นาย ลือธวุฒิ บานเย็น

ข้าราชการบำนาญ
สถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
Usernameluedhavuth_57
สมาชิกเลขที่202158
เป็นสมาชิกเมื่อ
เข้าระบบเมื่อ
ติดตาม{{ kv.owner.followee_count }}
ผู้ติดตาม{{ kv.owner.follower_count }}
สมุด{{ kv.user_statistic.blogs }}
บันทึก{{ kv.user_statistic.posts }}
อนุทิน{{ kv.user_statistic.journal_entries }}
ไฟล์{{ kv.user_statistic.files }}
ความเห็น{{ kv.user_statistic.comments }}
ดอกไม้{{ kv.user_statistic.given_votes }}
คำถาม คำตอบ
แพลนเน็ต
ประวัติย่อ

เป็นคนห้วยกรดอำเภอสรรคบุรีเรียนที่วัดจันทนารามจนจบประถมสี่แล้วไปเรียนประถมห้าจนถึงมัธยมศึกษาปีที่๒จากโรงเรียนศรีประสิทธิ์วิทยาซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนตั้งโดยอารย์แป้นที่วัดกลาง จากนั้นไปต่อที่โรงเรียนโคกกะเทียมวิทยาลัยอำเภอโคกกะเทียมจบมัธยมศึกษาปีที่๓เรียนต่อที่โรงเรียนพิบูลวิทยาลัยสมัยที่อาจารย์ชงค์ วงษ์ขันธ์ เป็นผู้อำนวยการจบมัธยมศึกษาปีที่๕แล้วไปเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ เรียนแค่ปีเดียวจึงสอบเอ็นทรานซ์. เข้าเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ ก่อนจะเลือกเรียนข้ามฟากไปเรียนทีคณะสาธารณสุขศาสตร์ถนนราชวิถี พญาไท เลือกเรียนสายสุขาภิบาล จนจบปี๒๕๒๐แล้วสมัครเป็นอาจารย์สอนด้านที่เกี่ยวกับงานสาธารณสุขที่ศูนย์เวชศาสตร์ชุมชนคณะแพทย์ศาสตร์รามาธิบดี ในปี๒๕๒๐ ที่นี่ได้เรีนนรู้ศาสตร์ของการเป็นครูและช่วยเป็นบรรณาธิการนิตยสารหมอชาวบ้านจนถึงปี๒๕๒๖ ลาออกไปทำงานด้านสื่อมวลชน เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สาธารณสุขก้าวหน้า เป็นหนังสือที่ส่งเฉพาะสมาชิก จัดการข่าวความเป็นที่เกี่ยวข้องกับงานสาธารณสุข บริการให้แก่สถานีอนามัยทุกแห่งทั่วประเทศ และตั้งศูนย์บริการหนังสือทางการแพทย์และสาธารณสุข ทำหนังสือการใช้ยาทั่วไป การใช้ยาปีะชาชนและหนังสือเพศศึกษาเพื่อการเรียนรู้ ฯ จนปี ๒๕๒๙ สมัครเข้ารับราชการที่วิทยาลัยการสาธารณสุขภาคเหนือจังหวัดพิษณุโลกเป็นอาจารย์ที่สอนด้านการฝึกปฏิบัติภาคสนาม. อนามัยสิ่งแวดล้อม และการสุขาภิบาล จนถึงปี๒๕๓๕ ลาบวชตั้งเป้าเพื่อศึกษาเรื่องการพัฒนาจิตได้เรียนรู้กับหลวงพ่อจรัญ จิตฺตธมฺโม ซึ่งเป็นพระอุปฌาชย์. ที่นี่ทำให้ค้นหาตัวตนได้ ได้เรียนรู้การพัฒนาตนเองตามหลักสติปัฏฐาน๔ สามเดือน เมื่อลาสิกขาบทได้บูรณาการศาสตร์ตามหลักพุทธธรรมในหลักสูตรประกาศนียบัตรสาธารณสุขศาสตร์. ในทุกรายวาชาที่ทำหน้าที่และนำไปปรับใช้ในงานกิจการนักศึกษาเริ่มที่การเตรียมนักศึกษาให้รู้จักความกตัญญูเป็นฐานสำคัญที่วัดเวฬุวัน(วัดวังหิน) อำเภอเมืองพิษณุโลก ได้บูรณาการพุทธรรมในช่วงการจัดกิจกรรมการบริหารจิตการออกกำลังกายตอนเช้าและทุกกิจกรรม. ในการอบรมทุกหลักสูตรโดยยึดบูรณการให้พุทธธรรมถูกซึมซับสู่ผู้เข้าร่วมอบรมผ่านในทุกมิติของกิจกรรมที่เข้าไปมีส่วนร่วม เช่นหลักสูตรหัวหน้าสถานีอนามัยหลักสูตรผู้บริหารการสาธารณสุขระดับต้น(ถึงรุ่นที่๒๒)ระดับกลางจน(ถึงรุ่นที่๒๓) หลักสูตรพนักงานขับรถ๕วัน (ถึงรุ่นที่๗) การพัฒนาศักยภาพและสมรรถนะของบุคลากรสาธารณสุขจังหวัพิษณุโลก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิ สาธารณสุขอำเภอวังน้ำเขียว รพ.น่าน ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ กองสุขศึกษาของ กระทรวงสาธารณสุข การอบรมเครือข่ายผู้สื่อข่าวนักจัดรายการวิทยุและสื่อมวลชนทั่วประเทศที่ระยอง ในปี๒๕๔๔ได้ศึกษาต่อ กศ.ม.ด้านเทคโนโลยีและสื่อการศึกษาที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ระหว่างปฏิบัติราชการได้เข้ารับการอบรมมากมายแต่ที่ก่อประโยชน์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่คือการเข้ารับการอบรมหลักสูรของนายแพทย์สุริยะ วงศ์คงคาเทพ สมัยที่เป็นผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนกเรื่องการคิดเป็นทำเป็นให้กับบุคลาการ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ตามสภาพจริง. ตอบโจทย์ที่ชัดเจนว่าทำไมจึงแก้ปัญหาสาธารณสุขไม่ได้หากไม่พัฒนาปัญญาให้เท่าทันชุมชน และการอบรมที่แก้วกัลยาสิกขาลัยจัดอบรมด้นจิตตปัญญาศึกษา ๕ ช่วงๆละ ๕ วันโดยทีมวทิยากรของมูลนิธิเสมสิกขาลัย ตอบโจทย์สำคัญที่ว่าหากไม่รู้เท่าทันผลลัพธ์ที่เกิดในจิตของผู้เรียนครูจะนำพาเด็กให้เกิดสำนึกถึงก้นบึ้งของหัวใจให้เป็นคุณต่อการทำงานปรับชีวิตให้ดีขึ้นตามจริงได้หรือ ที่สำคัญสุดท้าที่ส่งผลมากที่สุดคือการอบรมสามสัปดาห์ที่มหาวิทนาลัยนอร์ทคาโรไลน่าอเมริกาในปี๒๕๕๖เรื่องReflective thinking. โดย ดร.เกวน และอาจารย์ดร.ซาราที่เรียนรู้ศาสตร์และศิลปของการบริหารเจริญสติด้วยสติปัฏฐาน๔จากมหาวิทยาลัยอินเดียนน่า ได้คำตอบว่าพุทธธรรมบูรณาการที่ได้จากการบ่มเพาะที่วัดอัมพวัน จนถึงปัจจุบัน อาจารย์สองท่านคอนเฟิร์มว่าตรงที่สุด ก่อนหน้าที่มาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนก ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งนายแพทย์อภิชาติ ทำหน้าที่วนเวียนเรียนรู้ที่วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจังหวัดพิษณุโลก หลายบทบาทได้แก่หัวหน้าภาควิชาสาธารณสุขชุมชน๒ปีหัวหน้าภาควิชาสาธารณสุขศาสตร์สองปี หัวหน้าหน่วยประกันคุณภาพการศึกษาปีครึ่ง รองผู้อำนวยการด้านกิจการนักศึกษาสองปี หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาบุคลากรและส่งเสริมจริยธรรม สามปี

โดยสรุปเส้นทางชีวิตหรือประวัติที่เขียนนี้ประสงค์จะให้ผู้ที่อ่านหรือศึกษาประวัติของข้าพเจ้าได้เห็นบางมุมที่ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มิใช่แค่เกิดตายเป็นอะไรครับ

สิ่งที่สรุปต่อไปนี้ผมสรุปเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๗ แปลว่าอีกหนึ่งเดือนสองวันจะสิ้นสุดการเป็นราชการ ผมได้บทเรียนดังนี้

เมื่อจะนึกถึงคนที่เป็นครูเก่าสอนประถมมัธยม คนก่อร่างสร้างองค์ความรู้ให้ผม ผมเรียบเรียบเรียงคนที่มีคุณเหล่านี้ได้ไม่หมด ผมเลยหวังว่าห้วงเวลาที่เหลือจะตามหาคนที่มีคุณเพื่อบอกกับเขาเหล่านั้นว่าผมมีปัญญาอะไรเกิดบ้าง คุณที่เราสร้างสมเพราะท่านเกื้อหนุนมีอะไรบ้างท่านจะได้อิ่มใจในสิ่งที่ท่านเคยเป็นคนก่อร่างสร้างด้วยตัวท่านเอง

ผมได้บวชที่วัดอัมพวันสิงห์บุรี เพราะคนหลายคนนำพาคืออาจารย์น้อย ลายคราม อาจารย์ ด้านการอบรมแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองสมัยที่ท่านดำรงเป็นวิทยากรของวิทยาลัยครูพิบูลสงคราม แนะนำ และผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสาธารณสุขระดับกลางท่านหนึ่งรุ่นที่เท่าใดจำไม่ได้ ถามว่าสมาธิหน้าตาเป็นอย่างไร รู้ได้ไงว่าอบรมสามธิแล้วได้ผล ผลักดันให้เราที่ทำหน้าที่ในช่วงนั้นเรื่องการบริหารจิตต้องค้นหาคำตอบ และที่สำคัญ. ผู้อบรมอีกท่านหนึ่งเตือนว่าให้พึงระวังการสอนที่อาจผิดไปจากพุทธวจนะ ที่สำคัญที่สุดก็คือพระพยุง สังขะโห อาจารย์สอนวิชาการวาดภาพสมัยเรียนประถม ๕ ประถม๖ ที่ห้วยกรด สรรคบุรี พระท่านนี้เจอผมที่วัดอัมพวัน. ในห้วงที่เดินออกจากวัดประมาณเดือนมิถุนายน๒๕๓๕ แล้วคิดว่าว่าบวชดีไหมนี่ที่วัดนี้. ท่านบอกดีแน่ "บุญลือบวชเลย" ชื่อตอนนั้นครับ

ผมพบว่า การเรียนการสอน การอบรม หรือการที่จะสร้างสำนึกให้ผู้คนที่อยู่ตรงหน้า หรือกลุ่มเป้าหมายให้เกิด ให้มีเครื่องส่องสว่างของเขาเองจนสามารถนำไปเป็นอุปกรณ์ส่องทางแห่งการทำงานดำเนินชีวิต ที่ดีขึ้นที่เราเรียกว่าจริยธรรม แทบไม่ต้องค้นหารูปแบบใดๆให้วุ่นวาย ผมคิดเช่นนี้เพราะพบว่าพระพุทธองค์ทรงวิจัยชี้ทางสรุปผลมาเป็นแนวทางเนอแนะทางแก้ไขเสนอแนะทางพัฒนาชัดเจนชัดแจ้ง ครูอาจารย์วิทยากรทั้งหลายหากได้ทดลองฝึกดูก็จะเห็นจริงว่าสำนึกเราเปลี่ยนแปลงจริงถ้ารู้เท่าทันหรือมีปัญญาจนเห็นความเชื่อมโยงในต้นเหตุปลายเหตุ ประสบการณ์ที่เรียนรู้ตามดูวิทยากรต่างๆที่ล้วนนำพาผู้คนให้อึ้งกับคำสอนคำพูดที่กินใจมาจากการบ่มเพาะเพิ่มพูนทางปัญญาตามนัยยะของพุทธธรรมทั้งนั้น

ประวัติความเป็นไปเป็นมาที่เขียนยืดยาว ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับสำนึกในปัจจุบันที่เป็นอยู่ว่าช่วงเวลาที่เหลือจะทำกายที่ดำรงอยู่ให้เป็นฐานอำนวยสร้างเสริมเติมเต็มให้เรา ผู้คนรอบข้างมาร่วมกันเพาะพันธ์พุทธธรรมให้ถึงใจ ด้วยการเข้าถึง(สัมผัสด้วยตนเอง ลงพื้นที่ เปิดพื้นที่ ลดอัตตาบ้าง)เราก็จะสัมผัสสิ่งที่ดีๆเป็นจริงจนเข้าใจ(บ่มเพาะให้มากขึ้นจนจำแนกได้ว่าอะไรจริง อะไรปลอมอะไรดีไม่ดี จริงจนร้ออ๋อ)และเราก็จะเลือกเฟ้นเห็นทางเดินที่ดีขึ้นนี่ก็คือพัฒนา(สิกขา ภาวนา ศึกษา ทำให้เจริญ)