ณรินทร์ เจ.
ณรินทร์ เจริญทรัพยานนท์

ความเห็นล่าสุด


มีคำอีกคำหนึ่งที่เริ่มใช้เรียกว่า Focus, just-in-time knowledge ครับ

คุณ Pongpan ครับ

ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณ Pongpan, คุณ อาทิตย์ ได้แนะนำบล็อกของคุณ Pongpan ไว้และได้มีโอกาสแวะไปแล้วครับ มีอะไรเพิ่มจะรออ่านนะครับ  (ปล.ชอบ Need/Want glass ครับ :)

ใช่แล้วละครับเป็นงานวิจัยตัวนี้ละครับ

ที่ผมเข้าใจงานวิจัยจะตัวนี้จะเน้นที่ interactive communication โดยผ่าน pattern ของหมอน จะเน้นการทำความเข้าใจทาง form of communication

ถ้าผมจำไม่ผิดทางด้วยตัววัสดุเองก็ได้มีการวิจัยและพัฒนาแล้วอย่างต่อเนืองโดยบริษัท Phillipe  ด้วยครับ เหมือนจะใช้งานได้เป็นจริงเป็นจังแล้ว

http://www.lumalive.com/

 

ขอบคุณนะครับ คุณอาทิตย์ มีอะไรดีๆแวะมาเพิ่มเติมด้วยนะครับ

ไม่มีเวลาเข้ามาใน Blog เลยเกือบสองอาทิตย์ ขอขอบคุณทุกๆความเห็นนะครับ (คุณบางทราย, Conductor,อาจารย์มัทนา น้องวีร์ และ คุณหมอวัลลภ) ที่ช่วยกันต่อยอดนะครับ

---------------------------------------------- 

อาจารย์ กมลวัลย์ครับ

ใช่แล้วครับ Dr Paul ได้กล่าวยกย่องไว้ว่า

พระพูทธเจ้า ถือได้ว่าเป็นบิดาของ Positive Psychology ก็ว่าได้ครับ

---------------------------------------------

Mr Direct ครับ

ตอนนี้อ่านหนังสือทางด้านนี้เพิ่มอีกประมาณสองสามเล่ม แล้วจะเอาแง่มุมอะไรดีๆ มาเพิ่มครับ

---------------------------------------------

คุณหมอวัลลภครับ

อาจจะมองได้อีกมุมหนึ่งว่าเป็น เน้นทางใหนระหว่างproactive VS reactive ด้วยนะครับผมว่าผมว่า

---------------------------------------------

ครูอ้อยครับ ยินดีครับ

ฮาครับ ขอบอก ผมหัวเหราะจนน้ำตาเลด มันเห็นภาพเห็นเลยครับ :))

อาจารย์มัทนาครับ

ใช่แล้วครับ เราต้องเข้าใจเสียใหม่ว่า "job is not your identify" ครับ เราก็คือเรา งานเป็นสิ่งที่เรา ทำ"I do"ไม่ใช่สิ่งที่เรา เป็น "I'm" เรา เป็น ตัวเราเอง ถ้าเราคิดว่าเรา เป็น เราจะเสียใจมากถ้าเราไม่ เป็น ในตำแหน่งนั้นๆ หรือ เช่นนั้นแล้ว 

อาจารย์กมลวัลย์ครับ

อีกด้านหนึ่งที่ผมมอง น่าจะเป็นมุมเดียวกับอาจารย์ครับคือ อย่าให้ตัว ฉลากมาเป็น your identity  

ต้องใช้ฉลากเหล่านี้มาใช้เป็นแค่สิ่่งที่เรา ทำ (What I do) แต่จะต้องไม่ใช้ฉลากเหล่านี้มากำหนดใหเรา ้เป็น (What I'm) ต้องเตือนตนเองตรงนี้อยู่เสมอครับ
คุณหมอวัลลภครับ

คงจะเป็นอย่างที่คุณหมอว่า กลับไปอ่านบันทึกของตนเองอีกทีก็ใช่ว่าจะคิดเหมือนเดิมครับ มันเหมือนกับว่า ใช่เราไม่ควรยึดติดกับฉลาก แต่ในขณะเดียวกันตัวฉลากเองมันก็ทำให้รู็ว่าอะไรคืออะไร ที่คิดตอนนี้ก็คงเป็นอย่างที่คุณหมอว่าละครับ มีแบบถอดได้ติดได้ ในของผมน่าจะเป็นประเภท แบะฉลากทางกายภาพได้ แต่จะไม่แบะฉลากทางความคิดครับ 

เป็นหัวข้อที่น่าคิดมากครับ ในความคิดเห็นของผมจะว่าจะแบ่งเป็นสองขั้วก็ไม่ใช่ จะว่ามันมีหลายขั้วก็ไม่เชิง หรือจะว่าไม่มีขั้วเลยก็ไม่ถูกเสียที่เดียว

ทุกอย่างมันจะมีสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า paradox ในตัวของมันเองเสมอครับ  

สวัสดีครับ ครูอ้อย

พอดีกลับไปอ่าน diary เก่าของตนเองเมื่อปี 2004 ครับเลยเอามาฝาก คนที่เป็นตนคิดจริง ของ postitive psychology น่าจะเป็น Dr. Martine Seligma ครับ รู้สึกว่าตอนนี้มีการเปิดหลักสูตรในระดับปริญญาทางด้านนี้แล้วที่ University of Pennsylvania ครับ

น้องมะปรางเปรี้ยวครับ

การ apply ใช้มันก็จะต่างกันไปครับแล้วแต่สิ่งที่เราพัฒนา มีหลากหลายครับเราต้องเอาไปปรับใช้อีกทีตรงนี้ต้องเอาประสบการณ์เข้ามาใช้เยาะครับถ้าเป็น juniors ทำงานใหม่ ก็จะมีพวก seniors หรือ principles เป็น lead หรือคอย guide ให้ 

แต่ในการทำงานเราจะต้องอิง methodical approach  เข้าไว้ครับ และต้องตอบเขาได้ว่า why you do, what you do และให้ตรงนี้เป็นศาสตร์ที่ทำให้เกิด fact-based decision จริงๆ เวลาที่ทำงานจริงๆ มันมีเรื่องของการเมืองภายในองค์กรเข้ามาเกี่ยวเยาะเหมือนกันครับ เราต้องยอมรับว่าเราจะต้อง deal กับตรงนี้ เราต้องใช้การอ้างอิงตรงนี้เป็น Neutralizer ครับ

น้องวีร์ครับ

พี่คิดว่าวีร์คงจะเริ่มเห็นภาพละครับแต่การที่เพราะ HCI เป็นศาสตร์ที่เรียกว่า multi-disciplines บางครั้งตรงนี้มันทำให้สับสน ว่าอะไรเป็น sub set ของอะไรและสัมพันธ์กันอย่างไร เพราะ HCI จะไปยืมศัพท์ของแต่ละ discipline มาใช้   พี่จะพยายามช่วยตรงนี้ เพื่อเวลาไปอ่าน article อื่นๆ ทาง HCI หรือ Usability จะได้สับสนน้อยลง คำพวกนี้คนที่ทำงานในสายนี้เองบางที่ก็อธิบายไม่ได้ครับว่ามันต่างกันอย่างไร  แรกๆพี่ก็งง อยู่หลายปีทีเดียว

หมอวัลลภครับ

ผมยินดึมากถ้าสิ่งที่ผมเขียนมีประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อยครับ

ขอบคุณ คุณหมอนะครับ ในคำขอบคุณ :)

เสริมตรงนี้นิดหนี่งด้วยนะครับ

Minimal interface หรือน่าจะเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า Minimal design ใช้ได้ดีมากถ้า Object modeller และ UI designer ทำงานไกล้ชิดกันมากๆเพราะจริงๆแล้วจะเป็นผลดีกับทั้งสองฝ่ายครับ ตรงนี้จะยากสักหน่อยถ้าทั้งคู่ทำงานแบบ Silo หรือ Production line

process funnel  ตอนนี้ถือได้ว่าเป็น UI pattern ที่ค่อนข้าง mature แล้วครับสำหรับช่วยในการดีไซด์  step-by-step process 

อาจารย์หมอมาโนชครับ

อาจารย์ครับตรง ความรู้สามารถที่จะเก็บในพื้นที่เล็กๆได้ "ความรู้" ตรงนี้ Toffler น่าจะหมายถึงความรู้ที่อยู่ในรูปที่เป็น collective knowledge ครับ ส่วน ความรู้ไม่สามารถให้อยู่ในภาชนะได้ มันแพร่กระจายไปทั่ว "ความรู้" ตรงนี้ Toffler น่าจะหมายถึงความรู้โดยรวมๆ โดยความหมายทั่วไปครับ

อาจารย์ครับ ที่อาจารย์สรุปมาถูกต้องที่สุดเลยครับ ความรู้อาจเป็นเพียงเชือกเส้นหนึ่งที่พันเกลียวไปกับมิติอืนๆของชีวิตคนเรา ความรู้จะต้องมี composability ประกอบอยู่ด้วยเสมอครับ

อาจารย์ไสวครับ

อาจารย์พูดอีกก็ถูกอีกครับ เพราะ "people are emotional and irrational creature" ตรงนี้จึงเป็นจุดที่ถูกนำมาใช้ในทางธุรกิจและการตลาดครับ

คนเราจะสามารถผ่านการควบคุมตรงนี้ได้ก็ต่อเมื่อใช้ปัญญาในกระบวนการคิดพิจารณาครับ แต่ก็นั้นแหละตราบใดที่ประสาทสัมผัสทั้งห้า ยังนำมาซึ่งอารมณ์และความรู้สึก เพิ่มด้วยแรงพลักทางสังคมและการยอมรับและการให้ค่าในสังคม กลยุทธตรงนี้ก็จะยังจะใช้ได้อยู่ครับ

คุณดวงเด่นครับ

ยินดีและเต็มใจอย่างยิ่งครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี