ความเห็นล่าสุด


ก็อปเรียยร้อย แล้วปริ้นเก็บไว้ด้วย  มาบอกข่าวดีที่เกิดขึ้นให้ทราบสักเล็กน้อย มีครูจากสวรรคโลก สุโขทัย คือครูสมชาย เดือนเพ็ญ มาเก็บข้อมูลจากผู้เฒ่าผู้แก่่ในหนองบัว หนองกลับ (๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๗) ผู้ชักชวนครูสมชายไปพบ ไปเก็บสำเสียงสุโขทัยที่ตำบลหนองกลับ กับคนในชุมชนคือเต้:กฤตพล โอภาษี นักศึกษาปีที่ ๑ มสธ.ลูกชายกำนันป๊อก: กำนันประสงค์ โอภาษี กำนันตำบลหนองกลับ ข้อมูลที่ได้จากผู้เฒ่าผู้แก่ เป็นข้อมูลเชิงลึกเรื่องชุมชนหนองบลับ ครูสมชาย บอกกล่าวทีหลังว่าได้นำหนังสือที่อาตมานำข้อมูลจากเวทีคหนองบัวมาพิมพ์ไปอ่านด้วย โดยยืมจากคุณครูวันเพ็ญ สาระธรรม ครูอ่านแล้วเรียกกลุ่มคนที่เขียนในเวทีคหนองบัวว่า "นักปราชญ์ของเมืองพระบางของราชอาณาจักสุโขทัย"  ครูสมชาย สรุปจากการเก็บข้อมูล โดยเขียนเป็นสโลแกนสำหรับชุมหนองบัวที่คนหนองบัวอ่านแล้ว บอกว่า นี่คือคำขวัญจังหวัดอะไรล้าว...ครูสมชายเขียนเมื่อ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๗ ว่า "หนองบัวจงกลนี มังคละเภรี  ศรีเมืองพระบาง  แหล่งถลุงเหล็กหางกุ้ง หวงถิ่นเทิดสำเนียงไทยแท้"  อาตามก็อยากทราบความหมายแต่ละวรรคด้วยเหมือนกัน ได้ขอให้ครูสมชาย ช่วยอธิบายรายละเอียดให้ด้วย ครูรับปากแล้ว ขณะนี้กำลังจะเขียนให้ เมื่อครูสมชายอธิบายตัวบ่งชี้แต่ละวรรคเรียบร้อยแล้ว  จะได้นำมาเผยแพร่ให้ทราบ
เจริญพร 
๒๔  กันยายน  ๒๕๕๗ (เวลา ๒๐.๔๑ นาที)

เจริญพร ท่านรองผวจ.ฯ และดร.วิรัตน์

ขอบคุณท่านทั้งสองที่ให้กำลังใจและสนับสนุนการทำงานชุมชน การกลับบ้านเกิดครั้งนี้ ถือเป็นการกลับบ้านในรอบสามสิบปีที่จากไป
การกลับมาครั้งนี้ ได้มาเห็นงานที่หลวงพ่อไกร(พระนิภากรโสภณ)ทำไว้มากมายเหลือเกิน มากเิกินคาดจริงๆ ในชุมชหนองบัวจะไปทางไหน สามารถสัมผัสได้ถึงความดี ทีทำไว้แก่ลูกหลาน แต่ละอย่างนล้วนมีความสำคัญต่อชุมชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต 

และบุคคลสำคัญที่มีส่วนช่วยผลักดันให้ลหววงพ่อไกรทำงานได้สำเร็จอย่างดีในอดีตนั้น จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากรองผวจ.สมหมายบุคคลท่านนี้จะต้องกล่าวไว้ให้ปรากฏว่าในสมัยที่ท่านมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอหนองบัวนั้น(๒๕๒๖-๒๕๒๘) เป็นมิตรนักพัฒนาที่ทำงานคู่กันมาในช่วงนั้น จนสำเร็จเป็นรูปธรรมหลายอย่างด้วยกัน จนคนหนองบัวจดจำชื่อนายอำเภอสมหมายได้ดีถึงทุกวันนี้

คนเก่าๆในหนองบัว ยังคิดถึงและอยากจะเชิญชวนนายอำเภอสมหมาย มาช่วยพัฒนาหนองบัวอีกครั้ง หลังจากได้ไปพบตัวนายอำเภอแล้ว อีกทั้งยังได้เห็นความกระฉับกระเฉงมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาชุมชนของท่าน จึงคิดว่าท่านนายอำเภอสามารถทำงานได้อีกมากมาย

ชาวหนองบัวยังรอคอยคนที่รักหนองบัวเช่นท่าน มาช่วยอีกในโอกาสที่เหมาะสมต่อไป
(๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๓.๕๐ นาที)

ยังไม่เคยไปกับเขาเลยประเทศลาว
แต่จะลองอ่านและเขียนภาษาลาว ผิดบ้างถูกบ้างไม่ว่ากันนะ
เขียนตามคำอ่าน ตามตัวอักษร

คำแรกอ่านว่า อะนุยาดจอดได้

ผู้อำนวยกาน สูนหัวใจลาว - ลุกซำบอก(ไม่รู้ถูกหรือเปล่า)

สาดสะดาจาน ดร.วางจื้อ(ผิดขออภัย)

ผมงามพะแนกหัวใจ-เส้นเลือด(ผมงาม แผนก ถูกไหมเนี่ย)

ห้องแพดยาม

ห้องจ่ายเงิน

บ่อนจ่ายเงินค่ายา

โมงยามคนเจ็บ
ตอนเช้า ตอนสวาย(ไม่รู้ถูกไหม) ตอนแลง

ห้องนอนคนเจ็บ(คนป่วย)

กะลุนา อัดปะตูพ้อม(แปลไม่ออก -ปิดประตูหรือเปล่า)

ซื้อปี้ (ซื้อตั๋ว ทางนี้ ใช่ไหมหนอ)

อ่านเขียนได้ประมาณนี้แหละ
พอจะไปลาวได้ไหม



ขอบคุณลุงชาติที่แวะมามอบดอกไม้เป็นกำลังใจ(๘ ก.ค.๒๕๕๖)

เจริญพรโยมสมหมาย

ได้ทราบว่าโยมได้นำบทความเรื่องอนุสาวรีย์รถแทรกเตอร์ในมุมมองของข้าพเจ้า ของโยมเอกสิทธิ์ เสาวงษ์ มาลงรวมไว้ในบันทึกนี้ บทความดังกล่าวมีเนื้อหาสะท้อนความรู้สึกของผู้เขียนที่มีต่อเรื่องราวรถแทรกเตอร์ออกมาได้กินใจผู้อ่านดีมาก ในบันทึกนี้เดิมก็มีเนื้อหายาวพอสมควรอยู่แล้ว อีกทั้งมีรูประกอบบทความจำนวนมากด้วย เมื่อนำข้อเขียนของโยมเอกสิทธิ์ มาเพิ่มขึ้นอีก เลยทำให้บันทึกนี้ยาวมากจนถูกระบบตัดเนื้อความที่ยาวเกินนั้น ออกไป

อาตมาลองแ้ก้ไขให้ ด้วยการปรับขนาดรูปภาพให้ล็กลงกว่าเดิม ปรับขนาดรูปเล็กลงแล้ว ก็ยังโพสต์เนื้อหาได้ไม่ครบถ้วนเหมือนเดิม เลยต้องปรับให้เล็กลงอีก แล้วนำภาพมาเรียงเป็นคู่แทนการซ้อน ก็โพสต์ได้ไม่หมดอีก ไม่รู้จะทำอย่างไรดีที่จะลงเนื้อหาได้ทั้งหมด สุดท้ายเลยนำภาพออกไปจำนวนสามภาพ จึงเหลือพื้นที่ให้โพสต์เนื้อความได้ทั้งหมด ด้วยประการฉะนี้
พระมหาแล อาสโย ขำสุข (หนึ่งนาฬิกา ๖ กรกฏาคม  ๒๕๕๖)

เจริญพรท่านรองผวจ.สมหมาย  ฉัตรทอง 

  • ขอบคุณที่ท่านรองผวจ.สมหมาย นำข้อมูลความรู้นี้มาเผยแพร่ให้ลูกหลานคนหนองบัวได้อ่านกัน 
  • อาตมาตั้งแต่จำความได้ จำได้ว่าไปบ้านหลังไหนก็ตาม ในหมู่บ้านสองตำบลคือตำบลหนองกลับและตำบลหนองบัว จะเห็นรูปถ่ายหลวงพ่อพระเทพสิทธินายก(ชาวบ้านจะเรียกชื่อเดิมท่านว่า ท่านเจ้าคุณห้อง)ติดไว้ที่ฝาบ้าน 
  • ภาพในความทรงจำนั้น ยังจำได้ติดตาจนทุกวันนี้ เป็นรูปถ่ายหน้าตรง ครึ่งตัว ภาพนั้นคิดว่าหลวงพ่อน่าจะถ่ายประมาณอายุสัก ๕๐ กว่าปี รูปที่ใส่กรอบติดไว้ที่ฝาบ้านนั้น จะแสดงถึงฐานะของเจ้าของบ้านด้วย คือบ้านใดมีฐานะดีหน่อย รูปจะใหญ่หน่อย นอกนั้นก็ภาพเล็กใหญ่ตามฐานานุรูปลดหลั่นกันลงไป
  • แต่อย่างน้อยขนาดของรูปไม่น่าจะต่ำกว่า ๘ คุณ ๑๐ นิ้วเป็นแน่ รูปถ่ายขนาดนี้ ใส่กรอบแล้ว ก็ไม่น้อยหรอก
  • นอกจากจะเห็นรูปถ่ายหลวงพ่อตามบ้านของชาวบ้านจนชินตาแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่คนเฒ่าคนแก่เล่าให้เด็กๆลูกหลานฟังเป็นประจำ แล้วจำกันได้เรื่อยมา คือเรื่องที่ว่าหลวงพ่อเจ้าคุณห้องนั้น เป็นคนดุมาก แล้วเรื่องนี้ก็เคยไ้ด้ยินคนเก่าเล่าว่า คนหนองบัวก็กลัวเจ้าคุณห้องไม่น้อยด้วย
  • ด้วยความที่เราเป็นเด็ก และก็เิกิดไม่ทันได้เห็นท่านด้วย เลยไม่ทราบความหมายเรื่องที่ว่าท่านเป็นคนดุตามนัยยะของชาวบ้านนั้น ว่าหมายความว่าอย่างไร ต่อมาเรื่องนี้ก็ลืมๆไป
  • เมื่อสองปีที่ผ่านมา(๑ มกราคม ๒๕๕๔) ไปหนองบัว ได้ไปเยี่ยมโยมลุงกำนันเทียม ท้วมเทศ อดีตกำนันตำบลหนองกลับ ซึ่งเป็นหลานชายแท้ ๆ ของหลวงพ่อห้อง ได้สอบถามเรื่องนี้กับท่าน ลุงกำนันตอบว่าหลวงอาท่านไม่ได้เป็นคนดุ
  •  เรื่องดุไม่ดุนี้ ถ้าวิเคราะห์สภาพสังคมยุคนั้น แล้วจะมองเห็นภาพได้ดีขึ้น คือสังคมไทย ยุคก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่นิยมสั่งสอน ลูกหลาน ด้วยวัฒนธรรมรเชิงอำนาจ ด้วยการดุ ขู่ ให้เกรงกลัว เช่น ใช้ไม้เรียว เฆี่ยน ตีลูกหลาน เคยได้ยินมาว่า หลวงพ่ออ๋อย ท่านก็ใช้มาตรการที่สังคมสมัยนั้นยอมรับได้นี้ด้วยเหมือนกัน ท่านสอนพระบวชใหม่องค์ใดดื้อว่ายากสอนยาก ท่านก็เฆี่ยนตีบ้าง เท่าที่จำเป็น
  • ไม่ใช่แต่ในวัดเท่านั้นที่ใช้มาตรการนี้ แม้ในสถานศึกษาคือโรงเรียนสมัยก่อน นักเรียนรุ่นเก่าหน่อย ที่เป็นผู้สูงอายุในตอนนี้ ส่วนใหญ่ก็ผ่านไม้เรียวมาเป็นส่วนใหญ่ บางทีก็พูดกันว่า ไม้เรียวสร้างคนให้เป็นคนดี อย่างนี้ก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน
  • ท่านเจ้าคุณห้อง เคยเป็นที่เคารพนืบถืออย่างมากของคนหนองบัวในอดีต ดูได้จากที่แต่ละบ้านมีรูปถ่ายของท่านไว้กราบไหว้บูชาดังที่กล่าวมาข้างต้น แม้ปัจจุบันก็ยังเป็นที่เคารพนับถือเหมือนเดิม แต่ก็ปรากฏในหมู่คนสูงอายุที่เป็นคนร่วมสัยกับหลวงพ่อนั่นเอง คนรุ่นลูกรุ่นหลานในยุคต่อมา มักขาดการเรียนรู้เรื่องราวดี ๆ เหล่านี้ อย่างน่าเสียดายเป็นอย่างมาก เลยทำให้ไม่มีโอกาสได้เห็นความดีงามของบรรพบุรุษตน
  • น่าคิดน่าวิเคราะห์ว่าทำไมคนหนองบัวยุคหลวงพ่อ จึงแสดงความเคารพท่านได้มากอย่างนั้น แสดงว่าหลวงพ่อท่านต้องมีความดีงามและทำประโยชน์ไว้แก่ชุมชนที่ชาวบ้านจับต้องได้ ต้องเป็นคนมีบารมีสูง เป็นที่พึ่งแก่ชาวหนองบัวได้อย่างดี แต่ด้วยข้อจำกัดของพ่อแม่ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ที่ท่านไม่สามารถจะผ่องถ่ายประวัติศาสตร์ของตัวเองสู่ลูกหลานได้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่จะเป็นเฉพาะที่ชุมชนหนองบัวเท่านั้น เป็นไปทั้งสังคมเลยทีเดียว
  • อีกอย่างสังคมไทย ก็ไม่นิยมเรียนรู้สังคมชุมชนตัวเองด้วย ยุคเก่าสมัยก่อน สังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ การเปลี่ยนแปลงนั้น มีผลกระทบต่อชุมชนไม่มากนัก ไม่เหมือนยุคต่อมาที่สังคมเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และผลจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ก็ส่งผลกระทบต่อสังคมชมุชน ชนิดตั้งตัวไม่ติด ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุับันนั่นเอง
  • การเีรียนรู้ร่องรอยบรรพบุรุษอย่างที่ท่านรองผวจ.นำมาบันทึก วิเคราะห์ ให้เห็นแง่มุมที่คนส่วนมากมองไม่เห็นหรือมองข้างไปเช่นนี้ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อชุมชนหนองบัวและสังคมในวงกว้างมาก
  • ผู้เฒ่า ผู้แก่ ท่านมีวิธีจดจำที่ไม่ลืมเลือนเลย แม้อายุจะเลย ๘๐ ปีแล้วก็ตาม คือท่านสามารถท่องชื่อญาติพี่น้องของหลวงพ่อห้องได้ อย่างแม่นยำ เมื่อปีที่แล้ว(๒๕๕๕)โยมป้า โยมพ่ออาตมา ท่านท่องชื่อญาติพี่น้องของท่านเจ้าคุณห้องให้อาตมาฟัง โดยนำชื่อญาติพี่น้องของท่านมาเรียงร้อยเป็นบทกลอนเลย ฟังมาแค่ปีเดียวเอง ก็ลืมไม่เสียแล้วตอนนี้ กลับไปหนองบัว ต้องจดบันทึกไว้สักหน่อยแล้ว หลวงพ่อท่านมีพี่น้อง ๘ คน โยมพ่อท่องชื่อญาติพี่น้องหลวงพ่อห้องให้ฟัง จำได้สี่ท่านว่า เพ็ชร, พัด, หัด, ห้อง, ที่เหลืออีกสี่ท่าน จำไม่ได้
  • เรียนรู้แบบชาวบ้านเช่นนี้ รู้สึกจะยั่งยืนฝังแน่นไปตลอดชีวิตทีเดียว
  • ลูกหลานคนหนองบัว ไปเรียนหนังสือ อาศัยอยู่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ มีทั้งพระและศิษย์วัด จำนวนหลายคน เคยลองสอบถามดูว่ารู้ไหมว่าหลวงพ่อพระเทพสิทธินายก คนบ้านเนินพลวง ตำบลหนองกลับ อำเภอหนองบัว อดีตเจ้าคณะัจังหวัดนครสวรรค์ ท่านเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงกันกับเรานี่แหละ เมื่อ ๙๘ ปี หรือร้อยปีที่แล้ว(พ.ศ. ๒๔๕๘)ท่านเคยมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ อยู่วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ ในปีนั้นท่านมีอายุ ๒๐ ปี(๒๔๕๘) คำตอบที่ได้รับจากลูกหลาน คือไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าหลวงพ่อเจ้าคุณห้องมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ
  • ขออนุโมทนาขอบคุณท่านรองผวจ.สมหมาย เป็นอย่างมากเลย ที่ได้ช่วยวิเคราะห์บทบาทพระเดชพระคุณพระเทพสิทธินายกในประเด็นนี้(การแบ่งพื้นที่ของจังหวัดอื่นมารวมกันตั้งเป็นอำเภอ อีกจังหวัดหนึ่ง)ให้ทราบ
  • ในประเด็นที่ว่าคนในพื้นที่นั้นต้องมีความกลมเกลียวเหนียวแน่นมาก จึงทำเช่นนี้ได้ คำกล่าวนี้ เห็นด้วยและขอสนับนสนุนท่านรองผวจ.ว่าเป็นไปอย่างที่กล่าวนี้จริง ๆ 
  • ที่นึกอัศจรรย์ใจอย่างมากเลยก็คือ อาตมานั้นได้ไปปากน้ำโพ ตัวเมืองนครสวรรค์ ตอนอายุ ๒๐ ปี เมื่อสามสิบกว่าปีที่ผ่านมานี่เอง เดินทางด้วยรถยนต์ 
  • เลยนึำกจินตการไม่ออกว่า สมัยร้อยสองปีที่แล้่ว(๒๔๕๔) หนุ่มน้อยนามว่าห้อง(หลวงพ่อห้อง) อายุ ๑๖ ปี บวชเป็นสามเณรเดินทางไปจังหวัดนครสวรรค์ เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด ว่าร้อยกว่าปีที่แล้ว จากหนองบัว ไปชุมแสง จะมีถนนหนทางให้เดิน เรือจ้างจากหนองบัว ไปชุมแสง ก็น่าจะยังไม่มีด้วย(๒๔๕๔) มีแต่ป่ารก อย่างดีก็เดินต่ายหัวคันนา เดินไปตามทางเกวียน
  • ท่านเป็นคนบ้านนอก ลูกชาวนา จากป่าเขา บ้านนา ดงดอน บ้านนอกหนองบัว เดินทางเข้าสู่เมืองกรุง เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมต่อในเมืองหลวง วาสนาดี ได้พบพระอาจารย์ที่ดีที่ีสุดรูปหนึ่งของประเทศคือสมเด็จพระวันรัต(เฮง เขมจารี ป.ธ.๙)วัดมหาธาตุฯ เจ้าประคุณสมเด็จรูปนี้ มีเกียรติศัพท์เป็นที่เลื่องลือทั้งด้านความรู้ความสามารถเป็นนักบริหารการพระศาสนาให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่ดีงามและมีศีลาจารวัตรงดงามเข้มงวดกวดขันในเรื่องพระวันัยส่งเสริมการศึกษา เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพมาก
  • หลวงพ่อพระเทพสิทธินายกนั้น มีคำกล่าวชื่มชมในข้อวัตรปฏิปทาของท่านจากศิษยานุศิษย์ว่าท่านเป็นผู้ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ก็ด้วยพระคุณท่านได้สืบทอดเจตนารมณ์ของสมเด็จพระอาจารย์ของท่านนั่นเอง
  • พระมหาแล อาสโย ขำสุข
    ๓๐  มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๖

                                                       
ภาพประวัติศาสตร์อันน่าประทับใจภาพนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ตำบลหนองกลับ อำเภอหนองบัว เมื่อ ๕๗ ปีมาแล้ว(๒๔๙๙) อาตมาภาพได้เห็นภาพนี้จากหนังสือสวดมนต์วัดเทพสุทธาวาสที่ท่านพระัครูนิมิตศีลาภรณ์(พระครูสม ฐิตสีโล ฉ่ำน้อย) เจ้าอาวาสวัดเทพสุทธาวาส ส่งมาให้เมื่อปี ๒๕๕๒ 

เวลาล่วงเลยผ่านไป ๕๓ ปี อาตมาจึงได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้ และเมื่อเรื่องนี้ผ่านไป ๕๗ ปี จึงได้อ่านเรื่องนี้จากบันทึกของอาจารย์แก้ว อ่อนสด

นับเป็นเวลาไม่น้อยเลย ที่กว่าจะได้รับรู้เรื่องดีๆของบรรพบุรุษแต่ละเรื่องของชุมชน ขอสนับสนุนให้อาจารย์แก้ว อ่อนสด ผ่านโยมสมหมายนี้ไปถึงท่านว่าให้ท่านเขียนอีก ๆ ชอบ ๆ 

และเพื่อให้ชาวบ้านหนองบัวได้อ่านเรื่องนี้ เลยลองทำเป็นเอกสารเพื่อไปแจกในเวลากลับไปหนองบัว
จึงขออนุญาตท่านทั้งสองว่าจะขอนำเรื่องนี้ไปเผยแพร่

ขอเจริญพร
พระมหาแล อาสโย ขำสุข
๒๙  มิถุนายน  ๒๕๕๖

เจริญพรโยมสมหมาย

วันนี้รู้สึกมีความสุขที่ได้อ่านเรื่องการสร้างวัดเทพสุทธาวาส จากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ถึงแม้เหตุการณ์นั้น จะผ่านมาแล้วถึง ๕๗ แล้วก็ตาม แต่ผู้เล่าซึ่งอยู่ในบรรยากาศของงานนั้นด้วย เลยยังจำวันนั้นได้เหมือนกับเพิ่งผ่านไปได้่ไม่นาน

อ่านแล้วรู้สึกประทับใจ ขอบคุณที่อาจารย์แก้ว อ่อนสด นำมาเล่าถ่ายทอดไว้ ขอบคุณโยมสมหมายด้วย ที่นำมาเผยแพร่

เหตุการณ์ในวันนั้น มีคนถ่ายภาพไว้ด้วย วันหนึ่งเจ้าของภาพดังกล่าว นำมาถวายเจ้าอาวาสวัดเทพสุทธาวาส บอกว่าขอมอบให้พระครูเก็บไว้ พระครูท่านนำภาพชุดนั้นมาลงไว้ในหนังสือสวดมนค์วัดเทพสุทธาวาส ชาวบ้านญาติโยมเห็นแล้วชอบ เลยมาขอหนังสือเล่มนี้จากทางวัดจนหมด ทำให้ทางวัดต้องพิมพ์ขึ้นใหม่อีกหลายครั้ง

ผู้นำในการสร้างวัดเทพสุทธาวาสครั้งนั้นก็คือหลวงพ่อพระเทพสิทธินาย(ห้อง ชาตสิริ ท้วมเทศ)หลวงพ่ออ๋อย(พระครูนิกรปทุมรักษ์) เจ้าอาวาสวัดหนองกลับ เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งของเมืองหนองบัวเลยทีเดียว เกิดขึ้นจากความสามัคคี ความเป็นอันหนึ่งดันเดียวกันของคนหนองบัว ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ มีภาพมาฝากให้ชมด้วย                                     

                                       ภาพการก่อสร้างวัดเทพสุทธาวาส
                                   ในวันที่ ๑๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙
ภาพซ้ายมุมบนสุด : หลวงพ่อพระเทพสิทธินายก,หลวงพ่ออ๋อย เป็นประธานการประชุมพูดคุย กับทายกทายิกาญาติโยมในวันสร้างวัดเทพสุทธาวาส         
                                    
                                หลวงพ่อพระเทพสิทธินายก(๒๔๓๘-๒๔๙๙)
                                       องค์ประธานสร้างวัดเทพสุทธาวาส 
                                         
                                          หลวงพ่ออ๋อย(๒๔๔๒-๒๕๒๙)
                      พระเถระผู้ใหญ่ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างวัดเทพสุทธาวาส

อ่านแล้วขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตามประสาเด็กเลี้ยงควายกับอาจารย์สักเล็กน้อย
เท่าที่ได้มีโอกาสศึกษาชีวิตผู้คนและแนวคิดของนักการศึกษานักพัฒนาบางท่าน ศึกษาแบบคนไม่มีความรู้อะไรเลยนะ
 ไม่กล้าออกชื่อท่านเหล่านั้น จะเห็นว่าทุกๆท่านนั้น จะมีพื้นฐานความรู้ดีเกี่ยวกับสิ่งใกล้ๆตัว คือครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น เช่นปัญญาชนสยามหลายท่าน มีแก่นแกนชีิวิตติดดิน รู้จักตัวเองดี ขณะเดียวกันท่านก็รู้ทะลุถึงแก่นสังคมรอบตัวรอบโลกดีมากเช่นกัน เหมือนท่านเหล่านั้นมีภูมิคุ้มกันดีด้วย จะถูกสิ่งภายนอกจะครอบงำเป็นไปได้ยาก

ความเป็นตัวของตัวเอง แต่ละท่านโดดเด่นจนเราจำได้ติดตา เช่นนักคิดท่านหนึ่งชอบแต่งกายด้วยผ้าแพร ผ้าม่วงออกงาน ในยุคสมัยที่คนในสังคมลืมไปหมดแล้ว อย่างนี้ถือว่าเข้มแข็งในรากเหง้าตัวเอง อาตมาเข้าใจอย่างนั้น ถามว่าดีหรือไม่ดีนั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สตรีเหล็กของประเทศเพื่อนบ้านเรา ที่ได้รางวัลโนเบล เธอโด่งดังไปทั่วโลก เราจะเห็นและสัมผัสได้ถึงความเป็นตัวของตัวเองที่น่าชื่นชมนั้น คือเธอแต่งตัวแบบชาวบ้านเลย ใครเห็นก็รู้ว่าเธอเป็นคนประเทศใด เช่นนี้ก็คือคนไม่ลืมตัวนั่นเอง

อาตมาเข้าใจผิดหรือเปล่าไม่แน่ใจ เหมือนกับอาจราย์กำลังมองว่าคนที่นิยมท้องถิ่น จะเป็นคนใจแคบ ปฏิเสธความเป็นจริงของสังคม ปิดกั้นตัวเอง

เท่าที่รู้จักคนประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นคนจิตใจกว้างขวาง ชอบช่วยเหลือมุ่งมั่นพัฒนาสังคม ทำงานหนัก ห่วงใยสังคม อุทิศเวลาให้กับชุมชน(ก็คือสังคมหรือโลกโดยรวมนั่นเอง)

ที่พบเห็นและเป็นไปในตอนนี้ คือส่วนมากไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักรากเหง้า ดูถูกตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อย เมื่อเข้าใจตัวเองอย่างนี้ ทำให้คนส่วนใหญ่ กลับบ้านไม่ถูก อยู่ในชุมชนตัวเองไม่ได้ กลายเป็นคนแปลกแยก

เมื่อปีที่แล้วเจอพระบวชใหม่ ท่านจบปริญญาโท สึกแล้วจะไปต่อป.เอก ท่านเล่าว่าอายุจะสามสิบปีแล้ว ไม่เคยเข้าไปในชุมชนเลย ไม่เคยได้สัมผัสผู้คนในท้องถิ่นบ้านเกิดของตัวเอง ออกจากบ้านไปโรงเรียน ไปเรียนในจังหวัด ไปต่อที่กทม.ได้กลับบ้านเมื่ออายุเลยเบญจเพศ

เมื่อทางวัดจะจัดงาน พระอาวุโสชวนท่านไปเยี่ยมชาวบ้านในชุมชน ท่านกลับมาเล่าให้ฟังด้วยความตื่นเต้นว่า โอ้โฮ บ้านเรา มีอะไรดีๆเยอะขนาดนี้เลยหรือ ในวัดที่ท่านอยู่จำพรรษา เป็นวัดที่มีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ท่านก็นึกว่าจะมีแต่ของโบราณที่อยู่ในวัดเท่านั้น ไม่นึกว่านอกวัดจะมีอะไรดีกว่านี้อีก
ตัวอย่างที่ยกมานี้ อาตมาว่าเป็นความอ่อนแออย่างหนึ่งของสังคมปัจจุบันเลยหละ คนอ่อนแอก็จะเป็นโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย สังคมอ่อนแอก็คงเช่นกัน

ขอบคุณอาจารย์ที่เปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่ทราบว่าตรงปรเด็นไหม

เจริญพรโยมสมหมาย

เนื่องจากชื่อเมลล์ของอาตมายาวมาก
มีภาษาอังกฤษหลายตัว
บอกทางโทรศัพท์อาจไม่ชัด

เลยขอส่งไว้ที่นี่จะจำได้ง่ายกว่า

เมลล์ของอาตมาคือ sooksanfoo@hotmail.com
(๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๖)

ตอนเป็นเด็ก เวลาไปนา ได้นั่งเกวียนที่มีประทุน รู้สึกอบอุ่นมากๆ ยิ่งเวลามีฝนตกพรำๆ ยิ่งชอบใหญ่เลย
เหตุการณ์ดังกล่าวผ่านไปสี่สิบกว่าปีแล้ว แต่มันก็ยังจำได้ถึงบรรยากาสนั้นไม่ลืมเลือน นึกถึงทีไรก็ยังรู้สึกว่าความอบอุ่นนั้นยังอยู่เลย

เห็นภาพเกวียนประทุน แล้วนึกถึงท้องนา นึกถึงพ่อแม่ พี่น้อง วัวควาย ผู้คนในท้องทุ่ง ญาติพี่น้อง บรรยากาสเก่าๆ

ขอบคุณที่นำเรื่องนี้มาเผยแพร่ อ่านแล้วมีความสุขดี

เจริญพรคุณทวีป ฉ่ำน้อย

นี่คุณทวีป เข้ามาเยี่ยมบันทึกนี้ ตั้งสองปีที่แล้วเลยเหรอ นับจากวันนี้(๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๖) ก็คงจะประมาณปี(๒๕๕๔)ละมั้ง
ระยองนี่มีกลุ่มพริกเกลือและกลุ่มอื่นๆด้วย ทราบว่ามีกิจกรรมเพื่อส่วนรวมที่บ้านเกิดหลายครั้งแล้ว น่าอนุโมทนา
ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมกันที่เวทีคนหนองบัวแห่งนี้ และก็เช่นกันนะที่นี่ถือเป็นแหล่งพบปะคนระยองก็ได้หรือกลุ่มอื่นๆก็ได้ มีกิจกรรมอะไร จะนำมาเผยแพร่ที่นี่ก็ได้อีกเช่นกัน

 ขอบคุณคุณโยมtuknarak และคุณโยมมะเดื่อ
ที่แวะมาเยี่ยมให้กำลังใจ

อำเภอหนองบัวได้สูญเสียพระดี พระนักพัฒนาคือหลวงพ่อไกร เจ้า

คณะอำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ไปอีกหนึ่งท่าน

ท่านเป็นศิษย์หลวงพ่อเดิม ศิษย์หลวงพ่ออ๋อย เป็นพระนักพัฒนา

ชุมชน


หนองบัวซึ่งเป็นชุมชนบ้านนอก บ้านดอน จนต่อมาอำเภอ

หนองบัวได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางไปทั่วประเทศในยุคของ

หลวงพ่อไกรนี่เอง


ผลงานทั้งมวลของท่าน จะเป็นมรดกเป็นตำนานอยู่คู่หนองบัวตลอดไป


ขอกราบคารวะบูชาคนดีศรีหนองบัว ขอกราบดวงวิญญาณนัก

พัฒนาแห่งเมืองหนองบัวที่เสียสละทำเพื่อชุมชนตอบแทนบุญคุณ

แผ่นดินเกิดมาทั้งชีวิต

ขอให้ดวงวิญญาณแห่งความกตัญญูของพระเดชพระคุณที่มีต่อ

บ้านเกิดนี้

จงไปสู่สัมปรายภพเบื้องหน้าด้วยเทอญ.


ขอกราบคารวะด้วยความอาลัยยิ่ง

พระมหาแล อาสโย ขำสุข 

วันที่  ๕  พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖

หมายเหตุ : หลวงพ่อไกร มรณภาพ เมื่อวันที่ ๓  พฤษภาคม 

๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ อำเภอเมือง 

จังหวัดนครสวรรค์


เจริญพรท่านรองผวจ.สมหมาย

เมื่อวาน(๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖)อาตมาภาพได้เขียนบทความรำลึกถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อไกร ชื่อบทความ "หลวงพ่อไำกร : พระผู้ทำดีเพื่อแผ่นดินเกิด(หนองบัว)"

เขียนเสร็จแล้วนำไปบันทึก บันทึกไม่ได้ พิมพ์ถึงสองครั้ง(พิมพ์ในเวอร์ด แล้วก็อปไปวางก็ไม่ได้ พิพม์ที่เพิ่มบันทีก ก็ไ่ม่ได้อีก ไม่ทราบว่าเป็นทีคอมฯอาตมาหรือว่าเป็นเพระาอะไร ยังไม่รู้)

ขอกราบคารวะบูชาคนดีศรีหนองบัว ขอกราบดวงวิญญาณนักพัฒนาแห่งเมืองหนองบัวที่เสียสละทำเพื่อชุมชนตอบแทนบุญคุณแผ่นดินเกิดมาทั้งชีวิตขอให้ดวงวิญญาณแห่งความกตัญญูของพระเดชพระคุณที่มีต่อบ้านเกิดนี้จงไปสู่สัมปรายภพเบื้องหน้าด้วยเ่ทอญ.

หมายเหตุ : หลวงพ่อไกร มรณภาพเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

เจริญพรขอบคุณคุณครูลักษณ์ที่แวะมาเียี่ยมเยียน


ขอแ้ก้ข้อมูล "บันทึกจากท้องถิน :  จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะประพันธ์ ฉ.๕ (มี.ค.- เม.ย. ๒๕๔๐)
วิริยะประพันธ์ แก้เป็น วิริยะพันธุ์

 ข้อมูลนี้ สืบค้นวันนี้(๔ พฤษภาคม ๒๕๕๖) ตอนพิมพ์ไปดูปฎิทินผิดเืดือน ดูเดือนเม.ย. เป็นเดือน พ.ค.
(๔ พฤษภาคม ๒๕๕๖) แก้เป็น ๓ พฤษภาคม  ๒๕๕๖

ขอเพิ่มเติมข้อมูลที่มาของอำเภอหนองบัวมาฝากคุณwiratอีก ข้อมูลนี้บอกเล่าโดยกำนันแหวน บุญบาง อดีตกำนันตำบลหนองบัว เป็นบทความของอาจารย์วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ชื่อหนองบัวที่นครสวรรค์ ท่านได้สัมภาษณ์กำนันแหวน บุญบาง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐  "บันทึกจากท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะประพันธ์ ฉ.๕(มี.ค.-เม.ย. ๒๕๔๐)" 

เว็บไซต์นี้ ห้ามก็อป ต้องตามไปอ่านที่เว็บไซต์็โดยตรงเลยคือ(www.lek-prapai-org/watch.php?id=762)

ชาติพันธ์ชาวอำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์

คุณ wirat  sornsurin สนใจประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานความเป็นมาของชาวอำเ้ภอหนองบัวบ้านเรา ตัวเองก็อยากทราบข้อมูลนี้ด้วยเหมือนกัน เลยลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ท ไปพบข้อมูลใหม่ เรื่องชาติพันธ์ชาวอำเภอหนองบัวพอดี ที่เว็บไซต์นี้(www.m-culture.in.th./moc_new/album/ชาติพันธ์ชาวอำเภอหนองบัว/) เว็บไซต์ดังกล่าวเป็นศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ที่รวบรวมข้อมูลด้านวัฒนธรรมชุมชนทั่วประเทศทุกจังหวัดของประเทศไทย เรื่องชาติพันธ์ชาวอำเภอหนองบัวของเรานี้ ได้บันทึกไว้เมื่่อ ๒ ปีที่แล้วคือปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ระบุว่าบันทึกวันที่ ๒๔  กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔

ต้องขอขอบุคณผู้จัดทำไว้ในที่นี้ด้วย  ลองก็อปปี้ที่อยู่เว็บไซต์และข้อมูลมาวาง เพื่อผู้สนใจจะได้ตามไปอ่านได้สะดวกหน่อย แต่ก็อปไม่ได้ เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่การศึกษาเรียนรู้ เลยขออนุญาตนำภาพและข้อมูลทั้งหมด ซึ่งมีไม่มากนัก มาแบ่งปันกันอ่าน ดังนี้                                                              

                                    
                                     ภาพ : ชาติพันธ์ชาวอำเภอหนองบัว จากเว็บไซต์็ศูยน์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

เนื้อหารายละเอียดชาติพันธ์ชาวอำเภอหนองบัวในเว็บไซต์ดังกล่าวข้างต้นนั้น มีรายละเอียด ดังนี้

ชุมชนดั้งเดิมของอำเภอหนองบัว คือชุมชนในเขตพื้นที่อำเภอหนองบัว ทั้งหมดที่อยู่อาศัยมาก่อนประกาศตั้งเป็นอำเภอ ตามหลักฐานที่ปรากฏ บางหมู่บ้านมีชุมชนอาศัยอยู่ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สันนิษฐานว่าชุมชนดั้งเดิมจำนวนหนึ่งย้ายมาจากสุโขทัย ทั้งยังมีชาวไทยพวนและคนลาว มีทั้งลาวโซ่ง หรือที่เรียกว่า "ไทยทรงดำ" หรือ "ไทยดำ" ลาวใต้ หรือลาวเวียง ซึ่งย้ายมาจากเวียงจันทน์ มีจำนวนประมาณ ๙๐๐ คน ชนกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในเขตตำบลหนองบัว ตำบลหนองกลับ ตำบลห้วยร่วม ตำบลห้วยใหญ่ ตำบลห้วยถั่วเหนือ ตำบลห้วยถั่วใต้ คนไทยทรงดำ หรือโซ่ง หรือไทยดำ ชนกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในเขตตำบลธารทหารและกระจายอยู่ทั่ว ๆ ไป คนไทยจากถิ่นอื่นๆ ซึ่งอพยพย้ายถิ่นมาจากทางจังหวัดภาคกลาง รวมถึงคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งอาศัยอยู่กระจายไปในส่วนต่าง ๆ ของอำเภอ ใกล้บริเวณหนองน้ำ ชาวบ้านต่างก็ยึดพื้นที่ใกล้หนองน้ำแห่งนี้เป็นที่พักอาศัย ทำมาหากินต่อกันมา ต่อมามีผู้คนอพยพมาจากถิ่นอื่น ๆ อาิทิเช่น สุโขทัย ชัยภูมิ โคราช เพชรบูร์ มาตั้งถิ่นฐานที่อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์

ข้อมูลข้างบนนี้ พิมพ์จากเว็บไซต์ โดยที่เว็บไซต์ดังกล่างก็อปไม่ได้ หรือว่าห้ามก็อปเผยแพร่(ไม่น่าจะเป็นไปได้)หรือว่าเราทำไม่เป็นก็ไม่ทราบ เลยต้องพิมพ์ทั้งหมด
ข้อมูลนี้ สืบค้นวันนี้(๔ พฤษภาคม ๒๕๕๖) โดย พระมหาแล ขำสุข


กำนัน บุญบาง แก้เป็น กำนันแหวน บุญบาง อดีตกำนัน ตำบลหนองบัว อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ท่านกำนันแหวนนั้น เป็นผู้รอบรู้ด้านประวัติศาสตร์ชุมชนหนองบัวบ้านเราที่ดีที่สุดมากท่านหนึ่ง รวมทั้งเรื่องราวด้านต่างๆของหนองบัวอีกด้วย เป็นนักพัฒนา เรียกว่าเ็ป็นเพื่อนคู่คิดนายอำเภออรุณ วิไลรัตน์ คู่กับกำนันเทียน ท้วมเทศ กำนันตำบลหนองกลับซึ่งทั้งสองกำนันนี้มีบทบาทมากในการพัฒนาหนองบัวในยุคบุกเบิกสมัยนายอำเภออรุณ 

ท่านกำนันแหวน  บุญบาง ได้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ส่วนท่านกำนันเทียน ท้วมเทศ ปัจจุบันอายุ ๘๗ ปี

มาเยี่ยมเ้จ้าบ้านคุณเสวกและสวัสดีคุณวิรัตน์ ศรสุรินทร์(wirat sornsurin)

เจ้าของบ้านหายหน้าไปเป็นปีแล้วเนี่ย ไม่ยอมกลับมาเลย มีแขกมาเยี่ยมถึงบ้านก็ประมาณครึ่งปีเหมือนกัน คุณวิรัตน์ มาก็เยี่ยมก็ไม่ใช่เยี่ยมเฉย ๆ แต่ฝากคำถามที่น่าสนใจทิ้งไว้ด้วย ภาษาคนหนองบัวเรา ที่คุณวิรัตน์ เสนอให้เก็บรวมรวบนั้น ที่จิรงคุณเสวกได้ทำไว้แล้ว ดีมากด้วย ไม่ทราบว่าคุณวิรัตน์ได้อ่านแล้วไหม ในบันทึกเวทีคหนองบัวก็มีบันทึกภาษาหนองบัวอยู่ด้วย

ในประเด็นคนหนองบัวมาจากไหนนั้น ลองไปหาอ่านที่เวทีคหนองบัวดูนะ หลักฐานมีระบุไว้เท่าที่ทราบ (๑)มาจากสุโขทัย ภาษาหนองบัวกับสุโขทัยคล้ายกันอยู่มากเหมือนกัน (๒) กำนัน บุญบาง ท่านเล่าไว้ว่า คนหนองบัวมาจากกลุ่มคนไทยใหญ่(ไ่ม่ทราบว่่าท่านกำนันแหวนได้ข้อมูลนี้มาจากไหน ร่องรอยความเป็นไทยใหญ่ ก็ไม่เห็นมีปรากฏในหนองบัว)

อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณคุณวิรัตน์ อย่างมากเลย ที่ตั้งคำถามนี้ ดังนั้น ก็เลยอยากเชิญชวนคุณวิรัตน์ว่าไหน ๆ ก็สนใจประวัติศาสตร์ชุมชนหนองบัวบ้านเราแล้ว ถ้ามีเวลาก็ลองสืบหาข้อมูล สอบถามคนเฒ่าคนแก่ผู้รู้ที่่บ้านเราดูบ้าง ไม่แน่นา อาจจะได้ข้อมูลใหม่ๆ มานำเสนอ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในที่่นี้ก็ได้ หรือถ้าีมีประเด็นอะไรที่ยังไม่มีการพูดคุยกันในที่นี้ จะนำเสนอมาที่นี้ หรือเสนอที่เวทีคนหนองบัวก็ได้ ยินดีต้อนรับเลย ดีๆของบ้านเรา ยังมีอีกเยอะ

ข้อมูลดีๆอย่างนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว แล้วก็ไม่รู้จะไปหากับใครด้วย เพราะหลายเรื่อง หลายเหตุการณ์ ผู้ร่วมสมัยกับเหตุการณ์นั้น ท่านก็ล่วงลับไปเกือบหมดแล้ว อีกทั้งจะหาคนใส่ใจเก็บบันทึกข้อมูลชุมชน เหมือนท่านรองผวจ.สมหมายนี้้ ก็หาได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก

หนังสือเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์และมีคุณค่าอย่างยิ่งกับชุมชนหนองบัวและสังคมไทยทั้งปัจจุบันและในอนาคต ดังนั้น เบื้องต้นนี้ ขออธิษฐานจิตส่งกำลังใจมาให้ท่านรองผวจ.สมหมาย ฉัตรทอง ซึ่งในช่วงชีวิตที่ผานทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติบ้านเมืองอย่างดีตลอดมา จงมีขวัญและกำลังใจคิดทำสิ่งใดเพื่อบ้านเมือง เพื่อส่วนรวม เพื่อชุมชน ขอให้ความคิดและการกระทำนั้นๆ สำเร็จดังที่ผ่านมาสมความตั้งใจทุกประการ

  ในเรื่องจับคนร้ายฆ่าผู้ใหญ่บ้าน ของบันทึกท่านรองผวจ.สมหมาย ฉัตรทอง ข้างบนนั้น ได้กล่าวถึงนายอำเภอนำคนเจ็บที่ถูกตำรวจยิงไปรักษาตัวที่สุขศาลาด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหมู่บ้านเนินไร่ ใกล้บ้านอาตมามากเลยคือบ้านเนินตาโพ(ปัจจุบัน รวมสองหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเดียวแล้ว คือบ้านไร่โพธิ์ทอง) ในตอนเกิดเหตุการณ์นี้ อาตมาเกิดแล้วหรือยังก็ไม่รู้เนี่ย ถ้าเหตุเกิดก่อน ๒๕๐๒ เรื่องนี้ก็เกิดก่อนอาตมาเกิด ๑ ปี เดี่ยวกลับไปหนองบัว จะสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ดูอีกที เพราะตอนนี้ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย

ขอนำภาพสุขศาลามาประกอบบทความเรื่องจับคนร้ายฆ่าผู้ใหญ่บ้านให้เ้จ้าของบันทึกอีกหนึ่งภาพ

                               
                               ภาพสุขศาลาของกิ่งอำเภอหนองบัวนี้ : จากหนังสือประวัติและการปฏิบัติงานของหมอถนิม อ่วมวงษ์(กุลสวัสดิ์)         

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี