ความเห็นล่าสุด


 ตอบคุณศุภราภรณ์

P
1. Ranee

ครับ ผมไม่ได้เขียน blog นานเกือบสองเดือน ไปนั่งคิดว่าจะเขียนอะไรดี  ก็คิดว่าเออ เราอยากเขียนอะไรก็เขียนไปเถอะ เขียนบางทีออกสไตล์(บ๊องๆนิดๆก็ดี ไม่เครียดครับ) กะว่า blog นี้คนอ่านต้องอดทนกับสำนวนผู้เขียนหน่อยนะครับ

เราจะกลับไป จุดเริ่มต้น ถ้าผมบอกว่าทำไมคุณต้องกินข้าว นั้นก็เพราะอาหารได้หล่อเลี้ยงชีวิต แล้วภาษาล่ะครับคืออะไร คือ ตัวกลางที่จะทำให้คุณสื่อสารกับคนอื่นได้ ถ้าคุณสังเกตุดีๆ สิ่งที่คุณเรียนในห้องเรียนไม่ได้ตอบความสำคัญของภาษาตามความเป็นจริง ที่คุณเรียนมาทั้งหมดมันไม่มีการสื่อสารอย่างแท้จริงเลย มีแต่การเลียนแบบการสื่อสาร ทำให้คุณพูดหรือเขียนออกมาด้วยตัวเองและเป็นอิสระไม่ได้ รวมถึงการฟังและอ่านที่ไม่ใช่ของจริง ของจริงคืออะไร ก็คือการสนทนาจริงๆๆ เหมือนเราพูดภาษาไทย ทำไมเราพูดภาษาไทยได้ก่อนเข้าป. 1 เพราะ เรามีการเรียนรู้อยู่ตลอด เราเรียกการเรียนแบบนี้ว่า acquisition คือได้เข้ามาผ่านบริบท อย่างเช่นถ้าคุณไปภาคเหนือหนึ่งปีคุณจะพูดเหนือได้โดยไม่มีใครสอนคุณ นี่คือของจริง แต่ในห้องเรียนคุณโดนหลอกไม่มีการสื่อสารจริงๆในห้องเรียนภาษาอังกฤษของระบบไทย เพราะ หนึ่งอาจารย์จะพูดไทย ในส่วนที่จริงๆต้องสื่อสารภาษาอังกฤษ เช่น สั่งการบ้าน นักเรียนก็จะถามภาษาอังกฤษไม่ได้ต้องพูดไทย แต่ไปเน้นบทสนทนาซึ่งมันไม่ใช่ของจริง ภาษาไม่ใช่การท่องจำแต่เป็นการสร้างด้วยตัวเอง ในห้องเรียนปัญหาที่ฝรั่งมาสอนแล้วเราไม่ได้เพราะฝรั่งใช้ระดับภาษาที่สูงเกินไปบางทีคุณฟังไม่ออก คุณก็นั่งนิ่งเหมือนฟังข่าว cnn และไม่ได้อะไร นี่คือปัญหาของระบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในไทย แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร คุณต้องหาบริบทของการใช้อย่างแท้จริง ต้องเจอฝรั่งให้ได้โดยไม่ใช่ที่ห้องเรียน เพราะหนึ่งมันแพง สองกว่าจะได้ผลก็นาน แล้ว พูด และฟัง สื่อสารกับเขาแบบพูดคุยเรื่องธรรมดา ตอนแรกจะลำบากมาก แต่คุณต้องอดทน สักระยะคุณจะเริ่มมีทักษะในการสื่อสารกับเขา มันเป็นภาษาง่ายๆ แต่จะเป็นพื้นฐานที่ดีต่อไป และทำให้การเรียนภาษาของคุณ เห็นผล เมื่อคุณเริ่มที่พอจะฟังและพูดคุยได้บ้างค่อยไปเรียนคอร์สที่ใช้ฝรั่งและทดลองเรียนดูเลือกคอร์สที่คุณชอบทีนี้คุณจะไปได้ดีและเร็วเพราะคุณใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ซึ่งต่างจากการเรียนแบบเดิมที่ใช้ภาษาไทยสื่อสารเหมือนอยู่เมืองนอก คุณต้องเจาะจงสิ่งที่คุณสนใจเช่นคุณจะพัฒนาการสื่อสารเพื่อการท่องเที่ยว หรือ เน้นการเขียน หรืออะไรก็แล้วแต่ มันจะยิ่งทำให้คุณไปได้ไกลมาก ดีกว่าเรียนแบบไม่มีเป้าหมาย แล้วคุณจะหาฝรั่งได้ไง คุณควรไปที่โบสถ์ฝรั่ง แต่เขาจะสอนศาสนาคุณด้วยต้องคำนึงถึงจุดนี้ ถ้ามีเพื่อนฝรั่งแลกเปลี่ยนภาษาจะดีมากเอาที่ไว้ใจได้

ดูเป็น systematic มากๆ แต่รู้สึกซับซ้อนนะครับ  ผมชอบแบบ description ของ definition มากกว่า

มันได้อารมณ์ ความรู้สึกจริงๆ อย่าง synonym นี้ มันก็ไม่ตรงเป๊ะ อยู่ดี   อีกอย่างเราต้องเรียนรู้จากตัวอย่างประโยค (สมมุติว่าจะเขียน อาจจะต้องมี prep. เฉพาะที่ตามหลังมา เช่่น concentrate on ) แต่ก็มีประโยชน์ เวลาอ่านเพราะเราขี้เกียจเปิดdict ก็ดู synonym มาถึงตรงนี้รู้สึกเลยว่า การที่เราเรียนภาษาอังกฤษแบบไทยๆ มาถึงจุดหนึงก็เป็นเรื่องยากเหมือนกัน เพราะเราต้องการคำแปลไทย  ต่างจากคนที่เขาไปเรียนเมืองนอก เขาไม่มีแปลไทยให้แต่เขาเข้าใจผ่านการใช้ในบริบทจริงๆ 

เวลาบอกให้เขาแปล ก็แปลได้จากความเข้าใจของเขาจริงๆ ถึงบางทีมันไม่

สวยเท่าไหร่แต่ ก็รู้เรื่องเพราะเขาเข้าใจความหมายมันจริงๆ คิดว่าวีร์ มีความรู้ขนาดอ่าน ข่าว หรือเวปได้ ก็มากแล้วละครับ

นอกจากจะพัฒนาไปสู่ทักษะที่ยากๆเช่นการเขียน หรือ ฟัง video clip ฝรั่งออก อันนี้ต้องมีฝรั่ง สอนครับ 

 

ผมว่าประโยคกับศัพท์ที่คุณหาเหมือนแม่กุญแจกับลูกกุญ

แจเชื่อไหมว่ามีดอกเดียวเท่านั้นแหละที่จะไขความหมาย

ออก 

ถ้าเลือกความหมายผิด ต้องไม่ใช้ synonym เพราะยังไม่รู้ว่าความหมายคืออะไรเลยไปเลือก Synonym ยิ่งเลือกไม่ถูกไปใหญ่(เพราะ synonym ก็มีหลายตัว)

มันเป็นทักษะจริงๆนะครับ ถ้ามั่นใจว่าอ่านคำอธิบายภาษาอังกฤษของแต่ละ sense ได้ ลองคิดเป็นภาษาไทยดู แล้วกลับมาเปิดเทียบกับ dict eng-thai ที่เป็น semi bilingual ว่าโดนหรือเปล่า ทำจนชำนาญแล้วลองเปิดแต่ eng-eng ดู ลองเลือกดูว่าใช้ได้หรือเปล่า (ผมก็ไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร) 

 

ทางเลือกของความหมายที่มากนั้นมาจากภาษาที่ informal ภาษาที่อยู่ในเพลงบางทีเป็นภาษาที่ฝรั่งใช้สื่อสาร เป็นภาษาที่ไม่ใช่ภาษามาตรฐานจึงยากเป็นธรรมดา เพราะเราจะเข้าใจมันได้เราต้องไปอยู่ที่เมืองนอกใช้ชีวิตอยู่กับเขา หรือดูหนังเอา  เพราะบางทีเขาใช้ กริยาธรรมดานี่แหละแต่ บริบทเปลี่ยนความหมายเปลี่ยน คุณวีร์ก็เลยงง แปลนี่แล้วแต่ว่าเราจะใช้ทำอะไร ถ้าอ่านเอาเรื่อง ก็ไม่ต้องละเอียดยิบมาก แต่มันสำคัญสำหรับพวกแปลที่เป็นอาชีพ เช่นบทภาพยนตร์ หรือนิยาย  ถ้าไม่อยากกำกวมคุณวีร์ต้องฝึกใช้ ดิกช์ eng-eng อ่านแล้วสรุปความแต่ละความหมายให้ได้เพื่อจะได้ sense ที่ถูกต้อง ไม่ต้องเปิด semi bilingual เพราะมันเกิดจากการอ่านแล้วการตีความหมายด้วยตนเอง เพราะถ้าแปลไทยมันจะจำกัดกรอบการแปลให้แคบ แต่ที่น่าสนใจอีกคือพวกแกรมม่าแปลกๆที่พวกเราไม่ค่อยรู้ที่มีผลต่อ่การแปลมากเหมือนกัน

ก็เข้า concept ของบันทึกนี้ไงครับ เพราะคิดว่ามันแปลว่าอย่างนี้ๆ ทั้งที่มีความหมายอีกมากมาย เลยไม่หา และมันเป็นคำที่ธรรมดามากๆ ก็เลยเสียชีวิตน้ำไม่ลึกเท่าไหร่ (คุณวีร์ ระวังดีๆนะครับมีอีกเพียบ แฮะๆ) 

การใช้ dict entry ก็ดีครับแต่ ถ้ารู้ syntax มากๆก็ดี เพราะจะได้เรียงคำถูกเพราะบางทีแปลเรียงตัวบางทีก็ย้อนไปย้อนมา (complexity)

 

 

มันก็จะรอดตัวไปบางครั้ง สมมุติว่าใช้ claim ละครับ

Many claim love is very important.

ถ้ารู้ว่า claim เป็น คำนามได้ก็จะเสร็จกันพอดี

มันต้องอ่านโครงสร้างไปด้วยหรือเปล่า (แบบยืดได้หดได้)

Many people claim that love is very important.

 

P

แล้วมีใครบ้างละครับที่จะคิดว่าจะต้องแปลว่าคนส่วนมาก เพราะทุกคนก็จะคิดว่ามันต้องแปลว่าหลายๆ (นี่คือกับดัก) ทำไมไม่แปลว่า หลายความคิดว่ารักสำคัญมาก (ดูดีนะครับ โดนหลอกได้เนียนดี) ก็เพราะต้องรู้แกรมม่าว่าความคิดนี่ คำนามใช้  thought และตัองเติม s ด้วย

 (ที่จริงคุณวีร์ต้อง ใช้ most ถึงแปลว่าคนส่วนมาก)

Most think love is very important. 

น่าจะแปลว่าหลายคนมากกว่านะครับในความคิดผม

แต่มันก็ไม่ตายตัวอีกนะครับ  A great many think love is very important. ก็แปลว่าคนส่วนใหญ่

ถ้าจะปะต้อง ใช้ dict  semi bilingual นะครับ ถ้า eng-eng อย่างเดียวมันก็ดิ้นไปดิ้นมาอย่างนี้ล่ะครับ

 

ตอบอาจารย์เกศวิไล

ปัญหาที่สำคัญมากคือเด็กไทยไม่รู้ศัพท์ที่ใช้มีความถี่สูง (frequently used ) แต่ที่น่าแปลกศัพท์เหล่านั้นเป็นศัพท์ง่่ายๆ ผมเดิมพันด้วยอะไรดีละ (ไม่รู้) เด็กม.ปลาย เกือบ 80 เปอร์เซนต์ไม่รู้ ว่า one, one another, other, the other , another, each other, each,  มันคืออะไร แม่แต่ many

พอเราขึ้น Many think that love is very important. ก็จะงงว่ามันแปลว่าอะไร คือ ตัว referentials ต่างๆนี้คงไม่เคยมีใครบอก ก็แปลว่าหลายๆ อยู่นั้นแหละ

ทั้งที่ของอย่างนี้มันเป็นเรื่องพื้นมากๆๆ แสดงให้เห็นเลยว่าคนที่ไม่รู้นี่อ่านหนังสือไม่ออก แล้วบางทีเด็กมหาวิทยาลัยก็ไม่รู้ ครูมหาลัยก็ไม่สอนแล้ว เพราะมันมีอะไรที่ยากกว่าที่ต้องสอน ก็ปรากฏว่าจบมา ก็เลยเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรเลย ต้องไป ฝึกกันใหม่หมด เพราะฐานมันแหว่ง มันก็เลยพังครืนลงมามั้งครับ

ขอโทษทีนะครับ ช่วงนี้ ผมกลับมาอยู่บ้าน เพื่อดูแลคุณแม่ครับท่านป่วย ต้องมีคนดูแลใกล้ชิด ไม่ได้ไปสอนตามสถาบันแล้ว  ก็ติว เด็ก admission ที่บ้าน  แต่ก็นึกว่าจะเขียนอะไรดี แต่ก็นึกไม่ค่อยออก สงสัย ไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิม จะพยายามนะครับ อาจเปลี่ยนแนวไปบ้าง แต่ก็คงเกี่ยวกับเรื่องภาษาแม้ไม่ ได้เน้นเรื่องในห้องเรียน ขอบคุณอาจารย์มากนะครับที่ยังคิดถึงกันอยู่

แล้วแต่ว่าคนจับไก่คือใคร บางคนก็เชือดตรงนั้นเลย (หักหานกันมาก) บางคนก็เลี้ยงไว้ก่อน ผมประเภทมิบังอาจ

ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำ เนื้อหาที่แสดงออกอย่างชัดเจน 

ดูจากเนื้อเพลงส่วนหนึ่ง

 

Give me a whisper
And give me a sigh
Give me a kiss before you
tell me goodbye
Don't you take it so hard now
And please don't take it so bad
I'll still be thinkin' of you
And the times we had...baby

ก็ไม่ค่อยเหมาะกับเด็กเท่าไหร่นะครับ ไม่รู้คุณวีร์ แกล้งไม่รู้หรือเปล่า (ผมไม่ค่อยกล้าตอบ) ถ้าอ่านเนื้อเพลงทั้งหมดแล้วแปลอีกแง่ หนึ่งจะเห็นภาพ  Please don't cry I know how you feel inside อย่างงี้   Don't cry tonight There's a heaven above you baby อย่าง งี้ เฮ้อ ปัญหาว่ามันมีคำว่า tonight จริงๆนะ

จริงๆถ้าเราใช้บ่อยๆ บางทีเจ้าของภาษาเขาอาจจะยอมรับเหมือน Long time no see  ประโยคนี้ใช้อย่างแพร่หลาย แต่ก็นะ ไม่มีใครอยากให้ใครทำลายภาษาตัวเอง Tinglish นี่จริงๆไม่เป็นปัญหาหรอกครับในความคิด เพราะคนที่พูดผิดพูดถูกออกมาเป็นลักษณะที่สำคัญมาก

ในการที่จะพัฒนาภาษาเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่ยอมรับการปล่อยไก่หรือหน้าแตกหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ส่วนการเขียนนี้ยอมได้ถ้าเป็นเืพื่อนหรือสบายๆแต่ถ้าใช้นำ

เสนอในหนังสือ เวป หรือ สื่อ ก็จะมีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ (image หรือ การยอมรับ accreditation) แต่ตอนนี้ สนใจเรื่องระดับการใช้งานจริงๆของศัพท์ที่เราใช้อย่างเช่น

คำว่ารักแท้  ตอนเด็กๆ ผมก็แปลง่ายๆว่า real love ต่อมาจึงรู้ว่าควรใช้ true love มากกว่าเพราะไ้ด้ sense มากกว่า แต่จริงๆแล้วเชื่อไหมครับฝรั่งเขาใช้อะไร เขาใช้ 

genuine love (แต่ทั้งหมดก็ใช้ได้ทุกคำ ) ให้ความรู้สึกเหมือนกระเป๋าหนังแท้หนังเที่ยม ทำไมเราไม่รู้ว่าฝรั่งใช้อะไรจริงๆ ก็เพราะเราขาดการสื่อสารกับเขา ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่มีบริบทของการใช้ภาษาก็เหมือนมีดที่

รอวันทื่อ

Taxi with meter      ถ้าแปลก็เป็น แท็กซี่ที่มีมิเตอร์ แต่ก็คงอยากมีคำว่าถูกวัดมั้งครับถึงใช้ metered taxi เพราะ กริยาช่อง 3 ทำหน้าที่ adj แปลว่าถูกวัด(เงิน) 55

ก็ที่นี่ก็อยากสอนเหมือนกัน เพราะสนุกดี (ผมว่ามันจำง่ายดีนะ)

 เชื่อไหมครับไม่มี Taxi meter ( มิเตอร์ติดแท็กซี่ )มีก็แต่เมืองไทยจริงๆมันต้องเป็น Metered taxi  (แท็กซี่ติดมิเตอร์)

Cinglish ก็มีครับ เช่น

Long time no see  (คิดได้ไง)

多久不见

มันก็ตลกดี จะบอกให้เราก็เรียนอะไรทำนองนี้มาตลอดล่ะครับ แต่อาจไม่รู้ตัวเพราะไม่มีฝรั่งมาแก้ให้ตลอดเวลา  ตลกนักเรียนคนหนึ่ง เขียน I have a big map to travel around the world. แทนที่จะเขียน I have a big plan to travel around the world. (เห็นภาพเกินไปถือแผนที่)

People have different angles of their contemplation of using English. Learning English in Thailand is regarded as EFL not ESL. The aim is mainly focused on communication. As a result, it supports your thought of fluency and comunication skills in using language.  The tendency of teaching English in Thailand is widely based on the purpose as mentioned.  However, as the students study English in the advanced level, they have to cope with the problem of the standard exam such as TOEFL in terms of language complexity that is normally used in English speaking countries. Since such aspects of learning are never provided for them as well as they cannot acquire them in short time, there are many students suffered because of this cause. In my view, I agree with you for ignoring errors of grammar using in speaking but after the students can communicate in English fluently, the errors checking should be taken into account.

เป็นโคนขอนแจ่น (พี่พี ร็อคสะเดิด )คับ

อยากบอกคุณวีร์ว่า ขนบประเพณีวัฒนธรรม อีสาน มีคุณค่าและ เรียกว่า ได้ผ่านจุดที่ cilvilize สูงสุดแล้ว ดูได้จาก การสร้างลักษณะกวีที่เป็นของตนเอง

ตัวอย่าง ฉันท์

นกเขาตู้พากคูกะยางขัน

กาเวาวอนพากฮังกะยางฮ้อง

น่องพากอ้ายควมเดียวบ่เอิ้นสั่ง

บ่สั่งใก้ขอให้เอิ่นสั่งไก

แปลออกป่าวคับ

ภาษิตก็ลึกมาก

อยากไปเร็วให่คลานไป 

คือคนเราจะทำอะไรต้องใจเย็นๆ ไม่งั้นจะเกิดความผิดพลาดขึ้น ทำให้ช้า 

ภาษาลาว กับภาษาอีสานมีศัพท์หลายตัวที่ใช้ไม่ตรงกันเนื่องจากภาษาอีสานใช้คำไทย

สวัสดีครับ    ไม่ได้ทักทาย นานครับ

P

ยอมรับเลยครับว่าข้อสอบ TOEFL เป็นข้อสอบที่ยากมาก ทำได้เกือบเต็มนี่แสดงว่า ต้องละเอียดรอบคอบจริงๆ  ลูกชายพี่ ชอบเรียนภาษา พี่คงภูมิใจมากเป็นสองเท่าของคนปกติ เพราะคนที่เรียนภาษาส่วนมากผมสังเกตุ ถ้ามีลูกหลานที่ชอบภาษาเหมือนๆกัน ก็รู้สึกเหมือนสืบทอดปณิธานและแรงบันดาลใจที่มี ไม่รู้ว่าพูดเกินไปหรือเปล่า ครับ

สวัสดีครับ

ยินดีที่ได้รู้จักครับครูแอน

ดีใจครับที่ได้คน share ประสบการณ์อีกคนนะครับ

ตอบ คุณ คริส 

มีเพื่อนที่เป็นลักษณะเดียวกับคุณคริส คือก่อนที่เขาไปเรียนเอกที่ ออสเตรเลีย ด้าน วิศวกรรมวัสดุ เขา ก็มาปรึกษาเรื่องจดหมายแนะนำตัว ก็งงว่าเขาก็เรียนจบโทแล้วสอบโทเฟลผ่าน สื่อสารก็ได้ เพราะเขาก็คุยทาง net กับอาจารย์ ทำไมยังมีปัญหานะ สิ่งที่เขาขาดเหมือนกับคุณคริสว่า คือ English Context ทำให้ภาษาที่ใช้มันไม่โดน คือ ไม่ใช่สิ่งที่เวลาฝรั่งพูดหรือเขียนจริงๆ มันไม่ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ยากหรือง่าย แต่มันไม่ตรง มีเพื่อนคนหนึงเขียนดูดีสสวย โครงสร้างซับซ้อน ดูเป็น academic มากแต่ฝรั่งส่ายหัว เพราะมันไม่ใช่ภาษาใน บริษทที่เขาใช้จริงๆ  มันก็ต้องไปเจอจริงๆ ตอนนี้เพื่อนไป present ที่นิวยอร์ก คือเก่งมากไปเลยเพราะไปเรียนที่ออสเตรเรียจบและอยู่ที่นั้นเกือบห้าปี  การพูดการฟังอยากให้คุณคริส หาโอกาสรู้จักฝรั่งอาจช่วยสอนภาษาไทย หรือทำกิจกรรม (แต่ก่อนผมไปที่โบส์ถ แต่ก็นะ เขาก็มีเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยว) ผมเรียนภาษาจีน มาหลายปีพูดไม่ได้เสียทีก็ ต้องไปเยี่ยมเยียน ไป trip พาเขาไปเที่ยวไปกินข้าว ออกกำลังกายที่สวนสาธาณะ เหมือนกับเขาเป็นคนไทย จึงได้เรียนรู้ได้ ที่อัสสัมชัญไม่รู้มีแลกเปลี่ยนภาษาอังกฤษหรือเปล่า แต่ภาษาจีนมีคือคุณสอนภาษาคนจีนหนึ่งชม. เขาสอนคุณหนึ่งชั่วโมง context มันก็ต้องหาครับ เพราะถ้าอยู่เฉยๆมันก็ไม่มาสักที

ตอบ

P

สวัสดีครับ ไม่ได้เจอนาน คงจะสบายดีนะครับ

ตอนเด็กๆอยู่ต่างจังหวัด เรียนภาษาอังกฤษเหมือนท่องสูตรคูณ คือเรียนหนังสือ current ท่องแกรมม่าจำทุกอย่าง แต่ไม่รู้จะเรียนอย่างไร ก็อาจารย์เขาบอกว่ามันสำคัญก็ท่องไปเรื่อยๆ เพิ่งจะมาเข้าใจสิ่งที่ต้องท่องตอนเด็กๆ ตอนเรียนระดับสูง การแสดงละคร ในห้อง เรียนก็มีส่วนหนึ่งที่เขา เรียกว่า role play ซึ่งได้ผลเหมือนกันนะครับ แต่ก็เสียเวลาเยอะหน่อยจะทำบ่อยไม่ได้  ขอบคุณครับที่ให้กำลังใจ :>

ขยันมากไป ก็ burn out ประมาณทรุดโทรม ฟุ้งซ่าน ขี้เกียจมากไป ก็มึนงงสถานการณ์ (นิ่งเป็นหลับ ขยับก็ชิม แยกต้องหลง มึนงงสถานการณ์ ) คนเรานี้น่าสงสารนะครับ เอาประมาณเหนื่อยก็พัก หนักก็วางดีก่า

area ที่น่าสนใจตอนนี้คือการวิเคราะห์ ความถึ่เสียงของคำทำให้คอมพิวเตอร์ นำข้อมูลความถี่แปลกลับเป็นคำแล้วก็ตอบเรากลับมาเป็นคำตอบ ผมเคยวิเคราะห์ เกี่ยวกับการสอนโดยใช้โปรแกรมนี้ แต่มันก็ไม่สามารถสอนเด็กได้เพราะเด็กเล่นคนเดียวแล้วไม่รู้ pace ของตนว่าจะเรียนเนื้อหาอะไรต่อ ต้องอาศัยครูในการกำหนด เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากตอนเห็นใหม่ๆ เพราะเราพูด มันก็ตอบกลับได้ แต่ต้องตาม dialogue

ปัญหาตอนนี้คนทำโปรแกรมไม่ใช่ครู และครูก็ไม่สนการเขียนโปรแกรม การกำหนดรูปแบบจึงไม่ match กับการเรียนรู้ เช่นการจัดระดับสิ่งที่นำเสนอ การ assimilate สิ่งที่ได้มา พูดง่ายง่าย จริงๆแล้วการสอนภาษาควรจะ เป็นสิ่งที่เสมือนจริงเหมือนเกมส์คอมพิวเตอร์ เพราะการเรียนภาษาคือการได้ประสบการณ์มากกว่าเป็นตัวหนังสือถึงจะเข้าถึงเด็กจริงๆ อย่างในเกมส์เขาสอนหมดเลยใช้ปืนอย่างไร ใช้พลังงาน cookies  เด็กจะ apply ทุกอย่างได้ แต่ยากเพราะยังไม่เห็นว่าจะมีโปรแกรมไหนที่จะทำได้ดีขนาดนั้น

ที่จริงคุณวีร์น่าจะทำโปรแกรมการสอนนะครับ ผมอยากทำก็เขียน โปรแกรมไม่เป็น คุณเห็นโปรแกรมที่ interactive นิดเดียวที่สอนอังกฤษใน pantip ไหมครับแค่นั้นก็ได้เงิน แถมไม่ต้องลงทุนอะไรสักบาทเดียว ทุกอย่างก็เป็นการ์ตูน แต่ถ้าเนื้อหาโดนๆ รับรองขายได้แน่เลย  ไม่ต้องรอให้เป็นถึง AI หรอกคับบบ เพราะ การสร้างของอย่างนั้นใช้คนเป็น พันๆ เราทำอะไรที่ ใช้ได้เลย และต้องการมาก เช่นโปรแกรมแนะนำข้อสอบ entrance  เด็กทั่วประเทศต้องการ เดี่ยวนี้เขาก็สามารถ block การ copy ได้ด้วย  หรือว่า โปรแกรมสอนวิเคราะห์โครงสร้างประโยค หรือเอาง่ายที่สุด สอนพาอ่านหนังสือ เพนกวิ้น ให้ออก ต้องการมากครับแต่ไม่มีคนทำ 

แค่นี้ก่อนนะครับ กำลังภาวนาไม่ให้สายหลุด

  Chat with Joey น่าจะมาจากการวิเคราะห์ discourse (คือรูปแบบจำเพาะ บังคับ ของ dialogue เช่นผมถาม Why ต้องตอบประมาณ because การให้ response ต่างๆ สามารถวิเคราะห์ได้ ในหลักการทางภาษา และนำมาใช้กำหนดรูปแบบ การสอนการพูดได้ เช่นการถาม Why เราจะตอบกว้างกว่า yes หรือ No ตอนเรี่ยนเรื่องนี้ยากมาก มันเป็นของละเอียดคิดว่าสามารถ programming ได้ แต่ก็คงเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลลักษณะ ที่ function ต่างๆ ให้ออกมาเป็นประโยคที่เป็นธรรมชาติ คนไทยน่าจะทำได้บ้างนะครับโดยเฉพาะภาษาไทย มีหวังไม่ดังก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร

microsoft จะตรวจประโยคที่มี syntax ที่ซับซ้อนสูงไม่ได้ บางที จะขึ้นว่า run on และ แกรมม่า บางจุดก็จำกัด เช่น จะบังคับให้เราใช้เป็นรูป pural ไม่เติม s การใช้ these หรือ those หรือบังคับ relative บางทีก็ไม่ผิดแต่มันจำกัดไง วิทยานิพนธ์ผมก็มีหลายจุดที่แดงแต่ไม่แก้  และที่น่าเกลียด คือบังคับให้ ใช้ ze

เช่น analyse ก็เขียนตามแบบอเมริกัน analyze

ปัญหาการแก้คือหลักการสำคัญที่สุดในการเรียนภาษาเพราะเด็กไม่รู้ว่าตัวเองผิดตรงไหน ถ้าเขียนที่ถูกมาแล้วขึ้นเส้นแดงด้วยเด็กจะ aware แล้วมันก็จะผิดน้อยลง และจำสิ่งที่ถูกมาก แต่อย่างที่บอกถ้าต้องการ accuracy จะไม่ได้ fluency ถ้าต้องการ fluency ก็ไม่ได้ accuracy ขึ้นกับ วัตถุประสงค์มากกว่า นะครับนแต่ dialogue แรกๆ ควรจะเป็น mechanic คือ ถามตอบกันไม่ ออกนอกลู่นอกทางนักไม่งั้นมันจะยากมาก อย่าง Joey ปัญหาคือ เด็กหรือผู้ใหญ่ที่ระดับ beginner จะทำไม่ได้

ช่วงนี้คู่สายที่บ้านมีปัญหาอาจตอบช้าหน่อยขอโทษนะครับคุณ V

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี