ณรินทร์ เจ.
ณรินทร์ เจริญทรัพยานนท์

ความเห็นล่าสุด


คุณฉัตรชัยครับ

ตรงที่คุณฉัตรชัยยกมา เป็นความคิดเห็นของผมครับ Toffler ไม่ใด้มีตรงนี้ในหนังสือ ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงว่ารู้มากๆ รู้หลากหลายไม่ดีนะครับ ผลเน้นในแนวการคาดเดาเอาผลมากกว่า

ตรงนี้เป็นการขยายจาก คุณลักษณะที่ว่า ความรู้มันไม่ให้ผลในผลในแนวตรงและคาดเดาไม่ได้ ตรงนี้อาจจะเปรียบได้กับสุษาษิตที่เคยได้ยินว่า "ความรู้ท้วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด" ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับสุภาษิตนี้เท่าใหร่ เพราะการมีอยู่ของความรู้ มันไม่ได้ เป็นแค่ปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดผล

"การมีอยู่" ในที่นี้หมายถึงการมีอยู่ของมัน (object) ความรู้  อาจเป็นทั้ง tacit, explicit, describable, non-describable หรืออะไรต่างๆแล้วแต่เราจะจำแนก และ รวมไปถึงการได้มาของความรู้มาสู่ตัวเรา (subject) ด้วย

"การเข้าคู่" ในที่นี้หมายรวมถึงการเข้าคู่ของอึกความรู้ที่มีอยู่ในตัวเราด้วยกันเอง (object + object) และการเข้าคู่ของเข้าใจ และการเข้าคู่ของประสบการณ์ และความคิด ของปัจเจคนั้นๆ (object + subject) เอง

"การนำไปใช้" ตรงนี้ก็เหมือนกันการนำไปใช้ก็ขึ้นอยู่กับปัจเจคเหมือนกัน เคยมีใหม่ครับที่บางครั้งเราจะได้ยินคนพูดว่า จริงๆฉันคิดได้ก่อนแล้ว หรืออะไรทำนองนี้

ที่ยกทั้งสามตัวมาก็เพื่อจะให้ข้อคิดเห็นส่วนตัวเพิ่มเติมและเห็นด้วยกับผู้เขียนในส่วนที่ว่าเราคาดเดากับผลของความรู้ไม่ได้

ในความเห็นของผมตัวความรู้จริงๆ มันเป็นกลาง เป็น object  ด้วยตัวของมันเองไม่อาจให้คุณให้โทษด้วยตัวของมันเองได้ครับ อยู่ที่ subject ที่นำมาอยู่ในบุพบทอีกที

อาจารย์ไสวครับ

ดีใจอย่างมากเช่นกันครับที่ได้พบอาจารย์ ขอฝากตัวและของคำชี้แนะจากอาจารย์ด้วยนะครับ

ตามที่อาจารย์เขียนมาก ก็ไม่ผิดเลยก็ว่าได้ครับ ตรงนี้เป็นการนำเอาสิ่งที่เป็น E ซึงเป็นสิ่งที่มีอยู่ทั้งในสัตว์และคนมาใช้

ก็อย่างที่อาจารย์ว่าละครับว่ามันก็ต้องดูว่าจุดมุ่งหมายของการใช้คืออะไร ในที่นี้จุดมุ่งหมายคือการนำมาใช้ประโยชน์ใน money driven economy ครับ (สิ่งนี้ยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดครับ เมื่อวานอ่าน USA today ทำสำรวจวัยรู่นอเมริกันอายุระหว่าง 18 ถึง 25 ปี ผลพบว่า 80% ยังมีจุดมุ่งหมายสูงสุดอยู่ที่ make money ครับ ผมว่าความคิดนี้ไม่ได้จำกัดแค่อเมริกาหรอกครับ บ้านเราก็น่าจะยังอยู่ใน % สูงเหมือนกัน) หลักตรงนี้พูดง่ายๆก็คือต้องการใช้ ตัว E เป็นส่วนประกอบหลักที่จะ  draw,grab, and hook ผู้บริโภค ละครับและทำให้เกิดผลลัพท์คือการขายสินค้าหรือบริการครับ

ในมุมของอาจารย์ที่ว่า PET มองมนุษย์เสมอสัตว์  ผมว่าก็คงไม่น่าจะถึงขนาดนั้นหรอกครับ แต่ก็ไม่ผิดเลยครับและแน่นอนครับว่า PET นำส่วนที่เป็นแรงพลักของสัตว์ในคนมาใช้ในการหาประโยชน์ ตรงนี้น่าจะมาจากการมองในด้านจากการควบคุมได้เป็นหลักมากกว่าครับ สิ่งที่นักพัฒนา manipulate ง่ายสุดคื่อ object ครับ และตัว perception (of object) จึงถูกนำมา สร้าง  E  ในระดับ Sensory เพื่อเกิด impulse ครับ

คุณบางทรายครับ

แน่นอนครับสังคมเป็นอีกด้านหนึ่งครับที่ถูกเปลี่ยนไปเพราะผลทางเทคโนโลยีและการสือสาร ผมไม่ค่อยมีข้อมูลมากเท่าใหร่ครับเกี่ยวกับการเปลี่ยนไปทางสังคม แต่จุดที่ได้ยินอภิปรายกันเยอะก็คือว่า ใช่ครับคนมีการสือสารกันมากขึ้นแต่มันทำให้คนกลับห่างเหินกันมากขึ้นครับ

น้องมะปรางเปรี่ยวครับ 

วัสดุที่ใช้เรียกว่า photonic textiles ครับ พัฒนาโดยนักวิจัยของบริษัท Philips ครับ

http://www.research.phillips.com/

อาจารย์ จันทวรรณ ครับ

ครับอาจารย์ ผมก็ชอบทีเขาสามารถใช้ 2d นำเสนอ งาน 3d visualization ได้ดีครับ ในช่วงท้ายของคลิบที่สองทีผมจะนำเสนอ Jeff พูดถึงเรื่อง 3d ไว้และผมค่อนข้างเห็นด้วยกับเขาในเรื่องที่ว่ามันเป็นไปได้ยากที่จะ manipulate 3d data โดยใช้ 3d interface (ในที่นี้ไม่ใช่หมายถึง GUI นะครับ) ผมไม่ค่อยมั่นใจเท่าใหร่กับการใช้ halo 3d  มันเป็นไปได้ยากครับที่เราจะสามารถทำได้จริงๆ นอกจากจะทำอะไรสักอย่างกับ virtual mass ที่ทำให้มือเรารู้สึกจริงๆ ว่าถือหรือ lean on อะไรครับ

iron2029

ดูจนจบหรือเปล่าครับ ส่วนน่าสนใจจะอยู่ตอนท้ายๆครับ

อาจารย์ กมลวัลย์ ครับ

ยินดีครับ อาจารย์ติดตามตอนต่อไปนะครับ ผมจะเอาพัฒนาการของเขามาลงต่อว่าหนี่งปีหลังจากนั้นเป็นอย่างไร :)

ผมอยู่ทางนี้ ที่อเมริกา ในอาทิตย์ที่ผ่านมามีปัญหาอยู่ประมาณ 2 ครั้งเห็นจะได้ที่เข้า G2K ไม่ได้เลย แต่ก็จะเป็นประมาณระยะ 1 ทุ่ม ถึง 2 ทุ่ม ที่เมืองไทยครับ แต่จะเป็นอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วก็เข้าได้ครับไม่มีปัญหา ผมก็เข้าใจว่าคงจะเป็นที่ transcontinental internet backbone หรืออะไรก็ไม่ได้สนใจครับ

แต่ประมาณวัน สองวันที่ผ่านมา ในเกือบทุกหน้าของ G2K blog ตรงตัวหนังสือของข้อคิดเห็นจะกลายเป็น hyperlink text ทั้งหมดครับ พอ mouceover ก็จะกลายเป็น underline text ครับ ตอนแรกผมก็นึกว่าเป็น software bug และคงจะเป็น known issue ครับ แต่เมื่อวานก็หายไปครับ 

ถ้าเราถูกปิดกั้นจริง ผมว่าเราต้องรบกวนท่านสมาชิกของเราท่านหนึ่ง ท่านรองนายก ท่านอาจารย์ ไพบุลย์ วัฒนศริธรรม ช่วยเป็นคนกลางหาความกระจ่างให้เราหน่อยครับ

นักเศรษฐศาสตร์เรียก ผุ้ที่ไม่เรียกรับเงิน ในการ produce อะไรต่าง หรือ ผู้ที่พึ่งตัวเองในการทำอะไรๆ หรือ ผู้ที่ทำอะไรเองโดยไม่ต้องจ้างว่า prosumer ครับ (Producer + Consumer) พูดง่ายๆ ก็คือที่ทำกิจกรรมอะไรก็ตามครับที่เป็น non-money economy

Prosumer ให้ผลทั้งสองด้านเลยครับใน money-driven economy คือเป็นทั้งตัว "de-marketize" สินค้าหรือบริการต่างทำให้สินค้าที่มีอยู่เดิม คืออาจจะทำให้สินค้าหรือบริการหลุดจากตลาดสินค้าไปเลย

 แต่อึกด้านหนึ่งก็จะเป็นตัว "marketize" สินค้าและบริการใหม่ๆจากผลิตผลของกิจกรรมของเราชาว prosumer  ครับ 

น้อง วีร์ ครับ 

เคยอ่านมาเหมือนกันครับว่า ดอกคาร์เนชั้นสีขาว ในญึ่ปุ่น หมายถึงความตาย แต่ก็ไมแน่ใจนะครับ

อาจารย์จันทวรรณ และน้องมะปรางเปรี้ยวครับ

การศึกษาเรื่องของสีกับวัฒธรรมเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาของ Cross-Cultural User Interface Design ครับ การศึกทางทางนี้จะพยายามทำความเข้าใจวัฒนธรรมในหลายๆมิติ ครับแล้วเอาแต่ละมิติมาโยงกับ UI components (metal medels, metaphor, navigation, interaction และ appearance)  

ในความเห็นของผมวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งที่มีผลแต่จะว่ามีผลโดยตรงเลยก็ไม่ใช่แล้วครับ เพราะเดียวนี้โดย speed of internet และ globalization of knowledge มันมีการกระจายของความรู้และความเข้าใจมากขึ้นทำให้วัฒนธรรมไม่ใช่ผลโดยตรงกับการออกแบบอีกแล้ว แต่ยังเป็น contributed factors แน่นอนครับ

การทีเราทำ UI design (รวมถึงการออกแบบเวปด้วยครับ) ที่สมบูรณ์นอกส่วนทางด้านวัฒนธรรมแล้วก็ยังมีอีก 2 ด้านใหญ่ๆ ครับที่มีผลต่อการออบแบบ UI และต้องนำมาประกอบในการพิจารณาด้วย สองด้านที่ว่านี้คือ

  • Cognitive factors และ Intelligence ของ target audience ของเราครับ
  • Trust และ Persuasion aspect ของดีไซด์ของเราครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ แต่ก็เริ่มแพร่หลายแล้วครับ เริ่มมาจากอาจารย์ท่านหนึ่งที่มหาวิทยาลัย Stanford ชื่อ Dr. B.J. Fogg ได้เริ่มศึกษาเรื่องนี้ ศาสตร์ตรงนี้เรียกว่า Captology (Computer As Persuasive Technology) หรือมีอีกตัวหนึ่งที่จะเริ่มได้ยินมากขึ้นคือ Web Credibility ครับ

 

อาจารย์แป๋ว ครับ

แน่นอนครับ quality system หรือ business improvement process (ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมใหนก็ตาม ISO, Baldrige, 6 sigma EQP และอื่น)  มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการเปลี่ยนไปของ ตลาดสินค้าครับ การเปลี่ยนไปของตลาดสินค้า มาจาก 2 อิทธิพล (force) ใหญ่ครับ Market Force และ Business Force ครับquality system เป็นส่วนหนึ่งของ Business Force ครับ

ถ้าจะให้เจาะจงไปมากกว่านั้นว่าแล้วตรงในของ Baldrige Criteria ละที่มีอิทธิพลมากทีสุดต่อการเปลี่ยนไปของตลาดสินค้ามาก ก็คงจะเป็น Customer-Driven Excellence ครับ 

น่าสนใจครับที่บ้านเราจะมีการเริ่มใช้ Malcolm Baldrige Quality Program อาจารย์ครับไม่ทราบ การนำไปใช้ จะมีการนำไปใช้ในระดับที่เป็น National program คือ มีกองทุน มีองค์กรระดับชาติ  มีการตรวจ และให้รางวัล พูดง่ายๆ ก็คือจะยกไปทั้งหมดเหมือน program ที่อเมริกาหรือเปล่าครับ หรือว่าจะเอาแค่ criteria for performance excellence ไปช่วยในการประเมินและเพิ่มประสิทธ์ภาพในระดับองค์กรเฉยๆ ครับ 

อ.แป๋ว ครับ

ใช่ละครับผมศึกษาและทำงานในศาสตร์ทางด้าน cognitive science และ human-computer interaction ครับ

โดยวิชาชีพแล้วผมเป็นนักการยศาสตร์ (Ergonomist) หรือเรียกอีกอย่างก็ได้ว่า นักมนุษยปัจจัย (Human Factors Engineering Specialist) แต่ผมจะเน้นหนัก ไปทาง discipline ของ HCI หรือ Human-computer interaction เสียมากกว่าครับ

ส่วนตำแหน่งงานจริงๆ ที่ตอนนี้ทำอยู่ตอนนี้คือเป็น designer/usability engineer ในฝ่าย นวัตกรรมและพัฒนาผลิตภัทณ์ ครับ

เรื่องนัยยะของสี แล้วผมจะหาเวลามาบันทึกและอธิบายอย่างละเอียดในความหมายของแต่ละสีแล้วกันนะครับ อาจารย์คงจะต้องไปอ่านในสมุดบันทึกของผมนะครับ

น้องมะปรางเปรี้ยวครับ

ขอบคุณน้องมะปรางเปรี้ยวนะครับที่ช่วยเสริม ให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้นครับ อย่างที่ว่าละครับ เราต้องยอมรับนะครับว่า ทุกวันนี้ ลุกค้าและผู้ใช้ทั้งหลายมีความคาดหวังสูงชึ้น สินค้าเราดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ ก็เพราะตรงนี้ละที่จะทำให้เราใช้ ลักษณะของสินค้า เพียงอย่างเดียว เพี่อเป็นตัว กดหรือดึง ลุกค้าไม่ค่อยได้แล้วครับ ต้องมาสู้กันด้วยเรื่องการเพิ่มการใช้งานได้ง่าย (Usability) และก่อประโยชน์สูงสุดของสินค้านั้น จนถึงขั้นการสู้กันด้วยการให้ประสบการณ์ที่ดีกว่า (better experience) ของแต่ละสินค้าครับ เป็นตัวได้เปรียบในตลาดสินค้า

ออตครับ

ขอโทษครับที่พี่ใช้ศัพท์เทคนิคทางภาษาอังกฤษเยอะ เพราะกลัวแปลแล้วเพี้ยนครับ กลัวจะแปลได้ไม่ตรงกับความหมายที่ต้องการจะสื่อ จากแผนภูมิ ถึงแม้ว่าจะมีการเปลียนไปของตลาดสินค้าแล้ว แต่ในความเป็นจริงก้ใช่ว่าทุกที่ ทุกแห่ง ทุกบริบัท จะเปลี่ยนไปได้หมด แ้ม้แต่ในอเมริกาเอง มันก็ยังขึ้นอยู่่กับหลายปัจจัยครับโดยเฉพาะ ความคาดหวัง (Expectation) ของผุ้ใช้หรือลุกค้า รวมไปถึงคุ่แข่งทางการตลาดของเราครับว่าเราจะแข่งอยู่ในระดับใหน

ไม่ต้องตกใจครับพี่พยายามยกมาเพีืือที่เราจะได้รู้ว่า ถ้าเราจะชกกับมวยรุ่นใหญ่เราต้องทำอย่างไรถึงมีโอกาสชนะได้ เสียมากกว่า ผ้าไหมทอมือชาวบ้านยังจะพัฒนาไปได้อยู่ครับ เพียงแต่ว่าเราอยากจะให้มันพัฒนาใหัไปอยู่ในตลาดสินค้าขั้นใหนนั้นเองครับ ตรงนี้ต้องใช้การพิจารณาและประยุกค์การพัฒนาไปใช้เป็นกรณีๆ ไปครับ

ขอโทษครับ ต่อไปต้องตรวจทานดีๆ ก่อนบันทึกแล้วละครับ พิมพ์ตกอีกแล้ว

ของเสริมตรงย่อหน้าสุดท้ายอีกทีนะครับ เขียนตกไปอีกแล้ว "และการที่สีม่วงเป็นสีที่เห็นไม่ง่ายนักตามธรรมชาติ จึงถูกมองว่าสีม่วงเป็นสีไม่แท้ หรือสีที่ไม่เป็น....

 

อ.แป๋วครับ

โอโห อาจารย์เลือกสี ม่วง ขึ้นมาถาม ยิงโดนเป้าเต็มๆ เลยครับ เพราะในทางจิตวิทยาของสี (the psychology of color หรือ color psychology) สีม่วงเป็นสีที่ซับซ้อนที่สุดครับ(most complex) เพราะสีม่วงเกิดจากการรวมของสีที่ให้อารมณ์สุดข่วงสองสีครับคือ สีแดง กับ สีน้ำเงิน ครับ

สีแดง ให้อารมณ์ ตื่นแต้น  อันตราย  ร้อน อยู่นิ่งไม่ได้

ส่วน สีน้ำ ให้อารมณ์ เย็น สงบ หนักแน้น

ดังนั้นถ้า

ม่วงออกไปทางสีน้ำเงินมากหน่อย ก็จะให้ อารมณ์ ในแนวหนัก เช่น ซื่อสัตย์ จงรักภัคดี 

แต่ออกมาทางสีแดงมากหน่อย ก็จะให้อารมณ์ในแนว ฟุ่มเฟือย ความมั่งคั่ง และ sophistication (ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำภาษาไทยตัวใหน)

ถ้าม่วงออกไปทางม่วงอ่อน จะให้อารมณ์ ทีเป็นหญิง และ โมแมนติก

และการที่สีม่วงเป็นสีที่เห็นได้ง่ายนักตามธรรมชาติ สีม่วงเป็นสีที่ไม่แท้ หรือสีที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ (artificial) - ถึงตรงนี้ รู้แล้วใช่ใหมครับ ว่าทำไมสีม่วงเป็นสีของ...ชาวสีม่วง

:-( ขอโทษครับอาจารย์ ขออาจารย์ช่วยลบอันบนออกนะครับ อ่านอันแรกแล้วงงตัวเอง เลยเขียนอันที่สอง ก็ยัง งง อยู่ดี อาจารย์ลองอ่านดูนะครับ อันที่สองนะจะเข้าใจได้ดีกว่าอันแรก

อาจารย์ paew ครับ

ขอโทษครับ บอกผิดไปหน่อย เป็น skill-based, rule-based, และ knowledge-based ครับ (ผมไปจำสับสนกับอีกแบบหนึ่ง ที่เป็น Rule-based, Experience-based และ Theory-based ครับ)เอาเป็นว่าไอ่เจ้า 3 ตัวเี้นี้ยเรียกว่าเป็นชนิดหรือ kinds ของ cognitive control ครับ

เราคงว่าไม่ไ้ด้เลยทีเดียวว่า TK อยู่ใน knowledge-based เพียงอย่างเดียวครับ การมีอยู่ของมันกับการ control จาก cognitive น่าจะคนละส่วนกันครับ 

ในความเห็นของผม ความสามารถเฉพาะตัวอย่างที่ในรูปที่่อาจารย์ยกมา ตรงนี้มันอาจจะเป็นความสามารถในระดับ Skill-based behavior เพราะไม่ต้องใช้การกระบวนการคิด (cognitive process) คิดแล้วคือไม่ requires reasoning กับ principle ของ domain เลยครับ (knowledge-based requires reasoning with the principle of the domain)

แล้วมองว่าความสามารถพิเศษอย่างที่เราเห็นเนี้ยเป็น TK หรือเปล่าก็คงต้องย้อนกลับไปดูที่ความหมายครับ TK ครับ โดยทั้วไปเรารู้ว่าในทาง knowledge management จะให้ความหมายของ TK ว่าเป็น ความรู้ทีเป็น collective experience ของแต่ละจากความหมายนี้ เอา tacit knowledge จาก skill-based น่าจะยากสุดเพราะ TK คือสิ่งที่”เรารู้ว่าเรารู้”แต่เราจะไม่สามารถเรียงร้อย (codification หรือ articulation) เป็นความรู้ที่ที่อยู่ใน format ที่สือสารกันได้ ต้องอาศัยการ trained การฝึกหัด หรือ การไปสัมผัสตรงกับสิ่งนั้นๆ ความสามารถอย่างในรูป ที่อยู่ในระดับ skill-based ก็น่าจะเป็น TK ได้แต่ยากที่จะทำให้เป็น explicite นะครับ คนชำนาญแล้วส่วนมากจะอธิบายยาก

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี