ความเห็นล่าสุด


การจัดการเรียนการสอนโดยใช้การสะท้อนคิด เป็นเรื่องที่ดิฉันได้ใช้มาทุกครั้งของการจัดการเรียนการสอน โดยให้นักศึกษาเขียนสะท้อนความรู้สึกต่อการเรียนการสอน และองค์ความรู้ที่ได้รับ แต่เมื่อได้รับฟังทฤษฎีจากวิทยากรจึงได้รู้ว่า เราทำเพียงขั้นตอนที่ ๑หรือ๒ เท่านั้นเพราะเราไม่ได้นำมาวิเคราะห์เป็นประเด็นปัญหาแล้วนำมาหาแนวทางการแก้ไขและพัฒนาเป็นองค์ความรู้ต่อไป แต่เนื่องจากรายวิชาที่รับผิดชอบมีหลากหลายรูปแบบของการจัดการเรียนการสอน จึงนำมาใช้แบบประยุกต์หรือผสมผสานกัน เพราะดิฉันมีความเชื่อว่าการจัดการเรียนการสอนโดยวิธีใดวิธีหนึ่งไม่สามารถพัฒนานักศึกษาได้ครบถ้วนตามที่เราต้องการและนักศึกษาน่าจะเบื่อหน่ายได้ จึงใช้การจัดการเรียนการสอนในหลากหลายรูปแบบแต่อาจไม่สมบูรณ์ทุกขั้นตอนเพราะยึดผู้เรียนเป็นหลักไม่ได้ยึดรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเป็นหลัก แต่ดิฉันก็เกิดแนวคิดปี๊งขึ้นมาคือ ทุกครั้งของการสอนฝึกให้นักศึกษาสะท้อนความรูสึกของนักศึกษาเพื่อครูจะได้รู้ลักษณะ นิสัย บรรยากาศของการจัดการเรียนการสอนให้นักศึกษา จะได้ปรับการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการ ความชอบ และความถนัดของนักศึกษา คล้ายๆกับวิเคราะห์ผู้เรียนทางด้านจิตใจทุกครั้งของการสอนเพิ่มเติมจากการประเมินองค์ความรู้ที่นักศึกษาจะได้รับจากการสอน "ก็ครูนี่นะ ต้องพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสม ครอบคลุม สนุกแต่ได้สาระ" ขอบคุณความรู้เรื่องการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดที่ช่วยให้ดิฉันหันมองตัวเองและปรับตัวเองให้เป็นครูที่ดีตลอดเวลาคะ

ผู้เรียนมีความสำคัญมากในการจัดการเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นหลัก เพราะเป็นผู้ที่ต้องแสดง

ศักยภาพของตนเองให้ประจักษ์เพื่อการประชุมดำเนินไปด้วยดี ดังนั้นลักษณะของผู้เรียนแบบใช้ปัญหาเป็นหลัก ดิฉันเชื่อว่าหากได้นำศักยภาพของผู้เรียนในศตววษที่ ๒๑ มีเชื่อมโยง ก็สามารถสรุปได้ว่า ผู้เรียนควรมีลักษณะ ดังนี้

๑.มีนิสัยรักการอ่าน เพราะการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นหลักหลังจากได้วัตถุประสงค์การเรียนรู้ จำเป็นต้องไปศึกษาค้นคว้าข้อมูลนอกห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นเอกสารตำราหรือผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ซึ่งเมื่ออ่านได้จำเป็นต้องสรุปความและบันทึกได้ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนในกลุ่มย่อยต่อไป

๒.มีทักษะการคิดและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและมีวิจารณญาณ ผู้เรียนต้องได้รับการฝึกคิดอย่างเป็นระบบคำนึงถึง Input-Process-Output-Feedback control และต้องเป็นเหตุเป็นผลตามหลักวิชาการไม่ใช้ตัวเองเป็นหลัก จะทำให้มองปัญหาและการแก้ไข Scenario ได้อย่างเหมาะสม

๓.มีทักษะการสื่อสาร อย่าลืมว่าการประชุมกลุ่มย่อย จำเป็นต้องมีการสื่อสารในกลุ่ม ทั้งบทบาทประธาน เลขานุการกลุ่ม สมาชิกกลุ่ม การใช้ภาษาที่เหมาะสม ที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในกลุ่ม

๔.การรู้เท่าทันสื่อ ข้อมูล ผู้เรียนที่ได้วัตถุประสงค์การเรียนรู้แล้ว ต้องไปศึกษาค้นคว้า ผู้เรียนต้องสามารถแสดงศักยภาพในการสืบค้นและสกัดความรู้ออกมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ข้อมูลเป็นจริง

๕.มีทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี่ ข้อนี้เป็นลักษณะที่ผู้เรียนยุคนี้มีเหลือล้น ไว ทันการณ์ สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่น่าสนใจ แต่ต้องตระหนักในเรื่องความเหมาะสมด้วย

๖.มีทักษะการคิดริเริ่มสร้างสรรค์และนวตกรรม ข้อนี้มีความสำคัญ การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นหลัก เมื่อได้ข้อมูลมาแลกเปลี่ยนในกลุ่ม กลุ่มก็หาแนวทางในการแก้ไข ตรงนี้จะเห็นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และนวตกรรมใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ผู้สอนต้องชื่นชม ก็จะทำให้ทักษะนี้เจริญเติบโตได้

๗.มีทักษะการทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ อาจไม่เกิดภาวะผู้นำทุกคนในการจูงใจในกลุ่มเดินไปสู่เป้าหมายแต่การทำงานเป็นทีม ผู้สอนต้องพยายามสร้างให้เกิดเพราะการทำงานปัจจุบันเน้นการทำงานเป็นทีม โดยทั่วไป ผู้เรียนมักชอบทำงานคนเดียว รวดเร็ว ได้ผลดี แต่เมื่อทำงานเป็นทีมต้องมีการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ยอมรับกติกากลุ่ม พูดให้ง่าย คือ ฟังคนอื่นมากขึ้น ผลงานเป็นของกลุ่ม รับผิดและรับชอบร่วมกัน

๘.สิ่งสำคัญที่สุด ทัศนคติของผู้เรียน เกิดความรู้สึกอย่างไรต่อการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นหลัก ผู้เรียนที่ชอบคิดมอบชอบเรียนแบบนี้ ผู้เรียนบางคนชอบให้ผู้สอนบอกความรู้ไม่ชอบค้นคว้า ผู้สอนต้องสร้างความรู้สึกที่ดีต่อการเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นหลักเป็นเบื้องต้น เมื่อใจมา ทุกอย่างก็ฉลุย

ประสบการณ์การสอนแบบใช้ปัญหาเป็นหลัก เกี่ยวกับบทบาทผู้เรียน หากสามารถพัฒนาผู้เรียนให้ได้ดังที่กล่าว จะทำให้ผู้เรียนพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นอัตลักษณ์ประจำตัวไปเลย ให้กำลังใจผู้สอนทุกคนนะคะ ทำความดีไม่ต้องมีเงื่อนไขคะ ได้ความสุขเต็มๆ

การตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยหรือบทความวิชาการเป็นสิ่งที่แสดงถึงศักยภาพของบุคลากรในองค์กร และเป็นตัวบ่งชี้ในการประเมินการปฏิบัติราชการด้วย ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดผลงานขึ้น สำหรับดิฉัน ยอมรับว่าต้องให้พลังในการดำเนินการสูงมาก เพื่อให้ได้ผลงานตามที่ต้องการ จึงอยากเล่าเรื่องให้ฟังว่า การที่เราไม่ประสบความสำเร็จในการผลิตผลงานและเผยแพร่ตีพิมพ์ผลงานดังกล่าวจนครบวงจร ซึ่งดิฉันใช้ตัวเองเป็นตัวอย่าง ได้ผลที่คล้ายคลึงกับผลการสำรวจเกี่ยวกับความสำเร็จของการตีพิมพ์เผยแพร่ ดังนี้

๑.ความมุ่งมั่นตั้งใจในการดำเนินการ ผู้วิจัยจะต้องวางเป้าหมายไว้เสมอว่างานวิจัยเรื่องนี้จะต้องสำเร็จและได้รับการตีพิมพ์ทุกเรื่อง ผู้วิจัยต้องฮึด ไม่ย่อท้อต่อระบบการส่งเอกสารเพื่อรับการตีพิมพ์ บางเรื่องได้รับการพิจารณาแต่ต้องปรับแก้หลายครั้ง ต้องบอกตัวเองว่า "อย่าถอดใจ" หากผ่านข้อนี้ไปได้ ก็ฉลุย

๒.การบริหารจัดการเวลา ผู้วิจัยต้องมีความสามารถอย่างสูงในการบริหารเวลา จัดการให้สมดุลทั้งภาระงานสอน ภาระงานบริหาร ภาระงานมอบหมาย ภาระงานวิจัย ภาระงานทำนุฯ และภาระงานบริการวิชาการซึ่งข้อนี้เป็นไม้เบื่อไม้เมามาก เพราะผู้วิจัยไม่สามารถบริหารเวลาได้สมดุล จึงเกิดความเครียดนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจ ถามว่า "คุ้มค่าหรือไม่?"

๓.การสนับสนุนเพื่อให้งานวิจัยสำเร็จ เช่น ภาระงาน งบประมาณ อุปกรณ์ต่างๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่องค์กรต้องสนใจเพื่อให้เกิดความสะดวก ให้โอาส เป็นการเสริมพลัง เชื่อได้เลย ว่า การสนับสนุนที่เหมาะสม ให้โอกาสทั้งภาระงาน งบประมาณและอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการวิจัยรับรองงานวิจัยสำเร็จและสามารถเชื่อมโยงไปถึงการเผยแพร่ตีพิมพ์แน่นอน

๔.การชื่นชมหรือให้รางวัล เป็นเรื่องสุดท้าย เพราะคนทำงานไม่ได้หวังเรื่องรางวัลเสมอไป แต่ทุกคนทำเพื่อองค์กร ภายใต้อุดมการณ์ ต้องการให้องค์กรมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ ทุกคนรักองค์กร

ดิฉันคิดว่าทั้ง ๔ เรื่องมีความสำคัญซึ่งดิฉันจะมีปัญหาอยู่เรื่องเดียว คือ การบริหารจัดการเวลา เพราะมีงานเยอะจริงๆ เวลา ๒๔ ชั่วโมงใช้หมดอย่างรวดเร็วด้วยงานขององค์กร แต่บอกใครไม่ได้เพราะทุกคนหนักเหมือนกัน ก็ให้ความพยายามเท่าที่ทำได้ให้มากที่สุด เพื่อสุขภาพของตนเองด้วย อยากบอก "ไม่ท้อ เหนื่อยนัก พักก่อน เดินเดินต่อ จนกว่าจะไม่ไหว"

การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลักถือเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ดิฉันสนใจมาตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๓๙ เพราะช่วงนั้นมีการรณรงค์การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลักก็เป็นวิธีหนึ่ง ประกอบกับสถาบันพระบรมราชชนกใหเโอกาสในการใหเอาจารย์ไปศึกษาค้นคว้าณ ประเทศแคนาดาและออสเตรเลีย ซึ่งมีการจัดการเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นหลักชัดเจน ดิฉันได้โอกาสไปออสเตรเลีย ได้ประสบการณ์นำกลับมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนหลายรายวิชา และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยการสาธารณสุขภาคใต้ จนเป็นรูปร่าง ต่อไปการดำเนินการค่อยเริ่มจางหายไปมีการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบอื่น เช่น Critical thinking,Humanized care,Evidence based Learning เป็นต้น หลังนั้นเมื่อมีการพูดถึงนักเรียนนักศึกษาปัจจุบันต้องมีทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักก็กลับมาอีก มีการส่งอาจารย์ไปศึกษาประเทศแคนาดาอีก ดิฉันได้โอกาสในการไปศึกษาค้นคว้าอีกครั้งได้ประสบการณ์นำกลับมาใช้ในรายวิชา จริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพการพยาบาล วิชา การบริหารการพยาบาล ซึ่และได้ร่วมกับทีมอาจารย์ที่ไปอบรมด้วยกันสร้างคู่มือครูในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักสำหรับวิทยาลัยในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนกขึ้น ในฐานะผู้ที่ใช้การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักมาตลอด มีข้อสังเกตในประเด็นต่างๆ ดังนี้

๑.บทบาทผู้สอน

เป็นสิ่งแรกและเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะผู้สอนต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ(Expert)มาเป็นผู้อำนวยความสะดวก(Facilitator)ให้กับผู้เรียน จากประสบการณ์การเป็นผู้อำนวยความสะดวก ผู้สอนควรเตรียมตัวในเรื่องต่างๆ คือ

๑.๑เรียนรู้กระบวนการขั้นตอนของการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นหลักอย่างเข้าใจลึกซึ้ง พยายามให้ผู้เรียนก้าวผ่านแต่ละขั้นตอนด้วยตัวผู้เรียนเอง โดยผู้สอนแนะนำเส้นทางการเดินแต่ไม่ใช่บอกคำตอบ

๑.๒พัฒนาตนเองในทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นหลัก ได้แก่ ทักษะการตั้งคำถาม การสังเกต การจับประเด็นสำคัญ การเชื่อมโยงความคิด เป็นต้นเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ในแต่ละขั้นตอนอย่างมีความหมาย

๑.๓สร้างทีมผู้สอนร่วม ต้องหาแนวร่วมที่มีใจรักในการสอนลักษณะนี้ ชี้แจงกระบวนการขั้นตอนอย่างละเอียด สิ่งสำคัญต้องให้เกียรติ เชื่อมั่นในศักยภาพของผู้เรียน

๑.๔เตรียมผู้เรียน ผู้สอนต้องเตรียมผู้เรียนให้พร้อมในการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นหลัก สิ่งสำคัญคือ สร้างความรู้สึกที่ดีให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้ด้วยวิธีเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นหลัก

๑.๕เตรียมสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ ได้แก่ ห้องเรียนกลุ่มย่อย ตำราเอกสาร ฐานข้อมูล คู่มือการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นหลัก บอร์ดนิทรรศการ กระดาษฟลิปชาร์ท ปากกาเคมี เป็นต้น

๑.๖สร้างความรู้สึกของผู้สอนให้รักในการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นหลักเพราะเมื่อมีความรัก จะเกิดความมุ่งมั่น มานะ อดทน ไม่ท้อ และมีกำลังใจ มีพลังในการปรับการเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นหลักให้ดียิ่งขึ้นต่อไปเรื่อยๆ เป็นประเภทไม่เห็นความสำเร็จของงานต้องไม่ปล่อย และสามารถรอคอยความสำเร็จได้แม้ต้องใช้เวลา "ฮึด"นั่นเอง

ดิฉันรอคอยความสำเร็จจากการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักมาจนถึงปัจจุบันซึ่งค่อยขยายเครือข่ายไปทีเล็กทีละน้อย และได้เห็นเส้นชัยรออยู่ข้างหน้า อีกนิด....อีกนิด...... คงต้องรอประเด็นสำคัญในเรื่องอื่นครั้งหน้านะคะ......สวัสดีคะ......

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี