ความเห็นล่าสุด


เห็นด้วยเรื่องการดูแลตนเองครับ แต่ประเด็นที่อยากจะสื่อคือเรื่องการดูแลคนรอบข้าง การเยียวยาซึ่งกันและกันในสังคม เพื่อที่จะเกิด society ที่มีระบบ self-healing นั้นจำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญจากคุณภาพของคนในสังคมนั้นๆที่เห็นความสำคัญของการอยู่ร่วมกัน สำนึกในหน้าที่ไม่เพียงต่อตนเอง แต่ต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศด้วย

awareness ว่าสุขภาวะของปัจเจกมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงไปกับสุขภาวะ (บางครั้งทุกขภาวะ) ของผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะในยุคเทคโนโลยีปัจจุบัน "ความใกล้กัน" เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันด้วยความเร็วของเครื่องมือที่เรามี "ความฉาบฉวย" ก็เกิดขึ้นมากตามไปด้วย จนกระทั่งเราอาจจะเผลอมองไม่เห็นคุณสมบัติอันน่ามหัศจรรย์ที่มนุษย์สามารถที่จะเกื้อกูลกันหากเราช้าลง และไม่มได้อยู่เพียงตามลำพัง หากเข้ามา "อยู่ร่วมกัน" และอยู่ร่วมกันไม่เพียงทางกายภาพเท่านั้น หากแต่อยู่ร่วมกันทางอารมณ์ จิตใจ และคุณค่าหลายอย่างที่ shre กันด้วย

ขอบพระคุณมากครับที่ต่อยอด

เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้อง “ช่างเล่า ช่างอธิบาย” หลายสิ่งหลายอย่างให้เยาวชนรุ่นหลังฟัง มิฉะนั้นความหมายที่ลึกซึ้งเหล่านั้นจะหายไป ในที่สุดก็จะมีคำถาม เช่น ขอเลิกไหว้ ขอเลิกเรียกพ่อแม่ ขอเลิกพูดคะขาครับผม ขอเลิกกราบ ถึงตอนนั้นเราไปโทษใครก็คงจะไม่ได้

เดี๋ยวนี้เด็กฟุ้งซ่าน เพราะ "ทำน้อยลง แต่พูดมากขึ้น" แล้วตอนสอบก็ไป "กาๆๆ" แล้วก็ผ่าน แล้วก็ได้เกียรตินิยม แต่ไม่มีใครได้ทักษะในการสะท้อนตนเอง มองตนเอง และเห็นความสัมพันธ์กับคนรอบด้าน หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวเลย

ขอบพระคุณอาจารย์ขจิตครับ

การศึกษาแบบใดก็ตามที่ทำให้นักศึกษาอยู่กับตนเอง เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งแวดล้อม เป็นการศึกษาที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นไท และการค้นพบศักยภาพที่แท้ของตนเองอย่างแท้จริง

ขอบพระคุณครับ

ขอบพระคุณที่มาเยี่ยมเยียนครับ ยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทุกที่ ทุกเรื่องนะครับ

เป็น "เทวดาแบบในนิยาย" ครับ ท่านอาจารย์ JJ ซึ่งไม่ใครจะสง่างามเท่าไหร่

เทวดาในคติไทย กับคติกรีกคล้ายๆกันตรงความ "เหมือนมนุษย์" โดยเฉพาะในด้านอารมณ์ และการทำอะไรตามอารมณ์ การให้ความสำคัญกับ "อภิสิทธิ์" เหนือคนอื่นๆ

ดังนั้นในคติพุทธศาสนา เทวดาจึงเป็นตัวละครที่ดีที่จะถูก "จับมาาสั่งสอนอบรม" เพราะในขณะที่มีอำนาจวิเศษ มนตรามากมายนั้น บางทีสันดานไม่ดี ทำผู้คนเดือดร้อน และอย่างไม่มีจริยธรรมก็เยอะ

คงจะเหมือนบรรดา "เทวดา" ในสังคมปัจจุบันมากทีเดียว

เป็น "เทวดาท่าจะบ๊อง" น่ะครับ (แต่ผมว่านิเชาน่าจะมีความสุขกว่า)

ผมเข้าใจว่ามีนะครับ อ.ขจิต

แต่เดี๋ยวนี้ภาษาโฆษณาจะใช้เชิง "ชี้ชวน" ให้คิดต่อเอาเอง จนกระทั่งพิสูจน์ยากว่าเขากำลังพูดเท็จ คือการรับรู้ของคนเราเมื่อข้อมูลเกิดขึ้น เราจะ "เติมคำลงในช่องว่าง" เพื่อให้ใจความสมบูรณ์เองโดยอัตโนมัติ ร่วมกับการใช้บริบท รูปภาพ ภาพยนต์ เพลง ฯลฯ ประกอบ

มันยากจนกระทั่งผมว่า ผู้บริโภคต้องปรับภูมิคุ้มกันในการรับรู้ข่าวสารของตนเองไปด้วยแล้ว เพราะจะรอให้คนอื่นดูแลให้ มันจะลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะต้องช่วยกัน "ฉุกคิด" กันบ้าง ถ้ามันมียาวิเศษทำให้สมองมันดีขึ้นอย่าง dramatic จริง คนเราคงจะฉลาดไปทั้งโลกแล้ว (ราคาก็ไม่แพงนัก หาได้ทั่วไปตาม supermarket) แต่ถ้ามันไม่จริงแล้วยังขายได้ ก็เป็นสาเหตุเดียวกับการที่ละครน้ำเน่าขายดิบขายดี คือชีวิตในความฝันไม่ไกลเกินเอื้อม คนเราหวังประสบความสำเร็จแบบสำเร็จรูป ง่ายๆ ใช้เงินซื้อได้ ไม่ต้องทุ่มเท ไม่ต้องลำบาก

ในสังคมทีเชิดชูเงินทอง ก็จะชอบการเผยแพร่ concept นี้ ขอให้มีเงินเถอะ จะมีสารอาหารพิเศษ เพิ่มสมอง เพิ่มคุณธรรม เพิ่มจริยธรรม อีกหน่อยคงจะมียาเม็ดหมอศัลย์ ยาฉีดเป็นหมออายุรกรรม ยาอมผู้พิพากษา หมากฝรั่งวิศวะ ลูกอมสถาปัตย์ ออกมาทันใจสัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงินกันให้สนุก

ผมพบเรื่องนี้ครั้งแรกใน TRUEvision และสั่งซื้อมาจาก Amazon ครับ ไม่แน่ใจว่าร้านทั่วๆไปจะมีไหม

ปกติผมจะไม่พยายามแยกหมวดหมู่ปัญหาของคนไข้ หรือพยายาม classify ว่านี่คือปัญหาทางกาย ทางจิตใจ ทางสังคม หรือทางจิตวิญญาณครับ เพราะผมคิดว่าทุกเรื่องเชื่อมโยงกันหมด และข้อสำคัญคือ เจ้าของปัญหา ก็ไม่ได้จัดหมวดหมู่ว่าตอนนี้เขามีปัญหาด้านไหน

  • คนไข้ที่เจ็บปวด ก็ทำให้อารมณ์หดหู่เศร้าหมอง ทะเลาะกับคนในครอบครัว บางคนไม่สามารถสวดมนต์ ไหว้พระ ทำละหมาดได้
  • คนไข้ที่มีปัญหาด้านอารมณ์ ก็อาจจะทำให้อาการทางกายยิ่งมากขึ้น ไม่สามารถจะ rehabilitate ตัวเองได้ ไม่มีอารมณ์ที่จะมาดูแลคนอื่นๆ หงุดหงิด สมาธิสั้น และมองไม่เห็นที่ยึดเหนี่ยวของชีวิต
  • คนไข้ที่ลูกๆไม่มาดูแล ก็จะมีความเงียบเหงา เปล่าเปลี่ยว อาจจะได้ยาไม่ครบ ไม่สม่ำเสมอ รู้สึกตัวเองไร้ค่า
  • คนไข้ที่หมกมุ่นวนเวียนกับความผิดในอดีต สำนึกเสียใจ ก็ไม่มีแก่ใจจะดูแลตนเอง รู้สึกว่าคงวามทุกข์ทรมานเป็นสิ่งที่สมควรจะเกิด ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าหมอง แยกตัวเองออกจากผู้อื่นเพราะคิดว่าไม่อยากจะไปเป็นภาระ

ทั้งสี่แบบ ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าอะไรเป็นจุดเริ่ม จุดบรรเทา หรือจุดกระตุ้น แต่เกิดขึ้นควบคู่กันไป การดูแล ต้องดูแลทุกมิติ (หรือไม่ต้องไปสนใจก็ได้ว่า ณ ขณะนี้ เรากำลังดูมิคิอะไรอยู่) เมื่อมิติใดมิติหนึ่งดีขึ้น มันจะส่งแรงลงไปหามิติอื่นๆโดยกลไกของตัวเขาเอง ทั้งกระบวนการหาย การเยียวยา และการเกิดพยาธิสภาพ ส่งผลต่อสุขภาวะทุกมิติอยู่แล้ว เพราะนั่นคือองค์ประกอบของชีวิตหนึ่งๆ ไม่ว่าจะมีคนแยกแยก แบ่ง category หรือไม่ก็ตาม

สิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์เริ่มต้นได้เลย ก็คือ "มองเห็นว่ามีปัญหา" และสร้างทัศนคติจากจุดเริ่มต้นนี้ ผมคิดว่าเราอาจจะไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจาก classify ปัญหาเป็นมิติทางสุขภาพก่อน เพราะจริงๆแล้ว ที่เรานำมาเชื่อม หรือนำมาแยกนั้น เป็นการ narrative ของตัวเราเองทั้งสิ้น ส่วนจะตรงกับคนไข้ ตรงกับญาติ ตรงกับครอบครัวของเขาหรือไม่ เราไม่มีทางทราบเลย

ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องที่ฝรั่งเขาอยากจะแยกนั้น มันมีที่ใช้แค่เป็น academic purpose เท่านั้น คือสำหรับคนที่สนใจ แต่สำหรับคนธรรมดาๆ ปัญหาก็คือปัญหา ไม่มีใครแยกปัญหาว่าชั้นมีปัญหากายสองอย่าง ปัญหาใจหนึ่งอย่าง ปัญหาสังคมสามหรือสี่อย่าง ปัญหาทางจิตวิญญาณหนึ่งอย่าง ฯลฯ แต่ผมคิดว่าเมื่อไหร่ที่เราลงไปแยก มันจะส่งผลค่อพฤติกรรมของเราเองได้หลายด้านไปพร้อมๆกันด้วย และผมไม่แน่ใจว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีต่องานที่เราคั้งใจจะทำเหมือนกันครับ

OK ครับ แต่เกรงว่าผมคงไม่ทราบครับว่าเรามีเครื่องมือนี้หรือไม่

ผมเชื่อว่าเรื่อง spiritual เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล และยากที่จะวัด ยากที่จะประเมิน ยากที่จะสื่อสารข้ามบุคคล มีกำแพงเรื่องของความเชื่อ ศรัทธา ศาสนา วัฒนธรรม และประสบการณ์ตรงของแต่ละปัจเจก แต่ละครอบครัว มากจนกระทั่ง reliability ของเครื่องมือนั้นๆน่าจะยากที่จะคงอยู่ และมั่นใจว่าเรา "รู้" สภาวะทางจิตวิญญาณของคนๆนั้นจริงๆ

แต่ผมคิดว่าน่าสนใจมากครับ ถ้าเราอาจจะเริ่มต้นจากตัวเราเอง ว่าถ้าเราอยากจะทราบ spiritual assessment ของตัวเรา จะทำอย่างไร และเราจะได้เป็นค่าคงที่หรือมี variations ไปกับอะไรบ้าง เวลา ประสบการณ์ที่ผ่านไป อารมณ์ของเราขณะที่กำลังถูกประเมิน บริบทที่กำลังถูกประเมิน และอื่นๆอีกมากมาย

ขออภัยที่อาจจะไม่ช่วยให้ได้คำตอบที่ต้องการได้นะครับ พี่แก้ว :)

อืม... เราเป็นใครถึงมีคุณสมบัติที่จะประเมินจิตวิญญาณคนอื่นได้ล่ะครับ? เช่น คนธรรมดาก็คงจะไม่สามารถ scale จิตวิญญาณของพระอรหันต์ได้ ตามแบบนี้ "ใคร" ถึงจะ qualified ที่จะให้คะแนนสภาวะจิตวิญญาณของคนอื่นๆ? สงสัยแค่หา spiritual surveyor ก็น่าจะยากอยู่กระมังครับ?

นั่นต่างคนต่างเล่นใช่ไหมครับ คงจะ "เล่นด้วย" ลำบาก

เกรงว่าเพลงนี้จะไม่รู้จักกันแล้วน่ะสิครับ

อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเรา "ดูเบา" สำหรับเรื่อง "ความรู้" และ "การศึกษา" มานานเท่านาน

การเรียนรู้ที่ทรงพลังมากที่สุดมาจากภาคปฏิบัติ ที่เราเห็นจากชีวิตประจำวัน ที่คนส่วนใหญ่ทำๆกัน เกิดเป็น value กลายเป็น mindset ดังนัันการสอนจริยธรรมก็ดี มารยาทก็ดี หรืออะไรก็ดีที่ต้องการ attitude ถ้าไม่ได้วางอยู่บนฐานที่มั่นคง (สังคม) ของพวกนี้ก็กลายเป็นสอนหรือเรียนเพื่อสอบเพื่อผ่าน เพื่อเอาคะแนนเท่านั้น

ในสังคมตอนนี้ ไม่ได้ใช้ "องค์ความรู้" มาบริหารจัดการเท่าที่ควร การ quote (หรือการไม่ quote) เต็มไปด้วยการ abude knowledge แม้แต้การ quote ก็ quote แบบมี bias บ้าง ตีความผิดๆถูกๆบ้าง พอมีการเปิดเผยก็ไม่ต้องแก้ตัวอะไร อาจจะเซ็งนิดหน่อยที่มีคนจับได้ แล้วก็ดำเนินชีวิตต่อไป แม้แต่ในวงการวิชาการ วิชาชีพ ระดับอุดมศึกษาหรือ post-graduate ก็เถอะ ก็ยังพบว่าเราไม่ได้เอาหลักการเหล่านี้ "มาใช้" ในทางปฏิบัติจริงๆเท่าที่เราอยากจะบอกว่ามันสำคัญจริงๆนะเลย

software piracy ก็เป็นอีกรูปแบบที่สะท้อนว่าคนไทยมองเรื่อง "ที่มาของความรู้" สำคัญแค่ไหน เราซื้อ CD เถื่อน DVD เถื่อน BluRay เถื่อนอย่างโจ๋งครึ่ม มี website ประกาศขายของเถื่อนเหล่านี้อย่างเปิดเผย พอมีคนเตือนกัลบโกรธ และไปๆมาๆ สังคมจะรุมประณามคนเตือนไปทางโน้นทางนี้ด้วยซ้ำไป

Plagiarism เป็นแค่อีก symptoms ของมะเร็งที่แพร่กระจายเท่านั้นเองครับ

ผมปรับ ending ใหม่ให้เข้ากับบริบท แทนที่จะเป็นของห้อง SHA ห้องเดียว ให้เป็นของ theme conference ผมคิดว่าผมชอบ ending ใหม่นี้มากกว่าเดิมยอะเลยครับ ไม่มีอะไรบังเอิญจริงๆ

สวัสดีครับ อ.ชยพร

ขอบพระคุณที่เข้ามาเยี่ยมเยียนครับ บางทีคนเราจะเข้าใจใครได้อย่างถ่องแท้ อาจจะเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย ไปๆมาๆคนส่วนใหญ่อาจจะเข้าใจกันและกันผิดๆเสียด้วยซ้ำไป ขนาดตัวเราเอง เรายังไม่ค่อยได้อยู่กับตัวเองสักเท่าไรเลย เผลอๆเราเองก็ไม่ค่อยจะได้เข้าใจตัวเองชัดเจน นับประสาอะไรที่คนอื่นจะเข้าใจเราได้อย่างถูกต้อง

คำว่า fact นั้นขึ้นกับว่าเป็น absolute หรือนัยยะเป็นแบบไหน อิงบริบทไหม โดยเฉพาะตอนที่เป็น fact ลอยๆ ยังไม่ได้ไปจับกับ plot

เช่น ตระกูลอะไร จะมีความหมายยังไง มันคงจะต้อง apply context ใช่ไหมครับ เช่น จะเดินไปหาคนไข้สักคน ตระกูลเราอาจจะไม่เกี่ยวเท่าไหร่ (ถ้าไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ที่จะมี protocol) แต่เดินไปสมัครเป็นฑูต อันนี้อาจจะเกี่ยวบ้าง

หน้าตาก็เช่นกัน มันต้อง apply context อีก ตอนจะ apply นี่ เป็นจิตเรา artificially create ขึ้นมารึเปล่า ก็ต้องพิจารณาดูให้แน่ เพราะไปๆมาๆ ที่เราคิดว่าเป็น related facts นั้น อาจจะกลายเป็น imaginary fact ไปซะเฉยๆก็มี

เกิดในประเทศไหน ก็จะขึ้นกับบริบทเช่นกัน เช่น จะไปสมัคร สส. คงจะไม่ได้หากไม่ได้เป็น citizen แต่หากไปเที่ยวเมืองนอก เจอเด็กฝรั่งจะจมน้ำ เราคงไม่ต้องเช็คสัญชาติว่าเราเหมาะที่จะลงไปช่วยชีวิตเขาหรือไม่ กระโดดลงไปได้เลย

ท่านวอญ่า เห็นพวกเรานั่งอยู่หลายคน เป็นกำลังใจให้แก่คนพูดมากครับ

ดีจังครับ อย่างที่พี่ว่า เราใช้เรื่องราวจริง มาเล่าจริง ความรู้สึกที่ authentic สิ่งเหล่านี้เป็นของมีค่าที่เราพอเอามาแลกเปลี่ยน คนรับก็จะเกิดรับรู้ได้เต็มที่ ขอบคุณที่เล่าให้ฟังครับ

Collective Minds น่าจะเป็นสิ่งที่ทรงพลังที่สุด หากมนุษย์นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขอบพระคุณอาจารย์มากครับ

สวัสดีครับพี่ติ๊ก ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียน ขออภัยที่ไม่ได้ไปให้กำลังใจ (เพราะงานเข้า! อย่างที่เขียนไป) เสียดายที่ไม่ได้ฟังของจริงในงานครับ พี่ติ๊กช่วยเล่าสู่กันฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างสิครับ

คำถามคือ

องค์กรสุขภาพของไทยควรใช้ประโยชน์อย่างไรจากสื่อสังคมออนไลน์เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งความปลอดภัยซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาวะดีต่อสังคมไทยค่ะ

ซึ่งผมเห็นว่ามีสองท่อน นั่นคือท่อนแรกเป็น general และท่อนสองมี specific target คือเพื่อ "สร้างวัฒนธรรมแห่งความปลอดภัย" (ขยายความต่อไปว่า "ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาวะดี" และมี specific group อีกคือ "ต่อสังคมไทย")

อาจารย์อยากให้แยกสะท้อน หรืออย่างไรครับ?

ขอบคุณ อ.ขจิตครับ

ขอบคุณท่านวอญ่าครับ ผมกับปี๊บมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่ทำร้ายกันครับ อิ อิ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี