อนุทินล่าสุด


ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

ประกันชีวิต หรือครับ

ผมลองทำมาทุกระบบแล้วครับ
ไม่ใช่ไม่เคยทำแล้วมาพูดส่งเดช

จุดที่น่าเบื่อที่สุด ก็ตรงที่ความปลิ้นปล้อนของนายหน้าประกัน เพื่อหลอกกินเงินค่านายหน้าก้อนใหญ่ ที่เขาฝึกกันมาอย่างดี และไม่มีอะไรต่างกันเลย ในทุกระบบที่ผมสัมผัส

และ
การซ่อนเงื่อนของกรมธรรม์ ใช้ภาษาหลอกล่อวกวน ยิ่งอ่านยิ่งงง อ่านมากจะไม่รู้เรื่องเลย

ไม่อ่าน เซ็นชื่ออย่างเดียว ฟังแค่นายหน้า "พล่าม" หลอกบอกให้ฟังแต่ข้อดี (ที่อาจมี)ให้ฟัง และซ่อนข้อเสีย(ที่มีจริงๆ) จะรู้สึกว่าตัวเองรู้เรื่องมากกว่า (เพราะโดนหลอกให้คิดว่าตัวเองรู้หมดแล้ว ทั้งๆที่รู้เพียงบางส่วน)

ผมพยายามทำความเข้าใจ หาตรรกะของคำและภาษาที่ใช้
ลองตามไปดู หวังว่าจะเข้าใจ จนเหนื่อย และเหนื่อยเปล่าๆ จริงๆ 


 เลยลองมาคิดดู และคิดใหม่ จึงคิดได้

เรามีความรู้ไม่ทันเกมเขาขนาดนี้ แล้ว....."ไปยุ่งกับเขาทำไม (วะ)"

หลังจากปิดบัญชีหมดแล้ว

ผมไม่รับใหม่อีกเลย

เพราะผมพบว่าเป็นการใช้เงินที่แทบจะ "ไร้สาระ" ที่สุดในชีวิตผม

ตอนผ่อนค่าเงินสูง เรามีเงินน้อย ต้องกระเบียดกระเสียน ตอนได้เงินมาค่าเงินลดลง มูลค่าแค่เศษเงิน แทบไม่มีความหมายอะไร
 
ได้ไม่คุ้มเสีย ยังไงเราก็ไม่ทันเกมเขาหรอก เขามืออาชีพ  คำพูดคำจา "ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ"

มากี่คนกี่คนก็ประโยคเดิมๆ
ดีอย่างนั้น อย่างนี้ ฟังจนเบื่อ ความจริงเป็นคนละเรื่อง

ก็คงจะดีจริงๆ ถ้าผมทำประกันเสร็จปุ๊บแล้วรีบๆตายทันที เห็นทีจะคุ้มอยู่แค่นั้น อย่างอื่นมองไม่เห็นประโยชน์อะไรเลย มีแต่เรื่องรำคาญใจตลอดอายุกรมธรรม์ ไม่คุ้มกันเลย
 
เทคนิคที่เขาโฆษณา ก็แค่กับดักทางจิตวิทยา เพื่อมาหาเหยื่อ ไม่มีจริงใจแต่อย่างใด

เราก็แค่เหยื่อตัวหนึ่งของระบบธุรกิจของเขาเท่านั้น

หมดภาระ หมดความเกี่ยวข้องกับเขาแล้ว เราอยู่อย่างสบายใจกว่ากันเยอะ
ไม่เชื่อลองเลยครับ

ผมรอดมาแล้วครับ

5555555555555555555555

ใครยังข้องเกี่ยวก็ทุกข์ต่อไปครับ

หรือไม่ ถ้าอยากพ้นทุกข์แบบดีๆหน่อย ก็หาทางตายเร็วๆ จะได้ประโยชน์แน่นอน

แต่อย่าให้เขารู้นะว่าท่านกำลังหาที่ตาย เขาจะงดการจ่ายเงินผลประโยชน์ทันที

และอาจลงโทษท่านด้วย ด้วยเงินของท่านเอง

 

เจ็บพอไหมครับ หรืออยากเจ็บมากกว่านี้อีก ยังมีอีกหลายวิธี

5555555555555555555555

ที่พูดมาทั้งหมด ผมไม่ได้ต่อต้าน "หลักการ"การประกันนะครับ เห็นด้วย 100%

แต่ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการปฏิบัติที่เอาเปรียบคนที่"โง่กว่า"

ใช้เขาเป็นเหยื่อทางธุรกิจ มากเกินไปเท่านั้นเอง

อิอิอิอิอิ

 




ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

เงินนี้มีเสน่ห์มาก แค่ได้กลิ่นก็มีคนวิ่งตามกันเป็นฝูงๆ เหยียบกันตายไม่รู้เท่าไหร่

ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้งคุณธรรม จริยธรรม ฯลฯ

แค่ขอให้ได้เงิน.........................

มีคนหวังว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยจะช่วยชี้นำสังคมได้
 
 ผมเลยรีบหันมามองดูเพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัยไทย

เห็นแล้ว.........................ชัดเลย

 
อาจารย์มหาวิทยาลัยนะหรือครับ เขาก็วิ่งตามกลิ่นเงินเหมือนกัน

ยอมทำลายทุกอย่างเพื่อเงินเหมือนกัน

กรูณานะครับ ขอร้องหนักๆเลยครับ อย่าฝากความหวังมากครับ



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

มีเพื่อนๆในเฟสสงสัย ว่าผมกำลังทำอะไร ดูแกว่งไปแกว่งมา

ผมขอแจ้งให้ทราบว่า

ผมกำลังช่วยทุกคนที่ผมช่วยได้
ทำมานาน และกำลังทำต่อไป

ถ้าตามอ่านจะเข้าใจ อิอิอิอิอิ

ตอนนี้ทุ่มไปที่ บัณฑิตคืนถิ่น ครับ
...


เนื่องจาก....
ฐานทรัพยากรเรา ไม่มีใครดูแลเลย
ต้องมีคนกลับไปดูแลบ้างครับ

คืนถิ่น ณ ที่นี้ แปลว่า กลับไปดูแล ไม่ได้แปลว่ากลับบ้านเดิมนะครับ

เพราะ ตอนนี้จุดเปราะบางที่สุด อยู่ที่
การพัฒนาสังคมแบบปัจเจก ตัวใครตัวมัน และ
ทรัพยากรพื้นฐานถูกทำลายแบบไม่บันยะบันยัง

ผมอยากจะกลับไปทำงานสาขา Plant Nutrition ที่ถูกต้อง

เราหลงทางกันมานานเกินไปแล้วครับ

ตำราเรียนในมหาวิทยาลัย ใช้ผิดบริบทเกือบหมด น่าห่วงมากครับ

ทำเน้นการสนับสนุนธุรกิจเกษตรเป็นหลัก ใครจะเจ๊ง ช่างมัน

และดูแล้วไม่มีใครสนใจ ผมจำเป็นต้องเข้ามาช่วยเรื่องนี้ครับ




ความเห็น (1)
ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

"นกจับกิ่งไม้ ไร้ร่องรอย"

คือปรัชญาหนึ่งของวิธีการทำความเลว ที่ฉลาดที่สุด
 

จึงมีแต่คนโง่เท่านั้น ที่สร้างรอยให้เขาแกะรอยตามมาพบได้

และ กับดักล่อเหยื่อที่ดีที่สุด คือ "ศรัทธา" และ "เสน่หา"


 ที่ยังไม่มีกฎหมายใดๆล้วงลูกของการ "หลอกลวง" และ "ลวงโลก" อย่างคนฉลาดทำนี้ได้

สุดยอดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

พระบางรูป เคยบอกกับผมว่า
เวลาสวดมนต์ภาษาบาลี ถ้าแปลเป็นไทย จะไม่ขลัง คนจะไม่ศรัทธา ........

ผมกลับต่างมุมว่า ถ้าแปล จะทำให้เกิดความเข้าใจ และปัญญา

ไปบวกกับ ศรัทธา ที่น่าจะสร้างสรรมากกว่าศรัทธาอย่างเดียวครับ

แต่พระจำนวนมากที่ผมเคยสนทนาธรรม ก็ยังไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้

ยังจะสวด "งึมงำ" เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ต่อไปให้คนศรัทธาโดยปราศจากปัญญาต่อไป
...


ผมสมองยังทึบ กะโหลกยังหนา เกินกว่าที่จะเข้าใจ จริงๆครับ




ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

พฤติกรรมจำแลง (Sublimation)

คือการแสดงออกของคนที่แตกต่างไปจากความเป็นจริงของตนเอง

ชีวิตจริงอย่างหนึ่ง แต่แสดงออกไปอีกทางหนึ่ง

ทั้งเพื่อการกลบเกลื่อนข้อด้อยของตนเอง และการแก้ไขข้อผิดพลาดที่เคยทำมา

จะออกไปทางใหน ก็ขึ้นอยู่กับระดับจิตใจของบุคคลนั้น

ผลของ sublimation จึงสามารถวัดระดับการสำนึกผิด และแก้ไขตัวเองของบุคคลนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

ถ้าพยายามแก้ไข ไม่ทำอีก พยายามทำความดีเพื่อกลบข้อผิดพลาดเก่าๆ ก็น่าให้อภัย
แต่ถ้ากลบเกลื่อนของเดิม และทำเหมือนเดิม ในสิ่งใหม่ก็ยังน่ากลัวเหมือนเดิม




ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

จากการศึกษา "ระบาดวิทยา" ของพระเก๊

ผมได้ข้อมูลว่า เส้นทางการระบาดมาจาก พระสงฆ์ที่ต้องการระดมทุนสร้างวัด

จะไปเหมาพระโรงงานแบบต่างๆ มาแจกคนทำบุญ

คนทำบุญส่วนใหญ่มีศรัทธาในตัวพระสงฆ์ ก็รับแจก แต่ไม่มีความรู้

จึงเก็บไว้เป็นสมบัติไว้ให้ลูกหลานแบบ "รับมากับมือ"

ต่อมา พระแจกทำบุญ ทั้งเก๊ ทั้งแท้สร้างใหม่ๆ เหล่านี้จะมีคนไปเหมามาขายในตลาดอีกทีหนึ่ง

ในนามของ "พระบ้าน"

แต่เกือบทั้งหมดก็คือ พระเก๊ หรือ พระโรงงาน อาจจะมีพระแท้ใหม่ๆ หรือพระเก่าๆ ปนมาบ้างในนามของ "พระหลง"
 
เส้นทางอื่นๆ เป็นสายเล็กๆ
สายพระโรงงานแจกทำบุญนี้จะใหญ่ที่สุดครับ

แล้วจะนำสายอื่นๆ มาเล่าต่อไปครับ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

ความรู้สำคัญกว่าเงิน หรือบารมีใดๆ

มีเพื่อนๆในเวบ ส่งภาพพระมาให้ดูทุกวัน วันละหลายๆท่าน

มักพูดว่า "มีคนให้มา ดูไม่เป็น ช่วยดูให้หน่อย"

และร้อยทั้งร้อย (ยังไม่พบข้อยกเว้น)

ของฟรีมักจะไม่ดี ยิ่งได้มาจากคนที่ไม่รู้เรื่องยิ่งมีโอกาสดีน้อยมากครับ

ผมจึงแนะนำว่า "อย่าหวังอะไรลมๆแล้งๆ"


 ถ้าอยากได้ของดีต้องศึกษา
ดูเป็นแล้ว เดี๋ยวก็ได้ของดีราคาถูก อาจต้องใช้เวลานิดหน่อย

ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ ก็ใช้เงินไปเลยครับเร็วดีครับ

แต่ขอเตือนนะครับ แม้จะมีเงิน ไม่มีความรู้ ก็จะถูกหลอก "เหมือนเดิม"

จึงขอแนะนำว่าใช้ความรู้นำดีกว่า ถ้ามีเงินก็ใช้เงินตาม จะดีกว่า

ใช้อย่างอื่นนำ ไม่ว่าจะเงิน หรือบุญคุณ หรือบารมี ยังไม่พบว่าได้ผลครับ

 

เห็นแต่โดนหลอกมาทั้งนั้นครับ



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

ที่มาของการทดลองลดจำนวนครั้งของการกินอาหาร

ผมได้ข้อคิด ระหว่างการขับรถไปธุระในที่ต่างๆนะครับ

ถ้าน้ำมันยังเต็มถัง หรือยังมีมาก และปั๊มน้ำมันก็หาไม่ยาก ผมจะไม่แวะเติม

เพราะไม่ต้องการพกถังสำรองน้ำมัน เกินความจำเป็น มันเกะกะและหนักรถ

แต่ผมรู้สึกแปลกมากๆ

ทำไมๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

คนชอบเติมอาหารให้กับตัวเองทั้งๆที่ "น้ำมันยังเต็มถัง" ทั้งถังจริง (ตับ) และ ถังสำรอง (รอบเอว)

ที่ตับประเมินจากการหมดแรง พักก็ไม่หาย

รอบเองเอามือคลำดูก็รู้แล้ว ยังเหลือมากไหม ส่วนใหญ่ยังเหลือครับ ไม่เชื่อลองคลำดูเดียวนี้เลยครับ

การเก็บอาหารสำรองไว้มากๆแบบนี้ไม่มีข้อดีอะไรเลยครับ สำรองนิดหน่อยก็พอครับ

และเราก็ไม่ได้อยู่เมืองหนาวที่จะใช้ชั้นไขมันใต้ผิวหนังรักษาความอบอุ่นของร่างกายแบบฝรั่ง

 

ทีนี้ ถังสำรองรอบเอวก็ยังเพียบ และเต็มทุกถัง

แต่ที่คิดจะที่เติม อาจเพราะไปหลงเชื่อตัวหลอก คือ กระเพาะ และระบบย่อยอาหาร
ที่เป็นแค่ทางผ่านของอาหาร ว่าไม่มีอาหารแล้ว


อย่าไปสนใจอวัยวะส่วนนี้ครับ
ไม่ใช่ที่เก็บอาหารนะครับ

ทุกครั้งที่ระบบย่อยอาหารมันทำท่าทำทางจะเตือน หรือหลอกเรา
ผมจะตรวจสอบ โดยการคลำดูถังสำรองรอบเอวว่ายังมีเต็มถังไหม หรือพร่องไปเท่าไหร่แล้ว

ถ้ายังมี ผมจะไม่ให้ความสนใจระบบย่อยอาหาร ที่ชัดๆ ว่ามาแกล้งหลอกเรา
พอเราไม่สนใจมันบ่อยๆ มันก็ "ไม่กล้า" สักพักมันก็ "เงียบ" ไปเอง
แต่ถ้าไปสนใจมัน แต่ไม่สะดวกที่จะทำตามใจมัน มันจะยิ่งงอแง หาเรื่อง แกล้งเป็นโน่นเป็นนี่ไปเรื่อย
 
เป็นอย่างนี้ทุกที

ดังนั้น ถ้าตามใจมันโดยไม่ตรวจสอบ สงสัยจะหลง "เติมน้ำมัน" ทั้งๆที่ถังสำรองก็ยังเต็มเลยละครับ
วันนี้ผมไม่สนใจมัน มันเลยไม่กล้างอแงกับผมครับ
555555555555555555555555555


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

รับประทานอาหารวันละกี่ครั้งจึงจะพอแก่ความต้องการของร่างกาย

เรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายๆ แต่บางคนก็ยังไม่เคยลอง ไม่เคยคิด เลยไม่มีโอกาสได้รู้

สมัยนี้ยิ่งหนัก จัดประชุมทีไรต้องมีอาหารตอนพัก ไม่มีถือว่า "ผิดปกติ" ไปเสียแล้ว

มีแต่กินกับกิน แล้วคนที่ประชุมบ่อยๆ ก็เป็นโรคอ้วนกันเป็นแถวๆ

ค่านิยมนี้ มาจากฝรั่ง เราดัดจริตใช้คำของเขาเลยว่า "เบรค"

เขาหลอกให้เราหลงเชื่อว่าต้องกินอาหารหกมื้อ ทั้งๆที่มื้อเดียวก็พอ

การกินอาหารหกมื้อนี่เสียเวลาชีวิตมากเลย ต้องกินอาหารเหมือนวัวเหมือนควาย กินแล้วก็นอน นอนตื่นมาก็กิน ชาตินี้คงไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว ถ้าคิดแค่นี้ วันๆ วุ่นแต่เรื่องกิน

ผมเลยลองทดสอบดูด้วยตัวเอง

หลังจากฝึกการรับประทานอาหาร "เป็นเวลา" ให้เหลือจำนวน "ครั้ง" น้อยที่สุด โดยไม่ติดยึดกับ "มื้อ" และไม่เกี่ยวกับการ "บวช" หรือหลักศาสนาใดๆ ต้องการคิดแบบอิสระ ไม่มีกรอบ

ผมพบว่า ชีวิตเรียบง่ายขึ้นมาก

ผมสามารถจัดการกับ ความหิว ได้ง่ายขึ้นมาก

สามารถ ว่าตามความสะดวกของ "เวลา"

ไม่สะดวก ก็ไม่หิว

วันหนึ่งทานมื้อเดียวก็ได้ สองมื้อก็ได้ สามมื้อก็ได้ ตาม "สะดวก"

เวลาเดินทางไกล ไม่สะดวก ไม่ทานเลยก็ได้ เพราะไม่สะดวก

เวลาไหนสะดวก ก็ทำตัวให้หิว กินให้พอ
 
ต้องลองแล้วจะรู้ ชีวิตง่ายขึ้นจริงๆ


 



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

การดูพระเนื้อผง

ผมพยายามบอกว่าวิธีการพัฒนาความสามารถในการดูพระเนื้อผง


ให้เริ่มที่พระใหม่ๆ ทำเก๊น้อย ราคาเบาๆ ดูง่าย

การพัฒนาของผิวเกิดเร็ว พระเก๊เนื้อตายมักตามไม่ค่อยทัน แยกเก๊แท้ ได้ง่าย

 

ดูพระใหม่เป็นแล้ว ก็ไปไล่ลำดับอายุและพัฒนาการไปเรื่อยๆ
ในที่สุด พระเก่ายุคไหนก็ดูไม่ยาก

ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครเชื่อ
ยังชอบไปเล่นพระเก๊ เนื้อเรซินกันเพลิน

 

ผมไม่ทราบจะช่วยยังไงครับ
หมดปัญญา

 



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

พระซุ้ม ก ไม่ใช่พระซุ้มกอ

 

พระกำแพงซุ้มกอ ที่เป็นพระเครื่องหนึ่งในเบญจภาคี

 

ถ้าผมเขียน ซุ้ม "ก" ผมว่าคนจำนวนมากจะงง

ผมเลยจำใจแกล้งโง่ เขียน ซุ้มกอ

แต่พอเขาอ่านตาม ก็ไม่เข้าใจอีกว่า ผมหมายถึง ซุ้ม ก

ต้องย้อนกลับไปอธิบาย ก ไก่ อีก

ว่า "ก ไก่" ไม่ใช่ "กอไม้" หรือ กอไผ่ กอข้าว กอหญ้า อะไรสักอย่าง

ทุกทีๆๆๆๆๆ
 
และ ก ไก่ ก็ยังต้องอธิบายต่อว่าตรงไหนเป็นปาก ตรงไหนเป็นคาง ตรงไหนเป็นคอ ตรงไหนเป็นหาง ก ไก่

มันเซ็งตรงนี้แหละครับ

 



ความเห็น (8)

ขอรบกวนขอความรู้เกี่ยวกับพระซุ้มกอเนื้อว่านหน่อยครับ ผมอยากทราบว่าพระซุ้มกอเนื้อว่านล้วนๆกลิ่นเป็นแบบไหนครับ ชี้แนะด้วยครับ

มีก็น่าจะเก๊ครับ ไม่เคยเห็นครับ

แล้วลายกาบหมากละครับ จะมีลายเป็นแบบไหนและตายตัวไหมครับ

ถ้าตายตัวมักจะเก๊ครับ แท้ไม่จำเป็นต้องมีครับ

สรุปคือบางองค์มี บางองค์ไม่มีใช่ไหมครับ

จะว่าอย่างนั้นก็ได้ จริงๆก็คือ ใช้เป็นหลักไม่ได้ ให้เน้นดูเนื้ออย่างเดียวครับ เนื้อได้แล้วมาดูพิมพ์ประกอบก็พอ

แล้วถ้าอย่างพิมพ์นี้ละครับ พอดีผมได้มาจากนายกเทศมนร์ตรีเมืองกำแพงเพชรครับ ได้มา3องค์ครับ ท่านบอกว่าเป็นพิมพ์ใหญ่ 1 องค์ พิมพ์กลาง1องค์ และก็พิมพ์เล็กอีก1องค์ เดี๋ยวไว้วันหลังผมจะนำรูปมาให้ท่านช่วยชี้แนะครับ

เนื้อและพิมพ์อย่างมากก็เกจิรุ่นใหม่ๆ แต่ศิลปะมั่วๆขนาดนี้ไม่น่าจะถึงขนาดนั้นครับ

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

ภาษาวิบัติ หรือ สมัยนิยม

ปัจจุบัน คนไทยแทบทุกคนรู้จัก น้ำอ้อย ในนามของน้ำตาล

พอจะบอกน้ำตาลแท้ๆ จากต้นตาล ต้องบอกว่า "น้ำตาลโตนด"

และเรียกน้ำที่มีรสหวานจากมะพร้าว ว่า "น้ำตาลมะพร้าว"

ทีน้ำอ้อย กลับไม่เรียกว่า "น้ำตาลอ้อย"


ณ วันนี้ คนแทบจะลืมไปแล้วว่า น้ำตาล คืออะไร และพอพูดถึงน้ำตาล แทบไม่มีใครนึกถึงต้นตาลเลย ใครจะตัดต้นตาลทิ้งก็ "เฉยๆ" เพราะมี "น้ำอ้อย" แทนน้ำตาลแล้ว แต่ก็ยังใช้คำว่า น้ำตาลเช่นเดิม


พูดถึงน้ำตาลทีไร คนก็คิดถึงแต่ น้ำอ้อยที่ทำเป็นเม็ดๆขนาดเม็ดทรายหยาบๆ เรียกว่า "น้ำตาลทรายแดง" ถ้าฟอกสีแล้ว ก็เรียก "น้ำตาลทรายขาว"

นี่คือตัวอย่างหนึ่ง ของภาษาวิบัติ หรือ สมัยนิยม ก็ไม่ทราบ

 



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

มีคนมาบ่นว่า พระเครื่องที่ตัวเองมีนั้น ถ้าไม่แท้จะทำอย่างไรดี

ผมตอบว่า

พุทธคุณ อยู่ที่เรานับถือครับ
วัสดุมวลสาร ก็แค่อิฐ ดิน หิน ปูน ทราย


แท้ไม่แท้เก่าใหม่เป็นเรื่องสมมติ

วัสดุทุกอย่างในโลกนี้อายุไม่ต่างกัน เกิดมาพร้อมๆกัน ไม่ในนามของสุริยจักรวาล ก็ทางช้างเผือก สุดท้ายก็จักรวาลโดยรวม ที่พระพุทธเจ้าเตือนให้เราอย่าไปคิดเรื่องนี้ (อจินไตย)

็เท่านั้นอย่าคิดมาก

การปลุกเสกถ้าเป็นจริง
ดินหินทรายในวัดทุกก้อน ภูเขาทั้งลูก โลกทั้งใบ หรือสุริยจักรวาล หรือทางช้างเผือกก็คงศักดิ์สิทธิ์ไปหมดแล้วครับ

ผมจึงไม่เชื่อเรื่องนี้ครับ แม้จะจริงก็เข้าข่าย อจินไตย เช่นกัน


ทั้งหมดแค่เรื่องสมมติ ทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองชอบและสบายใจที่จะทำครับ
 



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

ถ้าอาจารย์มหาวิทยาลัยทุกท่าน ทำวิจัยให้กับตัวเอง เพื่อพัฒนาตัวเองสักโครงการหนึ่ง ภายในระยะประมาณ 5 ปี ไม่ต้องเต็มเวลา เพียงขอให้อยู่กับความเป็นจริง ในสาขาที่ตัวเองชอบ และอยากจะเป็น

เราจะได้อาจารย์ที่มีความรู้ ความสามารถในการเรียน การสอน และการวิจัย เพื่อพัฒนาประเทศในทุกด้าน

ชี้นำการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และทรัพยากร ได้ในทุกเรื่อง

และการพัฒนาประเทศของเราจะไม่หลงทาง ไร้สาระ เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันครับ



ความเห็น (4)

คม...ชัด...ลึก ค่ะอาจารย์

ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นทางออกของสังคมได้จริงๆเลยครับ

Can a Golden Age Institute for Learning and Realization be set up and give these aspiring and continuing learners a "guide" and helping hands?

ได้แน่นอน ผมกำลังทำงานนี้กับระดับชุมชนอยู่ครับ สนใจจดหมายหรือโทรมาคุยได้ครับ

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

ลูกค้าชั้นดี

 

เป็นคำที่ ธกส ใช้ยกย่องเกษตรกรที่เป็นหนี้ "งอมแงม" เขาเหล่านั้นเกิดมาเพื่อช่วยให้ ธกส เจริญก้าวหน้า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

 

มีแต่กู้หนี้เพิ่ม จ่ายดอกดี ไม่เบี้ยวหนี้ และไม่คิดที่จะเลิกเป็นหนี้

 

ผมสงสัยว่าเมื่อไหร่ โรงงานทำพระเก๊ขายจนร่ำรวยเป็นพันๆล้าน จะประกาศรายชื่อ "ลูกค้าชั้นดี" ของบริษัทบ้าง

 

มอบรางวัล มอบโล่

 

 

คนที่จะได้รางวัลนี้ ไม่ใช่พวกแผงยาวๆ ตามตลาดขายพระหรอกครับ

 เพราะพวกนั้นแม้จะทำให้โรงงานมีรายได้ดี แต่ก็ทำให้โรงงานเสียชื่อเสียง

 

โดยการประกาศเลยว่าพระที่ตัวเองขายเป็นพระฝีมือ องค์ละ 20 บาท

 

แต่กลับจะเป็นกลุ่มที่เอาพระฝีมือองค์ละ 20 บาท ไปขายเป็นพระแท้องค์ละหมื่นละแสน

 วันก่อนเห็นว่าจะขายองค์ละ 50 ล้านไปโน่น

 

ถ้าผมเป็นเจ้าของโรงงานทำพระเก๊ ผมจะรีบนำรางวัล "กล้องส่องพระทองคำหนัก 10 บาท ทำด้วยเรซิน 100%" ไปมอบให้ทันที

 

ในฐานะ "ลูกค้าชั้นดี" จริงๆ จะได้มีการแข่งขันกันทำตัวแบบนี้มากขึ้น

 



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

ทำไมพระสมเด็จจึงดูยาก???????

 

เท่าที่ประเมินจากหลายๆท่านที่ส่งรูปมาให้ดู และหรือ นำพระมาให้ดูโดยตรงที่บ้าน ที่ตลาดพระ

 

พบว่า ท่านเหล่านั้น

 

1. ไม่อ่าน หรือไม่เคยทราบหลักการตัดสิน "เก๊-แท้" ที่ผมเขียนไว้

 

ทำให้ยังคงหยิบพระเก๊ตาเปล่ามาเหมือนเดิม ยังไม่คิดจะขยับไปหา "พระเก๊ดูง่าย" หรือ "พระเก๊ฝีมือจัด" ที่จะหลุดไปจาก "วงจรพระเก๊" ไปสู่ "วงจรพระแท้" แต่อย่างใด

 

 

และ/หรือ

 

2. เคยอ่านแล้วแต่ไม่เชื่อหลักการที่ผมเขียนไว้ หรือ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

 

เลยไม่ทำตาม และยังติดใจ ไปหยิบ "พระเก๊ตาเปล่า" สังกัด “วัดดวง หลวงพ่อเสี่ยงทาย กรุท่าพระจันทร์” มาเหมือนเดิม

 

ผมก็คงช่วยได้แค่นี้ครับ

 

ถ้ายังเดินช้า หรือวนเวียนอยู่ที่เดิมแบบนี้ อีกนานครับที่ท่านจะหลุดจาก "ดงพระเก๊" ไปหาพระแท้

 

วันหนึ่งนะครับ โรงงานทำพระเก๊ อาจจะแจกโล่ "ลูกค้าชั้นดี" ให้ท่าน

 

ก็รอรับก็แล้วกัน ผมขอไปก่อนนะครับ

 



ความเห็น (2)

วงการพระเครื่อง ผมเจ็บมาเยอะ โดนมาเยอะครับ ผม อยาก เป็นส่วนหนึ่งของวงการเกษตรครับ

อยู่ที่ไหน ความรู้ไม่พอใช้ ก็เจ็บทั้งนั้นแหละ อิอิอิอิอิ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

ตัวชี้วัดความสำเร็จ และจริยธรรมที่น่าจะใช้ในการเรียนรู้พระเครื่อง

การเข้าสาระบบตลาดพระใหม่ๆ เราจะสับสนมาก ดูอะไรไม่ออกทั้งนั้น ต้องคลำทางกันนานทีเดียว กว่าจะเริ่มเข้าทางที่เป็นจริงและมีประโยชน์ โดยผมพบว่าจากประสบการณ์ตรงของตัวผมเองมีลำดับในการพัฒนาตัวเอง ในการดูพระแต่ละเนื้อ แต่ละชุด มีตัวชี้วัดความสำเร็จจริงๆ ดังนี้

ขั้นที่ 1 ไปที่ไหนก็เห็นแต่พระเก๊

ขั้นที่ 2 นานๆจะได้แท้ๆมาสักองค์ หยิบมาแบบกึ่งรู้กึ่งบังเอิญ

ขั้นที่ 3 เพิ่งหยิบแท้ดูยากมาได้แล้ว หยิบมาแบบแยกแยะเก๊แท้ได้ ไม่บังเอิญ

ขั้นที่ 4 ดูจุดแยก แท้-เก๊ ได้แล้วบอกคนอื่นได้ อธิบายได้อย่างง่ายๆ

ขั้นที่ 5 ไม่เก็บ ไม่ใช้พระเก๊ในกลุ่มนั้นๆ

ขั้นที่ 6 แยกอายุพระแท้ในกลุ่มนั้นได้

ขั้นที่ 7 แยกพิมพ์แยกเนื้อได้

ขั้นที่ 8 แยกเกรดพระแท้ได้

ขั้นที่ 9 แยกมาตรฐานราคาได้

ขั้นที่ 10 แจกจ่าย ปล่อยหรือแลกเปลี่ยนเป็นธรรม ยุติธรรม แบบไม่มีวิชามาร

ถ้าตกข้อใดข้อหนึ่ง ผมถือว่ายังไม่ผ่านในพระนั้น เนื้อนั้นๆครับ



ความเห็น (2)

พระรอดกรุมหาวันกับพระรอดหลวงต่างกันตรงไหนครับ

    ไม่ทราบว่าพระรอดทั้งสองเป็นแบบเดี่ยวกันหรือไม่  ขอบคุณครับ

คนละเรื่องกันเลยครับ ไปค้นที่ไหนก็มีครับ ยุคนี้อะไรก็ง่ายไปหมดครับ

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ
การใช้เวลาอยู่กับพระเก๊ ของนักส่องในตลาดพระเครื่อง
 
มีพรรคพวกมาแซวผมในเวบ ว่า
ที่ผมสามารถแยกพระแท้ออกจากพระเก๊ได้เร็วกว่าเขา เพราะผมเริ่มศึกษาจากพระแท้ไปหาพระเก๊
 
แต่เขานั้นศึกษาพระเก๊ก่อนพระแท้ ก็เลยเสียเวลานานกว่าหน่อย
 
ผมจึงขอชี้แจง ว่าไม่จริงเลยครับ
 
จากประสบการณ์ตรงของผมเลยครับ

เท่าที่พบมาในตลาดพระ
พวกเราแทบทุกคนที่ไม่โชคดีพอ
ไม่มีบรรพบุรุษเก็บพระแท้ไว้ให้ดู หรือเป็นมรดก

กว่าจะเห็นพระแท้สักองค์   ก็ต้องเดินผ่านพระเก๊ ต่างระดับฝีมือกันมาทั้งนั้นแหละครับ 
 
ใครเดินช้าก็อยู่กับพระเก๊นานหน่อย ใครเดินเร็วก็อยู่ประเดี๋ยวเดีย...
 
ดังนั้น ตอนแรกๆ ที่ยังวนเวียนอยู่กับพระเก๊ ช่วยเดินจ้ำๆ รีบๆ กันหน่อยนะครับ
พอเจอพระแท้ แยกแยะตัดสิน ฟันธงเก๊แท้ได้แล้ว จะเดินช้าลง หรือพักบ้าง ก็ไม่เสียหายอะไรมาก
 
แต่ ถ้ายังไม่เจอพระแท้ ยังเดินช้า หรือเดินๆหยุดๆ ท่านจะอยู่กับพระเก๊นานเลยละครับ
 
และ ไม่น่าเชื่อ บางคนเดินในสนามพระมาสิบยี่สิบปี หรือเกือบตลอดชีวิต ก็ยังหอบแต่พระเก๊เต็มกรุ
 
ขอไปชมที่บ้าน ก็ไม่ต่างจากตลาดพระ
 
แทบจะหาพระแท้ไม่ได้เลย
 
แปลกแต่จริงครับ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

คำถามที่ผมอยากตอบ

ผมอยากถามอาจารย์ว่าเล่นพระไปทำไม แต่ยังไม่กล้าถามเลยยังไม่ถาม เอาเป็นว่ายังไม่ถามก็แล้วกันนะครับ

ผมขอตอบว่า

ผมไม่ได้เล่นพระครับ

ผมแค่มาสร้างความรู้ที่ถูกต้องให้กับวงการเท่านั้น

ด้วยสองวัตถุประสงค์ย่อย คือ

1. ไม่ให้คนหลอกลวงกัน เอาเปรียบกัน หรือโกงกัน

2. ช่วยจรรโลงพระศาสนา เปิดทางเดินเบื้องต้นให้คนที่ต้องการเข้าหาศาสนาด้วยเส้นทางนี้ ไม่ให้ถูกกลั่นแกล้งให้เสียพลังกลุ่ม พุทธศาสนิกชนที่คิดแบบนี้

ผมคิดมานานแล้ว และตอบไว้หลายที่แล้วครับ

ขอบคุณครับที่ถาม  



ความเห็น (4)

ขอความรู้ครับ อาจารย์ อยากให้อาจารย์เขียนเรื่องพระสมเด็จ มากๆๆเลยครับ

เขียนแล้วครับ เดือนตุลาคมน่าจะวางตลาดครับ

องค์นี้ไม่น่าจะดีครับ ทั้งเนื้อและพิมพ์ สีนี้ไม่เคยเห็นเลยครับ

ชัยฤทธิ์ โสภณโภไคย

ถ้าประเทศไทยมีคนอย่างอาจารย์มากๆ  วงการพระเครื่องจะดีกว่านี้มากนะครับ   เพราะปัจจุบันเห็นมีแต่คนเลวมากจังเลย    มะกอก 10 ตะกร้ายังปาไม่ถูกเลยคนพวกนี้นะ   อาจารย์ว่าอย่างนั้นไหมครับ

ผมก็ไม่ดีเท่าไหร่ แค่จริงใจกับเพื่อนทุกคนเท่านั้นครับ อิอิอิอิ

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

กรรม เป็นเครื่องจำแนกสัตว์

และ

ความรู้ เป็นเครื่องจำแนกกรรม

ดังนั้น ความรู้ จึงเป็นตัวกำหนด ชะตากรรม ในระยะสั้น และ วิบากกรรม ในระยะยาว

ใครที่ต้องการ กำหนดชะตาชีวิต ของตนเอง

ก็สามารถทำได้

โดยการใช้ความรู้ที่ถูกต้อง

ยิ่งเร็ว ยิ่งดี

ก่อนที่ ชะตากรรม จะเปลี่ยนไปเป็น วิบากกรรม
และไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องปล่อยชีวิตไปตาม ยถากรรม



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ

ผมกำลังพัฒนาศูนย์เรียนรู้เพื่อการปลดหนี้ 

ศูนย์อยู่ที่ 5 ตำบลของอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น

ที่กลุ่มพวกนักวิชาการกล่าวว่า

ผมคิดไม่ทันสมัย ใครๆ เขาก็พูดเรื่องความพอเพียงทั้งนั้น

 

ต้อง "เพื่อเศรษฐกิจพอเพียง" ซิจึงจะเท่ห์ 

แต่ผมกลับคิดว่าถ้าไม่เริ่มที่แผนปลดหนี้ มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ

แล้วจะพอเพียงได้ยังไง

ผมไม่เข้าใจครับ



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ
บางคนเชื่อว่า การฆ่าเจ้าหนี้ ตอนเขามาทวงหนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ผิด
 
หรือ
บางคนคิดว่า การฆ่านั้น เป็นการปกป้องทรัพย์สิน (ทั้งๆที่เรายืมเขามา) เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
 
ทั้งๆที่ เจ้าหนี้ เขาแค่มาขอส่วนแบ่งเพื่อการยังชีพของเขาเท่านั้น
ไม่ได้เอาไปค้ากำไรที่ไหน 
 
อย่างนี้
การฆ่าเจ้าหนี้ตอนมาทวงหนี้ ยังเป็นสิ่งที่ถูกต้องอยู่ไหมครับ
 
ถ้าไม่ถูก นะครับ ขอถามต่อว่า ...
 
ทำไมเรายังฆ่าสัตว์ต่างๆ (ในนามของศัตรูของเรา) ที่มาขอแบ่งใช้สิทธิ์ที่เรายืมทรัพยากรของส่วนรวมของโลกมาใช้เพื่อการส่วนตัว
 
เพียงเพราะเขามาขอแบ่งปันทรัพยากรเพื่อความอยู่รอดของเขา
ตามสิทธิ์ที่พึงมีของสัตว์โลกด้วยกัน 
 
ในทางกลับกัน
 
ถ้าเขาเหล่านั้น จะคิดอย่างพวกเราส่วนใหญ่
แล้วเขาก็ฆ่าเราเพราะเราไปทำลายทรัพยากรส่วนรวม เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน 
 
ที่มีความชอบธรรมมากกว่าระบบคิดของเราด้วยซ้ำ
 
มีใครยอมบ้างครับ
 
ถ้าไม่ยอม
 
แล้วความยุติธรรมของสัตว์โลก สัพเพ สัตตา
 
ที่เราคิด และจะแผ่เมตตากันนั้น อยู่ที่ไหนครับ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ดร. แสวง รวยสูงเนิน
เขียนเมื่อ
สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ขาด ไม่ใช่ความรู้
 
แต่ความคิดที่ "เป็นระบบ" มากกว่า
 
ความรู้ที่อาจมีมาก แต่ไม่เป็นระบบ ผมเรียกว่า "ขยะ" ความรู้
 
พอเป็นขยะ มันก็ดูสับสน
 
ทั้งๆที่ทั้งหมดไม่ใช่ "ขยะ" มันเป็นเพียงความรู้ที่อยู่ไม่เป็นระบบเท่านั้นเอง
 
เหมือนคำว่า "ขยะ" ในปัจจุบัน ...
ลองคิดดูครับ ถ้าทุกอย่างอยู่ถูกที่ถูกทางหมดแล้ว
 
จะมี "ขยะ" เหลืออีกไหม


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี