ความเห็นล่าสุด


สวัสดีครับ ผมอยู่ที่สวีเดนครับ อากาศที่นี่เย็นสบายดี ประมาณ ๑๕ องศาเซลเซียส

"น้องเจมส์แห่งชัยนาท" โตขึ้นหนูเป็นนายกรัฐมนตรีได้เลยนะนี่ เด็กคนนี้มีภาวะผู้นำสูง กล้าแสดงออก ไม่ธรรมดานะครับ พี่เพชรขอชม !!!

ข้อ ๑. เพราะเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงนำการสาราณียธรรมมาอธิบายแก่พวกเรา ทั้งๆ ที่มีใบไม้จำนวนมากในป่า แต่พระองค์เลือกที่จะเด็ดใบไม้ใบนี้มามอบให้พวกเรา หลักการนี้มีความเป็นมาและสำคัญอย่างไร (ที่มา)

เพื่อให้การตอบคำถามข้อนี้ชัดเจนขึ้น และเป็นไปตามหลักการทางวิชาการ ผู้เขียนขอวางกรอบการตอบคำถามไว้ ๓ หมวดได้แก่ (๑) ความเป็นมาและความสำคัญของหลักสาราณียธรรม (๒) อานิสงค์ของการประพฤติตนตามหลักสาราณียธรรม ๗ ประการ (๓) สรุปสาระสำคัญ

๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของหลักสาราณียธรรม

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงนำเอาหลักสาราณียธรรมมาอธิบาย ไว้ในพระพุทธศาสนาก็ด้วยสาเหตุเนื่องจากการวิวาท บาดหมางขาดความสามัคคีกันของกลุ่มภิกษุในพระธรรมวินัย ดังมีข้อความปรากฎอยู่ในโกสัมพิยสูตร “พระสูตรว่าด้วยภิกษุชาวเมืองโกสัมพี” เรื่องมีอยู่ว่า. . .ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพี ครั้งนั้น พวกภิกษุในกรุงโกสัมพีต่างบาดหมางกัน ทะเลาะวิวาทขาดความปรองดองกัน พระพุทธองค์จึงทรงรับสั่งเรียกภิกษุเหล่านั้นมาตรัสสอนหลัก สารณียธรรม หมายถึง ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง, ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน, ธรรมที่ทำให้เกิดความสามัคคี, หลักการอยู่ร่วมกัน มีอยู่ทั้งสิ้น ๖ ประการ ได้แก่

๑. เมตตากายกรรม ตั้งเมตตากายกรรมในเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือช่วยเหลือกิจธุระของผู้ร่วมหมู่คณะด้วยความเต็มใจ แสดงกิริยาอาการสุภาพ เคารพนับถือกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง

๒. เมตตาวจีกรรม ตั้งเมตตาวจีกรรมในเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ช่วยบอกแจ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ สั่งสอน แนะนำ ตักเตือนด้วยความหวังดี กล่าววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

๓. เมตตามโนกรรม ตั้งเมตตามโนกรรมในเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ตั้งจิตปรารถนาดี คิดทำ สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน มองกันในแง่ดี มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน

๔. สาธารณโภคิตา ได้ของสิ่งใดมาก็แบ่งปันกัน คือ เมื่อได้สิ่งใดมาโดยชอบธรรม แม้เป็นของเล็กน้อย ก็ไม่หวงไว้ผู้เดียว นำ มาแบ่งปันเฉลี่ยเจือจาน ให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วกัน (ข้อนี้ ใช้อัปปฏิวิภัตตโภคี ก็ได้)

๕. สีลสามัญญตา มีศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ มีความประพฤติสุจริตดีงาม ถูกต้องตามระเบียบวินัย ไม่ทำ ตนให้เป็นที่น่ารังเกียจของหมู่คณะ

๖. ทิฏฐิสามัญญตา มีทิฏฐิดีงามเสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ มีความเห็นชอบร่วมกัน ในข้อที่เป็นหลักการสำ คัญอันจะนำ ไปสู่ความหลุดพ้น สิ้นทุกข์ หรือขจัดปัญหา

หลักธรรมนี้ ใน ๓ ข้อแรกถือเป็นการนำเอาความเมตตา มาใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบกรรมดีของมนุษย์ แสดงออกให้เพื่อนมนุษย์รอบข้างกายโดยผ่านทางทวารทั้ง ๓ ได้แก่ กายทวาร (เมตตากายกรรม), วจีทวาร (เมตตาวจีกรรม) และ มโนทวาร (เมตตามโนกรรม) และอาศัยอีก ๓ ข้อที่เหลือเป็นคุณธรรมคือเครื่องช่วยขัดเกลาคุณภาพของระดับจิตใจจากหยาบไปสู่ละเอียดตามลำดับ ได้แก่การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (สาธารณโภคิตา) ซึ่งจัดอยู่ในระดับหยาบ , กฎระเบียบข้อห้ามไม่ให้ล่วงละเมิดทำกรรมชั่ว ซึ่งจัดอยู่ในระดับกลาง (สีลสามัญญตา) และ ข้อสุดท้ายด้วยการมีความเห็นที่ถูกต้องที่ชอบธรรมร่วมกัน (ทิฏฐิสามัญญตา) ซึ่งจัดอยู่ในระดับละเอียด

สำหรับคุณธรรมข้อ ทิฏฐิสามัญญตา นี้พระพุทธองค์ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นธรรมข้อที่เนื่องด้วยความเห็นชอบคือปัญญาซึ่งเป็นสิ่งที่พระพุทธศาสนาได้ให้ความสำคัญที่สุด เปรียบเหมือนยอดที่คุมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ ดังมีข้อความในพระไตรปิฎกว่า “ภิกษุทั้งหลาย ยอดอันเป็นส่วนสูงสุดเป็นที่ยึดคุมเรือนยอด แม้ฉันใด ทิฏฐิอันไกลจากกิเลสที่เป็นข้าศึก เป็นนิยยานิกธรรมนำบุคคลผู้ทำตามนั้นออกไป เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นธรรมชั้นยอดที่ยึดคุมสาราณียธรรม ๖ ประการนี้ไว้”

๑.๒ อานิสงค์ของการประพฤติตนตามหลักสาราณียธรรม ๗ ประการ

๑.๒.๑ สารณียะ ทำให้เป็นที่ระลึกถึงกัน

๑.๒.๒ ปิยกรณ์ ทำให้เป็นที่รัก

๑.๒.๓ ครุกรณ์ ทำให้เป็นที่เคารพ

๑.๒.๔ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน

๑.๒.๕ เพื่อความไม่วิวาทกัน

๑.๒.๖ เพื่อความสามัคคีกัน

๑.๒.๗ เอกีภาพ เพื่อความเป็นอันอันเดียวกัน

สำหรับอรรถประโยชน์ประการอื่นๆ พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้แก่พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐากอีกด้วยว่า “อานนท์ เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงสมาทานสาราณียธรรม ๖ ประการนี้ แล้วประพฤติเถิด การประพฤตินั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขแก่เธอทั้งหลายตลอดกาลนาน”

นอกจากองค์ธรรมของสาราณียธรรมทั้ง ๖ ประการดังกล่าวมาแล้ว ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ยังทรงตรัสถึงสาราณียธรรม แก่หมู่ภิกษุ จำนวนมากที่กลับจากบัณฑบาตรและเกิดความบาดหมาง ทะเลาะ วิวาทกัน โดยทรงแสดงนัยที่แตกต่างออกไปในรายละเอียด ดังปรากฏใน “ภัณฑรสูตร” พระสูตรว่าด้วยภิกษุเกิดความบาดหมางกัน มีองค์ธรรมถึง ๑๐ ประการ ดังนี้

. . .ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการสังวรในปาติโมกข์ เพียบพร้อมด้วยอาจาระ และโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท ทั้งหลาย. . .

(๒) เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ฟังมากซึ่งธรรมทั้งหลายที่มี ความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ครบถ้วน ทรงจำไว้ได้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ. . .

(๓) เป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี. . .

(๔) เป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องทำให้เป็นผู้ว่าง่าย อดทน รับฟังคำพร่ำสอนโดยเคารพ. . .

(๕) เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในการงานที่จะต้องช่วยกันทำทั้งงานสูง และ งานต่ำของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่อง พิจารณาอันเป็นอุบายในการงานที่จะต้องช่วยกันทำนั้น สามารถทำได้ สามารถจัดได้. . .

(๖) เป็นผู้ใคร่ธรรม เป็นผู้ฟัง และผู้แสดงธรรมอันเป็นที่พอใจ มีปราโมทย์ อย่างยิ่งในอภิธรรม ในอภิวินัย. . .

(๗) เป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมเกิด มี ความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่. . .

(๘) เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขารตามแต่จะได้. . .

(๙) เป็นผู้มีสติ คือประกอบด้วยสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ระลึกถึงสิ่งที่ทำและคำที่พูดแม้นานได้. . .

(๑๐) เป็นผู้มีปัญญา คือประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นทั้ง ความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา คือประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่อง พิจารณาเห็นทั้งความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้ก็เป็นสาราณียธรรมที่ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน

๑.๓ สรุปสาระสำคัญ

สรุปความว่า ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงหยิบยกมาสั่งสอนนั้นเป็นสิ่งที่ประกอบด้วยประโยชน์ ทั้งประโยชน์โดยตรงแก่ตัวผู้ปฏิบัติเอง และประโยชน์นั้นขยายผลออกมาสู่บุคคลรอบข้างได้ด้วย และยังพัฒนาประโยชน์ออกสู่วงกว้างคือ ครอบครัว สังคม ชุมชน ประเทศ ระหว่างประเทศ และมนุษยโลกได้ในที่สุด หรือหากพิจารณา “โลก” จากมุมมองทางพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นปรากฏการณ์ของ พัฒนาการเชิงบวกและสร้างสรรค์ของมนุษย์ในการส่งต่อภาวะความดีงามแห่งจิต จากภายในตัวมนุษย์เอง (สังขารโลก, โลกคือสังขาร) ถ่ายทอดให้สัตว์โลกที่เป็นสังคมรอบข้างของมนุษย์ (สัตว์โลก,โลกคือหมู่สัตว์) และ แพร่กระจายออกสู่วงกว้างได้ในที่สุด เป็นเอนกอนันต์ (โอกาสโลก, โลกคือแผ่นดิน)

สาราณียธรรม ในบริบทนี้จึงทำหน้าที่เป็นเสมือนใบไม้ใบหนึ่งที่ประกอบไปด้วยอรรถประโยชน์มากมายแก่มวลมนุษยชาติ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของมนุษย์ว่า มนุษย์ มองเห็นคุณค่าของใบไม้ธรรมะของพระพุทธองค์ว่าเป็นหลัก “พุทธธรรม” หรือมองเห็นว่าเป็นได้แค่ “ขยะสกปรกที่ไร้คุณค่า” ที่รอการกำจัดด้วยการกวาดทิ้งไปในที่สุด !

********************************

ข้อ ๒. หลักการสาราณียธรรม เช่น การคิด พูด แสดงออก และการแบ่งปัน (สาธารณโภคี) ต่อกันด้วยเมตตามีผลต่อการสร้างความสัมพันธ์ในเชิงบวกแก่คนรอบข้างได้อย่างไร ทั้งในการทำงาน ครอบครัว และการดำเนินชีวิต

ผู้เขียนได้วางกรอบเพื่อตอบคำถามข้างต้นออกเป็น ๓ หมวดดังนี้คือ (๑) ความเป็นมาและบทบาทของมนุษย์ในสังคม (๒) ความสำคัญของ ความเมตตา ต่อสังคมมนุษย์ (๓) สรุปสาระสำคัญ

๒.๑ ความเป็นมาและบทบาทของมนุษย์ในสังคม

นับตั้งแต่มนุษย์ได้ถือกำเนิดเกิดมาในโลกมนุษย์ มนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ผู้เดียวได้ เราจึงต้องปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ผู้อื่น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินบทบาทของมนุษย์ อันมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับบุคคลที่เราเกี่ยวเนื่องด้วย ได้แก่ การเป็นลูกที่ดีต่อพ่อแม่, เป็นศิษย์ที่ดีต่อครูบาอาจารย์, เป็นเพื่อนที่ดีต่อบรรดามิตรสหาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเรียน เพื่อนที่ทำงาน ฯลฯ, เป็นมนุษย์ที่ดีต่อบรรดาสรรพสัตว์น้อยใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน หรือ สัตว์ต่างๆที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมโลกกับเราก็ตาม, เป็นสามีภรรยาที่ดีต่อคู่ครอง, เป็นเจ้านายที่ดีต่อลูกจ้าง, เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีต่อศาสนา, เป็นประชาชนที่ดีต่อประเทศชาติ, เป็นมนุษย์ที่ดีต่อโลก ฯลฯ

บทบาทของมนุษย์ที่มีไม่ว่าจะเป็นบทบาทต่อตนเองหรือบทบาทต่อสังคมในขั้นต่างๆดังที่ได้กล่าวแล้วนั้นย่อมต้องอาศัยคุณลักษณะของธรรมที่ดี ที่งาม ที่เป็นพื้นฐานของความรู้สึก หรือ จิตสำนึก ที่มีในตนนั่นก็คือ ความรัก ความปรารถนาที่ดีต่อผู้อื่น การแผ่ไมตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุขอย่างทั่วหน้า ซึ่งคุณธรรมนี้เราเรียกว่า “ เมตตา ”

๒.๒ ความสำคัญของ ความเมตตา ต่อสังคมมนุษย์

เนื่องจากโลกมนุษย์มีความกว้างใหญ่ไพศาลอันมาก ทำให้มนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกนี้มีความต่างกันในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิศาสตร์, ด้านสังคมศาสตร์, ด้านเชื้อชาติ, ด้านภาษา, ด้านวัฒนธรรมความเป็นอยู่, ด้านศาสนา และ ความเชื่อ, ด้านการปกครอง ฯลฯ ความแตกต่างของมนุษย์ดังกล่าวทำให้มนุษย์มีความแตกต่างกันในหลายๆด้านโดยสิ้นเชิง ตรงจุดนี้เองที่ทำให้ “ ความเมตตา ” ซึ่งเป็นคุณธรรมที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ถือเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกๆคนจำเป็นต้องมีเพื่อความสงบสุขของมวลมนุษยชาติ เป็นคุณธรรมที่ช่วยค้ำจุนโลกนี้ให้ดำเนินไปได้ด้วยดี

การที่มนุษย์จะส่งผ่านความรู้สึกที่ดี ในที่นี้คือ “เมตตา” ออกไปสู่โลกภายนอกในรูปแบบของการทำกรรมตามทางพระพุทธศาสนานั้น หากจำแนกตามทวาร คือทางที่ทำกรรม หรือทางแสดงออกของกรรมจะได้ ๓ ทางได้แก่ กรรมที่ทําทางกาย (กายกรรม), กรรมที่ทำทางวาจา (วจีกรรม) และ กรรมที่ทำทางใจ (มโนกรรม) ดังนั้นในชีวิตประจำวันของมนุษย์ จำเป็นต้องทำปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ใน ๓ ทางนี้ พระพุทธเจ้าถือว่า การกระทำทางใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ใน “จักขุปาลเถรวัตถุ” ความว่า

ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ ถ้าคนมีใจชั่ว ก็จะพูดชั่วหรือทำชั่วตามไปด้วย เพราะความชั่วนั้น ทุกข์ย่อมติดตามเขาไป เหมือนล้อหมุนตามรอยเท้าโคที่ลากเกวียนไป ฉะนั้น . . .ถ้าคนมีใจดี ก็จะพูดดีหรือทำดีตามไปด้วย เพราะความดีนั้น สุขย่อมติดตามเขาไปเหมือนเงาติดตามตัวเขาไป ฉะนั้น

จากพุทธวจนะดังกล่าว แสดงหลักการให้เห็นว่า พฤติกรรม ของบุคคลที่แสดงออกมาได้แบ่งเป็น ๒ ลักษณะคือ แสดงออกมาในลักษณะที่ชั่ว และดี ซึ่งมีวิบากที่ชั่ว และดี เป็นลักษณะที่ติดตามตัวเองไปตามลำดับ และหลักการดังกล่าวก็สนับสนุนให้คนทำความดีโดยเริ่มจากที่จิตใจก่อนเป็นสำคัญ เพราะพฤติกรรมดังกล่าวทั้ง ๓ มีกายกรรมเป็นต้น ย่อมทำงานเป็นกระบวนการที่สอดคล้องกัน กล่าวคือ เริ่มที่ใจ สำเร็จที่ใจ มีใจเป็นหัวหน้า เมื่อเริ่มต้นจากการมีพฤติกรรมทางความคิดให้ดีแล้ว พฤติกรรมอื่นๆ ที่ปรากฏออกมาย่อมดีตาม เช่น เมื่อคิดดีไม่คิดร้าย พยาบาท และมีความเห็นที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็ย่อมเป็นผู้ที่เจรจาชอบเป็นปกตินิสัย คือพูดอย่างมีเหตุผล พูดจาไพเราะเป็นปิยวาจา และพูดแต่ความจริง เป็นสัจจวาจา ไม่พูดปด พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ ฯลฯ เป็นต้น และมีการกระทำทางกายที่ดีชอบตามไปด้วย เช่นการมีกิริยามารยาทที่ดี ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ ไม่อยากได้ของที่มีผู้หวงแหน และไม่ประพฤติผิดลูกเมียของผู้อื่น เป็นต้น

๒.๓ สรุปสาระสำคัญ

มนุษย์ทุกคน เกิดมาเพื่อแสวงหาความสุข ด้วยกันทั้งสิ้น สิ่งที่มนุษย์ต้องการก็คือความสุข ไม่ว่าจะเป็นความสุขทางด้านกาย หรือความสุขทางด้านจิตใจ ดังนั้นเมื่อมีผู้ที่ปราถนาดีต่อตัวเราโดยการมอบความรักและความเมตตาแผ่มาสู่เรา การส่งผ่านความเมตตามานี้จึงถือเป็นพลังทางด้านบวก จากจิตสู่จิต เป็นภาวะที่สามารถรับรู้กันได้ โดยผ่านสายใยของสัญชาติญาณมนุษย์ และเมื่อความเมตตานี้ถูกถ่ายทอดผ่านกระบวนการทางองค์ธรรมที่ทำให้เป็นเหตุให้นึกถึงกัน หรือเป็นหลักที่เรียกว่า สา-ราณียธรรมนั้น จึงเป็นพลังเชิงบวกในการสรรค์สร้างความสัมพันธ์แก่คนรอบข้างที่ทำหน้าที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนอื่นเอาไว้เปรียบเสมือนพลังแม่เหล็กที่ดึงดูดโลหะที่มีคุณสมบัติด้านดีเอาไว้เข้าด้วยกัน และพลังดังกล่าวก็ทำงานโดยอัตโนมัติด้วยตัวของมันเองตลอดเวลา ทำให้เกิดกัลยาณธรรมงอกเงย และเติบโตอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน พลังด้านบวกนี้คลอบคลุมบทบาททุกบทบาทที่มนุษย์มีได้แก่

๒.๓.๑ บทบาทด้านการทำงาน ได้แก่เพื่อนร่วมงาน (มิตร), ผู้บังคับบัญชา และกับผู้ใต้บังคับบัญชา (กรรมกร)

๒.๓.๒ บทบาทด้านครอบครัว ได้แก่สามี ภรรยา, บุตร ธิดา และ มารดา บิดา

๒.๓.๓ บทบาทด้านการดำเนินชีวิต ได้แก่ครูบาอาจารย์ และ พระภิกษุ หรือผู้บำเพ็ญพรหมจรรย์ เป็นต้น

พลังดังกล่าวยังสามารถเปลี่ยนความบกพร่องทางด้านลบให้กลายมาเป็นพลังทางด้านบวกได้อีกด้วย เปลี่ยนมิตรเทียมให้เป็นมิตรแท้ เปลี่ยนผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชาที่แข็งกร้าว ให้เป็นอ่อนโยน, เปลี่ยนสามี ภรรยา ที่ทะเลาะวิวาทกันให้เข้าใจซึ่งกันและกัน ฯลฯ ด้วยคุณลักษณะของสาราณียธรรมนี่เองที่ทำให้บุคคลมีความระลึกถึงกัน มีความรักต่อกัน เคารพซึ่งกันและกัน ไม่วิวาทกัน เป็นเหตุให้เกิดความสมัคสมานสามัคคีและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้สังคมมีความสงบสุข เป็นสังคมในอุดมคติที่น่าอยู่ของมวลมนุษย์

********************************

๓. ในสถานการณ์ปัจจุบัน หลักการนี้ เพียงพอหรือไม่ที่จะนำมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างๆ ให้เป็นไปในเชิงบวกต่อตนเองและผู้อื่นในสังคม เพราะหลักการนี้พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสในยุคเกษตรกรรม แต่ยุคนี้เป็นยุควัตถุนิยมซึ่งมีความสลับซับซ้อนมากกว่า

ผู้เขียนขอวางกรอบเพื่อตอบคำถามไว้ ๒ หมวดดังนี้ (๑) มุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของหลักธรมตามธรรมชาติ (๒) หลักสาราณียธรรมนี้ เพียงพอหรือไม่ที่จะนำมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างๆ ให้เป็นไปในเชิงบวกต่อตนเองและผู้อื่นในสังคม ?

๓.๑ มุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของหลักธรมตามธรรมชาติ

พระธรรมคือคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามี คุณลักษณะ ๖ ประการ คือ ๑.สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว ๒.สนฺทิฏฺฐิโก อันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง ๓.อกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาล ๔.เอหิปสฺสิโก ควรเรียกให้มาดู ๕.โอปนยิโก ควรน้อมเข้ามา ๖.ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

เมื่อพิจารณาคุณลักษณะ ๖ ประการข้างต้นแล้ว พบว่า หลักพุทธธรรม นี้สามารถนำมาใช้ได้ ทุกยุคและทุกสมัย ไม่ว่ายุคเกษตรกรรม หรือยุควัตถุนิยม (เพียงแต่อาจมีลักษณะของการประยุกต์เอาหลักการนั้นมาใช้ในรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกาล-เวลาและสถานที่) มีคุณลักษณะที่ไม่ล้าสมัย และทนต่อการพิสูจน์ทุกเมื่อ เมื่อน้อมมาปฏิบัติเมื่อใดก็จะได้ผลเมื่อนั้น หลักสาราณียธรรมจึงเป็นหลักธรรมที่แสดงหลักการของการประพฤติดีของบุคคลในสังคมที่หวังผลให้สังคมนั้นมีความสงบสุข ทำให้ผู้ปฏิบัติมีจิตใจที่ใสสะอาด ทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างรับสัมผัสถึงคุณธรรมที่หอมฟุ้งกระจายออกมาจากผู้ยึดถือหลักการนี้ มีความระลึกนึกถึงกันเป็นเหตุใกล้ และมีความสามัคคี และสร้างความสงบสุขให้กับสังคมเป็นเหตุไกล...แต่กับคำถามที่ว่าหลักสาราณียธรรมจะเพียงพอหรือไม่ที่จะนำมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างๆ ให้เป็นไปในเชิงบวกต่อตนเองและผู้อื่นในสังคม จะได้หาคำตอบกันในลำดับต่อไป

การมองโดยอาศัยภาพรวม (Hollistic) ทำให้มนุษย์เห็นภาพอย่างกว้างๆได้ดี แต่หากเรามองสรรพสิ่งโดยพิจารณาถึงรายละเอียดปลีกย่อยเข้าไปในเนื้อใน (Reductionism) เราจะเห็นองค์ประกอบย่อยต่างๆ เข้ามาร่วมสัมพันธ์กันอยู่มากมาย องค์ประกอบเหล่านี้จะทำงานประสานสอดคล้องและเป็นกระบวนการอยู่อย่างต่อเนื่อง ไหลอยู่อย่างไม่ขาดสาย อย่างเป็นเหตุและเป็นผลกัน มีความเป็นไปปรากฎให้เห็นได้นานาประการสุดแต่เหตุปัจจัยทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในกระบวนธรรมนั้นเองและทั้งที่เนื่องด้วยภายนอก เมื่อมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดเป็นเหตุขึ้นแล้วก็ย่อมก่อให้เกิดผลเป็นความเปลี่ยนแปลงขึ้น (ทางพระพุทธศาสนาเรียกกระบวนการนี้ว่า “ปฏิจจสมุปบาท” )

ดังนี้ เมื่อเรามีมุมมองเกี่ยวกับธรรมชาติทั้งแบบภาพรวม และแบบองค์ประกอบย่อย จะทำให้เราเข้าใจ ธรรมชาติ ดีชัดขึ้นว่า “ทุกสิ่งย่อมสัมพันธ์กันตามเหตุปัจจัย” หลักธรรมต่างๆของศาสนาก็เช่นกัน ย่อมมีความสัมพันธ์สอดคล้องกันกับหลักธรรมอื่นๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เช่นหลักสาราณียธรรมนี้ ก็ไม่สามารถยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวโดยไร้สัมพันธ์ภาพ กับหลักการอื่นได้ อุปมาเหมือนการสร้างสะพานทอดลงไปในน้ำทะเลที่มีคลื่นลมเชี่ยวกราดอยู่เป็นนิจ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์คือสะพานที่ทนต่อการกัดกร่อนของน้ำทะเล และทนต่อการใช้งานเป็นเวลาที่นานที่สุด...วิศวกรย่อมต้องอาศัยความรู้ในเรื่องวิทยาศาสตร์เพื่อสังเคราะห์เอาตัววัตถุดิบต่างๆที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่สุดกับงาน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกปูนชนิดพิเศษที่ทนต่อการกัดกร่อนของน้ำทะเล, โครงสร้างที่แข็งแรงขึ้น, เสาเข็มชนิดพิเศษสำหรับใช้กับน้ำทะเล, สีชนิดพิเศษที่ทนต่อสภาวะอากาศที่แปรปรวน ฯลฯ รวมถึงใช้ความรู้ทางด้านคณิตศาตร์เพื่อคำนวณหา ตัวแปรและค่าต่างๆที่สมดุลย์กัน ตลอดจนใช้วิศวกรรมศาสตร์และศาสตร์อื่นๆ ในการปฏิบัติลงมือทำตามแผนการที่ได้วางไว้เป็นขั้นเป็นตอน สะพานที่ดีจึงจำเป็นต้องมี องค์ประกอบร่วมต่างๆ ประชุมรวมตัวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

๓.๒ หลักสาราณียธรรมนี้ เพียงพอหรือไม่ที่จะนำมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างๆ ให้เป็นไปในเชิง

บวกต่อตนเองและผู้อื่นในสังคม ?

หลักธรรมต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน ย่อมไปเกี่ยวข้องกับหลักธรรมอื่นๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม และทั้งในแง่ของการส่งเสริม และสนับสนุนซึ่งกันและกัน หรือในแง่ของการเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อกัน หลักธรรมต่างๆจะมีลักษณะที่สัมพันธ์กันในกรณีดังกล่าวนี้ทั้งสิ้น

ในสถานการณ์ปัจจุบัน โลกมีวิวัฒนาการทั้งในเชิงบวก และเชิงลบจนเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ คือยุควัตถุนิยม กล่าวคือมนุษย์มีพัฒนาการในด้านวัตถุอย่างยิ่งยวด ซึ่งสวนกระแสกับพัฒนาการทางด้านจิตใจ ดังนี้หากจะพัฒนาคุณภาพความเป็นมนุษย์ จำเป็นจะต้องพัฒนาคุณภาพทางด้านจิตใจซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับมนุษย์สมัยพุทธกาลเมื่อประมาณ ๒,๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว...ผู้เขียนจึงมีทัศนะว่า หลักสาราณียธรรมเพียงหลักธรรมเดียวจึงไม่เพียงพอ ต่อการนำมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างๆ ให้เป็นไปในเชิงบวกต่อตนเองและผู้อื่นในสังคม หรือหากเพียงพอจริงๆ ก็คงมีกำลังน้อย และให้ผลในวงแคบ ไม่สามารถให้ผลในวงกว้างได้มากเท่าที่สังคมคาดควังเอาไว้ เหมือนสะพานริมทะเลที่มีเพียงปูนชนิดพิเศษ แต่ขาดแล้วซึ่งองค์ประกอบเสริมต่างๆ ที่จำเป็น ทำให้เป็นเพียงแค่ปูนเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถยังประโยชน์ให้สำเร็จเป็นสะพานได้ ดังตัวอย่างที่ได้ยกไว้แล้วนั้น

สำหรับหลักธรรมต่างๆที่มีลักษณะที่เกื้อหนุนกับหลัก สาราณียธรรม แบบสอดรับสัมพันธ์กันนั้น มีอยู่มากมายแต่ก็พอจะนำยกให้พอเห็นเป็นตัวอย่าง เป็นรูปธรรมได้บ้าง คือหลักธรรมเพื่อความสัมพันธ์ในสังคม ดังนี้

๓.๒.๑ อัคคิ ๓

๓.๒.๒ ฆราวาสธรรม ๔

๓.๒.๓ ประมาณ ๔

๓.๒.๔ มิตรเทียม, มิตรแท้ ๔

๓.๒.๕ ทิศ ๖

๓.๒.๖ กัลยาณมิตรธรรม ๗

๓.๒.๗ เบญจศีล, เบญจธรรม, บุญกิริยาวัตถุ๑๐, กุศลกรรมบถ ๑๐ ฯลฯ

หากมนุษย์ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในสังคมปัจจุบันมีการพัฒนาตน เริ่มที่จิตใจก่อน สามารถนำหลักพุทธธรรม โดยมี “หลักสาราณียธรรม” เป็นที่ตั้งในการนำมาพัฒนาจิตใจตนเอง และใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างๆ ให้เป็นไปในเชิงบวกต่อตนเองและผู้อื่นในสังคมแล้ว ย่อมได้สังคมที่สงบสุขในที่สุด

********************************

๔. ในขณะที่สังคมไทยเคยเน้นเรื่องความสัมพันธ์ในลักษณะญาติมิตร ซึ่งสอดรับกับหลักการสาราณียธรรม แต่ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ในสังคม คำถามคือ เราจะสามารถนำหลักการนี้มาปรับใช้ให้สอดรับกับความเป็นไปของสังคมอย่างไร?

ระบบครอบครัวของสังคมไทยในอดีตเป็นระบบเปิดกว้าง เป็นครอบครัวที่มีขนาดใหญ่ เป็นชุมชนที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันมาก มีความเป็นธรรมชาติสูง ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์มีน้อยกว่าปัจจุบัน ระบบและปัจจัยดังกล่าวมีลักษณ์ที่เอื้อให้สุขภาพจิตของผู้คนในสังคมดีกว่าในปัจจุบัน

ยุคสมัยเปลี่ยนไป สังคมก็เปลี่ยนตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วิทยาศาสตร์มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น เป็นปัจจัยแปรผันกับระดับสุขภาพจิต และสุขภาพของมนุษย์ในระดับบุคคลอย่างมีนัยสัมพันธ์กัน กล่าวคือ ยิ่งความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์หรือวัตถุมีมากขึ้นเท่าใด ระดับสุขภาพจิตและสุขภาพของมนุษย์กลับ ลดระดับลง จิตใจต่ำทราม สุขภาพก็เสื่อมถอยลง

เมื่อมองดูในระดับที่มนุษย์ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง(ครอบครัว, ชุมชน และสังคม) พบว่าความสัมพันธ์ในลักษณะญาติมิตรที่สอดรับกับหลักการทางพุทธธรรมในข้อ “สาราณียธรรม” นั้นหายไปพร้อมกับสายสัมพันธ์แบบเดิม... เมื่อเป็นเช่นนั้น หลักสาราณียธรรม จึงจำเป็นต้องถูกนำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับรูปแบบของวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของมนุษย์ ผู้เขียนขอแสดงทัศนะเพื่อเรียกคืนและสร้างสรรค์ ความสัมพันธ์กันในสังคม เป็นข้อๆ ดังนี้

๔.๑ พัฒนาที่ตัวเองก่อน – ทำที่บ้าน โดยฝึกให้ตนเองคิดชอบ, พูดชอบ และทำชอบให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองเสียก่อนและพัฒนาไปในระดับครอบครัว

๔.๒ พัฒนาเยาวชน – ทำที่โรงเรียน จัดวิชาจริยธรรม, พุทธศาสนา ฯลฯ เข้าในระบบการศึกษาโดยวางเป็นมาตรฐาน และไม่เพิกถอนวิชาเหล่านี้ออกจากหลักสูตร เพราะเด็กในวันนี้ก็คือผู้ใหญ่ในวันหน้า เป็นพัฒนาการในระดับชุมชน

๔.๓ พัฒนาสังคม – ทำที่องค์กร พัฒนาโดยตรงที่สังคมอันเป็นภาพฉายเรื่องความสัมพันธ์ในทางลบ สังคมในบริบทนี้ได้แก่ ระบบทางการเมืองโดยพัฒนาที่ตัวผู้นำ หรือผู้แทนประชาชน รวมความถึงภาครัฐและเอกชน รูปแบบและวิธีการทำได้มากมายเช่น สร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงพุทธขึ้น และประกวดให้รางวัลแก่องค์กรณ์นั้นๆเพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อองค์กรอื่น, จัดให้มีองค์กรณ์ตัวอย่างด้านการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างหัวหน้าต่อหัวหน้า, หัวหน้าต่อลูกจ้าง และลูกจ้างต่อลูกจ้าง, การรณรงค์ให้มีกิจกรรมทางด้านการสร้างความสามัคคี ฯลฯ

นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาโดยจัดให้มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้เข้าไปบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างจริงจัง เพราะถือเป็นสื่อทางเทคโนโลยีที่เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารของผู้คนในยุคนี้ในการแสดงออกซึ่งความดีงามและความชั่วร้ายได้อย่างเห็นภาพเป็นรูปธรรมที่สุด คนสามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำความดีและชั่ว ในรูปแบบใหม่ (ตัวอย่างเช่นการสร้างความสามัคคีกัน ปัจจุบันผู้คนสามารถใช้สื่อเทคโนโลยีทาง Internet ในการแสดงเจตจำนงค์บริจาคทาน คือการแบ่งปันเฉลี่ยเจือจาน ให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วกัน ( สาธารณโภคิตา) , ในทางตรงกันข้ามความสะดวกสบายดังกล่าวอาจเป็นเครื่องมือของกลุ่มมิจฉาชีพในการทำอทินนาทาน (ลักขโมย) ได้โดยง่ายเช่นกัน ดังนั้นรัฐจึงต้องเข้มงวดกับกฏหมายและข้อบังคับ และเอาผิดกับผู้ที่ทำผิดอย่างเอาจริงเอาจัง

สาราณียธรรม จึงเป็นหลักการคิด การพูด และการแสดงออกที่ทำให้มนุษย์ต้องหวนมาระลึกนึกถึงกันในเชิงบวก และเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะป้องกันความขัดแย้งในเชิงลบของมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคมดังวาทะของท่านพุทธทาสภิกขุที่ว่า

ทำสิ่งใด ด้วยกายา เมตตาพร้อม พูดนอบน้อม เอ่ยวจี มีเหตุผล

คิดแง่ดี มีน้ำใจ ให้ทุกคน มีลาภผล มิหวงไว้ แบ่งให้กัน

ประพฤติดี ตามกฎ กำหนดไว้ รู้จักใช้ ความคิด จิตสร้างสรรค์

หากคุณธรรม หกข้อนี้ เกิดมีพลัน ย่อมระลึก ถึงกัน ตลอดไป.

********************************

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี