ความเห็นล่าสุด


กิตติยาณีย์/ศูนย์ข่าวหาดใหญ่

“เครือม.หาดใหญ่ฯ”ทุ่มร่วม100ล.ขยายธุรกิจศึกษา

เปิด “เตรียมบัณฑิตพิชชาลัย”รับนักเรียนมัธยม

หาดใหญ่- เครือม.หาดใหญ่หาดใหญ่กินรวบธุรกิจการศึกษาสงขลา ทุ่มอีกกว่า 100 ล้านเปิด “โรงเรียนเตรียมบัณฑิตพิชชาลัย” รับนักเรียนระดับมัธยมปลาย ชูจุดเด่นโรงเรียนเอกชนแนวคิดใหม่ สอนเด็กค้นพบศักยภาพตนเอง พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ( ว.วชิรเมธี) การันตีมาถูกทางมั่นใจจะเป็นโรงเรียนกระแสหลักในอนาคต

ดร.ภัคชนิตร สัตยารักษ์ ผู้รับใบอนุญาตและผู้จัดการ โรงเรียนเตรียมบัณฑิตพิชชาลัย เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยหาดใหญ่และโรงเรียนในเครืออำนวยวิทย์ได้ขยายโรงเรียนเพิ่มโดยเปิดมัยธมศึกษาตั้งแต่ปีที่1-6 ในมิติ โรงเรียนมัธยมเอกชนแนวคิดใหม่ในภาคใต้ โดยเน้นใน 2มิติ คือแนวคิดใหม่ในทุกเรื่อง เช่นเครื่องแบบ หลักสูตร กิจกรรม

โดยทั้งหมดเป็นแนวคิดใหม่แต่เราก็ไม่ลิมของเก่าที่ดีก็คือ กระบวนการ สุจิปุลิ และประการที่2 มิติแห่งความสมดุลแห่งชีวิตและการเรียนรู้ ซึ่งเป็นปรัชญาของโรงเรียน ในช่วงทีผ่านมาเราได้เห็นว่าบ้างโรงเรียนให้การบ้านนักเรียนมากเกินไป ในขณะที่โรงเรียนสมัยใหม่ใหม่ก็ให้ความสำคัญกับการบ้าน้อยเกินเน้นความสุขมากไป วิชาการก็ไม่เข็มแข็ง

ดร.ภัคชนิตร กล่าวอีกว่า ดังนั้นพิชชาลัยจะพยายามสร้างสมดุล และก็มีแนวคิดใหม่ของการบ้าน เช่นนักเรียนต้องไปดูทีวีมาตามที่ครูมอบหมาย เช่นวิชาศิลปะไปดูรายการต้นศิลป์ วิชาวิทยาศาสตร์ไปดูรายการฉลากล้ำโลกอะไรประมาณนี้ แล้วมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในห้องเรียน

จุดเด่นของโรงเรียนมีค่อนข้างเยอะ เช่น เรามีพื้นที่ถึง 19 ไร่ บรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้มีแหล่งเรียนรู้ก็คือม.หาดใหญ่ ซึ่งปัญหาของโรงเรียนในเมืองก็คือแออัด มีพื้นที่น้อย ผู้ปกครองมักจะบ่นว่าลูกเครียดเกินไป พิชชาลัยจึงช่วยปรับสมดุลในส่วนนี้ ทุกอย่างไม่ซ้าย ไม่ขวาไม่มาก ไม่น้อยกลับมาอยู่ตรงกลางให้ได้ ซึ่งการพัฒนาสมอง เราให้คามสำคัญ โดยโรงเรียนมีกิจกรรมเสริมเช่น ส่งเสริมนักเรียนทานอาหารเช้า มีการงีบ 15 นาที สำหรับม.ต้น เพื่อเพิ่มออซิเจนแล้วก็พัฒนาความจำของเด็ก

ดร.ภัคชนิตร กล่าวอีกว่านอกจากนี้ เรามีการออกแบบห้อง เหมือนพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ขึ้นมาเป็นห้อง All About Brain ซึ่งเด็กเข้าไปจะค้นคว้า จะสามารถค้นพบศักยภาพของตัวเอง และครูก็ช่วยเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาต่อ ทีผ่านมาในเมืองไทย เราจะไปเน้นพัฒนาสมองเด็กเล็ก หรือที่เรียกกันว่า BBL (Brain Brased Leaning) แต่เด็กโตไม่มีใครสนใจต่อ ต้องไปเรียนเพิ่มเติมในโรงเรียนสอนพิเศา ที่กรุงเทพเช่น โรงเรียนเบรนสคูล โรงเรียนเบรนจีเนียส ผุ้ปกครองต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะ

“ก็เลยคิดว่าแล้วทำไมเราไม่เอาโรงเรียนที่เด็กเรียนทุกวันเน้นเรื่องความสำคัญของสมอง ในปัจจุบันผู้ใหญ่หลายท่านไม่ทราบว่าตัวเองมีความถนัดของสมองด้านซ้ายหรือด้านขวา ที่นี้ถ้าเด็กเขารู้ว่าตั้งแต่ต้นเขาถนัดไปทางไหนก็สามารถพัฒนาต่อไปไม่เฉพาะเรื่องการเรียน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าซ้ายก็ซ้ายทั้งหมด ขวาก็ขวาทั้งหมด ต้องสมดุล ยกตัวอย่างว่าการเล่นดนตรีของเด็กถ้าเริ่มระดับเรียนเริ่มต้นจะใช้จินตภาพของสมองขวา แต่นักดนตรีที่เล่นไปในระดับหนึ่งแล้วจะเป็นการใช้สมองซ้ายเป็นการฝึกความเชี่ยวชาญของดนตรี”

ดร.ภัคชนิตร กล่าวอีกว่า ด้านอาคารเรียนนั้นถือว่ามีเพียงพออยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีแรกนั้นห้องเรียนเพียงพอมาก แต่เราคิดใหม่คือเรื่องของอาคารอเนกประสงค์ เราต้องการให้โรงเรียนทันสมัยไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ อาคารอเนกประสงค์จะใช้เป็นที่ปฎิบัติการของนักเรียน จัดนิทรรศการ นั่งสมาธิได้ มีห้องสมุด ที่เรียกว่าบรรณาศรม จะเป็นห้องสมุดผสมกับอินเตอร์เน็ตในห้องเดียวกัน เพราะฉะนั้นอาคารไม่ใช่แค่ดีไซน์อย่างเดียว การใช้สอยของนักเรียนบุคลากรก็จะเป็นไปในทิศทางที่ล้ำหน้าคิดใหม่ก็ได้ให้สถาปนิกระดับประเทศ แต่มีชื่อระดับนานาชาติมาออกแบบ ซึ่งอาคารนี้จะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณเดือนกรกฎาคม 2554 โดยใช้งบประมาณกว่า 50 ล้านบาท นอกจากนี้ก็มีการปรับปรุงอาคารเดิม อีกร่วม 20 ล้านบาท ที่ดินด้วยก็กว่า100 ล้านบาท

ด้านนายธารพรรษ สัตยารักษ์ ผู้จัดการโรงเรียนเตรียมบัณฑิตพิชชาลัย กล่าวว่าแนวคิดใหม่ว่า โรงเรียนให้ความสำคัญกับ “ชีวิต” เป็นตัวตั้ง เพื่อที่ผู้เรียนจะได้เรียนอย่างสนุกและมีความสุขตามวัย จึงเป็นที่มาของปรัชญาโรงเรียนที่ว่า “สมดุลแห่งชีวิตและการเรียนรู้” ซึ่งคำว่า สมดุลจะนำไปใช้กับการพัฒนาสมองซ้ายและขวา กระบวนการเรียน การสอนและการทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้รู้จักตนเอง เป็นนักคิด และมีเป้าหมายชีวิต

ซึ่งแนวคิดใหม่นี้เป็นการปรับปรุงพัฒนา (Kaizen) สิ่งที่มีอยู่เดิมของระบบการศึกษาไทยให้ดีขึ้น ทีมงาน ได้ระดมสมองคิดใหม่ในหลายเรื่องโดยมุ่งหวังว่าโรงเรียนจะเป็นผู้นำทางภาคใต้ในการเปิดมิติทางเลือกใหม่ เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ในอนาคต

“โรงเรียนตั้งอยู่บนพื้นที่ 20 ไร่เศษ ซึ่งพื้นที่ ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 50 เป็นพื้นที่สีเขียว และพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับการศึกษาเล่าเรียน ประกอบด้วย 4 อาคาร และกำลังก่อสร้างอาคารใหม่อีก 1 หลัง พร้อมใช้ในปีการศึกษา 2554 นี้ อาคารเรียนและสถานที่ได้รับการออกแบบให้ทันสมัย มีความแปลกใหม่ ที่สำคัญโรงเรียนมีแหล่งเรียนรู้ บรรยากาศ และสื่อการสอนที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อตอบสนอง “การเรียนรู้อย่างมีความสุข” เช่น ห้อง All About Brain , บรรณาศรม , บ้านต้นไม้”

นายธารพรรษ กล่าวอีกว่าโรงเรียนเตรียมบัณฑิตพิชชาลัย เปิดสอนในระดับขั้นพื้นฐานช่วงชั้นปีที่ 3 และ 4 ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 ในปีการศึกษา 2554 โดยเฉพาะแผนการเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้ปรับหลักสูตรใหม่ให้มีความนำสมัยเพื่อเตรียมความพร้อมของผู้เรียนสู่การศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ได้แก่ แผนวิทย์-คณิต เน้นพัฒนาให้ผู้เรียนมีแนวคิดด้านวิทยาศาสตร์ที่มีสุนทรียภาพ แผนศิลป์ภาษา จะเพิ่มทางเลือกนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ได้แก่ ภาษามลายู และภาษาญี่ปุ่น

“ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ในประเทศไทย และ แผนศิลปิน ที่แบ่งผู้เรียนตามความถนัดความสนใจ ได้แก่ สาขาดนตรีสากล โดยผู้เรียนจะได้เรียนภาคปฏิบัติตลอด ปีการศึกษา และสาขาศิลปการสื่อสาร สำหรับผู้เรียนที่มุ่งมั่นวิชาชีพด้านการแสดง และการสื่อสาร”

นายธารพรรษ โรงเรียนเตรียมบัณฑิตพิชชาลัยเปิดรับสมัครทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นต้นไป โดยมีเล่าเรียนเทอมละ 20,000-30,000 บาทโดยผู้สนใจสามารถทราบข้อมูลได้ที่www.pprep.ac.th

ทางด้านพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ( ว.วชิรเมธี) ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์โรงเรียนเตรียมบัณฑิตพิชชาลัยกล่าวว่าหวังที่จะให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นตักกศิษาในภาคใต้ ที่สามารถสร้างคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลก หรือเปลี่ยนแปลงสังคม โดยคนรุ่นใหม่นั้นเป็นความหวัง เราต้องสร้างเด็กไทยในวันพรุ่งนี้ ซึ่งการจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตก็เริ่มต้นจากเล็กๆ เช่นกัน

และมั่นใจว่าโรงเรียนเตรียมบัณฑิตพิชชาลัยมาถูกทางแล้ว ด้วยกระแสหลักในอนาคต จะเป็นกระแสพุทธปรัชญา คือเรียนอย่างมีความสุข

กิตติยาณีย์/ศูนย์ข่าวหาดใหญ่

สู้เพื่อรวย

“ชาญ ลีลาภรณ์”นักธุรกิจหัวใจนี้เพื่อสังคม

แขกรับเชิญปักษ์นี้สำหรับผู้เขียนแล้ว เคยคิดที่จะสัมภาษณ์ท่านมานานหลายปีแล้ว แต่ก็เหมือนโอกาสจะไม่อำนวย เพราะท่านเป็นนักเคลื่อนไหวทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง ทั้งที่ถือเป็นนักธุรกิจที่มีศักยภาพคนหนึ่ง แต่ก็ได้ใช้เวลาเกือบค่อนชีวิตไปกับการผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อพี่น้องชาวหาดใหญ่ในนามนักการเมือง แต่ด้วยความเป็นคนเถรตรง ทำให้ในสายการเมืองก็เติบโตแบบไม่โดดเด่นนัก ในขณะเดียวกันงานในภาคธุรกิจก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในสายตาใครหลายๆ คน แต่สำหรับนักกิจกรรมต้องชื่นชมความมีน้ำใจ และเด็ดเดี่ยวของชายคนนี้

เรากำลังพูดถึงนักธุรกิจที่มีตำนานชีวิตที่น่าสนใจ ซึ่งนี้เป็นมุมมองของผู้เขียน เพราะคลุกคลีอยู่ในภาคข่าวธุรกิจในหาดใหญ่มาตั้งแต่ปี 2537 ผู้ชายคนนี้คือคุณชาญ ลีลาภรณ์ กรรมการหอการค้าไทย และเจ้าของโรงแรมคิงส์ หาดใหญ่ ประธานกรรมการบริษัทไทยนำและบุตรจำกัด

ชีวิตเขาคนนี้โลดโผนอยู่ในฐานะแกนนำภาคธุรกิจมาตั้งแต่จำความได้ และเห็นการมีบทบาทในฐานะแกนนำผลักดันโครงการต่างๆ ทั้งที่ประสบความสำเร็จแล้วเช่นการย้ายคิวรถตู้ การสร้างถนนในเขตนิคมอุตสาหกรรมฉลุง หรืออีกหลายโปรเจ็กต์ที่ยังอยู่ในกระดาษยังเป็นเพียงแค่ความฝัน เช่นโครงการดิวตรี้ฟรีโซน ด่านสะเดา ที่อยากจะให้มีขึ้นในฝั่งไทย...

คุณชาญเปิดใจเล่าให้เราฟังว่าท่านเป็นคนหาดใหญ่ มีพี่น้องด้วยกัน 9 คน ตนเองเป็นลูกชายคนที่ 2 เรียนมัยธมต้นที่แสงทองวิทยา และมัธยมศึกษาที่อำนวยศิลป์ พระนครกรุงเทพฯ จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี 2514 และปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิตจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จงหวัดสงขลาเมื่อปี 2538 รวมทั้งได้เข้าศึกษาในหลักสูตรปองกันราชอาณาจักรภาครัฐรวมเอกชน (วปรอ. 377 ) วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรกรุงเทพปี 2538

คุณชาญบอกว่าหลังจากจบปริญญาตรีแล้วจริงๆมีแผนจะไปเรียนต่อในต่างประเทศ แต่ไม่ได้ไป ด้วยความชอบและจิตใจมันหลอม กระหายอยากทำเรื่องสังคม เพราะในช่วงที่เรียนอยู่ก็เป็นนักกิจกรรม ทำกิจกรรมมาตลอด

ในช่วงที่ไม่ได้ไปเรียนก็มาช่วยบริการกิจการของครบอครัว เนื่องจากพี่ชายคนโตเสียชีวิต ก็เหมือนเป็นลูกคนโตของครอบครัว กลับมาบ้านก็ช่วยบริษัทโรงแรมซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว แต่ด้วยใจรักในงานการเมืองที่บ้านมีโรงพิมพ์ด้วยก็ออกหนังสือพิมพ์เกียรติภูมิ ซึ่งในช่วงดังกล่าวมีการเรียกร้องประชาธิปัตย์โดยสมาพันธ์นักศึกษา เมื่อมาอยู่หาดใหญ่ก็เคลื่อนไหวทางการเมืองจนกระทั่งปี 2519 รัฐบาลสั่งปิดหนังสือเนื่องจาก มองว่าเป็นพวกฝักใฝ่ฝ่ายซ้าย

แต่ในช่วงที่เขามาช่วบริหารกิจการโรงแรมของครอบครัวอยู่นั้นก็ได้เปิดปั๊มน้ำมัน 2 แห่ง แห่งที่หนึ่งอยู่ที่สยามนครินทร์กำลังสร้างตกทางเข้าธนาคารแห่งประเทศไทยปัจจุบัน อีกแห่งก็ปั๊มที่อยู่ทางซ้ายมือ แยกทางไปสนามบิน ซึ่งปัจจุบันได้ขายไปหมดแล้ว เนื่องจากทั้งสองแห่งให้ภรรยาดูแล และมีปัญหาเรื่องของแรงงาน ปัญหาเยอะ ได้คนคุณภาพไม่ดี โกงน้ำมันลูกค้าบ้าง

นอกจากนี้ในช่วงที่หนังสือพิมพ์ออก ก็ถูกข่มขู่ ถูกวางระเบิด ทำอยู่ร่วม 20 ปี สุขภาพจิตแย่ก็เลยขายทิ้งไป ตอนนั้นรัฐบาลมองว่าเราเป็นฝ่ายซ้าย นักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปัตย์ สมาพันธ์นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และเพื่อนที่ธรรมศาสตร์ก่อนจะหนีเข้าป่า ก็มาพักที่โรงแรมผม ตอนนั้นก็เลยถูกจัดให้อยู่เป็นฝ่ายนายทุนสนับสนุนคอมมิวนิวต์

สมัยนั้นนายวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี มีนายสมัคร สุนทรเวชเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เราก็ต้องหนีหัวชุกหัวชุน แต่ส่วนใหญ่ก็คือนอนอยู่ในโรงแรมไม่ได้อกไปข้างนอกจนกระทั่งปีมีทหารตำรวจประมาณ 20 คันรถมาค้นหาหลักฐานที่โรงแรม และจับกุมตัวผมไป ตอนนั้นเจอหนังสือแค่เล่มเดียวของจิต ภุมิศักดิ์ หาหลักฐานอะไรไม่ได้ เขาก็กักผมไว้คืนเดียวแล้วก็ปล่อย

ตอนที่มาส่ง จริงๆเขาจะยิงผมทิ้งแต่มีเพื่อนธรรมศาสตร์ด้วยกันเป็นนายร้อย เขาเป็นห่วงผมก็เลยมาส่งผมด้วย เขาบอกว่าจะยิงทิ้งที่สะพานก่อนเข้าหาดใหญ่ ก็ปรากฏว่ามีเพื่อนดูแลมาตลอดก็ปลอดภัย หลังจากนั้นก็เล่นการเมืองมาตลอด แต่ด้วยเราทิ้งธุรกิจไม่ได้ก็อยู่ในระดับท้องถิ่น

มาถึงวันนี้ก็รู้สึกเสียดายอยุ่บ้างเหมือนกันว่าถ้าเราเอาดีด้านธุรกิจธุรกิจเราจะก้าวไปไกลกว่านี้ แต่ทีผ่านมาเรามุ่งหน้าเข้าไปในสังคมมากเกินไป

คุณชาญบอกว่าเล่นการเมืองตั้งแต่ปี 2517 หลังจากจบธรรมศาสตร์ก็ลงสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองหาดใหญ่ โดยลงในทีมนายกเคร่ง สุวรรณวงค์ และก็ได้รับเลือกตั้ง ด้วยอายุตอนนั้น 31 ปี ต่อจากนั้นก็ลงสมัครในทีมเก่าอยู่ 5 สมัย เป็นเวลา 25 ปี แต่ก็ไม่มีโอกาสได้รับตำแหน่งด้านบริหาร

คุณชาญบอกว่าไม่มีใครอยากให้เป็นผู้บริหารหรอก เพราะว่าเมื่อสมาชิกท่านใดมีเรื่องหมิ่นเหม่ไปทางทุจริต แม้จะอยู่ฝ่ายบริหารก็จะเป็นคนแรกที่อภิปรายความไม่ชอบมาพากลนั้น จนไม่มีใครในทีมบริหารชอบหน้า

ในบทบาทของนักการเมืองก็ทำหน้าที่ไป ในภาคธุรกิจคุณชาญก็มีบทบาทเด่นในหอการค้าจังหวัดสงขลา และในภาคธุรกิจ ปี 2535 ก็เป็นประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา จนถึงปี 2538 หลังจากนั้นก็เป็นประธานหอการค้าเขต 18 ปี 2540 และประธานหอการค้าภาคใต้ ปี 2540 เป็นผู้ผลักดันก่อตั้งสภาธุรกิจชายแดนภาคใต้

หากถามว่าช่วงวิกฤติที่สุดในชีวิตคุณชาญบอกว่าก็เป็นช่วงก่อนถูกจับกุม เพราะต้องหนี และเขาต้องการชีวิต คือจับตาย แต่ก็สามารถพลิกวิกฤตินั้นรอดมาได้

ในช่วงที่ปี 2538 เป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายทางการเมืองกับทีมนายกเคร่ง เหตุผลที่ตัดสินเช่นนั้นเพราะหลังจากที่ทีมได้รับเลือกตั้ง มีตำแหน่งบริหารว่างลง 2 ตำแหน่ง แต่ก็ไม่ได้ถูกเลือกตามที่หัวหน้าทีมสัญญาไว้ แต่กลับให้ไปดำรงตำแหน่งประธานสภา ผมจึงไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ ขอทำหน้าที่ตรวจสอบในฐานะสมาชิกนหนึ่งเท่านั้น

ปี 2546 ได้รับเชิญจากนายไพร พัฒโน ให้เข้าร่วมตั้งทีม หาดใหญ่โปร่งใส ในโอกาสนี้ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่และได้สร้างผลงานคือย้ายคิวรถตู้จากในเขตเทศบาลไปตลาดเกษตร ซึ่งงานนี้ก็ไม่ง่ายเช่นกัน พวกแม่ค้าไม่พอใจเดือดร้อนจากลูกค้าที่หายไป ปรากฏว่าย้ายไปไม่ถึง 2 อาทิตย์ นายกไพร ก็สั่งให้ย้ายกลับ แต่ตอนนั้นดีว่าผู้ว่าฯสนธิท่านยืนยันหนักแน่นที่จะไม่ย้ายกลับมาสร้างปัญหาด้านการจราจรในตัวเมืองอีก ซึ่งก็เสี่ยงอยู่พอสมควรเหมือนกัน แต่ทุกอย่างก็คลี่คลายและสามารถเข้าระบบได้

ถามว่าวันนี้ภาคภูมิใจกับสิ่งที่ได้ดำเนินการมาหรือไม่คุณชาญบอกว่าก็ถือว่าภาคภูมิใจเพราะได้ทำงานมาเพื่อสังคม และได้ตอบแทนหาดใหญ่เมืองที่รัก ประชาชน แต่หากเหลียวมาดูธุรกิจในใจก็เสียใจอยู่เหมือนกันที่เราไม่ไดทุ่มเท เพราะหากวันนั้นทุ่มเทไปกับธุรกิจ ธุรกิจของครอบครัวก็น่าจะขยายใหญ่โตไปกว่านี้

ไม่ว่าอดีตผ่านมาอย่างไร ในสายตาของสื่อมวลชน บุรุษวัย 68 ปีท่านนี้เป็นแบบอย่างในการทำงานที่เถรตรง แม้แต่ผู้เขียนเองยังเคยได้ยินเจ้าหน้าที่เทศบาลนครหาดใหญ่บ่นว่า รองชาญเถรตรง แข็งเกินไป นี้กระมังที่ทำให้เขาคนนี้ไม่อาจจะก้าวไปในหน้าที่หรือตำแหน่งทางการเมืองได้สูงกว่านี้ แต่ผลงานทั้งทางการเมืองและภาคเอกชนนั้นมีอยู่หลายชิ้นงานประจักษ์ พิสูจน์ได้

คุณชาญมีภรยาชื่อคุณอำพัน ลีลาภรณ์ มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายถาวร ลีลาภรณ์ ปัจจุบัรทำงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและสัญญาของ บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการจำกัด มหาชน คนที่ 2 นายธนภูมิ ลีลาภรณ์

กิตติยาณีย์/ศูนย์ข่าวหาดใหญ่

สู้เพื่อรวย

ทึ่งหญิงแกร่ง “เนรัญชรา แสงทักษิณ”

สร้างตำนานลูกตาลเชื่อมจากถุงพลาสติกสู่โรงงานส่งออก

นักธุรกิจซึ่งเป็นแขกคอลัมภ์สู้เพื่อรวยปักษ์นี้รู้จักกันเพราะเป็นเพื่อนครูสมาธิรุ่นพี่สถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขา 5 สงขลา ครั้งแรกก็สะดุดสายตา เพราะความมาดมั่นในมาดนักธุรกิจดูพี่เขาจะมั่นใจ และขี่รถเบนซ์มาเรียนนี้สิน่าสนใจ จนกระทั่งได้คุยกันแล้วก็รู้สึกว่าอัธยาศัยน่ารัก และนัดขอสัมภาษณ์ ทั้งที่งานยุ่ง แต่ คุณเนรัญชรา แสงทักษิณ เจ้าของ บริษัทหาดใหญ่แคนนิ่ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มสมุนไพรส่งออกท่านนี้ก็ใจดีให้เข้าพบ เพื่อนำประสบการณ์การสร้างธุรกิจมาเล่าสู่กันฟัง

โดยเฉพาะเส้นทางธุรกิจของพี่เนรัญชรา หรือพี่ผึ้งนั้นถือว่าทรหดน่าดู พี่ผึ้งเล่าให้ฟังว่าตนเองเป็นคนเชียงใหม่มีพี่น้องด้วยกัน 4 คน พ่อแม่นั้นทำอาชีพเลี้ยงไก่ แต่ด้วยครอบครัวที่ไม่ได้มีฐานะมากนัก ทำให้การเรียนของพี่ผึ้งต้องฝากกับกศน. โดยประถมเรียนที่โรงเรียนวัดนันทาราม มัธยมศึกษาก็ เรียนกศน. เชียงใหม่

หลังจากจบกศน.แล้วก็ไปเป็นครูสอนอยู่ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่นั่นเอง ตอนนั้นอายุได้ประมาณ 20 ปี สอนอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ได้ประมาณ 2 ปี ก็รู้จักคุณวิชัยซึ่งนำน้องชายมาเรียน ก็เริ่มสนิทสนมกันแต่ก่อนตัดสินใจแต่งงานก็บอกกับเขาว่าถ้าจะให้แต่งงานด้วยจะต้องให้พี่ผึ้งเรียนต่อ คุณวิชัยตอบตกลงก็เลยตัดสินใจสร้างครอบครัว

อยู่ด้วยกันก็มีลูก 1 คน พี่ผึ้งก็ยังไปเรียนกศน. และขณะเดียวกันก็เลี้ยงลูกไปด้วย ช่วยงานที่ร้านสามีไปด้วย คุณวิชัยสามีทำอาชีพขายาสมุนไพรจีน เป็นจำหน่ายสมุนไพรจีน และซื้อขายหยก รวมทั้งเป็นร้านขายหนังสือภาษาจีนทุกรูปแบบ ลูกค้าก็มีทั้งคนไทย คนพม่าที่เป็นเชื้อสายจีน และชาวจีนที่เข้ามาทำธุรกิจ พี่ผึ้งบอกว่าที่ร้านอาเอียนี้เป็นแหล่งซื้อขายหยกรายใหญ่เหมือนกัน คนที่มาซื้อส่วนใหญ่ไปขายต่อ เป็นแหล่งกระจายหยก

จนกระทั่งประเทศจีนเปิดตลาด ลูกค้า เอเย่นต์ที่เคยมาซื้อหยกก็หันไปซื้อโดยตรงจากเมืองจีน คุณวิชัยก็หันไปศึกษาเรื่องการเลี้ยงผึ้งในที่สุดก็ตัดสินใจทำฟาร์มผึ้ง เมื่อทำฟาร์มผึ้ง ตัวเองก็คิดว่าที่ผ่านมาก็ค้าขายและทำงานกับชาวต่างชาติมาโดยตลอด ตลาดมาเลเซีย สิงคโปร์ก็น่าสนใจ

ปี 2525 ก็ตัดสินใจลงมาทำตลาดในภาคใต้ เริ่มแรกเลยก็มาขายน้ำผึ้งเล็กๆ ทั้งขายปลีกและขายส่งที่หาดใหญ่ ต่อมาก็ย้ายมาเปิดร้านที่ถนนนิพัทธ์อุทิศ 2 ก็ขายน้ำผึ้งมาเรื่อยๆ เราก็คิดว่านอกจากขายน้ำผึ้งแล้วน้ำผึ้งสามารถเอามาทำอะไรได้อีก

ปี 2532 ก็ทดลองเอาลูกตาลมาเชื่อมกับน้ำผึ้ง แล้วใส่ถุงพลาสติกขาย ก็ขายถุงละ20-25 บาท หน้าโรงแรมลูกค้าชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ซื้อไปทานคนละ 2-3 ถุง แต่ปรากฎว่าหลังจากนั้นเขากลับมาซื้ออีก คราวนี้สั่ง 20-25 กิโลกรัมเลย บอกให้เราใส่ถุงแล้วใส่บีปให้เขา เราก็สอบถามเขาว่าเขาเอาไปทำอะไร เขาบอกว่าเขาไปขายต่อในฟุ๊ตเซ็นเตอร์ในห้างในมาเลเซีย คือเขาขายขนมหวานแล้วเอาลูกตาลเชื่อมโรยหน้าปรากฎว่าลูกค้าติดอกติดใจ

หลังจากนั้นเขาสั่งกันกันเป็น 10 บีป 20 บีป ที่นี้เขากลับมาบอกว่าเขาซื้อเราไปแล้วต้องแช่ตู้เย็นขอให้เราใส่สารกันปูดให้เราก็ปฎิเสธ เขาก็บอกว่าช่วยเขาหน่อยเอาที่เขาเก็บได้นานขึ้น กลายเป็นการบ้านให้ต้องคิด ก็อยากจะช่วยแก้ปัญหาลูกค้าและคิดว่าเราน่าจะมีช่องทางการตลาดที่ดีกว่าด้วยก็ไปเดินห้างสรรพสินค้าหาเพ็จเก็จจิ้งที่พอจะไปได้ ก็ไปปิ๊งกระป๋อง

ตัดสินใจทำลูกตาลเชื่อมกระป๋อง ก็ไปเช่าห้องแถวนอกเมืองห้องหนึ่ง แถวคลองอู่ตะเภาก็มีลูกน้อง 2 คน เราก็ช่วยกันทำทุกอย่าง แต่หั่นลูกตาลเราไปซื้อเครื่องหั่นกึ่งอัตโนมัติมาอันหนึ่ง เชื่อมลูกตาลแล้วเราก็ตักใส่กระป๋องซีน เราทำหน้าที่ตักลูกตาลพี่ผึ้งบอกว่าผลจากตักลูกตาลใส่กระป๋องทำให้ปวดข้อมือมาจนปัจจุบันนี้

ลูกค้าซึ่งตอนนี้กลายเป็นเอเย่นต์ดูแลทำตลาดมาเลเซียสิงคโปร์ให้สั่งทีหนึ่ง 200-300 ลังจากห้องแถว 1 ห้องก็กลายเป็น 2 ห้อง จนในที่สุดก็ตัดสินใจซื้อห้องแถว 5 ห้องในปี 2535 มีพนักงาน 20 คนช่วยกัน และลูกค้าเอเย่นต์เขาอยากจะไปดูโรงงาน แต่เราก็ไม่สะดวกเพราะทุกอย่างทำลักษณะกึ่งอัตโนมัติเครื่องจักรบ้าง แรงงานคนบ้างก็ทำกันไป

จนกระทั่งมีลูกค้าจากใต้หวันออร์เดอร์เข้ามา และต้องการไปดูโรงงาน เราก็ไม่ยอม ก็บ่ายเบียงเขามาเรื่อยๆ ในที่สุดลูกค้าคนนี้ก็บอกว่าเราไม่จริงใจ และเขาก็หายไปเลย พี่ก็ปรึกษากับแฟนว่าเราจะอยู่ตรงนี้คงไม่ได้แล้ว โตกว่านี้ไม่ได้ คือสามีเป็นเพื่อนคู่คิดและทำธุรกิจด้วยกันมาตลอด เขาจะดูแลตลาดทั้งหมด แต่เราจะบริหารอยู่ภายใน

ปี 2540 เราทั้งคู่ก็ตัดสินใจมาซื้อที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานปัจจุบัน 4 ไร่ ซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ ตอนนั้นเกิดวิกฤติเศรษฐกิจใครๆ ก็บอกว่าอย่าทำ อย่าสร้าง ไม่เหมาะกับการขยายงาน แต่เมื่อเราก้าวขาข้างหนึ่งลงมาแล้ว อีกข้างก็ต้องเหยียบตาม ก็สร้างโรงงานปรากฏว่าก็ดีมาเรื่อยๆ ทำลูกตาลเชื่อมกระป๋องทั้งในน้ำหวานและน้ำผึ้ง ต่อมาก็เพิ่มไลน์เงาะเข้ามา และที่ผลิตได้ 95 % ส่งออก ไปตลาดจีน มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน ฯลฯ

จนกระทั่งปี 2542 ก็หันมาทำสัปปะรด ส่งตลาดตะวันออกกลาง ส่งเยอรมัน ดีมาก แต่ก็สามารถส่งได้แค่ปีเศษ เพราะหลังจากนั้นประเทศไทยก็ถูกตัดGSP สิทธิทางภาษีจากที่เราเคยส่ง 15 เหรียญ ลูกค้าก็มากดเราเหลือ 12 เหรียญ คุมต้นทุนไม่ได้ก็ต้องเลิกไป ในขณะเดียวกันท่าเรือเชียงแสนเปิดลูกค้าที่อยู่ที่ จีน กวางตุ้ง เซียงไฮ ก็ขอให้เราส่งสินค้าทางท่าเรือเชียงแสนจากเดิมที่เราส่งท่าเรือสงขลา มันก็ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งกินเราหมด เพราะเรานำเพ็จเก็จจิ้งมาทางกรุงเทพฯ มันสวนทางกัน ก็ไม่ไหว

ปี 2545 เราพยายามหาทางออกมาทุกวิธีแล้ว ก็ตัดสินใจหันไปทำปลากระป๋อง เพราะวัตถุดิบลูกตาล เงาะนี้ หรือสัปปะรดก็จะเจอปัญหาว่าเขาออกเป็นฤดูในช่วงที่ทำสัปปะรดนี้คึกคักมาก เพราะรถที่มาส่ง เราซื้อจากประจวบคีรีขันธ์ หลังจากออร์เดอร์เข้ามามาก แค่ที่จังหวัดพัทลุงไม่พอ รถมาจอดเป็นแถวยาวมีลูกน้องร่วม 200 คน แต่ปัญหาที่เจอคือปัจจัยภายนอกที่เราคุมไม่ได้

ปี 2546 ลุงทุนร่วม 40 ล้านบาทเปิดไลน์ปลากระป๋อง และยกเลิกสัปปะรดไป ลูกค้าก็เป็นกลุ่มเดิมๆที่ติดต่อกันอยู่พอเราทำปลาเขาก็ช่วยไปทำตลาดอีก ทำได้มาเรื่อยๆ ก็ถือว่าดี

ปี 2549ปัจจัยภายนอกก็เกิดขึ้นจนส่งผลกระทบอีก บุชเปิดฉากถล่มอิรัก ประมงหยุด น้ำมันแพง วัตถุดิบทุกอย่างขึ้นราคา ดอลล่าร์ตกราคาขายลดลง ในขณะเดียวกันปลาก็น้อยลง นักธุรกิจไต้หวันไปเปิดโรงงานในประเทศจีน ตีราคากระจุย หากเขาเล่นราคา เราเหนื่อยในขณะเดียวกันน้ำมันไม่ลง ปลาที่เป็นวัตถุดิบในประเทศตัวเล็กลง ตลาดตอนนั้นนอกจากในเอเชียก็มีแถวเซาร์อเมริกา ประเทศแถบกาน่า และลาตินอเมริกา

ลงทุนไป 40 ล้านทุนยังไม่ได้คืน เรามองไม่เห็นอนาคตเลยตอนนั้น เพราะเงินส่วนหนึ่งกู้แบงค์มา เจอวิกฤติก็หันเขาศึกษาธรรมตอนนั้นเครียด แต่สามีเป็นกำลังใจและเครียดไม่ต่างจากเรา ก็คุยกันว่าเราน่าจะเลิกไลน์ปลากระป๋องและหันมาทำเครื่องดื่มสมุนไพร ซึ่งเราถนัดอยู่แล้วทั้งสมุนไพรจีนและไทย

ปี 2552 เลิกทำปลากระป๋องและเปลี่ยนเป็นไลน์ผลิตเครื่องดื่มเลย ลูกน้องร่วม 200 คน จ้างออก ปัจจุบันเหลือ 50 คน ตลาดก็ยังเป็นต่างประเทศ ทั้งน้ำดื่มสมุนไพรส้มแขก มะระขี้นก กระเจี๊ยบ แห้ว ลูกตาลนี้เน้นเป็นพิเศษ เงาะกระป๋อง ซึ่งตลาดในภาคใต้นั้นไม่มีคู่แข่งในเรื่องของลูกตาล ส่วนตลาดก็เป็นตลาดเดิมที่ขยายภายในประเทศนั้นๆมากขึ้นและปีนี้จะหันมาทำตลาดภายในประเทศเนื่องจากกระแสตอบรับเรื่องสมุนไพรไปได้ค่อนข้างดี

ก่อนจากกันพี่ผึ้งบอกว่าที่ธุรกิจอยู่ได้มาจนทุกวันนี้ เพราะจริงใจกับลูกค้ามา คู่ค้ามาตลอด สินค้าที่ลูกค้าไม่พอใจนั้นบริษัทยอมเปลี่ยนให้ และหากมีปัญหาก็เช่นกันทำให้คู่ค้าเหนียวแน่น และแม้จะเปลี่ยนไลน์ผลิตก็ยังพร้อมที่จะลุยไปด้วยกัน

ชีวิตครอบครัวคุณเนรัญชรา แต่งงานกับคุณวิชัย แสงทักษิณ มีบุตรด้วยกัน 4 คน ลูกสาวคนโตอายุ 33 ปี ช่วยงานอยู่ในบริษัท ลูกสาวคนที่ 2 อายุ 31 ปีช่วยงานอยู่ที่บริษัท ลูกชายคนที่ 3 เรียนปริญญาโทที่ประเทศสิงคโปร์ ลูกชายคนที่ 4 เรียนอยู่สิงคโปร์

บรรทัดแรกวรรคที่ 2 ลิงวิ่งกันให้ขวักไขว่

บรรทัดแรกวรรคที่ 3 เหงื่อเต็มแผ่นหลัง

ไปสัมมนาที่กระบี่ กับสถาบันอิศรา ตื่นตี 3.00 น. ขับรถออกจากหาดใหญ่ในใจก็ไม่ได้คิดอะไร ขับไปเรื่อยๆ เข้าเขตกระบี่มองเห็นเจดีย์บนยอดเขาสูง เห็นพระพุทธรูปไกลๆ มาถึงเวลา 9.00 น. ในใจก็คิดว่าที่นี้วัดถ้ำเสือซึ่งมีพระอาจารย์จำเนียรที่คนรุ่นพ่อแม่โจษจันกันว่าท่านเป็นพระปฎิบัติดี และมีเพื่อนเล่าให้ฟังว่าท่านคุยกับเทวดาได้ จนคนทั่วภาคใต้นับถือ ในใจก็คิดว่าวันนี้จะขอลองขึ้นไปดูพระข้างบนนั้น คิดไปเรื่อยจนกระทั่งถึงหน้าวัด มีพี่ๆชาวทำบุญสร้างพระเหมือนหลวงพ่อจำเนียร แต่ใจตอนนั้นมุ่งไปที่บนเขาเลยเดินผ่านไปคิดว่าเดี๋ยวค่อยลงทำบุญ นุ่งกระโปรงยาวถึงพื้น มีคนทักว่าระวังเหยียบปลายกระโปรงตกลงมานะ เอาน่าจะไม่น่าจะสูงมาก แต่บัดไดขั้นแรกๆบอกว่า มีบันไดที่เราให้เขาไต่ประมาณ 1,237 ขั้น

ไต่ไปช่วงแรกก็มีลิงตัวเล็กวิ่งหันให้ขวักไขว่ วันที่ไปปรากฎว่ามีน้องนักเรียนจากโรงเรียนในจังหวัดตรัง ทยอยลงมาก็ทำให้บรรยากาศคึกคักทักทายกันไปตลอด ขึ้นมา 300 ขั้นเหนื่อยมาก ในใจตอนนั้นคิดอยากจะลงแล้ว เพราะความชันของภูเขาและบันไดที่แคบและเล็กหวาดเสียว เลยถามตัวเองว่าเราเป็นคนกลัวความสูงใช่ไหม เคยไต่เขาคอหงส์สั่นไปทั้งตัว และใจแทบไม่อยากจะลงมาเสาอากาศส่งสัญญาณทีวีช่อง5 แต่ผ่านมาได้ ความรู้สึกกลัวนั้นกลับมาอีกแล้ว

ตัดสินใจอารมณ์แบบนี้ อาการแบบนี้จะต้องหายไปจากตัวฉัน หันไปท่องพุทโธ เพราะเราเป็นศิษย์พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร ขึ้นเขาแบบนี้ผ่านธุดงส์จากดอยอินทนนท์มาแล้วต้องไม่เสียชื่อ พุทโธไปเรื่อย ผ่านไป 500 ขั้น มองบรรยากาศรอบๆ อาการกลัวความสูงไม่หายไป...

แต่เราต้องชนะอารมณ์นี้ให้ได้ ผ่านไป 700 ขั้น เหนื่อยเต็มแผ่นหลัง ฝรั่งชอบหลายชาติทั้งยุโรป เอเชียทยอยขึ้นมา ทั่งนิวซีแลน์ เยอรมัน ญี่ปุ่น เกาหลี มีการทักทายกันเล็กน้อยเพราะทุกคนเหนื่อย มีน้องๆ จาก3 จังหวัด และมีน้องจากมหาวิทยาลัยเกษตรกำแพงแสน วิ่งแข่งกันขึ้นมา แต่ดูอาการหอบเป็นหมาไล่

ผ่านไป 800 ขั้น หลายลูกเขา ในใจก็พุทโธ พร้อมกับชื่นชมพระอาจารย์จำเนียร คิดได้อย่างไร พระที่สามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้หากไม่มีบารมี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่รับรองทำไม่ได้ ใจก็อยู่กับอารมณ์พุทโธเรื่อยๆ งานนี้ได้พลังจิตเต็มๆ

1,000 ขั้น อาจารย์จากโรงเรียนตรังที่ขึ้นไปก่อนหน้านี้หันมาให้กำลังใจโค้งสุดท้ายแล้ว แต่ก็ไม่เร่ง ตรงนี้มีฝรั่งยืนพัก มีน้องๆ3จังหวัด เป็นนักศึกษาจากมอ.ปัตตานีกำลังตะโกนด้วยอารมณ์สุดเหวี่ยงสุดเสียง และที่สำคัญน้องๆ คลุมอิหญาบมาทำให้รู้สึกอยากจะคุยด้วย ทุกคนบอกว่ามาเที่ยวและครั้งนี้เป็นครั้งที่3 แล้วที่ปีนขึ้นมา โอสุดยอด...

บันไดขั้นสุดท้ายถึงพร้อมๆ นักท่องเที่ยวญี่ปุ่น มีน้ำให้ทานด้วยข้างบน แต่หลายคนกำลังรอก็เลยเดินขึ้นไป เห็นฝรั่งชาติต่างๆ ถ่ายรูปกันอย่างมีความสุข แม้ว่าหลายคนจะปีนไปใกล้พระพุทธรูป ก็ต้องทำใจเพราะเขาอาจจะไม่รู้ว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้มีคำอธิบายภาษาอังกฤษ ซึ่งก็น่าจะมี

หายเหนื่อยเพราะข้างบนทิวทัศน์สวยมาก เห็นกระบี่ได้เกือบทั้งเมือง ที่สำคัญพระพุทธรูปแม้จะองค์ไม่ใหญ่มากนัก แต่รูปแบบการสร้างสวยงามจริงๆ เจีดย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สักครั้งในชีวิตได้พิชิตเขาลูกนี้ถือว่าคุ้ม

หากใครเคยนั่งสมาธิแล้วมีอาการเคว้งคว้าง เหลือคนเดียวอยู่ในโลก ต้องไปสัมผัสบนเขาแห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนั่งแลเวเงยหน้ามองฟ้า ก้อนเมฆ่องลอยไป แล้วมองไปรอบๆ เหมือนอยู่ในยานอวกาศยังงัยยังงั้น

มีน้องฝรั่งใจดีชื่ออเล็กซ์ ช่วยถ่ายรูปให้ด้วยเพราะเห็นว่าขึ้นไปคนเดียว ก็เลยมีโอกาสเก็บรูปตัวเองบนยอดเขาแห่งนี้ และน้องจากเกษตรบางแสนก็ช่วยถ่ายให้ขอบคุณค่ะ เวลาที่อยู่บนยอดแห่งนี้ประมาณ 20 นาที เพราะเริ่มร้อนมากแล้ว

ตอนลงก็ยังกลัวอยู่นิดหน่อย แต่อารมณ์พุทโช่วยได้จริงๆ เพราะลงมาถึงข้างล่าง11.00น.พอดี

กิตติยาณีย์/ศูนย์ข่าวหาดใหญ่

สู้เพื่อรวย

เส้นทางสร้างธุรกิจ “อินทร์เกตุ เรืองอรุณวัฒนา”

จากคนกรีดยางสู่เถ้าแก่โรงงานอบไม้ยาง วี.อาร์

ท่ามกลางคลื่นการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรง คนที่ฉลาดกว่า คุ้มต้นทุนได้ดีกว่าย่อมขับเคลื่อนธุรกิจไปได้อย่างมั่นคง แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง ในธุรกิจผลิตไม้ยางพาราเพื่อส่งออกในขณะนี้ถือว่าจังหวัดสงขลานั้นเป็นแหล่งใหญ่และมีบริษัทมากพอสมควร ส่วนใหญ่เป็นรายใหญ่ที่ต้นหนาและอาจจะมีทุนข้ามชาติหนุนหลังอยู่

แต่สำหรับแขกพิเศษของเราวันนี้ดูนามสกุล ก็อาจจะดูเหมือนร่ำรวย และเป็นจ้าวในธุรกิจยางพาราของไทย แต่สำหรับตัวเขาไม่ใช่ เพราะด้วยหนี้สิ้นที่เหลืออยู่ 23-24 ล้าน บ่งบอกว่าเขาเป็นนักสู้ที่ตรากตรำสร้างบริษัทมาด้วยมันสมองและสองมือ และปีนี้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 60 ล้านบาท หวังว่าเพียงไม่ถึง 5 ปีจะปลดหนี้ได้หมด และมีเงินทุนหมุนเวียนเลี้ยงลูกน้องในธุรกิจให้รอดอย่างไม่ล้มหายตายจากไปวงจรก็พอแล้ว

อินทร์เกตุ เรืองอรุณวัฒนา เจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.อาร์ ไม้ยางพารา นักธุรกิจที่เริ่มธุรกิจนี้จากการเป็นลูกจ้างกรีดยางให้คุณพ่อ เล่าให้ฟังว่าตนเองเป็นคนสะเดาโดยกำเนิด เรียนจบโรงเรียนเทศบาลแค่ชั้นป.7 ด้วยคุณพ่อคุณแม่มีลูกถึง 12 คน ตนเองเป็นคนที่ 7 อาจจะเรียกว่าถูกลืมก็ว่าได้ พ่อแม่มีอาชีพเป็นชาวสวนยาง ลูกๆทุกคนไม่ได้มีโอกาสเรียนสูงๆทั้ง 12 คนจบสูงสุดแค่ ม.6 ซึ่งก็เป็นแค่น้องๆ 2 คนเท่านั้น ส่วนพี่ๆไม่มีโอกาสเรียน

ชีวิตวัยเด็กนั้นลำบากมาก หลังจากช่วยพ่อแม่กรีดยางและผญจชีวิตที่สะเดาเพื่ออยู่รอด อายุ 15 ปี ก็ไปเนคนช่วยดูแลคนงานในเหมืองแร่ของพี่ชาย ซึ่งไปเผญิชโชคแล้วโชคดีได้สัมปทานเหมืองแร่ ทำงานกับพี่ชายอยู่5 ปี ด้วยดูแล้วชีวิตคงไม่ก้าวหน้ากว่านี้ก็เลยไปเสี่ยงดวงที่กรุงเทพฯ

จำได้ว่าประมาณปี 2520 งานแรกที่ทำคือเป็นพนักงานอยู่ในร้านติดตั้งผ้าม่าน ได้เงินเดือน 800 บาท ทำงานอยู่ได้ 4 ปี ก็แต่งงานกับภรรยาคือคุณอนุทิพย์ ซึ่งเป็นช่างตัดเสื้อ

หลังจากแต่งงานก็ตัดสินใจเปิดร้านผ้าม่านอาศัยเช่าที่และได้เครดิตอดีตเจ้านายช่วยเหลือ แต่ก็ไปไม่รอด

ปี 2527 มุ่งหน้ากลับบ้านเกิดสะเดามาช่วยคุณพ่อกรีดยาง เป็นลูกจ้างคุณพ่อทำได้สัก 1 ปี ก็เห็นว่ามีโอกาสที่น่าจะรับซื้อยาง

ปี 2529 ประกอบกับพี่ชายอีกคนเปิดโรงงานอบยางแผ่น บริษัทถาวรรับเบอร์ เราก็เลยตัดสินใจรับซื้อยางส่งโรงงานพี่ชายแต่ในสมัยนั้นยางไม่ได้ราคาดีแบบนี้ กำไรไม่มากรับซื้อยางอยู่ประมาณ 5 ปี ก็ตัดสินใจทำไม้ยางพารา

ในยุคนั้นราคาไม้ยางไร่ละ 500 บาท เป็นยุคแรกๆ แถบจะไม่ต้องใช้เงินมาก เราก็ใช้รถกระบะบรรทุกไม้ยาง ทำเองลงมือเองแม้จะมีลูกน้อง ส่งไม้เข้าโรงเลื่อย ตอนนั้นสงขลายังไม่ค่อยมีโรงเลื่อย ส่วนใหญ่ส่งต่อไปโรงเลื่อยที่จังหวัดตรัง

ปี 2530 ตัดสินใจเปิดโรงเลื่อยจากเงินที่เก็บหอมรอบริมมา ประมาณ 30,000 บาท จำกันได้ไหมในอดีตโรงเลื่อยไม้ส่วนใหญ่เป็นเลื่อยวงเดือนใหญ่ๆ ที่แรกตั้งโรงงานที่สำนักแต้ว ต่อมาก็ย้ายมาที่บ้านทับโกบ ย้ายมาประมาณ 5 ที่เพราะทำเลไม่ได้ และทนค่าที่ไม่ไหวจนมาถึงปัจจุบันเป็นสวนยางที่คุณพ่อแบ่งให้เป็นมรดกประมาณ 18 ไร่เศษ

ปี 2535 จึงจดทะเบียนตั้งเป็นหจก.วี.อาร์ ฯอย่างในปัจจุบัน และก็ขยายกิจการมาเรื่อย โดยการกูเงินครั้งจากธกส. เขาให้ 600,000 บาท ขยายกิจการมาเรื่อย แต่ก็ต้องเจอปัญหาอีก เมื่อเราขยายแล้วปรากฏว่าเงินทุนหมุนเวียนไม่พอ ต้องไปกู้นอกระบบมาหมุนร้อยละ 10 ก็เครียด แต่ทุกอย่างก็ผ่านมาได้

ปี 2540 ก็เจอวิกฤต ตอนนั้นไม้ขายไม่ออก เป็นปีที่กระทบหนัก แต่โชคดีว่าธุรกิจไม้ยางเวลาฟุบจะฟุบหนัก แต่หลังจากปีนั้นก็ฟื้น แล้วเริ่มทำได้มาเรื่อยๆ เพราะไม่มีนายทุนซัพพอร์ททุกอย่างขับเคลื่อนด้วยมันสมองและ2 มือ หลังจากที่พอจะพยุงตัวเองมาได้

ปี 2547 ก็วิกฤติรอบ 3 เป็นวิกฤติทางการเงิน หนี้สินสูง ขาดทุน เครียดจนต้องหาทางออกด้วยการไปเรียนสมาธิที่สถานบันพลังจิตตานุภาพ สงขลา เรียนประมาณ 1 ปี ปรับอารมณ์ และเริ่มรับกับปัญหาได้ และผมโชคดีว่าเวลาเจอปัญหาผมมีเพื่อนคนหนึ่งเวลาเครียดจะโทรไปเล่าให้เขาฟัง ก็จะมีข้อแนะนำที่พอจะแลกเปลี่ยนและเป็นกำลังใจระหว่างกัน เพราะหนี้สินที่มีนั้นสูงมากในสถานการณ์ตอนนั้น

แต่หลังจากเรียนสมาธิปี 2551 ปรากฏว่าได้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ ยอดขายปี 52 ออร์เดอร์เข้ามา 20 ล้านบาท ปี 2553 เพิ่มขึ้นเท่าตัว40ล้านบาทและปี 2554 คาดการณ์ว่าจะถึง 60 ล้านบาท เพราะเฉพาะเดือนแรกปีนี้ก็เข้าไป7 ล้านบาทแล้ว

การต่อสู้กับธุรกิจและตนเองนั้นถือว่ายาวนานและวันนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่หนี้สินเฉพาะบริษัทก็ 23-24 ล้านบาทในปัจจุบันก็หวังว่าสัก 5 ปีหลังจากนี้สถานการณ์ และปมต่างๆ น่าจะคลี่คลาย

คุณอินทร์เกตุบอกว่าหลังจากนี้ก็คิดว่าจะแตกไลน์ธุรกิจด้วยประสบการณ์ที่ทำโรงงานอบไม้ยางขาย ปัญหาของผู้ประกอบการส่วนใหญ่คือเรื่องเชื้อเพลิง และสิ่งที่เหลือจากโรงงานเลื่อยคือไม้ปลีกเล็กๆ และขี้เลื่อยซึ่งสามารถเอามาใช้เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันขี้เลื่อยนอกจากใช้ในโรงงานอบยางแล้วส่วนหนึ่งก็ขายต่อให้กับเพื่อนผู้ประกอบการเจ้าอื่นๆ ตันละ 700 บาท ส่วนไม้ปลีกตันละ 1,000 บาท และในสถานการณ์ตอนนี้ความต้องการไม้มีสูงทุกโรงงานเนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงทุกอย่างเพิ่มขึ้น

และเราทำได้เพราะมีเครื่องจักรอยู่แล้ว ซึ่งก็ต้องดูเรื่องงบลงทุนต่ออีกเล็กน้อย ก็น่าจะจบ

คุณอินทร์เกตุบอกว่าจุดแข็งของตนเองนั้นทำให้อยู่ในธุรกิจนี้มาได้ อันดับแรกเลยคือคุณภาพ และไม่เอาเปรียบลูกค้าและคู่ค้าทำให้คู่ค้ามีความมั่นใจ

ปัจจุบันคุณอินทร์เกตุและคุณอนุทิพย์มีบุตรด้วยกัน 3 คนคนโตอายุ27ปีทำงานช่วยเหลืออยู่ในโรงงานอบยางคุณที่ 2 ทำงานบริษัมหัวเหว่ย อุปกรณ์โทรศัพท์กรุงเทพฯ คนที่ 3 เรียนอยู่ม.กรุงเทพ

กิตติยาณีย์ /ศูนย์ข่าวหาดใหญ่

หน้าอาชีพ

ลูกชิ้นหมูบัวลอยไม้ละ3 บาท

โดนใจยุคข้าวของแพงรายได้วันหนึ่ง4,000-5,000บาท

ลูกชิ้นหมูบัวลอยไม้ละ 3 บาท ป้ายที่ปักอยู่ตรงหน้า เป็นบูสหนึ่งที่ขายลูกชิ้นร่วมกับบูส หรือร้านอาหารเจ้าอื่นๆ ในงานธงฟ้าของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจัดขึ้น ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำให้ต้องปรี่เข้าไปถาม ไม้ละ 3 บาทจริงหรือ!!! ข้าวของแพงทุกอย่าง จะมีใครกล้าขายลูกชิ้นไม้ละ 3 บาท

คุณพรทิพย์ เฮ่งฉ้วน เจ้าของร้านบอกจริงๆ ไม่ขึ้นราคาแม้ว่าทุกอย่างจะขึ้นราคาไปหมดแล้ว พร้อมกับหยิบลูกชิ้นที่กำลังเดือดในน้ำจิ้มส่งให้ ลองซิมดู ลูกชิ้นทำจากเอ็นหมูและเนื้อหมูล้วนๆ แป้งน้อยมาก ซิมดูแล้วก็รู้สึกว่าเข้าท่าเหมือนกัน ไม้เล็กๆ แต่รสชาติไม่เผ็ด กำลังดีๆ ในใจก็นึกว่าคงถูกใจไม่เฉพาะแค่ผู้ใหญ่แต่เด็กๆ ก็น่าจะชอบ

พี่อยากได้ข้อมูลไปเผยแพร่หน่อย นี่ถ้าใครอยากขายพี่จะสอนให้เขาไหม พี่พรทิพย์บอกว่ายินดีแต่ลูกชิ้นนี้เป็นกลุ่มแม่บ้านพอเพียง ตำบลเจ๊ะบิลัง จังหวัดสตูลเป็นผู้ผลิตขึ้นนะ เป็นกลุ่มญาติๆ กันก่อนที่จะมาขายอย่างนี้พี่อยู่ในกลุ่มและผลิตจำหน่ายให้กับรถเข็น แต่ที่ชื่อลูกชิ้นหมูบัวลอยเป็นความคิดของพี่เองเพราะเห็นว่าเป็นลูกชิ้นตัวเล็กๆ เวลาปั่นออกมาแล้วก็ลอยน้ำ จึงตั้งชื่อว่า “ลูกชิ้นหมูบัวลอย” และสูตรลูกชิ้นเป็นสูตรที่ทำขึ้นเฉพาะ จะไม่เหมือนที่อื่น

ในการผลิตช่วงแรกก็ขายในชุมชน จนกระทั่งได้ออกมาขายตามงานต่างๆ จึงแยกตัวออกมาจากกลุ่ม แต่ก็ยังสั่งวัตถุดิบคือลูกชิ้นจากกลุ่ม โดยสั่งครั้ง 400 กิโลกรัมต่อ 10 วัน กลุ่มจะขายให้กิโลกรัมละ 70 บาท ซึ่งก็แต่ละเดือนมีรายได้เฉพาะจากเราไปที่กลุ่มประมาณ 80,000-90,000 บาท นอกจากนี้กลุ่มก็จำหน่ายให้กับผู้จำหน่ายซึ่งเป็นรถเข็น

พี่พรทิพย์บอกว่าออกมาแล้วก็จำหน่ายไปทั่วตามงานต่างๆ ของจังหวัดบ้างหน่วยงานราชการอื่นๆ ก็กลายเป็นรายใหญ่ที่สั่งไปที่กลุ่ม อย่างล่าสุดก่อนมางานมอ.นี้ก็ไปขายที่ชลบุรีก็สั่งให้กลุ่มส่งให้ทางเครื่องบิน แล้วเราก็มารับที่สุวรรณภูมิไปชลบุรีต่อ ขายวันหนึ่งเป็น 100 กิโลกรัม

พี่พรทิพย์บอกว่าขายลูกชิ้นหมูบัวลอยในงานต่างๆ อย่างต่ำก็ได้ 4,000-5,000 บาท อย่างในงานธงฟ้าที่มอ.วันหนึ่งก็ 7,000-8,000 บาท ลูกชิ้น 10 กิโลกรัมขายได้ 1,500 บาท ลูกชิ้นกิโลกรัมละ 70 บาท 700 บาท อาจจะมองว่าได้กำไรเยอะ แต่บ้างงานก็ต้องเสียค่าที่ และมีต้นทุนค่าน้ำจิ้ม คือเด็ดอยุ่ที่น้ำจิ้มทำหม้อหนึ่งใช้งบลงทุนประมาณ 1,000 บาท สามารถขายลูกชิ้นได้ประมาณ 50-100 กิโลกรัม ซึ่งกำไรก็พอสมควร โดยน้ำจิ้มนี้ทำเองเป็นสูตรเฉพาะของเราเองไม่เหมือนคนอื่นอีกเช่นกัน

เวลาสั่งลูกชิ้นไปที่กลุ่มนี้ต้องสั่งล่วงหน้าประมาณ 1 วัน อย่างที่ร้านบ้างครั้งสั่ง 2 วัน 100 กิโลกรัม ที่ต้องสั่งล่วงหน้าเนื่องจากนอกจากเราซึ่งเป็นเจ้าใหญ่แล้วกลุ่มยังผลิตลูกชิ้นให้กับรถเข็นขายลูกชิ้นปิ้ง ซึ่งแต่ละคนอาจจะมีเทคนิคในการขายที่แตกต่างกันบ้างคนย่างขาย หรือทอดขาย

ลูกชิ้นหมูบัวลอยน่าจะเข้ากับสถานการณ์ข้าวของแพงอย่างนี้เป็นอย่างยิ่งสังเกตุว่ามีลูกค้าต่อเนื่องทั้งวันและคนที่สั่งส่วนใหญ่จะไม่ลังเลหรืออาจจะแค่ไม้ละ 3 บาทหรืออย่างไร แต่ด้วยความที่เป็นลูกเล็กๆ นี้เองเป็นเส่ห์ทำให้หลายคนอยากลอง สำหรับผู้สนใจจะจำหน่ายลูกชิ้นหมูบัวลอย สามารถสั่งซื้อไปยังที่กลุ่มหรือสนใจสอบถามที่เบอร์083-1740383

กิตติยาณีย์/ศูนย์ข่าวหาดใหญ่

หน้าอาชีพ

“ก๋วยเตี๋ยวลุยสวนเพื่อสุขภาพ”

เมนูเด็ดโดนใจผู้บริโภคทั้งหญิง-ชายรายได้งาม

โรคร้ายที่กลายเป็นภัยคุกคามมนุษย์ชาติปัจจุบันเพิ่มขึ้น และรักษาหายได้ยาก หรือบ้างชนิดยังไม่มียารักษา ส่วนหนึ่งมาจากสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายลง จากการทำลายด้วยฝีมือมนุษย์เอง และส่วนหนึ่งมาจากอาหาร

ส่งผลให้อาหารเพื่อสุขภาพ กลายเป็นที่นิยม “ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน” ที่ประกอบไปด้วยผักนานาชนิด ทำง่าย สร้างรายได้งาม เป็นอีกเมนูเด็ดที่น่าสนใจ น่าลอง ด้วยจุดเด่นผักที่นำมาประกอบนั่นเป็นผักในท้องถิ่น สอดคล้องกับเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น จึงกลายเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเมนูเด็ดนี้ยังสามารถพลิกแพลงได้ถูกปากสำหรับแต่ละภูมิภาค แต่ละพื้นที่ได้อีกด้วย

อาชีพนี้น่าสนใจและรายได้ดีขนาดไหน คุณอนุทิพย์ เรืองอรุณวัฒนา เจ้าของไอเดีย ก๋วยเตี๋ยวลุยสวนเพื่อสุขภาพ อำเภอสะเดาและเธอยังถูกเพื่อนๆ ยกให้เป็นจ้าวแห่งสูตรเด็ดด้านอาหาร ด้วยเธอมีพรสวรรค์ หรือเชี่ยวชาญเรื่องรสชาดอาหารโดยเฉพาะ

คุณอนุทิพย์เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เคยเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าแล้วงานเยอะทำไม่ทัน ประกอบกับหลังจากย้ายมาจากรุงเทพฯ ช่วงฝีมือที่สะเดาหายากทำให้งานเสร็จช้า ไม่ทันใจลูกค้าเลยส่งผลต่อสุขภาพป่วยเข้าโรงพยาบาลเพราะงานที่หนัก ต้องเร่ง และสภาพจิตใจที่ต้องเคยรับอารมณ์ลูกค้าทำให้ตัดสินใจเลิก

ต่อมาก็มาขายข้าวขาหมู แต่ก็เป็นงานที่หนักและเหนื่อย อีกทั้งสามีนั้นมีธุรกิจโรงงานอบไม้ยางพาราทำให้ ตนเองต้องเป็นผู้ดูแลเองเกือบทั้งหมดและรู้สึกว่าไม่ไหว และด้วยเป็นคนที่ชอบทานอาหารแล้ว จะรู้หมดว่าอาหารชนิดนี้จะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และจะคิดค้นใหม่จนถูกปากคนในบ้าน

จนกระทั่งมีโอกาสได้รับประทานก๋วยเตี๋ยวลุยสวนที่หาดใหญ่ ซึ่งก็มีหลายเจ้า แต่เมื่อทานแล้วก็รู้สึกว่าเหมือนจะขาดรสชาติอะไรไปสักอย่าง เมื่อเป็นดังนั้นก็ทดลองทำเองและพบว่าน้ำจิ้มมีส่วนประกอบที่สำคัญและที่ดีไปกว่านั้นก๋วยเตี๋ยวลุยสวนสามารถนำผักพื้นบ้านมาผสมจะให้รสชาตที่แตกต่างและโดน...สำหรับคนที่ชอบผักชนิดนั้น รวมทั้งยังเป็นการซ่อนผักให้กับเด็กๆ ที่ไม่ชอบทานผักอีกด้วย

เครื่องปรุงที่วางบนโต๊ะวันนี้ก๋วยเตี๋ยวลุยส่วนมีไส้กุนเชียง ไส้กรอก ปลาเส้น ส่วนผักที่หลากหลายชนิด ทั้งจันทร์หอมผักพื้นปักษ์ใต้ ใบโหระพา สะระเน่ ผักชีฝรั่ง ผักกาดหอม แครอล กะหล่ำปลี แตงกวา ซึ่งถูกหั่นและวางไว้อย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้ง่ายต่อการหยิบจับ

พี่อนุทิพย์ หรือพี่ติ๊กเริ่มอธิบายไปพร้อมกับลงมือห่อก๋วยเตี๋ยว ว่า ทุกอย่างนั้นพี่ติ๊กจะเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนเย็น และประมาณตี 3 ต้องตื่นเพื่อหั่นผักทุกชนิดให้พร้อม เส้นก๋วยเตี๋ยวมาจากตลาดเป็นแผ่น อย่างนี้ก็นึ่งประมาณ 5 นาที ก็จะได้ความร้อนอย่างทั่วถึง หลังจากนั้นก็นำแผ่นก๋วยเตี๋ยวมา และจัดเรียงผักทีต้องการ ใส่ไส้ตามต้องการ อาจจะเป็นไส้กรอก หมูหยอง หรือปลาเส้น แต่ละกล่องเป็นแต่ละไส้ไป แต่หากลูกค้าต้องการผสมทุกไส้ก็มีให้เลือกเช่นกัน

พี่ติ๊กบอกว่าก๋วยเตี๋ยวลุยสวน นั้นดูเหมือนเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วก็ง่าย แต่ปัญหาที่เจอคือการห่อ ถ้าหากใจไม่เย็นพอ ก็จะทำให้แตก และการห่อนั้นต้องใช้เวลานานในการนั่ง หลังจากที่เตรียมของเสร็จก็นั่งห่อ ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง เสร็จแล้วก็จะมีร้านค้าต่างมารับ และส่วนหนึ่งก็ไปส่งให้

ที่สะเดาก๋วยเตี๋ยวลุยสวนเป็นอาหารเช้าที่ได้รับความนิยมมาก ทำเท่าไหร่ก็หมดไม่พอ แต่ก็ทำได้จำกัด เพราะเป็นงานที่ต้องอาศัยใจรัก อดทน ส่งให้ร้านต่างๆ ในอำเภอสะเดากล่องหนึ่ง 18 บาทร้านค้าไปขายต่อ 22-25 บาท

พี่ติ๊กบอกว่าต้นทุนในการผลิตนั้นน้อย ซื้อวัตถุดิบแต่ละครั้ง ประมาณ 300 บาท สามารถทำก๋วยเตี๋ยวลุยสวนได้ประมาณ 2,000 บาท ต้นทุนน้อยจริงๆ แต่การนั่งห่อนั่นต้องใจเย็นและอดทน ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบงานแบบนี้ หลายคนบอกว่าเป็นงานสวยงาม เพราะห่อเสร็จก็หั่นใส่กล่อง

ลูกค้าหลักๆ มีทุกกลุ่ม แต่ที่เป็นกระแสคือทั้งผู้ชาย-ผู้หญิงที่ต้องการลดน้ำหนักและอยากได้ผักเพื่อสุขภาพ

ความอร่อยของก๋วยเตี๋ยวลุยสวนเพื่อสุขภาพ อยู่ที่น้ำจิ้มที่มีรสชาติ เผ็ด จี๊ดด้วยความเปรี้ยวรวมทั้งมีมัน หวานอยู่นิดหน่อย

ตลาดน่าสนใจไม่แค่ร้านค้าในช่วงเช้า บ้างครอบครัวพึ่งเป็นอาหารหลักตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้จะอยู่ใกล้ๆ ตอนเช้าก็มารับไป พี่ติ๊กบอกว่าสินค้าแพงทุกอย่าง จริงๆ จะปรับราคาขึ้นก็ได้ เพราะในตลาดส่วนใหญ่ก็ปรับกันหมดแล้ว แต่ไม่ปรับเพราะส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเจ้าประจำกันมา และตอนนี้ก๋วยเตี๋ยวลุยสวนกลายเป็นกลับแกล้มในร้านน้ำชาด้วย ซึ่งก็น่าสนใจว่ากระแสสุขภาพทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานไปด้วย

ก่อนจากกันปลาทูที่ทอด และวางอยู่ในส่วนผสมด้วยไม่ถูกพูด ก็เลยถามพี่ติ๊กว่า แล้วก๋วยเตี๋ยวลุยสวนมีไส้ปลาทูด้วยหรือ พี่ติ๊กหันมามองหน้าแล้วเหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ตั้งใจจะทำ 2 เมนูที่เด็ดและไปกันได้ และเพิ่มยอดขายด้วย

เมี่ยงปลาทู พร้อมกับปรุงให้ดู โดยใช้ผักกาด ประมาณเกือบใบแต่ตัดแต่งอย่างสวยงาม เอาขนมจีนที่ถูกตัดเป็นชิ้นๆ วาง แกะปลาทูวาง และเลือกผักที่ชอบประกอบเข้าไป ใส่น้ำจิ้มรสเด็ด ซึ่งเป็นสูตรเดียวกับก๋วยเตี๋ยวลุยสวน แล้วม้วนเหมือนม้วนเมี่ยงคำ เข้าปาก อร่อย!!! เพราะไม่เคยเห็นเมนูนี้มาก่อน โดยเฉพาะเนื้อปลาทูนั้นช่วยทำให้เมี่ยงคำนี้รสชาติแตกต่างออกไป เป็นเอกลักษณ์

พี่ติ๊กจัดเมี่ยงปลาทูลงถุงแล้วบอกว่าชุดนี้ 50 บาทที่วางขายในตลาด ต้นทุนไม่ถึง 25 บาทกำไรครึ่งต่อครึ่งและเป็นที่นิยมมากๆ และที่สำคัญต้นทุนอาจจะไม่ถึง 25บาทด้วยซ้ำหากทำปริมาณมาก ปลาทูซื้อได้ถูก

เป็นอาชีพที่น่าสนใจ ทำง่าย แต่มีปัญหานิดเดียวก็คือเรื่องของเวลา และอดทน ตลาดมีทั่วไป ร้านขายอาหารตอนเช้า ซึ่งปัจจุบันมีเห็นกันให้เกลื่อนเมือง ส่งเท่าไหร่ก็หมดไม่ นอกจากนี้พี่ติ๊กยังได้ลูกค้ากลุ่มใหม่เพิ่มเข้ามาด้วย โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวลุยสวนตอนนี้กลายเป็นกระแสออร์เดิร์ฟสำหรับภัคตาคาร และงานสัมมนา งานแต่งในในโรงแรมไปแล้วด้วย สำหรับผู้สนใจอยากให้พี่ติ๊กสอนเทคนิคให้ยินดีไม่คิดค่าเรียน โทร 089-6566352 และรวมทั้งหากต้องการสั่งก๋วยเตี๋ยวลุยสวนในงานต่าง ๆ

กิตติยาณีย์/ศูนย์ข่าวหาดใหญ่

หน้าอาชีพ

ขายแมลงใบลานโดนใจลูกค้าทุกกลุ่ม

ไม่เหนื่อยรายได้ดี30,000-50,000บาทต่อเดือน

เสียงเจรจาต่อรองเป็นภาษาจีนดังมาแต่ไกล คนมุมดูอะไรกัน เดินเข้าไปใกล้ๆ เห็นนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียกำลังเจรจาขอลดราคาตั๊กแตนใบลานที่เลือกได้นับ 10 ตัว กับเจ้าของร้าน จ่ายเงินเสร็จก็ไม่ยอมเดินจากไป ตั้งหน้าตั้งตาดูวิธีการทำซึ่งเจ้าของร้านขายไปด้วย ในมือกรรไกรก็ตัดผีเสื้อตัวใหม่ไปด้วย ข้างหน้ามีธนบัตรแบงค์ 500 แบงค์ 50 และ 20 บาท รวมทั้งเหรียญกองรวมกัน นับได้หลายพันบาทอยู่ โดยไม่สนใจว่าจะมีพวกวิ่งราวมาช่วยเก็บหรือไม่

หลังโต๊ะขายตัวแมลงมีพี่ๆ แต่งตัวเป็นศิลปินคอยบริการลูกค้าอยู่ 2 คน คำถามแรกที่เอ่ยไป พี่ขายได้วันละเท่าไหร่เนี่ย 3,000-5,000 บาท เสียงตอบกลับมา แล้วเดือนหนึ่งไม่ติด100,000 หรือพี่ ผมมาขายแค่วันหยุดอาทิตย์ละ 2 วันคือวันเสาร์กับวันอาทิตย์ แล้วได้เดือนเท่าไหร่ ประมาณ 30,000-50,000 บาทเจ้าของร้านตอบโดยไม่หันมามอง ขายตั๊กแตนใบลานเนี้ยนะ ครับ โอ...ไม่ธรรมดาขอคุยหน่อย

พี่ชื่ออะไร เขาเรียกผมว่าเป็ดใบลาน ทำขายอย่างนี้มาเป็น 10 ปีแล้ว ช่วยเล่าที่ไปที่มาให้ฟังหน่อย ทำไมได้มาทำอาชีพนี้ เพราะที่ผ่านส่วนใหญ่ศิลปินถ้าเป็นงานศิลป์หน่อยจะไส้แห้ง ขออนุญาตเอาไปเขียนลงหนังสือพิมพ์นะ ไม่ทราบพอจะเปิดเผยได้ไหม ผมยุ่งหน่อยนะ แต่ไม่เป็นไหร...

แขกรับเชิญหน้าอาชีพปักษ์นี้พบกันโดยไม่ได้นัดหมาย แต่ไปเจอโดยบังเอิญริมหาดสมิหลา ในวันปีใหม่ที่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ไม่สนข่าวลือสึนามิยังมาเดินพักผ่อนกันจำนวนมาก และแวะหาซื้อของขวัญของฝาก แต่ร้านจำหน่ายแมลงใบลานเคลื่อนที่ ดูเหมือนจะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศแวะเวียนกันไม่ขาดทำให้บรรยากาศคึกคักดีทีเดียว

คุณเนรมิต สุจวิพันธ์ หรือพี่เป็ดใบลาน เจ้าของแมลงใบลานหลากหลายชนิดบอกกับเราพร้อมกับในมือตัดผีเสื้อใบลานตัวใหม่ไปด้วยว่า แมลงที่ขายอยู่นี้มีทั้งตั๊กแตน ผีเสื้อ ซึ่งผีเสื้อก็มีทั้งผีเสื้อใบไม้ ปาทั้งกา ผีเสื้อใบไม้ แมลงปอ แมงมุม กิ้งก่า งู มด ดอกไม้ป่า ราคาขายนั้นก็มีตั้งแต่ตัวละ 10 บาท จนถึง 300 บาท และบ้างชิ้นงานก็ราคา 500-1,000 บาท

แมลงบ้างตัวอาศัยการสาน การขึ้นรูป แต่บ้างใช้กรรไกรตัวตัดแล้วนำมาประกอบด้วยกาว พร้อมลงสี ลูกค้าบ้างคนไม่ชอบลงสี ชอบธรรมชาติ ก็มีหลากหลายรูปแบบ

ลูกค้าหน้าร้านแน่นเข้ามาอีกแล้ว ผู้ช่วยออกมาทำหน้าที่เจรจา คราวนี้เป็นลูกค้ามุสลิมจาก3 จังหวัด พี่เป็ดหันมามองหน้าเรา พร้อมกับบอกว่า ผมใช้เวลาวันจันทร์-ศุกร์ สร้างชิ้นงาน ซึ่งบ้างชิ้นใช้เวลาไม่นานเช่นผีเสื้อไม่ถึง 2 นาทีก็เสร็จ ส่วนกิ้งก่าซึ่งเป็นงานยากหน่อยอาจจะ 15 นาที แต่ถ้าเป็นงูเห่าใช้เวลาหลายชั่วโมง ดังนั้นราคาจึงแตกต่างกันไปตามความยากง่าย งูเห่าราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 300 บาท

และทุกเสาร์-อาทิตย์ ก็จะมาเปิดร้านตรงริมหาดสมิหลา ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และฝรั่งยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งนี้บ้างคนไม่แค่ซื้อแต่ขอให้สอนให้ทำด้วย บ้างคนมานั่งดูผมทำเป็นวันๆ พยายามจะทำเลียนแบบ แต่การสร้างสรรค์ชิ้นงานตรงนี้ต้องอาศัยความชำนาญ และอารมณ์ในการสร้างสรรค์

ส่วนลูกค้าคนไทยก็มีนักเรียน ครูอาจารย์ ซึ่งส่วนใหญ่จะชอบที่แมลงนั้นเหมือนจริง บ้างคนก็ขอเรียน บ้างคนก็บอกว่าตนเองก็ทำได้ เคยเรียน แต่สิ่งที่ผมทำไม่ใช่แค่ชิ้นงานเพื่อขายออกไป

พี่เป็ดบอกว่าทำอาชีพนี้มากว่า 10 ปีแล้วเริ่มแรกที่เจองานแมลงใบลานนี้ เจออาจารย์ซึ่งมาออกร้านงานกาชาดที่จังหวัดสงขลา เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เห็นงานใบลานอาจารย์ท่านนี้แล้วชอบ ขอมาเรียนตอนแรกเขาก็ไม่ยอมจะสอนให้ เราก็มาทุกวันจนเขาอ่อนใจ สอนให้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะทำได้ และเมื่อเรียนจบ อาจารย์เขาบอกว่าชิ้นงานไม่ต้องให้สวย แต่ให้ทำออกมาเหมือนของจริง

“หลังจากนั้นก็สร้างชิ้นงานออกมาจำหน่าย ตั้งแต่เริ่มต้นจนวันนี้ได้รับความนิยมมาตลอด เพราะแมลงที่ทำไม่ใช่แค่แมลงที่คนรู้จัก เพราะเป็นคนชอบแมลง ชอบเดินป่า บ้างครั้งทำแมลงป่าที่คนไม่รู้จักออกมา แต่เขากำลังจะสูญพันธ์ เราก็เป็นสื่อกลางถ่ายทอดให้คนได้รู้ว่าในโลกนี้มีแมลงพวกนี้อยู่ด้วยนะ และที่สำคัญที่ต้องการสื่อคือภูมิปัญญาของคนไทยที่ใครก็ไม่สามารถเลียนแบบได้”

พี่เป็ดบอกว่ามันเป็นงานที่ท้าทายโดยเฉพาะ เมื่อเจอนายแบบ หรือนางแบบใหม่ๆ ว่าเราจะสามารถเลียนแบบเขาได้ไหม แต่สุดท้ายชิ้นงานก็ออกมา เพราะประสบการณ์ และการประยุกต์ทำ ซึ่งบ้างครั้งก็ทำให้ต้องลงไปศึกษาวัฎจักรของแมลงชนิดนั้นไปด้วย กลายเป็นภูมิรู้ไปด้วย ชิ้นงานแมลงบ้างชนิดทำวัฎจักรเขาออกมาก็ถูกใจลูกค้าเหมือนกัน เพราะหายาก และมันเหมือนตัวเขาจริงๆ

ใบลานที่นำมาสร้างสรรค์ชิ้นงานไม่ได้มีขายในภาคใต้แต่สั่งมาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในราคามันละ 60-150 บาทขึ้นกับคุณภาพ ส่วนชิ้นงานนั้นขึ้นกับความสามารถ และความชอบของคนทำว่าจะรังสรรค์ชิ้นงานได้โดนใจลูกค้าหรือผู้บริโภคขนาดไหน

เสน่ห์ของสินค้าแมลงใบลาน อยู่ที่เอกลักษณ์เฉพาะคนทำ ว่าทำได้เหมือนขนาดไหน และที่สำคัญคือไม่มีคู่แข่ง พี่เป็ดบอกว่า 10 ปีที่ผ่านมาสอนคนมาเยอะ แต่ส่วนใหญ่ทำได้ อาทิตย์ สองอาทิตย์ก็เลิก ที่เปิดเป็นร้านจริงๆ ขณะนี้อยู่ที่ระโนดขายอยู่ในตลาดน้ำ

หากมีคนสนใจเรียนพี่เป็ดบอกว่าไม่ค่อยอยากจะสอนแล้วในปัจจุบัน แต่ถ้าเจอคนที่มุ่งมั่นและตั้งใจและมีใจรักยินดี และพร้อมจะสอน แต่ย้ำว่าต้องตั้งใจจริงๆ และต้องมาอยู่มาเรียนกันจริงๆ 2 อาทิตย์ถึง 1 เดือน

ก่อนจากกันพี่เป็ดฝากกับเราว่า ภูมิปัญญาไทยล้ำค่ายิ่งนัก แม้แต่ฝรั่งพยายามานั่งเรียนก็ไม่สามารถทำได้อย่างคนไทย แต่จะมีคนรุ่นหลังสืบทอด และเข้าใจถึงแก่นแท้ของศิลปะเหล่าได้แค่ไหน แต่ที่แน่ๆ อาชีพแมลงใบลานรายได้ดี ไม่เหนื่อย เพราะดูแล้วผีเสื้อตัดกรรไกรไม่กี่ยักขายได้แล้ว 10 บาท แถมถูกใจลูกค้าทุกกลุ่มตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่ ไปถึงนักอนุรักษ์

ขอลองทำ... หยิบใบลานมา กรรไกรมา พี่เป็ดสอนตัดอย่างนี้....แต่มันไม่เป็นผีเสื้อแฮ่...?

กิตติยาณีย์/ศูนย์ข่าวหาดใหญ่

สู้เพื่อรวย

เส้นทางสร้างตัวช่างศิลป์พ่อลูกอ่อน

“จรัล ฤทธิ์เพชร”กว่าจะมาเป็นร้าน “กรอบศิลป์”

ในการสร้างธุรกิจ การอดทนต่ออุปสรรค และพยายามที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง แม้จะมีปัจจัยลบที่คาดไม่ถึงก็อาจจะไม่สามารถระคาย หรือสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจได้แม้แต่น้อย โดยเฉพาะหากเจ้าของธุรกิจนั้นใจเย็น และแก้ปัญหาอย่างเท่าทัน

ในธุรกิจร้านกรอบรูปหลายๆ ร้านในหาดใหญ่ ร้านกรอบศิลป์เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งสื่อส่วนกลาง เพราะเด็กหนุ่มคนนี้สร้างธุรกิจจนกลายเป็นที่ยอมรับของลูกค้า และวันนี้ร้านแห่งนี้ก็กลายเป็นที่รู้จัก และอยู่ในแถวหน้าๆ ของธุรกิจนี้สำหรับหาดใหญ่ไปแล้ว

จรัส ฤทธิ์เพชร เจ้าของร้านกรอบศิลป์แขกรับเชิญของเราในปักษ์นี้ รู้จักกันมาร่วม 3 ปี ใช้บริการร้านกรอบศิลป์มาร่วม 3 ปี เห็นความแตกต่างของร้านนี้ชัดเจน ทั้งชิ้นงาน และไลน์ธุรกิจที่บริการเพิ่มขึ้นมา ทั้งที่ช่วงแรกๆ เขาคนนี้ต้องเป็นคุณพ่อลูกอ่อน เลี้ยงลูกสาวคนโตที่เพิ่งคลอดไปด้วยรับงานไปด้วย งานไหนเอาด่วนยอมที่จะไม่เอา เพราะภาระ แต่หากงานไหนลูกค้ารอ เขาจะใช้เวลาช่วงที่ลูกสาวหลับ หรือไม่กวนสร้างสรรค์ชิ้นงาน ด้วยหัวใจคนรักงานศิลปะ แม้จะมีอุปสรรคมากมายแค่ไหน ในที่สุดเขาก็สามารถฟันฝ่ามาได้

จนกระทั่งวันนี้เขามีร้านเป็นของตนเอง จรัล เล่าให้ฟังว่าตนเองเป็นคนปากพนัง นครศรีธรรมราช โดยกำเนิดครอบครัวพ่อแม่มีอาชีพทำนาเป็นพี่ชายคนโตในจำนวนลูก 3 คน จบประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดป่าระกำ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ดรงเรียนโสภณธนาพร

ปี 2517 หลังจากจบการศึกษา ก็เหมือนกับเพื่อนๆ ในครอบครัวที่ค่อนไปทางด้อยโอกาสก็ไปแสวงหาโชคที่กรุงเทพฯ งานแรกที่ทำที่กรุงเทพฯก็คือรับจ้างเย็บผ้าสำเร็จรูปในร้านแห่งหนึ่งทำงานอยู่ประมาณ 4 ปี การทำงานทุกอย่างจรัลบอกว่าเขาไม่เคยมีประสบการณ์ แต่อาศัยการเรียนรู้อดทน ศึกษา ไม่ย่อท้อ และด้วยสถานการณ์ทำให้ไม่มีโอกาสได้เลือกมากนัก

ปี 2520 น้าชายอีกคนเปิดร้านแอร์อยู่หาดใหญ่ ชวนให้ลงมาอยู่ด้วยกันตัวคนเดียวก็ตัดสินใจเสี่ยงดวงมาอยู่หาดใหญ่ก็มาเป็นลูกมือที่ร้านน้าอยู่อีก 4 ปี เป็นช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ดูงานนั้นช่างแตกต่าง แต่จรัลบอกว่าชอบงานเครื่องยนต์มาก ก็เพราะความชอบจึงทำให้อยากเรียนรู้ และศึกษางานจนกระทั่งกลายเป็นช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและซ่อมแอร์ ทำงานทั้งในร้านนอกร้าน ร้านอาหาร โรงแรม บ้านตะลุยออกกันไป

ต่อมาก็มีญาติอีกคนที่มาอยู่หาดใหญ่เปิดร้านทำกรอบรูป เราก็รู้สึกว่าทำร้านแอร์เริ่มอิ่มตัวก็ลองๆ ดู ก็มาเป็นลูกจ้างฝึกทำกรอบรูป ทำกรอบวิทยาศาสตร์ ตัดสติกเกอร์อะไรต่างๆ ก็อาศัยการเรียนรู้อีกครั้ง คือถ้าเราตั้งใจ มีใจรักที่จะทำทำได้ คุณจรัลบอกว่างานที่ผ่านมาในชีวิตนั้นช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่เราก็ทำได้ เป็นลูกจ้างร้านกรอบรูปอยู่ 5 ปี

เพื่อนบอกเซ้งร้านขายอุปกรณ์ให้แถวถนนสามชัยราคาไม่กี่พันบาทก็ตัดสินใจออกมาทำของตนเองไม่ได้คิดว่าจะต้องร่ำรวย แต่ให้มีอาชีพทำทำแล้วสบายใจ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพร้านกรอบรูป ทำที่ถนนสามชัยประมาณ 1ปีครึ่ง ก็ออกไปเปิดร้านที่สุดสาย 3 เช่าร้านทำที่นั่นประมาณ 10 ปีลูกค้าก็เพิ่มขึ้นตลอด

เราไม่ได้ใหม่ในวงการนี้ เพราะใจรักพัฒนาฝีมือและการสร้างสรรค์งานเหล่านี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะคน งานกรอบรูป กรอบวิทย์ศาสตร์ มองให้ดีเป็นงานศิลป์ที่ลูกค้าประทับใจ และชอบจึงจะซื้อกัน คือผลงานเป็นอัตลักษณ์เฉพาะที่และราคาสมคุณภาพ จึงทำให้ร้านมีลูกค้าเพิ่มขึ้นและหลากหลายกลุ่มทั้งนักศึกษา คนทำงาน บริษัทห้างร้าน

และเมื่อปี 2550 ก็ย้ายมาทำร้านปัจจุบันคุณจรัลไม่ได้บอกเหตุผลของการย้าย แต่เล่าว่าสาย 3 นั้นมีร้านที่ทำงานเหล่านี้อยู่ค่อนข้างหลายร้าน ดังนั้นร้านที่ทำในปัจจุบันซึ่งเป็นโซนที่กว้างและรับลูกค้าฝั่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และฝั่งคอหงส์ ในวันที่เราไปพูดคูยกับ มีลูกค้ามาติดต่องานและสั่งงานจำนวนพอสมควร กว่าจะได้เริ่มคุยกันก็เกือบ2 ทุ่ม ซึ่งทำให้ผู้เขียนสังเกตว่าแม้จะเลย 2 ทุ่มหลังสัมภาษณ์เสร็จก็ยังมีลูกค้าเข้ามาติดต่อสั่งงานและรับงาน ด้วยอัธยาศัยของคุณจรัลนั้นใจเย็น และเจรจากับลูกค้าอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย จึงไม่แปลกใจว่าทำไมลูกค้าจังเหนี่ยวแน่นโดยเฉพาะลูกค้าเก่าๆ จะกลับมาใช้บริการกับเขาตลอด

เพราะลูกค้าเก่าเข้ามาใช้บริการซ้ำ และขอร้องให้คุณจรัลขยายไลน์งานเช่นตัดสติกเกอร์ ทำป้ายทะเบียน ก็เลยทำให้ต้องหาความรู้เพิ่มเติมและด้วยใจรัก เขาจึงขยายไลน์งานเพิ่มเข้ามาดังนั้นปัจจุบันในร้านจึงมีงานหลากหลายชนิดเพิ่มเข้ามา และลูกค้าก็เพิ่มขึ้นหลายกลุ่ม

หรือแม้กระทั่งงานออกแบบผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้คุณจรัลบอกว่าตนเองนั้นคอมพิวเตอร์นั้นจะเปิดก็ไม่เป็น แต่ด้วยสถานการณ์ไลฟสไตฟ์คนเมืองเปลี่ยนไปทำให้ต้องศึกษาหาความรู้ ภรรยาคือคุณอาจินต์ กล่าวเสริมว่าบ้างครั้งนั่งอยู่หน้าจอจนกระทั่งตี 1 ตี 2 พร้อมอ่านหนังสือและลงมือฝึกด้วยตนเอง บ้างครั้งก็ยังโทรไปถามเพื่อน เขามุ่งมั่นมาก และทุกวันนี้งานออกแบบคอมพิวเตอร์ที่ร้านยังนำหน้าร้านชั้นนำบ้างแห่งด้วยซ้ำ อันนี้เป็นเสียงสะท้อนจากลูกค้า

งานนี้สามารถเป็นอาชีพได้ อัตราการเติบโตแม้จะไม่มากนัก แต่วันนี้ภรรยาก็ต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลลูกคนที่สอง เพราะงานที่เพิ่มขึ้นทำให้เขาไม่มีเวลา ในอนาคตจรัลบอกว่าก็คงหาลูกน้องเพิ่ม

คุณจรัลบอกว่าธุรกิจงานศิลป์แบบนี้จะให้รวยคงเป็นเรื่องยาก เพราะอาศัยความชอบ แต่ธุรกิจก็ไปได้เรื่อยๆ และที่สำคัญคือทุกวันทำงานไม่เครียด สนุกกับงาน กับลูกค้าความซื่อสัตย์ ซื่อตรงนี้สำคัญ เพราะเป็นงานวัดกันด้วยใจไม่ใช่ด้วยเงิน งานกรอบรูปเป็นงานอ่านใจลูกค้า

คุณจรัลบอกว่าบ้างคนเข้ามา คิดวาดมโนภาพในใจแล้วมาถ่ายทอด ดังนั้นช่างต้องเดาใจลูกค้าออก เพราะงานกรอบรูปบ้างคนไม่ได้เอารูปมา แต่มาอาศัยทางร้านหา ออกแบบให้ทั้งหมด วางมาทำพริทเทิร์นให้ดู กว่าจะตกลงกันได้บ้างคนก็หลายชั่วโมง โดยเฉพาะคนที่ละเอียดหน่อย อาร์หน่อย

วันนี้ลูกสาวคนโตอายุ 5 ขวบแล้ว และคนที่ 2 ได้ขวบเศษๆ อดีตช่างศิลป์พ่อลูกอ่อนคนนี้เอ่ยทิ้งท้ายอย่างมีความสุข และภรรยาลาออกจากงานมาช่วยงานบ้านก็ทำให้เขามีเวลาทุ่มเทสร้างสรรค์ชิ้นงานทั้งงานออกแบบเอง วาดเขียนน้ำมัน และงานสติกเกอร์ ซึ่งในอนาคตอาจจะกลายเป็นร้านที่บริการรบวงจร

สำหรับครอบครัวคุณจรัลแต่งงานกับคุณอาจินต์มีบุตรด้วยกัน 2 คนคือน้องเชียร และน้องฟิมล์

กิตติยาณีย์/ศูนย์ข่าวหาดใหญ่

สู้เพื่อรวย

เส้นทางฟาร์มเป่าอื้อ“สิทธิศักดิ์ เหมืองสิน”

ฝ่านานัปอุปสรรคกว่าจะขึ้นมาเป็นผู้นำโลก

สู้เพื่อรวยปักษ์นี้ได้กระทบไหล่คนรวยจากภูเก็ตที่มาร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวร่วมทุนกับนักธุรกิจสงขลาในการผลิตคอลลาเจนจากหอยเป่าฮื้อ และจำหน่ายผ่านบริษัทกิฟฟารีน และที่สำคัญแค่ 2 เดือนแรกกระแสตอบรับจากสาวๆ ทะล่มทลายด้วยยอดขายเพิ่มขึ้น1.2 ล้านขวดต่อเดือน แต่ที่แน่ๆ หากกระแสตอบรับดีกว่านี้ บริษัทก็สามารถมีกำลังผลิตได้ 4 ล้านขวดต่อเดือน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ โดยเฉพาะคอลาเจนดังกล่าวได้รับรางวัลท็อปเท็นในด้านนวัตกรรมของประเทศอีกด้วย

เรากำลังกล่าวถึงนายสัตว์แพทย์สิทธิศักดิ์ เหมืองสิน กรรมการผู้จัดการบริษัท ภูเก็ต เป่าอื้อ ฟาร์ม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้เลี้ยงหอยเป่าอื้อรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในขณะนี้นั่นเอง แต่กว่าจามารถประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ท่านก็ต้องฟันฝ่าอุปสรรคทางธุรกิจมานานัปการ

คุณหมอเล่าให้ฟังว่าตัวเองเป็นคนกรุงเทพมหานคร จบการศึกษาประถม และมัยธมศึกษาที่โรงเรียนอัมสัมชันบางรัก จบปริญญาตรีสาขาสัตว์แพทย์ที่จุฬาลงกรณ์ ต่อจากนั้นก็อาศัยหาความรู้เป็นคอร์สๆ ทั้งในและต่างประเทศ เช่นคอร์สการผลิตวัคซีนที่อเมริกา ระบบหมุนเวียนน้ำที่ออสเตรเลีย เป็นต้น

หลังจากจบก็หันมาจับธุรกิจเลี้ยงกุ้งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปี 2526 ด้วยชีวิตครอบครัวนั้นก็ไม่ได้ร่ำรวย ค่อนข้างจะต้องต่อสู้พอสมควร พ่อแม่ขายอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า มีพี่น้องด้วยกัน 7 คน ตนเองเป็นคนที่ 2 คุณหมอบอกว่าในช่วงแรกที่ลงมาทำนากุ้งได้ร่วมขอยืมเงินจากญาติมาประมาณ 200,000 บาท และส่วนหนึ่งก็เป็นเงินของตนเอง ก็ประมาณ 1 ล้านบาท แต่โชคดีว่าการทำนากุ้งนั้นได้ร่วมกับห้องเย็นแห่งหนึ่ง โดยคุณหมอผลิตกุ้งป้อนให้กับบริษัทแห่งนี้ จึงไม่ค่อยมีความเสี่ยงและกุ้งนั้นให้กำไรค่อนข้างสูง และทำนากุ้งจนมาถึงปัจจุบันนี้

ปี 2536 ก็หันไปทำฟาร์มหอยเป่าอื้อ แต่ก่อนที่จะทำนั้นได้ทำการวิจัยมาพอสมควร เหตุผลที่เลือกเลี้ยงหอยเป่าอื้อ คุณหมอบอกว่าเพราะปลอกหอยเป่าอื้อสามารถทำเป็นเครื่องประดับได้ เนื้อก็เป็นอาหารได้ และคิดว่าคงเลี้ยงไม่ง่าย จึงน่าจะมีมูลค่าเพิ่ม

คุณหมอบอกว่าถ้าพูดถึงหอยเป่าอื้อที่จำหน่ายในเมืองไทย เราจะรู้กันว่ามาจากประเทศเม็กซิโก และตลาดหอยเป่าอื้อในเอเชียไม่ว่าจีน เกาหลี ส่วนใหญ่นำเข้าจากเม็กซิโก

เมื่อมาทดลองทำจริงๆ ปรากฏว่ามันก็ไม่ง่ายใช้เวลาในการเพาะเลี้ยง ลองผิดลองถูกกว่าจะมาเป็นทุกวันนี้หลายปี

ปี 2537 เริ่มแรกก็เลี้ยงเป่าอื้อสายพันธุ์ไทย ผลผลิตตอนนั้นก็ออกมาหลายสิบล้าน เราคาดการณ์ ก็ไปหาตลาดที่ญี่ปุ่นลูกค้าก็บอกว่าคุณเลี้ยงหอยไม่มีราคา ตอนนั้นกลับมาก็เศร้าเลย เพราะขาดทุนไปหลายสิบล้านบาท หอยขายไม่ได้ราคา เราเป็นคนที่เจอปัญหาแล้วนิ่งแล้วค่อยแก้ปัญหา และโชคดีเรามีภรรยาและลูกคอยเป็นกำลังใจกันมาตลอด

แต่อาศัยว่าเราเป็นคนไม่ท้อ ค่อยๆหาตลาดใหม่ และทำให้เรารู้ว่าหอยเป่าอื้อราคาดีนั้นควรจะเป็นสายพันธุ์ใด คือหอยเป่าอื้อมีหลายชนิดนี้และก็มีหลากหลายสายพันธุ์ แต่หลังจากประสบความสำเร็จผลิตได้เราก็ขายไปต่างประเทศก็ถูกกดราคา เงินทุนหมุนเวียนก็ไม่คล่อง ขณะที่ธนาคารก็จะปล่อยเฉพาะคนที่กำไรดีๆ ก็เป็นหนี้หลายล้านทีเดียว

จนกระทั่งเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ก็สามารถประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์หอย และสามารถเลี้ยงหอยเป่าอื้อจนเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งสายพันธุ์และขนาด หอยเป่าอื้อกิโลกรัมละ 2,000 บาท ประมาณ 40-50 ตัวแต่การจำหน่ายในลักษณะนี้ก็มีปัญหานั้นคือในต่างประเทศนิยมรับประทานหอยเป่าอื้อที่ยังเป็นๆ อยู่ จึงเป็นที่มาของการเลือกทำเลที่ภูเก็ตเพราะมีสายการบินที่บินตรงในแต่ละวัน

วันนี้เฉพาะฟาร์มลงทุนไปแล้วกว่า 200 ล้านบาท เลี้ยงในคอนโดมิเนียมมีระบบหมุนเวียนน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าน้ำทะเล ซึ่งเป็นความเย็นที่หอยเป่าอื้อจะสามารถเติบโตได้ดี

การทำธุรกิจจะหยุดนิ่งคงไม่ได้ และด้วยโอกาสที่เป็นคณะกรรมการในสภาอุตสาหกรรมภาคใต้มีโอกาสได้เจอคุณทวี ปิยะพัฒนา กรรมการบริษัทแปซิฟิค แปรรูปสัตว์น้ำจำกัด ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนแนวคิดกันหลายครั้ง และจนได้เชิญมาร่วมเป็นคณะบริหาร ท่านได้ให้ไอเดียเรื่องของการแปรรูปหอยเป่าอื้อก็ทำให้ลงมือศึกษาจริงๆ จังอีกครั้งและพบว่าในเป่าอื้อมีคอลาเจน และมาจบที่ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม เป็นเครื่องดื่มคอลาเจน โดยลงทุนเครื่องจักรเพิ่มอีก 15 ล้านบาท

และได้เจรจากับบริษัทกิฟฟารีน โดยคุณหมอนลินี ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากสมาชิกกิฟฟารีนเป็นอย่างดี ล่าสุดเข้าระบบจำหน่ายเพียงแค่ 2 เดือนก็สามารถมียอดขาย 1.2 ล้านขวดต่อเดือน ซึ่งเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย ทำให้บริษัทมีแผนที่จะพัฒนาต่อและจะลงไปในไลน์ของความงามทั้งหมด

ล้อมกรอบ

ชีวิตครอบครัวนายแพทย์สิทธิศักดิ์ เหมืองสิน แต่งงานกับสัตว์แพทย์หญิงปานใจ เหมืองสิน มีบุตรด้วยกัน 1คน คือนายปริญญ์ เหมืองสิน เรียนที่คณะวิศวกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กิตติยาณีย์/ศูนย์ข่าวหาดใหญ่

PFPรุกตลาดปี 2554ตั้งเป้าขาย3,500ล้าน

อาศัยกรอบอาเซียนเตรียมผุดโรงงานอินเดีย-เวียดนาม

หาดใหญ่-บริษัทแปซิฟิคแปรรูปสัตว์น้ำแถลงผลประกอบการปี 2553 โตสวนกระแสเศรษฐกิจ พร้อมประกาศเป้าหมายปี 2554 ฟันยอดขาย 3,500 ล้านบาท ด้วยการรุกตลาดในประเทศและต่างประเทศ มั่นใจเขตการค้าเสรีอาเซียนจะทำให้การลงทุนในต่างประเทศง่ายขึ้น ดอดเจรจาคู่ค้าเวียดนามและอินเดีย ผลิตวัตถุดิบซูริมิป้อนโรงงานในเมืองไทย

นายทวี ปิยะพัฒนา กรรมการผู้จัดการบริษัทแปซิฟิคแปรรูปสัตว์น้ำ จำกัด พร้อมผู้บริหารบริษัทได้เปิดแถลงข่าวถึงผลประกอบการปีที่ผ่านมา และแนวโน้มการเติบโตปี 2554 พร้อมจัดงานขอบคุณสื่อมวลชนในโอกาสที่บริษัทก้าวมาถึงปี 25 ณ ห้องประชุมโรงแรมหาดใหญ่พาราไดส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

นายทวี กล่าวว่า บริษัทแปซิฟิคแปรรูปสัตว์น้ำ เป็นกลุ่มธุรกิจอาหารแปรรูปจากเนื้อปลาทะเลแช่แข็งครบวงจร ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหาร พร้อมปรุงที่ทำจากเนื้อปลาบดแช่แข็งในหลากหลายรูปแบบ โดยในปี 2553 ทีผ่านมายอดขายได้เป็นไปตามเป้าคือภาพรวมส่งออกโต 15 % และตลาดภายในประเทศแม้จะมีการแข่งขันสูงก็สามารถเป็นไปตามเป้าหมายคือ 15% จากการที่บริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ในราคาคุณภาพ แม้ว่าจะเจอปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะชูริมิที่ปลาขาดแคลนหนักและมีปัญหาเรื่องราคาแพงขึ้นก็ตาม

“สำหรับในปี 2554 บริษัทตั้งเป้าจะโตตลาดภายในประเทศจากปี 2553 อีก 10 % โดยจะมียอดขาย 1,200 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนการตลาดกลุ่มตัวแทนตลาดสดทั่วประเทศ 58% หรือ 700 ล้านบาท กลุ่มร้านอาหาร 23 % หรือ 275 ล้านบาท กลุ่มโมเดิร์นเทรด ดิสเคาท์สโตร์ และร้านสะดวกซื้อ 19% หรือ 225 ล้านบาท” นายทวี กล่าวและว่า

ส่วนตลาดต่างประเทศตั้งเป้าจะโตที่ 10 % เช่นกัน โดยจะมียอดขาย 2,200 ล้านบาท โดยตลาดต่างประเทศภายใต้สถานการณ์ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศ ที่เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศแถบเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดหลัก ทำให้ตลาดมีกำลังการซื้อมากขึ้น ส่งผลให้มีการสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนของตลาดซูริมิ และเนื้อปลาบดแช่แข็ง โดยในปี 2553 ทีผ่านมาทุกตลาดมียอดขายที่เติบโตขึ้นเป็นไปตามเป้าหมายที่ 15 % คือตลาดอเมริกา/แคนาดา อัตราเติบโต 200 % นิวซีแลนด์ 100% ฮ่องกง 20% เกาหลี 33% และตลาดมาเลเซีย 13%

นายทวี กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ยอดขายเติบโตมาจากการที่ได้ทำการเจรจากับคู่ค้าถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มยอดขาย โดยการเพิ่มช่องทางการขาย ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากลูกค้าเป็นอย่างดีในการประมาณการสั่งซื้อมาให้อย่างต่อเนื่อง มีการเพิ่มช่องทางการขายเข้าสู่ตลาดคอนวีเนี่ยนสโตร์ ตามแผนการผลักดันที่เราตั้งเป้าไว้ อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น มาจากอานิสงส์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น อย่างเช่นประเทศเกาหลีที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้นกว่า 15 % นอกจากนี้จากการปฎิบัติตามกลยุทธ์การตลาด โดยมุ่งเน้นขยายฐานลูกค้าออกไปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดยุโรป

นายทวี กล่าวอีกว่าในปี 2554 PFPใช้งบกว่า 60 ล้านบาท ในการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง และจะขยายจุดคีออสในหางสรรพสินค้า ดิสเคาสโตร์ ให้ได้ 150 จุดในปีนี้ โดยจุดขายดังกล่าวมีพนักงานคอยให้บริการนึ่งและทอดสินค้าให้กับลูกค้าทันทีหากลูกค้าต้องการ และได้รับการตอบรับอย่างดีในช่วงทีผ่านมา

และในปีนี้ตลาดภายในประเทศเราเน้นการรักษาลูกค้ารายเดิมเป็นสำคัญ พร้อมทั้งรักษาคุณภาพ และพัฒนาสินค้าใหม่ๆ สร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า และการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ตลาดต่างประเทศกระตุ้นให้คู่ค้าในแต่ละตลาด ขยายตลาดภายในประเทศของตนมากขึ้น สนับสนุนการกระจายตลาดในทุกด้าน ร่วมกับคู่ค้าจัดทำโปรโมชั่นและลงโฆษณาในสื่อต่างๆ และกลยุทธ์ที่สำคัญในต่างประเทศคือ การดำเนินการขยายช่องทางการขายสู่ตลาดใหม่ๆ

นายทวีกล่าวอีกว่า บริษัทได้ลงทุนเครื่องจักรเพิ่มอีก 200 ล้านบาทเพื่อสต็อกสินค้าล่วงหน้ารองรับการเติบโตทั้งภายในและต่างประเทศทำให้วันนี้PFP เป็นผู้นำตลาดอาหารแปรรูปจากทะเลทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทางด้านนายกิตติศักดิ์ ปิยะพัฒนา ซึ่งดูแลในส่วนของโรงงานซูริมิ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง 2553ทีผ่านมา ซูริมิขาดแคลนวัตถุดิบปลาสด โดยเฉพาะปลาชายแดง ปลาจวด วัตถุดิบมีน้อยและราคาแพง ในขณะเดียวกันประเทศไทยเราไปจับปลาไม่ว่าจะเป็นพม่า อิโดนีเซียก็เข็มงวด ในเรื่องของตั๋วสัญญาหรือลายเซ็นต์ ทำให้ทางบริษัทฯต้องนำเข้าจากอินเดียและเวียดนาม

ในปี 2554-55 คาดว่าสถานการณ์ขาดแคลนวัตถุดิบน่าจะรุนแรง นอกจากนี้น้ำมันก็ปรับตัวสูงขึ้น ค่าแรงเพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นทางPFP ต้องเร่งปรับตัว โดยเรามีแผนที่จะไปร่วมทุนกับทางคู่ค้าซึ่งมีวัตถุดิบจำนวนมาก ซึ่งอาจจะเป็นอินเดีย และเวียดนาม ขณะนี้มีการเจรจากันอยู่ โดยเฉพาะอาฟต้า หรือเขตการค้าเสรีอาเซียนประกาศใช้ ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เราออกไปเสาะหาวัตถุดิบ และไม่มีภาระที่เพิ่มขึ้น

นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า การผลิตผลิตภัณฑ์ของPFP นั้นใช้วัตถุดิบซูริมิ ซึ่งผลิตจากปลาสด ก่อนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณ์ต่างๆ ดังนั้นหากเป็นไปได้เราอาจจะไปตั้งโรงงานผลิตวัตถุดิบใน 2 ประเทศนี้แล้วส่งวัตถุดิบซูริมิมาแปรรูปในเมืองไทยต่อไป

กิตติยาณีย์/ศูนย์ข่าวหาดใหญ่

แนะนำผู้บริหาร

เปิดใจ “อดินันท์ ปากบารา”

กับภาระที่ท้าทายปฎิรูปการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้

วารสารเกาะรั้วการศึกษาชายแดนใต้ ปักษ์ปฐมฤกษ์ในปีที่2 นี้ ได้ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมคอลัมภ์ใหม่ๆ เข้ามา รวมทั้งแนะนำผู้บริหารในวงการศึกษา และครั้งนี้แขกรับเชิญของเราคือ นายอดินันท์ ปากบารา รองเลขาผอ. บต. ดูแลด้านการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งหมาดๆ และท่านก็ได้เปิดใจถึงวิสัยทัศน์ และความคาดหวังที่จะพัฒนาการศึกษาในพื้นที่รับผิดชอบว่า

“คงเน้นไปในเรื่องของคุณภาพการศึกษา ไม่ว่าเราจะมีภาวะวิกฤติอย่างไร ก็ต้องใช้เทคนิควิธีให้เด็กรู้ในระดับชั้นที่สูงขึ้น ซึ่งได้แจ้งนโยบายเหล่านี้แก่สถานศึกษา โรงเรียนต่างๆในแต่ละระดับไปแล้ว ส่วนหนึ่งก็ปฏิบัติตามนโยบายของสังกัด นอกจากนี้ความเป็นธรรมทางการศึกษา เด็กทุกคนที่อยากเรียนต้องได้เรียนหรือแม้กระทั่งเด็กพิการ เด็กด้อยโอกาสทางสังคม เราได้เตรียมสถานศึกษาทุกระดับไว้ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม รวมทั้งมีการให้ทุนเรียนในสายอาชีวศึกษามากขึ้น

เมื่อเด็กพลาดโอกาสเราก็มีวิทยาลัยชุมชนที่ให้โอกาสครั้งที่ 2 โดยเด็กอาจจะมีปัญหา ความยากจน ความไม่พร้อมทางด้านสังคม เศรษฐกิจหรือปัญหาอะไรก็แล้วแต่วิทยาลัยชุมชนเป็นโอกาสที่2 โดยจะมองว่าเมื่อเขาจบไปแล้วจะได้มีอาชีพและมีงานทำสร้างเศรษฐกิจให้ชุมชน อีกประการการจบอาชีวศึกษาหรือวิทยาลัยชุมชนก็สามารถต่อยอดไปสู่มหาวิทยาลัยได้ด้วย

นายอดินันท์ กล่าวอีกว่า ประเมินกำลังคนขณะนี้พบว่าสถานประกอบการต้องการกำลังคนที่จบ ปวช.ปวส.ทั่วประเทศ เราอยากให้เขาพัฒนาอาชีพ เช่นเกษตรกรในชุมชนก็ให้ทางวิทยาลัยชุมชน อาชีวะ กศน.เข้าไปเพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนรู้วิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นด้านช่าง ด้านเกษตรกรรม ด้านการพาณิชย์และโรงเรียนปอเนาะจะเรียนศาสนาอย่างเดียวคงไม่ได้

รองเลขาศอ.บต. กล่าวอีกว่าได้ให้กศน.เข้าไปให้ความรู้ด้านสามัญ เมื่อเข้าไปจัดแล้วรู้สึกว่าได้รับความพอใจ เช่นช่างไฟฟ้าสามารถเรียนรู้ได้ในเวลา 4 เดือน การศึกษาพหุวัฒนธรรม ทำให้เด็กเยาวชนและพี่น้องประชาชนเข้าใจวิถีวัฒนธรรมของกันและกันมากยิ่งขึ้น รวมทั้งทำให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ลดความหวาดระแวงนำไปสู่ความคลี่คลายมั่นคงและความสงบในพื้นที่

รวมทั้งเด็กมีความรู้ทางวิชาการมากขึ้น ปี2554 เราจะพยายามทำตรงนี้คือ 1.ให้โรงเรียนมีกิจกรรมผู้เรียน ลูกเสือเนตรนารี เด็กมีวินัยมากขึ้น

2. หาอาจารย์ที่เก่งๆมีคุณภาพเข้ามาติว

3. ทำโครงการ “ครูยอดนักเรียนเยี่ยม” คือครูเก่งๆในแต่ละพื้นที่มาเป็นติวเตอร์เอง เด็กก็จะได้รับได้เตรียมตัวในวิชาต่างๆตั้งแต่เริ่มต้น

นายอดินันท์ กล่าวอีกว่า แต่ปัญหาและความห่วงใยก็ยังมีอยู่ นั่นคือเรื่องของยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาระดับประเทศเป็นปัญหาที่ใหญ่ ยาเสพติดเป็นตัวฉุดรั้งความมานะพยายามของนักเรียนทุกระดับตรงนี้ต้องช่วยกัน บางพื้นที่อยู่ในระดับกลางและบางพื้นที่อยู่ในระดับต้น

ประการต่อมาความประพฤติของนักเรียน การเชื่อฟังพ่อแม่ผู้ปกครอง มาตรฐานของสังคม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งบั่นทอนการเรียนของนักเรียนในระยะยาวก็เป็นประเด็นให้ทุกฝ่ายในสังคมต้องร่วมกันแก้ไข เราต้องระดมสรรพกำลัง งบประมาณหรือปัจจัยต่างๆภาครัฐ เอกชน การปกครองท้องถิ่น ร่วมมือกันและสื่อมวลชนก็ช่วยได้มากไม่ว่าสื่อมวลชนท้องถิ่นหรือสื่อมวลชนส่วนกลาง เพราะสื่อเป็นผู้สร้างความเข้าใจและถูกต้องเสมอหรือใช้สื่อในทางไม่ถูกต้องก็เข้าใจผิดและเกิดเรื่องได้ตลอดตามมาเช่นกัน

ล้อมกรอบ

นายอดินันท์ ปากบาราเกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2499

เรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

จบปริญญาตรี สาขาจิตวิทยา

จบปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา

ประวัติการทำงาน

รับราชการครูเมื่อปี 2519 ที่โรงเรียนบ้านเกาะญวน อ.ละงู จ.สงขลา อีก 2 ปีเป็นครูใหญ่โรงเรียนบ้านเกาะบูโหลนอยู่3ปี ต่อมาก็เป็นหัวหน้าฝ่ายแผนงานที่ จ.ระนองจากนั้นก็ไปเป็นผู้ช่วยที่ย่านตาขาว จ.ตรังและเป็นศึกษาธิการอีก10อำเภอ หลายจังหวัดในภาคใต้

เป็นศึกษาธิการที่แรกที่ จ.น่าน ทางภาคเหนือ และลงมาเป็นผู้ช่วยศึกษาธิการที่ จ.กระบี่ และเป็นศึกษาธิการที่ จ.พังงา ปี2539 และย้ายมาเป็นศึกษาธิการ จ.ตรัง และเป็นศึกษาธิการ จ.ยะลา เมื่อ ปี 2546 ได้มีการยกเลิกตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัด ก็ได้ไปเป็นผู้อำนวยการศึกษายะลา เขต2 ที่ อ.บันนังสะตา หลังจากนั้นก็มาเป็น ผอ.ยะลา เขต1 อ.เมือง และย้ายไปสตูล 3ปี ปัจจุบันก็เป็น รอง ศอ.บต

วิสัยทัศน์ทางการศึกษา

ผมต้องการให้คนเป็นคนดี มีความรักใคร่ สมานฉันท์ และความมุ่งมั่นพัฒนาประเทศไทยของเรา สรุปคือ “ผอ.ต้องการสร้างให้คนเป็นคนดี”

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี