ความเห็นล่าสุด


ในการทำงานวิจัยใด ๆ ก็ตามผู้วิจัยหรือนักวิจัยนับเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะงานวิจัยจะสำเร็จสมความมุ่งหมายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับนักวิจัยเป็นสำคัญ ดังนั้นนักวิจัยจึงต้องมีคุณลักษณะที่จำเป็นบางประการดังต่อไปนี้

1. มีความรู้พื้นฐานในสาขาวิชาที่ทำการวิจัยเป็นอย่างดี นับเป็นความจำเป็นมากที่นักวิจัยจะต้องมีความรู้เป็นอย่างดีในสาขาวิชาที่ตนทำการวิจัยอยู่เพื่อจะได้เลือกใช้เทคนิค วิธีการและเครื่องมือให้เหมาะสมสอดคล้องกับลักษณะของงานวิจัยนั้น และสามารถค้นหาหรือเลือกใช้ความรู้จากงานวิจัยที่แล้วมาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การที่นักวิจัยมีความรู้ดีก็จะสามารถสรุปผลของข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ฉะนั้นนักวิจัยจึงต้องค้นคว้าติดตามอ่านผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อจะได้ศึกษาความก้าวหน้าทางวิชาการและเทคนิคใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา
2. มีความรอบรู้ในสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่กำลังทำอยู่ นักวิจัยจ้ะองมีความรู้ในวิชาอื่นด้วย เพราะในการวิจัยนั้นอาจจะพาดพิงหรือเกี่ยวข้องกับวิชาต่าง ๆ อยู่บ้าง เนื่องจากขอบเขตของการวิจัยไม่สามารถจะแยกออกไปได้อย่างชัดเจนเหมือนวิชาเรียนในห้องเรียน เช่น การศึกษาเรื่องการคายน้ำของพืช ก็ต้องอาศัยความรู้ทางชีววิทยาและเคมี เป็นต้น ฉะนั้นนักวิจัยจึงต้องศึกษาและขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งอาจจะกลับไปทบทวนความรู้ที่เคยเรียนมาก่อนหรือไม่ก็ต้องศึกษาเพิ่มเติม
3. มีความอยากรู้อยากเห็น นักวิจัยที่ดีต้องมีความกระตือรือร้นในการทำงานวิจัยเพื่อหาความรู้ใหม่ ๆ ตามที่ตนเองสนใจ แม้จะได้ผลวิจัยแล้วก็ไม่ยอมหยุดที่จะทำการวิจัยต่อไปเพื่อค้นหาให้ได้คำตอบใหม่ ๆ ออกมาอีก ในการวิจัยเพื่อค้นหาคำตอบนั้นอาจจะพบปัญหาเพิ่มขึ้นซึ่งจะเป็นการท้าทายนักวิจัยและนักวิจัยก็จะไม่ยอมหยุดยั้งที่จะค้นหาคำตอบของปัญหานั้น ๆ ให้ได้ การที่นักวิจัยมีความอยากรู้อยากเห็นอยากที่จะได้คำตอบของปัญหาต่าง ๆ นี้ ทำให้เกิดความก้าวหน้าในศาสตร์ด้านต่าง ๆ เป็นอันมาก เช่น ความอยากรู้ของเบนจามิน แฟรงคลิน ถึงสาเหตุของการเกิดฟ้าแลบฟ้าผ่า ก็ได้มีการค้นคว้าทดลองจนได้คำตอบในที่สุด
4. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ตามปกตินักวิจัยต้องใช้สมองในการคิดมากกว่าวิชาอื่น ๆ มาก เพราะในการวิจัยนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ความคิดของนักวิจัยอันจะก่อให้เกิดความรู้และเทคนิควิธีการใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ การดัดแปลงวิธีการที่มีผู้ใช้กันอยู่แล้วมาปรับปรุงใช้ก็ถือได้ว่ามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการศึกษามาก แต่นักวิจัยจะทำได้มากหรือน้อยอย่างไรนั้นย่อมขึ้นอยู่กับภูมิหลัง ความสนใจ การอ่าน และการรวบรวมผลการวิจัยที่เคยมีคนทำมาก่อน ตลอดจนความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของแต่ละคนว่ามีมากน้อยเพียงใดด้วย
5. มีความอดทนเมื่อผจญกับอุปสรรคและความล้มเหลว นักวิจัยควรตระหนักเสมอว่าการทำงานวิจัยเป็นการผจญภัยอย่างหนึ่ง ซึ่งย่อมจะต้องมีปัญหาหรืออุปสรรคนานัปการ นักวิจัยจึงต้องมีความอดทนพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรคนั้น ๆ อยู่ตลอดเวลา และหาทางแก้ไขเพื่อให้งานวิจัยนั้นดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น ฉะนั้นนักวิจัยที่ดีจึงต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้ได้เสียก่อนว่าอุปสรรคในการวิจัยนั้นมีทั้งสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ ในกรณีที่การวิจัยนั้นไม่ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว นักวิจัยก็ควรยอมรับเพราะการทำการวิจัยนั้นขึ้นอยู่กับส่วนประกอบหลายอย่าง ถ้าขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปก็อาจทำให้งานวิจัยหยุดชะงักหรือต้องล้มเลิกไปก็ได้ นักวิจัยก็ไม่ควรที่จะรู้สึกผิดหวังและหมดกำลังใจที่จะคิดทำการวิจัยต่อไป แต่ขอให้นึกเสมอว่าการประสบผลสำเร็จในการวิจัยนั้นขึ้นอยู่กับเวลาด้วยเหมือนกัน เพราะการวิจัยบางชนิดต้องลงทุนมากและใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล
6. มีความกล้าที่จะตัดสินใจ นักวิจัยที่ดีจะต้องมีความกล้าที่จะคิดและตัดสินใจในการทำงานวิจัยนั้น ๆ เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางของตนเองโดยมีความคิดเป็นอิสระ และมีความซื่อสัตย์ต่อหลักวิชาไม่ลำเอียงต่อผลการวิจัยที่ได้ พร้อมเสมอที่จะยอมรับฟังความคิดเห็นและคำวิพากษ์วิจารณืของคนอื่นในเรื่องที่ตัดสินใจเพื่องานวิจัยนั้น
7. มีความสามารถในการบังคับตนเอง เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าการวิจัยเป็นงานที่ต้องใช้ความวิริยะ อุตสาหะเป็นอย่างมากจึงจะสำเร็จได้ ดังนั้นนักวิจัยที่ดีจะต้องรู้จักควบคุมตนเองเพื่อให้งานการวิจัยนั้นดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและบรรจุผลในที่สุด ด้วยเหตุนี้นักวิจัยจึงควรมีความอดทน ไม่เบื่อง่าย รู้จักประมาณตน รู้กำลังและขอบเขตความสามารถของตนด้วย สิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้งานวิจัยประสบความสำเร็จได้

ในการเรียนรู้แบบ simulation ใขขั้นตอนสรุปของการเรียนรู้จากการใช้ sim การสะท้อนคิดจากการเรียนรู้เพื่อการวางแผนการนำไปใช้ใรนรายวิชาต่อไป

1.ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่ยังขาดความรู้และความเชี่ยวชาญ

2.ทักษาะการใช้สถิติเช่นการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงต่างๆ

เป็นกระบวนการที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างแท้จริง ผลข้อมูลที่ได้มาจากประสิทธิภาพของผู้เรียนทำให้สื่อออกมาสู่การวางแผนการจัดการเรียนการสอนโดยวิธีการสะท้อนคิดด้วยตนเอง

ประสบการณ์การเรียนการสอนที่ตนเองด้รับทั้งในส่วนของภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุแล้วและในส่วนที่ได้ร่วมทีมกับกลุ่มวิชาจิตเวชพบว่า มันคือสิ่งที่ดีสำหรับนักศึกาาแบะผู้สอน การไตร่ตรองการสะท้อนความคิดของตนเอง ประเด็นการทบทวนด้วยการตั้งคำถามเป็นการให้ไตร่ตรองในวันนี้ เวลานี้ ที่เรียนรู้มาคุฯได้อะไร คุฯบกพร่องหรือต้องแก้ไขอย่างไรทั้งคุณต้องทำอย่างไรในอนคตหรือเวลาต่อไปหรือครั้งต่อไปเพื่อให่ได้ผลดีเป็นการวางแผนให้เดินทางตามก้าวบันไดเพื่อผลผลิตที่มีคุณภาพ

การจัดการเรียนการสอนโดยวิธีการสะท้อนคิดเมื่อบรรลุผลจะทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลง เกิดการเรียนรู้สู้ผลสัมฤทธิิ์ที่ดีจากประสบการที่นำการสะท้อนคิดมาใช้เราจะรู้ได้ว่านักศึกษาของเราที่แท้จริงในเนื้อหา บทเรียนที่ทำให้เป็นปัญหาสำหรับการเรียนของตัวนักศึกษาเองคืออะไรบางคนถนัดที่จะจดจำบันทึกบางคนชอบที่จะถ่ายทองแต่ไม่มีโอกาสหรือความกล้าแสดงออกแต่เมื่อได้มีการสะท้อนคิดยอมรับความคิดเห็นของกันและกันก้สู่การเรียนรู้ที่ทำให้เกิดเป็นแนวทางใหม่สำหรับตัวเองเพื่อการนำไปใช้ต่อไป

mind map reflective.pdfการจัดการเรียนการสอนแบสะท้อนคิดที่มีการนำไปใช้ทำให้ทราบว่าโดยภาพรวมนักศึกษายังไม่สามารถเรียนรู้ได้ทุกกระบวนการขั้นตอนกล่าวคือ นักศึกษายังไม่สามารถเรียนรู้ครบตามกระบวนการสะท้อนคิอ คือ จากสถานการณ์ที่ใช้ในการเรียนรู้วิชารักษาโรคเบื้องต้นพบว่า

ในกระบวนการขั้นตอนที่ 1.เหตุการณ์ที่ฉันประทับใจ นักศึกษาสามารถบอกได้จากสถานการที่ตัวเองพบเจอ หรือกระทำด้วยตนเอง

ขั้นตอนที่2ในตอนนั้นฉันรู้สึกว่า นักศึกษาสามารถบอกความรู้สึกของตนเองในสิ่งที่พบเจอรวมทั้งภาพรวมของกลุ่มที่เป็นความรู้สึกที่สะท้อนมา

ขั้นตอนที่ 3 เหตุการณ๋ดังกล่าวก่อให่เกิดผลกระทบอย่างไร นักศึกษาสามารถบอกได้ว่าตนมีข้อบกพร้องหรือ ผลกระทบจากสถานการณ์ที่ตนไม่สามารถให้การพยาบาลผู้ป่วยได้ว่าจะส่งผลอย่างไรและสมาชิกในกลุ่มก็สามารถบอกถุงผลกระทบของการดำเนินการเป็นทีมที่ยังมีข้อบกพร่อง ไม่สามารถให้การพยาบาลตามบทบาทของทีมที่เหมาะสมแต่ขั้นตอนที่ 4 นักศึกษาจะไม่สามารถตั้งคำถามได้ตรงและสอดคล้องกับสถานการณ์ในการตั้งคำถามส่วนมากจะออกมาจากความรู้สึกจึงทำให้คำถามที่สื่อออกมาเพื่อการนำไปวางแผนการเรียนรู้ต่อจึงไม่ตรงกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้และเมื่อตั้งคำถามแล้วจะต้องให้มีการไปทบทวนเหตถการณ์แล้วกลับมาสะท้อนคิดอีกครั้งตามกระบวนสะท้อนคิดจึงจะสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในอนาคตทั้งการฝึกภาคปฏิบัติตลอดจนการสอบสภาหรือการปฏิบัติงานจริงบนหอผู้ป่วย

ซึ่งจะเห็นว่าการจัดการเรียนการสอนโดยวิธีการสะท้อนคิดนอกจากการเตรียมตัวในบทบาทผู้สอนแล้วการเตรียมตัวในบทบาทผู้เรียนก้ต้องมีควบคู่ไปด้วยกันพร้อมรวมทั้งระยะเวลาเพื่อการบรรลุผลสำเร็จ

ประสบการณ์ในการนำเสนอผลงานวิจัย

1.การเตรียมตัวตั้งแต่การเลือกผลงานของตนเองเพื่อการนำเสนอผลงานวิจัย

2การส่งผลงานให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา

3เมื่่อได้รับการพิจาณามีการปรับแก้ไขและจัดส่งไหมอีกครั้งจากนั่นจัดทำรูปแบบการนำเสนอการออกแบบสื่อให้เหมาะสม

4.ปัญหาในการติดต่อประสานงานกับทางทีมงานบางครั้งก็เป็นอุปสรรค เช่น การติดต่อขอ proceeding ที่ทำให้ระยะเวลาล่าช้า การติดต่อประสานงานในหลายๆๆครั้ง ฉนั้นการเลือกสถานที่การจัดการนำเสนอผลงานก้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี