ความเห็นล่าสุด


ขอบคุณครับคุณนงนาท เรื่องมีเยอะแต่ไปมัวเมากับ FB จนลืมที่นี่ไปครับ ขออภัย เดี๋ยวจะกลับเนื้อกลับตัวใหม่ครับ


ขอบคุณครับ เขียนตอนแรกลง FB พี่โอ๋บอกให้เอามาลงที่นี่ด้วยครับ เลยพึ่งเห็นว่าไม่ได้เขียนลง gotoknow มาตั้งสี่เดือนแย้ว!~~! guiltๆๆ

ขอบพระคุณครับอาจารย์

ขอเรียนถามเพิ่มเติมสักเล็กน้อย

  1. เวลา mini-lectures ที่เพิ่มเติมใน key concept ที่นักศึกษายัง lack มีกำหนดไหมครับว่า จัดให้ได้ถึงกี่ชั่วโมง
  2. ข้อ 9,10, 11 ปกติจะใช้เวลารวมประมาณเท่าไรครับ

ยังมีโอกาสเอา outcome mapping ที่เรียนจากอาจารย์นำไป apply ใช้ (ไม่เต็มรูปแบบ) อยู่เนืองๆครับ


ไม่ยักทราบว่ามีพจนานุกรมชื่อเท้าด้วย แฮ่ะๆ แซวเล่น

พี่โอ๋ครับ Blank

เขียนฉันท์นี่เป็น fear ที่ค้างคาในใจผมมานานมากแล้ว เพราะผมจะคิดว่าภาษาไทยผมค่อนข้างจะใช้ได้ดีมาตลอด โคลง กาพย์ กลอนนี่ไม่มีปัญหา เขียนเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อนั้น แต่ฉันท์นี่ไม่กล้าเขียน เพราะตั้งแต่เด็กๆ ไม่ทราบเพราะศัพท์มันน้อย หรืออะไร แต่มันนึกคำไม่ออกตามบังคับครุ ลหุ โดยเฉพาะคำลหุ ที่จะวางให้ไพเราะ ให้ดี ปรากฏว่ามันจะกลายเป็นศัพท์บาลี สันสกฤตแปลกๆเยอะแยะ และเราก็เลยท้อไป เพราะแต่งบทกวีีที่ไม่สื่อความหมายที่เราอยากจะสื่อ ก็คงจะไม่สนุก ผมก็เลย "ภาษาดี (ยกเว้นฉันท์)" มาโดยตลอด

พอคุณบุ๋ม (คุณเจริญพร) ได้บันทึกเหตุการณ์ ความรู้สึก ใน workshop เป็นกาพย์ และสุดท้ายเป็นวสันตดิลกฉันท์ 14 ก็เกิด "ความฮึด" กลั้นใจเขียนออกมาแบบรวดเดียวให้จบให้จงได้ และก็ออกมาเป็นฉันท์บทแรกในชีวิตอย่างที่เห็น

เป็นการปลดความกลัวที่ค้างคามาหลายสิบปี ในไม่กี่ชั่วโมง!!

AMAZING INDEED!

ขอบคุณครับ สิ่งที่ผมและพี่วิธานและเพื่อนๆพยายามจะทำ ก็คือ "ขอพื้นที่" ให้คนทุกคนได้หันมามองความสวยงามที่มีอยู่แล้วทั่วไปให้ชัดขึ้นเท่านั้นเองครับ โชคที่ที่มีผู้เมตตาคอยเอื้อพื้นที่เป็นเนืองๆ

เวลาทำอะไร มันก็จะมีสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง สำเร็จเราก็ทำ successful story กัน ไม่สำเร็จเราก็ทำ lessons learnt กัน สุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ก็จะการันตีว่ามี successful story หรือ lesson learnt เกิดขึ้นเพื่อการพัฒนาต่อไปแน่ๆ จะได้ไม่ต้องจิตตก ทำไปสูญเปล่า หรืองานชั้นหายไปไหนเนี่ย ให้มันระเคืองระคายใจ

หวังว่ารูปจะพอดูได้นะครับ :)

สวัสดีครับพี่แก้ว

ที่จริงผมเชื่อว่าไม่มีอะไรที่เราทำไปแล้วสูญเปล่าเลย เพียงแต่เราอาจจะเผอเรอมองไปผิดที่เท่านั้นเอง

สาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะ "ตัวชี้วัด" ที่เราตั้งไว้ก่อน ทำให้เกิด​ "กรอบ" ในการมองว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างจากสิ่งที่เราทำ จนมองไม่เห็นสิ่งอื่นๆที่เกิดขึ้น หรือเห็น แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ

ยกตัวอย่างงานการดูแลผู้คนของบุคลากรสาธารณสุข มีหน่วยงานไหนที่ให้ความสำคัญว่า ขณะที่เราทำงาน "ความสัมพันธ์" ระหว่างเรากับผู้คนเป็นเช่นไรบ้าง? อะไรที่เกิดขึ้นใน "ตัวมนุษย์" ขณะที่มีการดูแลกันและกัน นอกเหนือไปจาก mortality rate, morbidity rate, unit cost, profit และ artificial parameters อื่นๆมากมายที่ตั้งขึ้นมา

เราทำอะไรไป เราสามารถจะได้ 100% ได้ไหม หากเราได้แค่ 5% อีก 95% นั้นหายไปไหน และเพราะอะไร? เราไม่ได้อะไรเลยจาก 95% นั้นจริงๆหรือ? แม้แต่ความผิดพลาด เราก็ยังนำไปสอน ไปบอก ไปเล่าให้กับคนอื่นๆได้อีกมากมาย ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว มันก็จะผิดกฏ thermodynamic ที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นและสูญหายไปเฉยๆ มันแค่เปลี่ยนสภาพไปเท่านั้น ขึ้นอยู่กับเราว่าเราจะเอาสภาวะที่เปลี่ยนแปลงนี้เป็นโอกาสนำไปใช้ประโยชน์ หรือมองว่าเป็นขยะ (เดี๋ยวนี้ แม้แต่ขยะ ก็นำไป recycle เกิดประโยชน์ต่อไปได้อีกเยอะ)

 

ครับผม ไม่เพียงเฉพาะเนื้อหา แต่พลังงานของผู้ประพันธ์ที่ได้มอบให้กันและกัน ก็สุดยอดมากครับ

คุณเยาวลักษณ์ Blank

ผมชอบ theme ที่เขาดึงเอา family มาเป็น power ด้วย สื่อได้เรียบง่ายแต่สำคัญมาก ไม่นับ main theme ที่บ่งชี้ว่าเราทุกคนมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ทั้งจากการกระทำ และการไม่กระทำของเราเอง

ขอบคุณครับที่มาเยี่ยมเยียน

เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ พูด รวมทั้งคิดด้วย มีผลกระทบต่อนิเวศน์ทั้งหมดเช่นกันครับ

อ.จัน

เดี๋ยวนี้ที่สุวรรณภูมิก็มี sim card แบบ pre-paid ไว้ใช้เมืองนอกขายแล้วนะครับ แต่ผมว่ายังไงๆน่าจะสู้ของ local phone company ยาก อยากรู้ของเกาหลีเหมือนกันครับ

ยายธีครับ

ที่จริงมีคนเตือนไว้ก่อนเยอะมาก เราก็ทำ mental rehearsal ท่าโน้นท่านี้ไว้เต็มไปหมด ถึงเวลาจริงก็ปอดแหก ไม่ได้ทำอะไรสักอย่างครับ หึหึ สงสัยต้องกลับมาเรียนไอกิโด้ให้ได้สายดำค่อยกลับไปใหม่

อ.ประพนธ์ครับ

ตอนนี้จะเป็นรูปแบบไม่มีบรรยายไปก่อนนะครับ จะค่อยๆเพิ่มรายละเอียดลงไปทีหลัง

อาจารย์ขจิต ตามเข้าไปขมที่ facebook ผมได้เลยครับ sakon singha มีหลายอัลบัม

ที่เชียงใหม่มีโรงเรียนสไตล์ฉือจี้ รู้สึกว่าจะอยู่ที่อำเภอฝางครับ น่าไปดูงานเหมือนกันว่าเอามาทำกับเด็กไทยแล้วผลเป็นเช่นไร

ขอบพระคุณครับ

ต้องขอเรียนว่ามิได้เกิดความขุ่นอะไรเลย เป็นความคุ้นชินเดิมของผมเองที่เมื่อยังไม่กระจ่าง หรือยังไม่แน่ใจ ก็จะหาทาง หาคำอธิบายให้มันกระจ่างขึ้นเท่านั้นเอง หากแสดงอะไรออกไปทำให้นึกว่าขุ่นมัว ต้องขออภัยด้วยเช่นกันครับ

และยอมรับว่าเรื่องแบบนี้ ด้วยภาษาที่เราใช้ มันมีโอกาสหลุดเลื่อนเคลื่อนคลาดไปได้เยอะ จนทางที่ดี อาจจะต้องพึ่งพาภาวนามยปัญญาจะดีที่สุด

ในบริบทของการเยียวยา (ตามหัวข้อบทความ) แทบจะเรียกได้ว่าคนเบื้องหน้านั้นจิตกำลังถูกกระทบจากฐานกายเปราะบางทรุดโทรม ส่วนจะกระทบมากหรือน้อย คงแล้วแต่บารมีที่สั่งสมไว้ แล้วแต่ต้นทุนที่สั่งสมไว้ อันที่จริงทุกข์ก็ปกติ สุขก็ปกติ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ปกติ เพราะมันเป็นเช่นนั้น ปัญหามันจะเริ่มต้นตอนที่เราไป label กากบาทว่าอันไหน เยี่ยงไรปกติ เพราะพอกาลงไปปุ๊บ มันก็จะมีตำแหน่งที่เราไม่ได้กาทันที

ทีนี้ในการเกิด empathy นั้น การ "รับรู้" หรือการ "รู้สึกรู้สม" ของผู้เยียวยาผมคิดว่ามีความสำคัญ อาจจะบางทีในระดับมนุษย์ปุถุชนธรรมดากระมัง ที่หากเราก็ทุกข์เป็น สุขเป็น เราจะเห็นว่าพ้นทุกข์ หรือสุขสงบนั้นมันดียังไง ส่วนระดับมองทุกอย่างเป็น ตถตา เป็นปฏิจจสมุปบาท คงจะเป็นอริยชนอีกกลุ่มหนึ่ง เดินๆปะปนอยู่ท่ามกลางเราๆนี่ก็เป็นได้

ก็ขอให้การมองเห็นเป็นปกติ เป็นคนละเรื่องกับการชาเย็น หรือการไม่ synchronize ความรู้สึกของผู้เยียวยากับผู้ถูกเยียวยา ภาษาที่ใช้ (ทั้งวจนภาษาและอวจนภาษา) จะได้สำแดงว่ามิได้อยู่กันคนละโลกเดียวกัน จนบางที ผมว่าหมอๆ พยาบาลๆ จะเปราะบางบ้างก็ได้ จะมีน้ำตาบ้างก็ได้ จะหัวเราะ จะร้องไห้ ก็ไม่แปลกอะไร ขั้นตอนของการเห็นอย่างลึกซึ้งคงจะไม่ต้องเร่งรัดหรือ set goal เอาไว้

เพราะบางทีการมีอารมณ์ร่วมกับคนข้างหน้า มันทำให้เราเห็นความงามของมนุษย์ได้ชัดเจนจากประสบการณ์ตรงได้มากทีเดียว

ขอบพระคุณอีกครั้งครับ เป็นการสนทนาที่น่าสนใจมากครับ

อืม.. มันมีความเหมือน และความต่างกันอยู่ในที ระหว่างปกติที่ผมเข้าใจกับที่ผมเข้าใจกับที่คุณโกเมศวร์กำลังสื่อ อาจจะเป็นกำแพงภาษา

ผมยังไม่ทะลุคำว่า "ในความปกตินั้น เราเขาเป็นอย่างเดียวกัน" นี้หมายถึงเราเขาเป็นมนุษย์เช่นเดียวกันหรือว่าอย่างไร และในส่วนต้นนั้น ที่คุณโกเมศวร์บอกว่า "หากพบว่าสภาวะใจปกติไม่เหมือนกัน จะต้องมีของคนหนึ่งผิดปกติ" ตรงนั้นกับตรงนี้ทำให้ผมยังไม่ทะลุอีกเช่นกันครับ และหากเรา aware ว่าของเราปกติและในเวลาเดียวกันนั้น ด้วยเหตุแห่ง dualism เราก็จะ aware ในเวลาเดียวกันว่าของผู้อื่นที่ไม่เหมือนเรานั้นผิดปกติรึเปล่า? 

เป็นไปได้หรือไม่ หาก "สภาวะใจปกติไม่เหมือนกัน" ในขณะที่เราเข้าใจเขาได้ รู้สึกได้ และพยายามหาทางออกให้กับเขานั้น เขาเองก็อาจจะกำลังลังเข้าใจเรา รู้สึกเรา และพยายามหาทางออกให้กับเราเหมือนกัน? โดยที่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้พูดอะไรกัน

และที่เชื่อมโยงไปถึง "เราเข้าใจเขาได้" 

เพราะส่วนใหญ่ ที่ผมพอจะทำได้คือ "ยอมรับ" แต่ถึงขั้น "เข้าใจ" นี่บางครั้งผมไม่แน่ใจครับว่า เราจะมีฌานบารมีเพียงพอที่จะเข้าใจใครได้อย่างถ่องแท้ แต่ถ้าพูดถึงการที่เรายอมรับเขา อันนี้ไม่ยากมากนัก ฝึกได้ ทำได้ เคยเข้าใจได้บ้างเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะลงเอยไปที่ "คิดว่าเข้าใจ" หรือที่ใกล้เคียงมากๆก็คือ พอเข้าใจเพราะมีประสบการณ์เก่าที่ใกล้เคียง แต่ก็เชื่ออยู่ว่าไม่น่าจะเหมือนกัน

และสุดท้ายก็คือเรื่องของ "ความเคยชิน" นั้นฟังดูจะเป็นอุปสรรคในการมี "ใจปกติ" รึเปล่านะครับ? หรือหมายถึงเหตุปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดความเคยชินนั้นๆ จะว่าไป ตอนแรกคำความเคยชินมันฟังเป็นกลาง เกือบจะใกล้เคียงกับคำว่า "นิจศีล" แต่ตอนนี้ความเคยชินดูจะไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่แล้ว หรือว่าจะมีบริบทอื่นเข้ามาประกอบกับความเคยชิน จึงจะเป็นความเคยชินที่เป็นอุปสรรคต่อ "จิตปกติ"?

ดีจังเลย มีคำถามต่อเนื่องเต็มไปหมด ขอบพระคุณมากครับ

สวัสดีครับ อ.วิรัตน์

กังนัมสไตล์เป็นปรากฏการณ์ social media อย่างนึงแน่นอนครับ  จาก concept มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และการแสวงหาหรือการ participate social event เพื่อแสดง existence ของแต่ละคนอยู่ในสายเลือดก็ว่าได้ 

การสื่อสารที่อาจจะมองเป็นแค่มีการส่งต่อข้อมูล แต่รับประกันได้ว่ามีนัยยะที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก ที่ผมยกตัวอย่างการสื่อสารเพื่อการเยียวยาเป็นเพียง theme หนึ่งเท่านั้น ปรากฏการณ์เช่นเดียวกันกับระบบวัฒนธรรมอื่นๆ เช่น อาหาร

หมอมักจะมองอาหารเป็นเพียง nutrition คือมีสารให้พลังงาน ให้เกลือแร่วิตามิน ให้น้ำ จบ แต่ที่จริงอาหารเป็นทั้ง social tool, aesthetic (สุนทรียะ ทั้งรูป รส กลิ่น class รสนิยม ชนชั้น ฯลฯ), spirituality (ทุกชาติ ทุกภาษาจะมี "อาหารเฉพาะเทศกาล" ทั้งสิ้น), cultural aspect การแสดงความเป็นเผ่าพันธุ์ มีที่มา มีรากเหง้า มีเครือข่าย ฯลฯ การมีรสชาติอาหารอยู่ในปากไม่สามารถจะทดแทนด้วยการใส่สายจมูกลงไปในกระเพาะ และอัดอาหารเหลวลงไปเท่าไหร่ก็ได้ เพราะ nutritional adequate นั้นคนละเรื่องกับ quality of life หรือ sense of well-being

ตอนนี้ YouTube หรือ FB หรือ social media tool อื่นๆได้ให้อะไรบางอย่างที่เป็น common-value theme นั้นคือ ความมี "ตัวตน" มีคนเห็น มีคนฟัง มีคนพูดคุยด้วย เป็น spirituality อีกรูปแบบ แบบฟาสต์ฟูด แบบ superficial แต่ก็คล้ายๆ buffet คือ เติมได้ไม่จำกัด

ภาวะ "ใจปกติ" ที่คุณโกเมศวร์กล่าวว่า "ของแต่ละคนเหมือนกัน แต่ถ้าไม่เหมือนกันแสดงว่าต้องมีใครสักคนผิดปกติ" นี้มีนัยยะเวลาจะนำไปใช้ ต้องระมัดระวังให้ดี

เพราะกรณีนี้ ใจปกติเป็นปรมัตถะ เป็นสัมบูรณ์ นั่นคือ ต้องมี "ปกติ" อยู่ version เดียว จะเกิดปัญหามาทันทีว่า "ปกติของใครที่ปกติ ปกติของใครที่ผิดปกติ" และใครจะเป็นผู้ตัดสิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากเรามั่นใจว่า "ของเรานั้นปกติ" ก็จะแปลว่า "ของใครก็ตามที่ไม่เหมือนเรานั้นผิดปกติ" หรือไม่?

ในขอบเขตของการสื่อสารที่ผมตั้งใจจะใช้ น่าจะเป็นปกติอีกแบบหนึ่งที่ไม่ได้เป็น absolute คือไม่ได้เป็นสัมบูรณ์ เป็นปกติคือ norm ซึ่ง norm นั้นแตกต่างกันได้ norm ของเราเป็นแบบหนึ่ง ในขณะเดียวกันของคนอื่นอีกแบบหนึ่ง และทั้งสองคนสามารถที่จะ "ไม่ผิดปกติ" ในเวลาเดียวกันได้

แต่ถ้าในกรณีที่เราจะทำสมาธิภาวนาเพื่อให้ "ใจปกติ" คือถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา อันนี้เป็นกิจกรรมอันเป็นสิริมงคล และเป็นหนทางที่น่าเดิน น่าดำเนินไปอย่างยิ่ง และหากทำให้ใจปกติขนาดนี้เป็น norm ไปด้วย คือกลมกลืนกับวิถีชีวิต ก็จะยิ่งดีงาม

คิดว่าประเด็นนี้น่าจะนำไปภาวนาต่อ น่าจะดีเป็นแน่แท้ครับ

อา.. อันนี้เป็นเรื่องของนิยามไปแล้ว ดีที่มีการ clarify ครับ

เพราะผมดันไปคิด "ปกติ" คือ norm ซึ่ง norm นี่ไม่ได้เป็นสัมบูรณ์ เป็นอิงบริบท และ norm ของแต่ละปัจเจกไม่เหมือนกัน แต่ที่ว่า ใจปกติ คือใจที่ถึงพร้อมซึ่งศีล สมาธิ และปัญญา อันนี้น่าสนใจมากครับ รวมทั้งสภาวะที่ใจปกติของแต่ละคนเหมือนกันด้วย ขอนำไปครุ่นคิดใคร่ครวญต่อครับ

ขอบคุณมากครับ

 

ขอบคุณครับโกเมศวร์

ผมอยากจะเพิ่มอีกสักกระตี๊ดสำหรับผู้สื่อ ไม่เพียงแต่ใจเป็น "ปกติ" แต่ใจเราควรจะตั้ง "เมตตา" คือจิตปราถนาเพื่อจะเยียวยาเป็นสรณะไว้ด้วย เรื่องนี้สำคัญเพราะเรื่องที่เราจะสื่อ อาจจะปกติสำหรับเรา แต่มักจะ "ไม่ปกติ" สำหรับคนรับ ถ้าเราปกติเกินไป มันจะไม่สอดประสานกับสิ่งที่คนรับกำลังรู้สึกได้ อาจจะเรียบเรียงใหม่เป็น "ให้ใจเราเป็นปกติ และมีรู้สติว่าเรากำลังสื่อสารเรื่องที่ไม่ปกติเอามากๆกับคนที่อยู่เบื้องหน้า"

ส่วนผู้รับสารนั้น คิดว่าจะเปิดรับแค่ไหน ขึ้นกับว่าเขาเป็นคนอย่างไรกับข่าวร้ายกระมังครับ เป็นการสะสมมาทั้งชีวิต ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ตรงนี้เราทำอะไรมากไมไ่ด้ แต่เราอาจจะสามารถ explore สักนิด ก่อนจะสื่อสาร พอให้ได้ profile ว่าเขาจะรับแบบไหน เท่าไหร่ จะรับหรือยัง ฯลฯ

ขอบคุณครับอาจารย์

แผนเป็นของตาย แต่เป้าหมายเป็นของเป็น เราอยากจะตายรึอยากจะเป็นต้องมี focus ที่แน่วแน่ และไม่เพียงแค่ focus เท่านั้น ยังต้องมี will มีเจตจำนงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าอีกด้วย บางทีบนเส้นทางมีเมฆ มีหมอกมาบัง ก็ต้องรวบรวมสติ ว่าเราจะตามเมฆไปตามหมอกไป หรือจะไปยังเป้าหมายเดิมดี

เพราะบางครั้งไล่ตามเมฆ ไล่ตามหมอก ก็มีมาให้ไล่ไม่จบไม่สิ้น

เพราะบางครั้งเมฆหมอกเหล่านั้นอาจจะเป็นสัญญานเตือนว่าใกล้ปล่องภูเขาไฟแล้วก็ได้ ไปต่อก็อาจจะเป็นผนังหน้าผา เป็นหล่มไฟ 

"เป้าหมายจึงเป็นของเป็น". ที่เราต้องจับสัญญาน ถอดรหัสชีวิต ให้ทันท่วงที

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี