๆ แบบว่าถ้ากลุ่มคนที่สนใจหรือมีทักษะในเรื่องเดียวกัน หากอยากจะลองมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันก็อาจจะไปหาเวทีคุยกันเอง ส่วนคนที่อยากจะรู้ในเรื่องนี้ก็จะมี "คนรู้" ให้ได้สอบถามเอาความรู้ออกมาใช้งานกัน

ข้อมูลคนมีความรู้ในด้านอื่นๆ ที่ไม่ได้นำเผยแพร่ในจุดนี้ ได้มีการส่งต่อไปให้ผู้บริหารที่ดูแลหน่วยงานต่างๆ ในการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป เช่น ข้อมูลทักษะความรู้ในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็มีการส่งไปให้ผู้บริหารที่ดูแลด้านไอที เพื่อให้ใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรด้านไอทีต่อไป ข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์/ทักษะวิชาการในการให้บริการชุมชนเราก็ให้ทางฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริการนำไปใช้ประโยชน์ ฯลฯ หลักๆ ก็คือตอนนี้คนที่เกี่ยวข้องก็เอาข้อมูลที่ได้ไปคิดกันต่ออยู่ครับ ฝ่ายทีมรณรงค์เรื่อง KM ก็กำลังคิดอยู่ว่าจะเคลื่อนยังไงกันต่อดี ก็แบบว่างานนี้ลูกทุ่งมากครับ ลุยกันไปเรื่อยเปื่อย คิดอะไรได้ก็ค่อยๆ ทำกันไปครับ ทีแรกที่คิดออกมาแบบนี้ก็อาศัยแนวคิดเรื่อง GIS แหละครับ....มีการทำ GIS ฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ทรัพยากรกันเยอะ เราก็เลยลองเอามาทำ GIS ภูมิศาสตร์ความรู้ของคนในที่ทำงานกันดูบ้าง ก็สนุกดีครับ

 ว่าแต่...อาจารย์สุรเชษฐ์หรือปิยมิตรใน GotoKnow จะมีอะไรแนะนำเพิ่มเติมก็ขอเรียนเชิญเลยครับ

ขอบคุณมากครับ

ข้อมูลสรุปผลการจัดทำแผนที่ความรู้-แผนที่คนรู้ นำเสนอไว้ในรายงานผลในบันทึกถัดไปเรียบร้อยแล้วครับ หวังว่าข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าวคงจะเป็นประโยชน์สำหรับเครือข่ายคนมีความรู้ทั้งหลายในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเพื่อนพี่น้องสมาชิกคณะวิทยาศาสตร์ ม.ช. ต่อไปครับ

pechakucha ดูท่าแล้วก็คงทำไม่ยากอะไร เพราะหากทุกคนอยู่ในกฎ-กติกา-มารยาท กิจกรรมก็คงดำเนินไปได้ด้วยดี กติกาหลักนั้นคงเป็นที่เข้าใจดี แต่กติการอง(กฎ-มารยาท)เป็นเรื่องที่ต้องพยายามทำความเข้าใจกันมาก จากการประมวลภาพรวมแล้วจะเห็นว่า

        1. pechakucha ยืนอยู่บนหลักการของการเป็น positive thinking ดังนั้น ประเด็นที่จะเสนอในสนามจึงต้องเป็นข้อคิดเห็น ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะในทางบวก ซึ่งบางทีการพูดเรื่องบวกโดยไม่พาดพิงเรื่องลบนั้น บางทีมันก็ยากเหมือนกันนะครับ โดยเฉพาะน้ำเสียงยั่วล้อประชดประชัน...(ฮ่าฮ่า) ซึ่งเข้าใจว่าในเวที pechakucha ที่เป็นงานศิลปะนั้นมันคงจะค่อนข้างกระทบน้อยกว่า แต่สำหรับประเด็นสามัญเช่นมา pechakucha กันเรื่องการพัฒนาองค์กรมันก็อาจจะมีกระทบกระเทียบกันบ้าง แต่ก็ควรจะน้อยที่สุด มองอย่างนี้แล้วนึกถึงกระบวนการตรวจเยี่ยมประเมินอย่างกัลยาณมิตรนะครับ จนถึงวันนี้ยังสงสัยอยู่ว่ามิตรที่ดีควรจะพูดด้านบวกกันอย่างเดียวหรือ หรือว่าการเตือนกันอย่างแรงนั้นเป็นสิ่งที่มิตรไม่ควรพึงกระทำ??..ก็นะครับในหลักการตรงนี้ ผู้จัดเวที pechakucha จึงต้องมีการสกรีนเรื่องราวของผู้ที่จะมานำเสนอก่อน ซึ่ง...ซึ่งการจัดเวทีเช่นนี้ก็เหมือนเป็นการจำกัดเรื่องเล่าบางเรื่อง กีดกันเรื่องเล่าบางเรื่อง ซึ่งถ้าเรื่องหลายเรื่องถูกกดทับให้อยู่ในซอกหลืบมากๆ มันก็อาจจะระเบิดไปเป็นอะไรต่ออะไรไป (ไม่อยากคิดเล้ย...ฮิฮิ)

        2. เมื่อ pechakucha เป็นเวทีเสรี อย่างน้อยเรื่องเล่ามันก็ขึ้นอยู่กับลำพังเฉพาะตัวผู้นำเสนอ ดังนั้น การนำเสนอของผู้เล่าจึงต้องไม่ถูกรบกวน ทั้งก่อนและหลังการนำเสนอในทำนองว่า "ไม่ถูก - ผิด - เข้าใจผิด ฯลฯ" ซึ่งเป็นการปะทะสังสรรค์ในมุมแบบ negative เช่นกัน และโดยเฉพาะกับคนทำงานแล้ว หากจะเปิดเวที pechakucha เกี่ยวกับการทำงาน ผลจากการนำเสนอจะต้องไม่เป็นการปิดกั้นความก้าวหน้าทางวิชาชีพ หรือที่มีศัพท์เทคนิคว่า "แป๊ก!" ...(ฮ่าฮ่า) การรบกวนยังจะต้องไม่เกิดขึ้นในระหว่างการนำเสนออีกด้วย นั่นหมายถึง ผู้เข้ารับฟังการนำเสนอจะต้องทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี ส่วนคุณสมบัติการเป็นผู้ฟังที่ดีนั้น ผู้ที่อธิบายไว้ดีที่สุดเห็นจะเป็นหลวงวิจิตรวาทการ จะว่าไป "การฟัง" เป็นคุณสมบัติหนึ่งในกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ใช้กันบ่อยมากที่ถูกเรียกว่า Dialoque (เขียนไปแล้วมั้งครับ) เมื่อมีหน้าที่ฟัง-พึงฟังอย่างตั้งใจ คงเป็นเรื่องง่ายๆ เท่านั้น

        3. จะลองทำ pechakucha กันในกิจกรรมปลายปีเพื่อเป็นการบันเทิงก็คงไม่ยากนักนะครับ แล้วผมจะลองนำไปหารือกับทีมงานจัดกิจกรรมดูซักหน

เรียน อาจารย์แพนด้า, (ดูรูปอาจารย์แล้วรู้สึกจะหล่อกว่าช่วงช่วงเยอะเลยนะครับ)
        เป็นเรื่องน่าดีใจหรือไม่ที่คณะวิทยาศาสตร์ กำลังจะนำ KM มาใช้พัฒนาสู่ LO? อันนี้ตอบยากน่าดูชมเลยครับ อาจเป็นเพราะระดับของความคาดหวังมันแตกต่างกันออกไป ซึ่งอาจจะรวมถึงระดับความพยายาม(แรงฮึด ลูกบ้า ฯลฯ)ที่มีดีกรีมากน้อยแตกต่างกันออกไปอีก อันนี้ไม่นับรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นในองค์กรโดยเฉพาะกับบรรดาผู้ที่ยังงงๆอยู่ว่า "เอ...แล้วที่ชั้นทำๆ อยู่ที่วันนี่มันไม่ใช่ ไม่เป็น KM เพื่อ LO หรืออย่างไร" เอาล่ะครับ เรื่องนี้คงต้องติดตามตอนต่อไป
        สำหรับ CKO Science, CMU หน้าตาหล่อเหลาและสะสวยกันไปคนละแบบครับ....(ชมตัวเองก็เป็นเน๊าะ..ฮ่าฮ่า) ที่กล่าวอย่างนั้นเพราะ CKO Science, CMU เป็นคณะทำงานการจัดการความรู้ มีรองคณบดีฝ่ายวิชาการเป็นโต้โผหลัก มีคณาจารย์และเจ้าหน้าที่อีกบางส่วนเข้ามาสนับสนุนการทำงาน ตอนนี้ส่วนใหญ่เราก็กำลังหัดเล่น blog กันอยู่ ส่วนวิธีการวิธีคิดฯลฯ เรื่องการสื่อสารใน blog ก็ค่อยๆ เรียนรู้สั่งสมกันไป สำหรับเรื่องความรู้ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้นก็อยู่ในขั้นพยายาม พยายามและพยายามปลุกกระแสกันอยู่ CKO บางท่านก็ชักจะเหนื่อยๆ ท้อๆ เพราะว่าเอาไปเอามาคนที่สนใจก็คือคนที่สนใจอยู่นั่นแหละ แน่นอน...คนที่ไม่สนใจก็คงยังไม่สนใจอยู่เช่นเดิม (ความเสมอต้นเสมอปลายมีคุณและโทษเช่นนี้แล...ฮ่าฮ่า) อาการของ CKO จึงออกลายจะโดน TKO เอาซะงั้น แต่ก็นั่นแหละครับ เห็นผองเพื่อนนักล่าฝันใน GotoKnow ทั้งหลายแล้ว เราก็รู้สึกว่าเราคงไม่ใช่นักเดินทางผู้โดดเดี่ยวเท่าใดนัก ยังมีผองเพื่อนอีกหลายคนที่คงจะร่วมเป็นกำลังใจให้เรา สนับสนุนเราและช่วยเหลือเราในการที่จะทำให้องค์กรในการทำงาน ซึ่งท้ายที่สุดก็คือ "คน" เติบโตและพัฒนาขึ้นอย่างมีคุณค่าต่อสังคมต่อไป

ขอขอบคุณอาจารย์แพนด้าอีกครั้งนะครับที่แวะมาเยี่ยมเยือนและให้กำลังใจ

ขอเรียนผู้สนใจว่า ได้ย้ายคอลัมภ์ "แลกเปลี่ยนเรียนรู้... เล่าสู่กันฟัง" ไปเป็นบล๊อกใหม่ในชื่อเดิมแล้ว เชิญติดตามตอนต่อไป

 

เมื่อวานนี้ (26 ก.ย.49) ผมได้รับคำสั่งให้ไปเข้าร่วมประชุมแทนคณบดี ในการประชุม "คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เยี่ยมชมดูงานระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและการบริหาร CMU-MIS" ณ สถานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงขออนุญาตนำข้อมูลที่ได้จากการประชุมมารายงาน ดังนี้

     1. สถานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและการบริหาร ขึ้นภายใต้ชื่อ CMU-MIS ซึ่งสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ http://cmumis.chiangmai.ac.th โดยในระยะต่อไปอาจจะมีการเพิ่ม server ในการให้บริการในชื่ออื่นๆ เช่น http://cmumis.chiangmai.edu เป็นต้น

     2. เทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนาระบบสารสนเทศ พัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีของ Microsoft ซึ่งผู้ออกแบบระบบเห็นว่าเป็นระบบงานที่ผู้ใช้งานหลายคนมีความคุ้นเคยมากกว่าระบบอื่นๆ (ทั้งนี้เข้าใจว่าเป็นการพัฒนาขึ้นโดยเทคโนโลยีที่เรียกกันว่า Dot Net, Microsoft MySQL Server ...อย่างที่ Mr.Developer เขียนไว้ในความเห็นก่อนหน้านี้ ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบปฏิบัติการแบบ OpenSources อย่างไรนั้น คงต้องพึ่งความสามารถด้านเทคนิคของผู้พัฒนาและโปรแกรมเมอร์ต่อไป) โดยในส่วนของการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลางมาใช้งานในแต่ละคณะ/หน่วยงานนั้น คาดว่าจะมีการดำเนินการในช่วงปีงบประมาณ 2550 นี้

     3. CMU-MIS ถูกออกแบบมาโดยพยายามให้มีความเชื่อมโยงฐานข้อมูลทุกชุดเข้าไว้ด้วยกัน โดยการเชื่อมโยงจะพยายามใช้รหัสที่เป็นสากล เช่น เชื่อมโยงข้อมูลบุคลากรด้วยเลขประจำตัวประชาชน เชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานด้วยเลขรหัสที่ใช้ในระบบ GFMIS เชื่อมโยงข้อมูลนักศึกษาทุกระบบด้วยรหัสนักศึกษา เชื่อมโยงข้อมูลกระบวนวิชาด้วยข้อมูลรหัสกระบวนวิชา เชื่อมโยงข้อมูลพื้นที่การใช้อาคารด้วยเลขรหัสห้องอาคารที่กองสวัสดิการสำรวจไว้ เป็นต้น
       การเชื่อมโยงดังกล่าวจะทำให้แต่ละหน่วยงานต้องตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ เนื่องจากหากหน่วยงาน-บุคลากรใดไม่ปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ก็จะทำให้หน่วยงานอื่นๆ ไม่สามารถใช้ข้อมูลที่สมบูรณ์ได้ เช่น หากหน่วยงาน(คณะ/ภาควิชา)ไม่ปรับปรุงข้อมูลห้องเรียน ก็จะทำให้สำนักทะเบียนฯ ไม่สามารถจัดตารางสอน/ตารางสอบได้ เป็นต้น
       ดังนั้น สิ่งที่ตามมาสำหรับการปรับปรุงข้อมูลร่วม(หรือร่วมปรับปรุงข้อมูล)จากหลายหน่วยงานนั้น ก็คือ ความรับผิดชอบ และการสั่งการให้ดำเนินงานในระบบคอมพิวเตอร์ (ตัวอย่างเช่น ทุกคนจะต้องกรอกข้อมูล ขต.งด. ลงในระบบคอมพิวเตอร์ หรือทุกคนจะต้องกรอกข้อมูลการลาในระบบคอมพิวเตอร์ จึงจะได้เป็นผู้ได้รับสิทธิผลประโยชน์จากการนั้น เช่น การพิจารณาเงินเดือนหรืออนุญาตให้ลา เป็นต้น)

     4. การใช้งานระบบ CMU สามารถจำแนกการเข้าใช้เป็น
       4.1 ใช้งานระบบในฐานะบุคคลทั่วไป สามารถดูข้อมูลสารสนเทศพื้นฐานทั่วๆไปได้
       4.2 ใช้งานระบบในฐานะบุคลากร ม.ช. สามารถเข้าไปจัดการข้อมูลส่วนตัวของตนได้ในระดับหนึ่ง โดยสามารถ login โดยใช้ e-mail Account ของ chiangmai.ac.th ดังนั้นหากบุคลากรท่านใดต้องการเข้าใช้งานระบบก็สามารถไปขอมี e-mail account ได้ที่สถานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ประเด็นที่ควรเป็นวาระสืบเนื่องในการช่วยกันใช้งานระบบ MIS ในระดับคณะคือ
          4.2.1 คณะอาจจะเตรียมการในการสำรวจข้อมูลบุคลากรในการให้มี account และดำเนินการอำนวยความสะดวกในการขอ account
          4.2.2 คณะอาจจะเตรียมการในการจัดอบรมการใช้งาน e-mail ของ ม.ช. เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับระบบคอมพิวเตอร์
          4.2.3 คณะอาจจะต้องเตรียมการจัดหาคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะที่ดีและเพียงพอต่อการใช้งานของบุคลากรทุกหน่วยงานและทุกระดับ (ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงจะต้องมีคอมพิวเตอร์สำหรับทุกคน หรือ 1 คน 1 เครื่อง)
       4.3 ใช้งานระบบในฐานะ Admin ในระบบงานนั้นๆ เช่น ข้อมูลบุคลากร ข้อมูลกระบวนวิชา ซึ่งผู้บริหารระบบใหญ่(และ/หรือในระดับคณะ--FCIO : Faculty Chief Information Officer) จะเป็นผู้กำหนด authority/priority ให้ในระยะต่อไป โดยในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ คาดว่าผู้บริหารระบบจะมีการเรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับระบบงานต่างๆ ของแต่ละคณะไปฝึกอบรม

     5. Key Success ของระบบฐานข้อมูลที่ผู้บริหารระบบ (ผศ.ดร.รัฐสิทธิ์) เสนอไว้ คือ
       5.1 Authotiry (การมีผู้รับผิดชอบ)
       5.2 Accuracy (ความเที่ยงตรงแม่นยำ)
       5.3 Update to date (เป็นปัจจุบัน)
       5.4 Collaboration (ความร่วมมือ)
          โดยมีผู้เสนอว่าปัจจัยสู่ความสำเร็จ ยังควรจะต้องผนวกถึงการใช้งานข้อมูลได้จริง และข้อเสนอที่กล่าวเป็นตัวอย่างไว้แล้วในหัวข้อที่ 3

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี