ณรินทร์ เจ.
ณรินทร์ เจริญทรัพยานนท์

ความเห็นล่าสุด


อาจารย์ paew ครับ

ขอโทษครับ บอกผิดไปหน่อย เป็น skill-based, rule-based, และ knowledge-based ครับ (ผมไปจำสับสนกับอีกแบบหนึ่ง ที่เป็น Rule-based, Experience-based และ Theory-based ครับ)เอาเป็นว่าไอ่เจ้า 3 ตัวเี้นี้ยเรียกว่าเป็นชนิดหรือ kinds ของ cognitive control ครับ

เราคงว่าไม่ไ้ด้เลยทีเดียวว่า TK อยู่ใน knowledge-based ครับ

ในความเห็นของผม ความสามารถเฉพาะตัวอย่างที่ในรูปที่่อาจารย์ยกมา ตรงนี้มันอาจจะเป็นความสามารถในระดับ Skill-based behavior เพราะไม่ต้องการกระบวนการคิด (cognitive process) คือไม่ requires reasoning กับ principle ของ domain เลยครับ (knowledge-based requires reasoning with the principle of the domain)

แล้วมองว่าความสามารถพิเศษอย่างที่เราเห็นเนี้ยเป็น TK หรือเปล่าก็คงต้องย้อนกลับไปดูที่ความหมายครับ TK ครับ โดยทั้วไปเรารู้ว่าในทาง knowledge management จะให้ความหมายของ TK ว่าเป็น ความรู้ทีเป็น collective experience ของแต่ละบุคคล, ไม่ได้ generalize ความรุ้

แต่ในขณะเดียวกันอีกความหมายหนึ่งของ TK คือสิ่งที่”เรารู้ว่าเรารู้”แต่เราจะไม่สามารถเรียงร้อย (codification หรือ articulation) เป็นความรู้ที่ที่อยู่ใน format ที่สือสารกันได้ ต้องอาศัยการ trained หรือการไปสัมผัสตรงกับสิ่งนั้นๆ ความสามารถอย่างในรูป ที่อยู่ในระดับ skill-based ก็น่าจะเป็น TK ได้ในความหมายนึ้ได้ครับ

  • สวัสดีครับ เข้ามาทักทายครับ
  • สวัสดึครับพี่สมพร 
  • แล้วในอนาคตมันจะเป็นรูปแบบใดครับ แล้วหลังจากนั้น มันควรจะเป็นยุคอะไรอีกครับ
  • อันนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเป็นรูปแบบใดนะครับ แต่ก็มีคนเดาว่าต่อไปในอนาคตจะมีสินค้าที่เป็น service base มากขึ้นครับเช่นในยุโรปบางโชนตอนนี้ ที่คนซื้อสิทธ์ในการใช้รถแล้วโดยทีรถจะจอดให้ทั้วไปโดยไม่ต้องมีเป็น physical good เป็นของตนเองจริงๆ ตอนนี้บางมหาวิทยาลัยในยุโรปหรืออเมริกาเริ่มมีการเรียนการสอนในศาสตร์ที่เรียกว่าเป็น Service (as a product) Design มากขึ้นแล้วครับ
  • ประมาณสะดวกสบายสุดๆ หรือเปล่าครับ
  • อันนี้ก็ไม่แน่ใจนะครับพี่ น่าจะนะครับ 
  • ผมอ่อนการตลาดครับ เพราะโปรแกรมที่เขียน ก็ไม่รู้จะขายอย่างไร ตีราคาไม่เป็น มีแต่เขียนแจกฟรีกันครับ
  • ผมก็อ่อนเรื่องการตลาดเหมือนกันครับ ผมมาจากแนว product/system design และ product development เสียมากกว่า พี่สมพรพูดถึงว่ามีแต่เขียนแจกฟรีทำให้ผมนึกถึงงานเขียนของอึกคนหนึ่ง เขาบอกว่าจะมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น จริงๆตอนนี้ก็เกิดแล้วครับ economist เรียกสิ่งนี้ว่า "Prosumer" มันมาจากคำว่าproducer + comsumer  คือว่าเมื่อก่อนเนี้ยหรือยังเป็นอยู่ทุกวันนี้ เราแยก producer กับ consumer จากกัน และ money-driven market มันก็เริ่มมาจากตรงนี้ละครับ ทำแล้วก็ขาย แต่พวก prosumer เนี้ยทำแล้วไมขายครับทำแล้วแจก ต่อยอด ถ้าเป็นอย่างนี้มาก ทำให้ money-driven market น้อยลง  เขาบอกว่าอีกหน่อยเราจะมีสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า "free lunch" มากขึ้นครับ
  • สงสัยต้องหัดทำการค้าบ้างแล้วครับ เอาไว้ขายฝรั่งบ้างครับ
  • ครับในยุคนี้ก็ต้องทำการค้าแบบ money-dirven market ไปก่อนครับ เราก็ยังต้องใช้เงินครับ ไม่แน่อย่างที่ผมยกมา อีกหน่อยเราอาจจะมี "free lunch" มากขึ้นครับ
  • ขอบคุณครับ
  • อาจารย์ paew ครับ

    ตามแนวนี้ครับ บริษัทหรือสินค้าจะได้ส่วนแบ่งทางการตลาดมากหรือไม่  จะดีไซด์เฉพาะแค่ตัวสินค้าไม่ได้แล้วครับ ต้องดีไซด์ for experience ทั้ง customer journey เลยครับ ลองยกตัวอย่างที่เห็นง่ายอย่าง  Apple นะครับ ตัวสินค้าเองมี Wow effect, ตัวสินค้าสามารถใช้ได้ง่าย, ร้านจำหน่ายสินค้าที่เป็นสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า 3rd place (คือเป็นที่ที่ลำดับ 3 ที่เราจะใช้เวลาอยู่ถัดจาก บ้าน และ ที่ทำงาน), และมีบริการหลังการขายทีเป็นเยี่ยม สรุปง่ายๆ ว่าต้อนนี้เราจะมองสินค้าเป็นแค่สินค้า ไม่ได้แล้วครับ ถึงมีการใช้คำว่า experience design ขึ้นมาครับเพราะตัองมองหมดแทนที่จะมองเป็น silo อย่างเมื่อก่อน 

    ด้วยเห็นนี้อย่างที่ผมกล่าวมาแล้วข้างต้น บางคนเห็นว่าการตลาดที่ใช้กันอยู่อย่างปัจจุบัน คือ โมษณา ลด แลก แจก แถม จะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป (อย่าง apple ที่ผมยกมาข้างบน ไม่เคยมีมีเลยครับ ลด แลก แจก แถม จริงๆ แต่สินค้าก็ขายดิบขายดี มี สาวก apple ไปทั้ว)

    MBNQA ที่อาจารย์พูดถึงคือที่เป็น quality system หรือเปล่าครับ

    ใน human factor และ cognitive psychology จะแบบระดับการพัฒนาให้อยู่ใน 3 ระดับนี้ครับ

    knowledge level, experience level และ  skill level  ครับ

    ขอบคุณครับ อาจารย์ จันทวรรณ

    มา "ร่วมกันคิด ช่วยกันเขียน ร่วมกันเรียน ช่วยกันรู้"  Go! gotoknow! :) ครับ

    ขอบคุณครับ อ.เอ๋ ในข้อคิดเห็นเพิ่มเติม

    อาจารย์พูดถึงการจัดการการเปลื่ยนแปลงทำให้ผมนึกขื้นได้ว่า knowledge มีคุณลักษณะอีกข้อหนี่ง คือ เมื่อไปถึงจุด จุดหนึ่งความรู้จะล้าสมัยและใช้ไม่ได้แล้ว (at some point it becomes obsolete  knowledge) ครับ

    ในหนังสือของToffler เขาได้เรียกตัวความรู้ที่ล้าสมัยนี้ว่า "Obsoledge"

    ในความเห็นของผม การจัดการ knowledge คงจะไม่สมบูรณ์ถ้าเราลืมหาวิธีจัดการกับเจ้า "obsoledge" ด้วยครับ 

    น้องมะปรางเปรี้ยวครับ

    Testing ที่่น้องมะปรางเปรี้ยวยกมา เป็น testing ใน SQA ของ Software/IT Development Process ครับ เ็ป็นการวัดคุณภาพ ประสิทธิภาพของ software หรือ system ที่ถุกพัฒนา คนละเป้าหมายกับ usability testing ครับ  ถ้าิคิดในเชิงของ evaluation approach สิ่งที่น้องมะปรางเปรี้ยวเปรียบเทียบก็ไม่ผิดเสียที่เดียวครับ unit test ใช้ analytic approach และ integration test ใช้ global approach (พี่เดาที่น้องมะปรางเปรี้ยวยกว่า “system integration testing”  น้องมะปรางเปรี้ยวน่าจะหมายถืง integration testing นะครับ คงไม่ได้หมายถึง system testing)

    แต่ถ้าเทียบกับจริงๆแล้ว มันคนละเป้าหมาย คนละเวลา คนละเครื่องมือ กันเลยครับ ระหว่าง Testing ใน development process (ที่เป็น Software Quality Assurance) กับ Usability testing ครับ

    คนละเวลา ถ้าจะลองเทียบกับ steps โดยทั่วไป ใน development process แล้วคงจะพอเห็นภาพว่า prototype หรือ design นะควรจะเสร็จตั้งแต่ analysis phase  หรือ อย่างช้าที่สุด ก็ต้องช่วงต้นๆ ของ design phase แล้ว เพื่อที่จะได้ส่วนอื่นๆจะได้เริ่มงาน ใน phase ต่อไปคือ development phase หรือ บางทีก็เรียกว่า implementation phase  การวัดผลใน usability testing ทั้ง formative และ summative ต้องเสร็จก่อนทีเราจะ hand out ให้ developer แล้วละครับ ส่วน unit testing จะเริมทีหลัง และ integration testing ส่วนมากจะเริ่มใน testing phase แล้วครับก่อนที่จะ deploy สิ่งที่เราพัฒนา

    คนละเป้าหมาย Usability testing ใช้วัดผลโดยตรงกับผู้ใช้ เพีือทดสอบ ดีไซด์ของเราว่าจะตรงกับ cognitive factors และ tasks ของกลุ้มเป้าหมายผู้ใช้เราใหม ส่วน SQA Testing จะทำโดย developers หรือ testing team เพีือให้ได้คุณภาพ (system performance, reliability etc.) ของสิ่งที่พัฒนา 

    คนละเครื่องมือUsability testing ใช้ task script ครับ ให้ผู้ใช้ปฏิบัติตาม task ส่วน testing ใน development process ใช้ test script ครับ และ testing team จะปฏิบัติตาม test script

     

    อย่างไรก็ตามถ้าจะให้เทียบกันดูแล้วให้บอกว่าจาก testing ใน IT/Software Development Process ประเภทใหนที่นะจะใกล้เคียงกับ usability testing มากที่สุด ก็นะจะเป็น Alpha testing ใน Acceptance testing มากกว่าครับ
    TA ในที่นี้น่าจะหมายถึง Teaching Assistant ครับ เดี๋ยวให้เจ้าตัวมา confirm อีกที

    ขอบคุณ Mr Direct, คุณใบบุญ, คุณMrx, อาจารย์ cath และ คุณโอ๋ นะครับ ในข้อคิดเห็นเพิ่มเติม

    ขอบคุณ คุณโอ๋ นะครับ

    เรามาช่วยกันนะครับ มาร่วมกันเป็น user's advocate

    น้องวีร์ครับ

     

    web ข้างล่างนี้อฺธิบาย Inspection Methods ใหญ่ๆนะครับจริงๆ ยังมีอีกหลาย techniques และ methods เวลาทำงานเราต้องเลือกใช้วิธีทืีเหมาะสมกับงานและเวลาครับ

     

     

    อาจารย์ จันทวรรณ ครับ

    ขอบคุณครับอาจารย์

    ตั้งใจไว้แล้วครับ จริงๆแล้วผมมีความตั้งใจอยู่แล้วครับว่า ผมจะหาโอกาสให้ได้ที่จะไปหาดใหญ่เพื่อแวะหาอาจารย์และอาจารย์ ธวัชชัย ครับ :-)

    น้องมะปรางเปรี้ยวครับ

    Usability Inspection Methods และ Usability Testing นี้เรียนกันเป็นเทอมเลยครับเพราะมันเยอะเนี้อหาและระเบียยวิธีมันเยอะมาก เอาเป็นว่าพี่อธิบายความหมายคราวๆแล้วกันนะครับ

    - Formative evaluation คือการวัดผลในขณะ(during) ที่เรากำลังพัฒนา จุดมุ่งหมายหลักตรงนี้คือต้องการที่จะปรับและพัฒนาให้ดีขึ้นครับ และส่วนใหญ่จะใช้ analytic evaluation approach ครับ คือวัดผลแค่ feature หรือ task ที่เราต้องการวัดผลครับ

    - Summative evaluation คือการวัดผลหลังจากเราพัฒนา prototype เราสมบุรณ์แล้ว จุดมุ่งหมายหลักตรงนี้คือเป็นการชั่งน้ำหนักในการตัดสินใจสุดท้ายครับ ของสิ่งที่เราพัฒนาครับ ส่วนใหญ่ตรงนี้จะใช้ approach ที่เรียกว่า global evaluation ครับ คือวัดผล overall performance ของสิ่งที่เรา prototype ครับ

    (จริงๆแล้ว global evaluation approach ก็สามารถที่จะใช้ในขณะที่เราทำ formative evaluation ได้ และในทางตรงข้าม analytic evaluation approach ก็ สามารถใช้ได้ในเวลาที่เราทำ summative evaluation ได้เหมือนกัน)  งงหรือเปล่า อย่าพึ่งงงนะ ;-) 

    ใช่แล้วครับในทางทฤษฏี เราต้องการให้เป็นอย่างนั้น แต่ว่าในทางปฏิบัติจริงๆ มันยากครับเพราะ resources และ time constraint ของ โปรเจค schedule ครับ จริงๆแล้ว 1 ครั้งสำหรับ Formative evaluation และ อีกหนึ่งครับสำหรับ Summative evaluation ก็เพียงพอที่จะ discover potential problems เกือบทั้งหมดแล้วครับ

    ตอนนี้ไม่มีอะไรมากครับ สั้นๆ เพราะต้องการจะอธิบายคำศัพท์ที่คนใช้กันมาก และเกิดการสับสนกันมากครับ เอาเป็นให้เข้าใจว่า Usability Engineering Process และ UCD process มันเป็น process เดียวกันครับ คือเป็นกระบวนการเพีอ enhancs และก็ ensures good Usability ครับ

    ใช่ครับ ที่อเมริกาไม่มีครับ แต่คนที่คนอเมริกาที่เขามีประสบการณ์เกี่ยวกับเรืองนี้ หรือคนที่เคยไปเมืองไทยแล้วเขาเห็นคนไทยยืนตรงเคารพธงชาติ และทำความเคารพเพลงสรรเสริญก่อนหนังฉาย เขาชื่นชมตรงนี้มากครับ อยากให้คนในอเมริกาเองเป็นอย่างนั้นบางเช่นกัน เป็นสิ่งที่ดีที่ควรอนุรักษ์ไว้ครับ 

    ขออธิบายเสริมนิดหนึ่งนะครับเกี่ยวกับความหมายของ  Usability Engineering  คำคำนี้มีสองความหมายครับ คือ

    1.) หมายถึง discipline ที่มุ้งหมายเพื่อเพิ่ม usability ของ product - เป็นความหมายที่ผมใช้อธิบายในบทความข้างบนนะครับ ส่วนใหญ่เวลาคนกันถึง usability engineering ก็จะหมายถึงความหมายนี้กัน

    2.) หมายถึงระเบียบวิธี (method) อย่างที่ผมอธิบายให้น้องวีร์ ในข้อคิดเห็นครับ

     

    ตรงนี้ต้องอธิบายเพิ่ม กลัวจะงง ตกลงคำคำนี้มันหมายถึงอะไรกันแน่ มันมี 2 ความหมายครับ

    น้องวีร์ครับ

    ในเมืองไทยต้องนี้เท่าที่พี่ทราบ ก็มีแต่อาจารย์ จันทวรรณ เท่านั้นละครับที่สอนที่ ม.อ. ตามที่น้องมะปรางเคยเรียนมา แต่ก็ยังไม่มีเป็นในระดับ degree นะครับ เราอาจจะล้าหลังกว่าฝรั่งเขาสักนิดในเรื่องนี้

      HCI เป็นวิชาที่กว้างมากครับ ไปยืมเอา method และ technique ของหลายวิชามาปรับใช้ทั้งทางด้าน research, design, และ evaluation จึงได้ชื่อว่าเป็น inter-disciplinary หรือ multi-disciplinary subject 

     เรียน HCI อย่างน้อยสุดจะได้เรียน 3 ศาสตร์ใหญ่ครับ psychology, computer science และ design 

    น้องมะปรางเปรี้ยวครับ

    Card Sorting เป็น หนึ่งในเทคนิคหรือ method ของ UCD ครับ จัดอยู่ในข่ายของ input และdesign technique ครับ ไม่ใช่ evaluation technique

    Card Sorting นี้จะถูกใช้กับ info-oriented website เท่านั้นครับ เพีอช่วย architect information (อีกด้านหนึ่งเขาจะเรียกว่า task-oriented หรือพวก web application ทั้งหลาย ที่ไม่ใช่แค่ view info เท่านั้น ผู้ใช้สามารถ manipulate data หรือ content ได้ ตรงนี้ละที่จะได้ยินคำว่า Interaction Design)

    method นี้จะช่วยให้เราสร้างโครงสร้างของ Navigation ตามความต้องการของผู้ใช้ครับ วิธีนี้จะใช้กันมากเวลาจะวาง information architecture (IA)ของ content ครับในภาษาของ IA เขาก็พูดว่า เขาใช้ Card Sorting ช่วย increase findability ครับ

     

    ยินดีและเต็มใจครับ น้องมะปรางเปรี้ยว

    วีร์ครับ เอาเป็นว่าพี่จะอธิบายคราวๆนะครับ เพราะระเบียบวิธี(method) ตรงนี้มันจะต้องเกี่ยวข้องกับเครื่องมือ(tool)ที่เราใช้ ตรงนี้มีให้เรียนเยาะมากเลยครับเรียนกับเป็นหลักสูตรเลยก็ว่าได้ เอาเป็นว่าโดยส่วนใหญ่จะใช้ระเบียบวิธีที่เรียกว่า Usability Engineering คือการกำหนด usability objective ที่ สามารถวัดได้ ตัวจุดมุ่งหมายตัวนี้บางที่จะได้ยินเรียกกันเรียกอีกอย่างว่า usability benchmark มันคือตัวเดียวกันครับ แล้วพัฒนาเพื่อให้ meet จุดมุ้งหมายหรือ benchmark ที่เราตั้งไว้ เครื่องมือก็คือ usability inspection และ usability testing 

    ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ ที่ค่อนข่างจะ mature ทางด้านนี้แล้วเค้าจะมี standarize measurement ที่ค่อนข้างจะเป็นสากลเพือจะวัดความกว้างหน้า product ว่าเป็นอย่างไร อย่างบริษัทพี่ใช้ ProUse Score ( Product satisfaction & Usability  Score) เป็นตัววัด

    อีกด้านหนึ่ง เห็นลักษณะของมันแล้ว คงจะพอเดาออกแล้วใช่ใหมละครับว่า การจัดการ"ความรู้" มันมีความท้าทายอย่างยิ่งครับ

    HCI ค่อนข้างจะเป็นศาสตร์ที่เป็นหลักการและเจตคติ มากกว่าศาสตร์ที่เป็นหลักทางการตำเนินการ พูดกันง่ายๆ ก็คือ HCI เป็นศาสตร์ที่จะนำไปปฏิบัติโดยตรงไม่ได้ แต่เป็นศาสตร์ที่จะต้องใช้เป็นหลักยึด ฉะนั้น HCI จึงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยากที่จะนำไปปฏิบัติโดยใช้แค่กฏและเกณท์ ต้องอาศัยประสบการณ์และการศึกษาในรายกรณีเป้นหลัก 

     

    การที่เราจะทำให้นักพัฒนารุ่นใหม่เห็นและยอมรับเรื่องเจตคติของการให้มนุษย์เป็นศุนย์กลางของการพัฒนาระบบมากกว่าเอาเทคโนโลยีเป้นศุนย์กลางต้องเป็นงานหนักและท้าทายเอาการที่จะเปลี่ยน

     

    แต่เราก็เริ่มแล้วละครับ จากตรงนี้ สักวันหนึ่งข้างหน้าเราอาจจะมองกลับมาแล้วยิ้มกับความสำเร็จ

    พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
    ขอแนะนำ ClassStart
    ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
    ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี