อนุทินล่าสุด


oranicha aunmai
เขียนเมื่อ

บันทึกการอ่าน

ครอบครัวนักอ่าน

วันที่บันทึก           23  ธันวาคม 2556             

ครอบครัวของ     ด.ญ.อรณิชา  อุ่นใหม่       

เรื่อง          ที่อยู่และการแพร่พันธุ์ของปลาทู 

ในอดีตเชื่อว่าปลาทูที่จับได้ในอ่าวไทยมาจากhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B3">เกาะไหหลำ แต่ปัจจุบันพบว่าปลาทูเกิดในอ่าวไทยเป็นปลาผิวน้ำ รวมกันเป็นฝูงบริเวณใกล้ฝั่ง พบเฉพาะบริเวณอุณหภูมิผิวน้ำไม่ต่ำกว่า 17 องศาเซลเซียส ความเค็มของน้ำไม่เกิน 32.5 ‰ แต่ทนความเค็มต่ำได้ถึง 20.4 ‰ จึงพบในบริเวณน้ำกร่อยได้  ปลาทูวางไข่แบบไข่ลอยน้ำ ไข่ที่ได้รับการผสมจะลอยน้ำอยู่ได้ ช่วงที่วางไข่คือกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ต่อมาในต้นปี http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2555">พ.ศ. 2555 ได้มีการเปิดเผยว่าทางกรมประมง ได้สำเร็จการเพาะขยายพันธุ์ปลาทูในระบบปิดเป็นครั้งแรกของโลก อันเนื่องจากการบริโภคทำให้มีการจับปลาทูมากขึ้นในแต่ละปี เป็นหวั่นเกรงกันว่า ปลาทูอาจจะhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%8D%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C">สูญพันธุ์ลงได้ การนำปลาทูพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่มีความสมบูรณ์แข็งแรงที่ได้มาจากทะเลในกระชังที่ขึงไว้ในบ่อดินนาน 6 http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99">เดือน ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาชายฝั่งสมุทรสาคร จนปลาเติบโตถึงวัยเจริญพันธุ์ จึงย้ายปลาขึ้นมาเลี้ยงในถังเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ในโรงเพาะฟัก โดยให้อาหารสูตรเฉพาะ และเลี้ยงในระบบกรองน้ำแบบชีวภาพด้วยเครื่องโปรตีนสกิมเมอร์ เพื่อให้ได้คุณภาพน้ำที่เหมาะสมปราศจากเมือกโปรตีนที่ตกค้าง มีการควบคุมความเค็มที่ระดับ 27-30 ส่วนใน 1,000 และควบคุมอุณหภูมิให้มีค่าคงที่อยู่ระหว่าง 29-32 องศาเซลเซียส โดยใช้ความพยายามกว่า 2 ปี จนในวันที่ http://th.wikipedia.org/wiki/11_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99">11 กันยายน http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2554">พ.ศ. 2554 แม่พันธุ์ปลาทูก็วางไข่และสามารถอนุบาลได้ในระบบปิด โดยวางไข่ครั้งละประมาณ 15,000-30,000 ฟอง และมีพฤติกรรมวางไข่แบบรวมฝูง แม่ปลาทั้งฝูงจะวางไข่เป็นระยะ ๆ ต่อเนื่องกันหลายวันไปจนหมดฤดูผสมพันธุ์ ไข่ของปลาทูเป็นแบบไข่ครึ่งจมครึ่งลอยน้ำ มีหยดน้ำมันและถุงไข่แดงเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานให้กับระบบร่างกาย ไข่มีขนาดประมาณ 0.80-0.96 http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%A3">มิลลิเมตร ใช้ระยะเวลาในการฟักประมาณ 16-17 ชั่วโมง ถุงไข่แดงของลูกปลาเริ่มยุบและหมดไปภายใน 3 วัน ลูกปลาตั้งแต่วันแรกที่ฟักออกจากไข่ถึงอายุ 7 วัน จะกินอาหารประเภท แพลงก์ตอนที่ประกอบไปด้วยทั้งสาหร่ายสีเขียวและสีน้ำตาล ร่วมกับhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">โรติเฟอร์ และโคพีพอด จากนั้นลูกปลาจะสามารถกินhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2">อาร์ทีเมียแรกฟักและhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2">อาหารเม็ดได้



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

oranicha aunmai
เขียนเมื่อ

บันทึกการอ่าน

ครอบครัวนักอ่าน

วันที่บันทึก           16   ธันวาคม 2556            

ครอบครัวของ     ด.ญ.อรณิชา  อุ่นใหม่       

เรื่อง       การค้ามนุษย์ในประเทศไทย            

ประเทศไทย (กลุ่มที่ 2 บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามอง)

ประเทศไทยเป็นประเทศต้นทาง ปลายทาง และทางผ่านสำหรับการค้าผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กเพื่อการบังคับใช้แรงงานและการบังคับค้าประเวณี  เหยื่อจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งได้แก่ จีน เวียดนาม รัสเซีย อุซเบกิสถานและฟิจิ อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยอย่างเต็มใจด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น หนีปัญหาความยากจน  มีแรงงานอพยพประมาณสองถึงสามล้านคนในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า  เหยื่อค้ามนุษย์ที่พบในไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ย้ายถิ่นจากประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกบังคับ ขู่เข็ญหรือล่อลวงมาเพื่อการแสวงประโยชน์บังคับใช้แรงงานหรือในธุรกิจทางเพศ หรือเป็นเด็กที่ทำงานในวงการค้าประเวณี  มีการประมาณการอย่างต่ำว่า จำนวนประชากรกลุ่มนี้น่าจะมีหลายหมื่นคน  เหยื่อการค้ามนุษย์เพื่อการบังคับใช้แรงงานในไทยจำนวนมากมักถูกแสวงประโยชน์ในอุตสาหกรรมประมง อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการประมง การผลิตเสื้อผ้าราคาถูก โรงงานต่างๆ และงานรับใช้ตามบ้าน  และบางคนถูกบังคับให้ขอทานตามถนนผลการวิจัยที่เปิดเผยในปี พ.ศ. 2553 ระบุว่า ร้อยละ 23 ของชาวกัมพูชาที่ถูกทางการไทยส่งตัวกลับประเทศที่ชายแดนในเขตปอยเปตเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์  การศึกษาของโครงการความร่วมมือหลายหน่วยงานของสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ (UN Inter-Agency Project on Human Trafficking: UNIAP) พบว่า ในแต่ละปี ทางการไทยส่งตัวเหยื่อค้ามนุษย์ชาวกัมพูชากว่า 23,000 คนกลับประเทศ  เจ้าหน้าที่ทุจริตทั้งสองฝั่งชายแดนไทย-กัมพูชาอำนวยความสะดวกให้แก่การลักลอบนำแรงงานที่ไม่มีเอกสารเข้าประเทศไทย โดยแรงงานเหล่านี้ต่อมากลายเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์  



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

oranicha aunmai
เขียนเมื่อ

บันทึกการอ่าน

ครอบครัวนักอ่าน

วันที่บันทึก           9   ธันวาคม 2556              

ครอบครัวของ     ด.ญ.อรณิชา  อุ่นใหม่       

เรื่อง       การใช้แรงงานหญิง                           

หมวด 3 การใช้แรงงานหญิง   มาตรา 38 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงทำงาน อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
 (1) งานเหมืองแร่หรืองานก่อสร้างที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือปล่องในภูเขา เว้นแต่ลักษณะของงานไม่เป็นอันตราย ต่อสุขภาพหรือร่างกายของลูกจ้างนั้น
 (2) งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดินตั้งแต่สิบเมตรขึ้นไป
 (3) งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ
 (4) งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

 มาตรา 39 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 นาฬิกา ถึงเวลา 06.00 นาฬิกา ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด หรือทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
 (1) งานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่มีความสั่น สะเทือน
 (2) งานขับเคลื่อนหรือติดไปกับยานพาหนะ
 (3) งานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกิน สิบห้ากิโลกรัม
 (4) งานที่ทำในเรือ
 (5) งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง 
มาตรา 40 ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงทำงาน ระหว่างเวลา 24.00 นาฬิกาถึงเวลา 06.00 นาฬิกา และพนักงาน ตรวจแรงงานเห็นว่างานนั้นอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความ ปลอดภัยของหญิงนั้น ให้พนักงานตรวจแรงงานรายงานต่ออธิบดี หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเพื่อพิจารณาและมีคำสั่งให้นายจ้างเปลี่ยน เวลาทำงาน หรือลดชั่วโมงทำงานได้ตามที่เห็นสมควร และให้นาย จ้างปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว 
มาตรา 41 ให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอด บุตรครรภ์หนึ่งไม่เกินเก้าสิบวัน วันลาตามวรรคหนึ่ง ให้นับรวมวันหยุดที่มีในระหว่างวันลาด้วย 
มาตรา 42 ในกรณีที่ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีใบรับรอง ของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งมาแสดงว่าไม่อาจทำงานในหน้าที่ เดิมต่อไปได้ ให้ลูกจ้างนั้นมีสิทธิขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานในหน้าที่ เดิมเป็นการชั่วคราวก่อนหรือหลังคลอดได้ และให้นายจ้างพิจารณา เปลี่ยนงานที่เหมาะสมให้แก่ลูกจ้างนั้น 

 มาตรา 43 ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะ เหตุมีครรภ์ 



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

oranicha aunmai
เขียนเมื่อ

บันทึกการอ่าน

ครอบครัวนักอ่าน

วันที่บันทึก           2    ธันวาคม 2556             

ครอบครัวของ     ด.ญ.อรณิชา  อุ่นใหม่       

เรื่อง       พายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน                             

ยอดผู้เสียชีวิตไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนพุ่งเป็น 3,621 รายแล้ว แต่สูญหายอีกนับหมื่น ทางการเร่งส่งกระจายความช่วยเหลือ
เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2556 เว็บไซต์สกายนิวส์ของอังกฤษ รายงานความคืบหน้าเหตุซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนถล่มฟิลิปปินส์ว่า ล่าสุด ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งเป็น 3,621 คน คาดว่ายังคงเพิ่มขึ้นอีกมาก เพราะยังมีผู้สูญหายอีกนับหมื่น   รายงานระบุว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตล่าสุดนี้ถูกเปิดเผยออกมาเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทางการคาดว่า ยังคงมีความเป็นไปได้ที่ยอดผู้เสียชีวิตจะพุ่งสูงแตะ 10,000 คน อย่างที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่แรก เพราะตอนนี้ยังมีผู้สูญหายอีกไม่ต่ำกว่า 22,000 คน ซึ่งทางด้านนายอัลเฟรด โรมวลเดซ นายกเทศมนตรีเมืองทาโคลบัน เชื่อว่า ผู้สูญหายจำนวนมากน่าจะถูกคลื่นซัดลงทะเลไปแล้ว หลังจากที่ซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนได้ทำให้เกิดคลื่นสูงราวสึนามิขนาดย่อม ๆ พัดเข้ามาบริเวณชายฝั่ง อย่างไรก็ดี ขณะนี้นานาประเทศก็ทยอยได้ส่งความช่วยเหลือในทุกรูปแบบไปยังพื้นที่ประสบภัยแล้ว ทั้งส่งเจ้าหน้าที่ สิ่งของจำเป็น เงินช่วยเหลือ เรือ และเครื่องบินสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น การช่วยเหลือก็ยังไปได้ไม่ทั่วถึงและช้า ทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่ยังคงอดอยาก รวมทั้งเจาะท่อหรือขุดบ่อนำน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ และมีการปล้นสะดมอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ทางกองทัพจะพยายามเข้ามาควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบแล้วก็ตาม



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

oranicha aunmai
เขียนเมื่อ

บันทึกการอ่าน

ครอบครัวนักอ่าน

วันที่บันทึก           25 พฤศจิกายน 2556         

ครอบครัวของ     ด.ญ.อรณิชา  อุ่นใหม่       

เรื่อง       ป้องกันน้ำท่วม                                   

การก่อสร้างคันกั้นน้ำเลียบลำน้ำ 

          เป็นวิธีการป้องกันน้ำท่วมที่นิยมทำกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยการก่อสร้างคันดินกั้นน้ำขนาดเล็กซึ่งมีขนาดความสูงไม่มากนัก  ให้มีแนวขนานกับลำน้ำและอยู่ห่างจากขอบตลิ่งเข้าไปเป็นระยะพอประมาณ เพื่อกั้นน้ำที่มีระดับสูงกว่าตลิ่งไม่ให้ไหลบ่าเข้าไปท่วมพื้นที่ต่างๆ ตามที่ต้องการการป้องกันน้ำท่วมโดยวิธีการก่อสร้างคันกั้นน้ำเลียบลำน้ำ จึงนับเป็นวิธีการป้องกันน้ำมิให้ไหลล้นตลิ่งออกไปท่วมพื้นที่ให้ได้รับความเสียหายโดยตรง    เหมือนกับการเสริมสร้างขอบตลิ่งของลำน้ำในบริเวณนั้นให้มีระดับความสูงมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเพิ่มเนื้อที่หน้าตัดของลำน้ำให้มีขนาดใหญ่พอที่จะระบายน้ำไหลหลากจำนวนมาก ให้ไหลผ่านพื้นที่บริเวณนั้นไปโดยไม่ท่วมพื้นที่ดังกล่าวให้ได้รับความเสียหายเช่นแต่ก่อน
          ในการวางโครงการก่อสร้างคันกั้นน้ำมีหลักเกณฑ์ทางวิชาการที่สมควรพิจารณาดำเนินการให้เหมาะสม ดังนี้
          ๑. ความสูงของคันกั้นน้ำ คันกั้นน้ำที่สร้างจะต้องมีระดับหลังคันสูงพ้นระดับน้ำท่วมสูงสุด   ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นตามรอบปีที่กำหนดในการออกแบบเสมอ สำหรับในกรณีที่มีการก่อสร้างคันกั้นน้ำเลียบตามแนวสองฝั่งลำน้ำ ขนาดความสูงและระยะห่างของคันกั้นน้ำที่บริเวณสองฝั่งลำน้ำจะต้องมีการพิจารณาร่วมกัน ให้มีความเหมาะสมในด้านต่างๆ กล่าวคือ ในกรณีก่อสร้างคันกั้นน้ำเลียบไปตามแนวสองฝั่งลำน้ำ   คันกั้นน้ำที่มีขนาดความสูงไม่มาก  จะต้องสร้างให้มีแนวที่ห่างจากตัวตลิ่งของลำน้ำเข้าไปมากๆ โดยให้มีพื้นที่ที่จะถูกน้ำท่วมตามบริเวณสองฝั่งลำน้ำเป็นบริเวณกว้างมากกว่าการก่อสร้างคันกั้นน้ำที่ มีขนาดความสูงมากซึ่งสร้างอยู่ตามแนวใกล้ขอบตลิ่ง   ส่วนค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและค่าดูแลรักษา คันกั้นน้ำที่มีขนาดความสูงมากย่อมจะเสียค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างรวมทั้งค่าดูแลรักษามากกว่าคันกั้นน้ำที่มีขนาดความสูงไม่มากนักดังนั้นในการวางโครงการจึงต้องมีการพิจารณาทางด้านเศรษฐกิจศาสตร์ร่วมกับทางด้านวิศวกรรมเพื่อเปรียบเทียบถึงค่าลงทุนในการก่อสร้าง กับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการป้องกันพื้นที่ขอบตลิ่งในกรณีก่อสร้างคันกั้นน้ำซึ่งมีขนาดความสูงแตกต่างกันด้วย  เพื่อพิจารณากำหนดขนาดความสูงและแนวคันกั้นน้ำได้อย่างเหมาะสม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 





ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

oranicha aunmai
เขียนเมื่อ

บันทึกการอ่าน

ครอบครัวนักอ่าน

วันที่บันทึก           18  พฤศจิกายน 2556        

ครอบครัวของ     ด.ญ.อรณิชา  อุ่นใหม่       

เรื่อง       ทุเรียนเทศ                                            

การใช้ประโยชน์    ทุเรียนเทศใช้กินเป็นผลไม้สด และนำมาแปรรูปเป็นผลไม้กวน เยลลี่ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1">ไอศกรีมและซอส ในhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2">มาเลเซียนำไปทำน้ำผลไม้กระป๋อง http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1">เวียดนามนิยมทำเป็นน้ำผลไม้ปั่น เมล็ดมีพิษ ใช้ทำยาเบื่อปลาและเป็นยาฆ่าแมลง ในทางโภชนาการ ทุเรียนเทศมีคาร์โบไฮเดรตมาก โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโทส วิตามินซี และวิตามินบี ผล ใบ และเมล็ดมีฤทธิ์ทางยา ใช้เป็นยาสมุนไพร ชาวโอรังอัสลีในรัฐเประ ประเทศมาเลเซียใช้ใบใช้ฆ่าแมลงขนาดเล็ก ผลใช้รักษาโรคกระเพาะอาหาร                                                                                 

   ความเสี่ยง             มีงานวิจัยในแถบทะเลแคริบเบียนที่แสดงให้เห็นว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างการรับประทานทุเรียนเทศกับโรคพาร์คินสัน เพราะทุเรียนเทศมีannonacinซึ่งเป็นสาเหตุของโรคนี้สูงมีการวิจัยออกมาว่าในประเทศที่มีการใช้เมล็ดเป็นยาพื้นเมืองฆ่าพยาธิ พบว่าคนเป็นพาร์คินสัน จึงควรเลี่ยงการกินเมล็ด ในผลทุเรียนน้ำสด1ผล มีสารannonacin 15 milligrams และ1 กระป๋องของ น้ำผลไม้ที่ทำสำเร็จแล้วเพื่อการค้ามี annonacin 36 milligrams annonacin มีความเกี่ยวข้องกับ การเกิดแผลในสมอง ทำให้มีอาการแบบพาร์คินสัน จึงควรหลีกเลี่ยงการกินผลทุเรียนน้ำมากเกินไปทุเรียนเทศยังเป็นสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ในยาที่ขายในตลาดในชื่อ Triamazon. Triamazon นี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นยาในอังกฤษ                     

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                               



ความเห็น (1)

ยอดเยี่ยมค่ะ มีบันทึกการอ่านด้วย ต่อไปก็จะมีบันทึกการ(พูดคุย)แลกเปลี่ยน และอื่นๆ อีก

oranicha aunmai
เขียนเมื่อ

บันทึกการอ่าน

ครอบครัวนักอ่าน

วันที่บันทึก           31 ตุลาคม 2556                 

ครอบครัวของ     ด.ญ.อรณิชา  อุ่นใหม่       

เรื่อง       ดื่มน้ำตอนไหนดีที่สุด                       

-                   ดื่มน้ำตอนเช้า 1 แก้ว (400 ซี.ซี.) เพราะเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของเลือดสูง เลือดจะมีลักษณะขาดน้ำ

-                   ตอนสายๆ 2 แก้ว ( เวลาประมาณ 9 โมงถึง 10 โมงเช้า ) ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีของเสียเกิดขึ้นเพราะร่างกายได้ทำงานไประยะหนึ่งแล้ว ฉะนั้น จึงควรดื่มน้ำเพื่อมาชำระของเสียเหล่านั้นออกไป                                          

-                   ตอนบ่ายๆ 3 แก้ว (เวลาประมาณบ่ายโงถึงบ่ายสอง) 

-                   ตอนเย็น 3 แก้ว (เวลาประมาณ 1 ทุ่มถึง 2 ทุ่ม)-ก่อนนอนให้ดื่มน้ำอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร ยิ่งถ้าเป็นน้ำอุ่นด้วยแล้วจะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น

การดื่มน้ำเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย และก็ควรดื่มให้ได้อย่างน้อย วันละ 8-10 แก้ว เพื่อสุขภาพที่ดี                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                      



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

oranicha aunmai
เขียนเมื่อ

บันทึกการอ่าน

ครอบครัวนักอ่าน

วันที่บันทึก           6 พฤศจิกายน 2556           

ครอบครัวของ     ด.ญ.อรณิชา  อุ่นใหม่       

เรื่อง       สมุนไพร ว่านหางจระเข้                  

   ไม้ล้มลุกใบใหญ่หนาที่ทุกคนรู้จักกันดี แม้ถิ่นกำเนิดจะอยู่ไกลถึงฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน และแอฟริกา แต่ในประเทศไทยก็มีการปลูกว่านหางจระเข้อย่างแพร่หลาย ซึ่งในตำรับยาไทยก็ใช่ว่าว่านหางจระเข้บำบัดอาการต่างๆได้มากมายจนเป็นที่รู้จักว่า เป็นพืชอัศจรรย์ที่มีสรรพคุณสารพัดประโยชน์                                                 โดย “วุ้นในใบสด” สามารถนำมาบรรเทาอาการปวดศีรษะได้ แต่สรรพคุณเด่นๆ ที่ทุกคนน่าจะรู้จักก็คือ นำมาพอกแผลน้ำร้อนลวก ไฟไหม้ แก้ปวดแสบปวดร้อน แผลเรื้อรัง รักษาผิวที่ถูกแดดเผา ในกระเพาะอาหาร และช่วยถอนพิษได้ เพราะว่านจระเข้มีสรรพคุณช่วยสมานแผล แต่มีข้อแนะนำว่า ก่อนใช้ควรทดสอบก่อนว่าแพ้หรือไม่ นอกจากส่วนวุ้นในใบสดแล้ว ส่วน “ยางในใบ” ก็สามารถนำมาทำเป็นยาระบายได้ และส่วน”เหง้า” ก็นำไปต้มน้ำรับประทาน แก้โรคหนองในได้ด้วย                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                             



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

oranicha aunmai
เขียนเมื่อ

บันทึกการอ่าน

ครอบครัวนักอ่าน

วันที่บันทึก           13 พฤศจิกายน 2556                                         

ครอบครัวของ     ด.ญ.อรณิชา  อุ่นใหม่                         

เรื่อง       สายพันธุ์ทุเรียน                                                  

 สายพันธุ์

พันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากมี 4 พันธุ์ คือ หมอนทอง (D159), ชะนี (D123), ก้านยาว (D158), และ กระดุม ซึ่งมีลักษณะดังนี้

  • พันธุ์กระดุม ผลจะมีขนาดค่อนข้างเล็ก น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ผลมีลักษณะค่อนข้างกลมด้านหัวและด้านท้ายผลค่อนข้างป้าน ก้นผลบุ๋มเล็กน้อย หนามเล็กสั้นและถี่ ขั้วค่อนข้างเล็กและสั้น ลักษณะของพูเต็มสมบูรณ์ ร่องพูค่อนข้างลึก เนื้อละเอียดอ่อนนุ่มสีเหลืองอ่อน เนื้อค่อนข้างบาง รสชาติหวานไม่ค่อยมัน เละง่ายเมื่อสุกจัด เมล็ดมีขนาดใหญ่
  • พันธุ์ชะนี (D123) ผลมีขนาดปานกลางถึงใหญ่ น้ำหนักประมาณ 2.5-3 กิโลกรัม ผลมีรูปทรงหวด กล่าวคือ กลางผลป่อง หัวเรียว ก้นตัด ร่องพูค่อนข้างลึกเห็นได้ชัด ขั้วผลใหญ่และสั้น เนื้อละเอียด สีเหลืองจัดเกือบเป็นสีจำปา ปริมาณมาก รสชาติหวานมัน เมล็ดค่อนข้างเล็กและมีจำนวนเมล็ดน้อย
  • พันธุ์หมอนทอง (D159) ผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักประมาณ 3-4 กิโลกรัม ทรงผลค่อนข้างยาวมีบ่าผล ปลายผลแหลม พูมักไม่ค่อยเต็มทุกพู หนามแหลมสูง ฐานหนามเป็นเหลี่ยม ระหว่างหนามใหญ่จะมีหนามเล็กวางแซมอยู่ทั่วไป ซึ่งเรียกหนามชนิดนี้ว่า เขี้ยวงู ก้านผลใหญ่แข็งแรง ช่วงกลางก้านผลจนถึงปากปลิงจะอ้วนใหญ่เป็นทรงกระบอก เนื้อหนาสีเหลืองอ่อนละเอียด เนื้อค่อนข้างแห้งไม่แฉะติดมือ รสชาติหวานมัน เมล็ดน้อยและลีบเป็นส่วนใหญ่
  • พันธุ์ก้านยาว (D158) ผลมีขนาดปานกลาง น้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัม ทรงผลกลมเห็นพูไม่ชัดเจน พูเต็มทุกพู หนามเล็กถี่สั้นสม่ำเสมอทั้งผล ก้านผลใหญ่และยาวกว่าพันธุ์อื่นๆ เนื้อละเอียดสีเหลืองหนาปานกลาง รสชาติหวานมัน เมล็ดมากค่อนข้างใหญ่

 



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี