ความเห็นล่าสุด


ได้ยินเหตุผลมุมมองของคนอื่น คนอื่นไม่สามารถได้ยินความลำบาก ข้อจำกัดของเรา

สังคมปัจจุบันเราต้องการการ "เข้าใจตรงกัน" มากกว่าตอนไหนๆในอดีตทั้งสิ้นเพราะสังคมที่ "แยกส่วน" เรากำลังมองเห็น tertiary hospital รู้สึกเป็นคนละฝ่ายกับ primary hospital เป็นคนละพวกกับ customer (หรือผมชอบคำ client มากกว่า มันมี sharing attitude ระหว่างผู้บริการและผู้รับสูงกว่า) เกือบๆจะเป็นคนละกลุ่มกับ funders หรือรับบาลซะด้วยซ้ำ แล้วสภาพเช่นน้เราจะเห็นนโยบายหรือวิธีอะไรที่เป็นองค์รวมได้

การประกันมาตรฐานเบื้องต้นในการได้รับการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งยวดที่สุด โดยหลักการแล้วไม่เป็นที่น่าสงสัยว่าควรหรือไม่ควรมี ปัญหา (ทั่วโลก) ในเรื่องนี้อยู่ที่ implementation มากกว่า

ประเทศแรกที่มีระบบ health insurance มาใช้คือพรรค labor ประเทศอังกฤษ หลังจากนั้นก็มีการพัฒนามาโดยตลอด จนภายหลังภาพชัดเจนขึ้นว่าค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สูงมาก ภาษีจำนวนมากถูกเรียกเก็บและ shunt มาให้ตะกร้าใบนี้ซึ่งดูเหมือนจะถมไม่มีวันเต็ม แถมยังใบใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งปัจจุบันอังกฤษที่มีสภาพเศรษฐกิจดีมากก็ยังไม่สามารถจะการันตี Same standard for All ได้อีกต่อไป สิ่งที่ประกันคือ "มาตรฐานเบื้องต้น" ขนาดแค่นี้ก็ยังหืดขึ้นคอ (และเขาเก็บภาษีสูงมาก เฉลี่ยเกือบ 25% และ VAT 17.5% เพื่อถม social spending)

คำถามพี่ปารมีนั้น ผมขอตอบเป็นนามธรรม เพราะไม่มีข้อมูล concrete ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้เพียงพอที่จะ make intellectual comment ได้ นั่นคือ การปรับมุมมอง แนวคิดใหม่ ของทั้งผู้ให้ และผู้รับบริการ

Health Promotion จะต้องนำมาใช้อย่าง serious และให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆของระบบสาธารณสุข และคนจะต้องไดรับการปลูกฝังว่า Health นั้น ไม่ได้เกี่ยวกับหมอ กับพยาบาลแค่นั้น  "Health is holistic" และจะสะท้อนจากการดำเนินชีวิต การคิด การตั้งคุณค่าของชีวิต ค่านิยมของสังคม สื่อ ความปลอดภัย ทุกๆมิติรวมกัน การคิดแบ่งแยกเป็นระบบกระทรวง ทบวง กรม ที่ไม่ก้าวก่ายไม่บูรณาการนั้นเป็นการ waste resources มากเกินไป

 โรงเรียน โรงพยาบาล และสถาบันศาสนา ต้องมีการบูรณาการกัน ที่พูดมาก็คือกระทรวงศึกษา กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงวัฒนธรรม ต้องทำงานออกเป็น same breath, same idea, towards the same goals

Attitude, Values ของประชาชน และของบุคลากรบริการสุขภาพต้องมีการปรับปรุงใหม่ ระบบ business model ที่ใช้การตรวจสอบ คุกคาม โดยที่คำ "คุณภาพ" มีความหมายต่อคนแค่บางกลุ่มนั้น ไม่ใช่ระบบที่ยั่งยืนเลย จะมีประโยชน์อะไรที่ถ้า รพ. หรือ องค์กร non-profit ประกาศชัยชนะทางเศรษฐกิจ แต่คนที่เรา supposed to serve ไม่ได้ share หรือรู้สึกว่าสามารถจะร่วมใน "ชัยชนะ" นี้ได้?

ถามว่าจะทำอย่างไร ผมคิดว่าคงจะต้องยกตัวอย่างเป็นเรื่องๆกระมังครับ เอา stakeholders ที่เกี่ยวข้องมาคุยกันตัวต่อตัว อย่าคุยกันแบบแยกส่วน แยกเขา แยกเรา เพราะเราจะไม่สามารถ

สวัสดีครับพี่เต็ม

พึ่งสมัครสมาชิก ขอลอง post ประเดิมหน่อยเถอะ ไม่เคยเล่นเหมือนกัน blog

ผมเคยพูดถึง ครู กับ หมอ กับ supervisor ผมที่ Bristol ก่อนจะกลับเมืองไทย ก็จะมีการเลี้ยงยินดี เลี้ยงลา เลี้ยงส่ง กันไปกันมา ตอนหนึ่งของการสนทนา ผมวิเคราะห์ในแกฟังว่าหมอกับครูถ้าจะมีความสุขในการทำงาน จะมีจุดร่วมอยู่ประการหนึ่งคือ

หมอควรจะคิดว่า ผู้ป่วยข้างหน้าเราน่าจะมีความสุข หรือพ้นทุกข์ได้ และเรามีบทบาทหน้าที่ที่จะทำอย่างนั้น

ครูควรจะคิดว่าเด็กทุกคน สามารถรู้มากขึ้นและเป็นคนดีของสังคมได้ และเราก็มีบทบาทหน้าที่ที่จะทำอย่างนั้น

บทบาทและหน้าทีของครูของหมอนี่เองที่เป็น noble และ nobility ถ้ายังเป็น value ของสังคมอยู่ก็จะตอบคำถามของพี่ได้ในตอนต้น แต่มี 2 cliche

1. ปัญหาอยู่ที่ nobility ของหมอ/ครู (พระ) ลดลง?

2. หรือปัญหาอยู่ที่ value ของสังคมเขาไม่นับเรื่องนี้กันแล้ว?

หรือทั้งคู่?

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี