ความเห็นล่าสุด


คุณ Dr.Ple ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ

คุณ Pojana  เห็นด้วยเช่นกันค่ะ

อ่านหัวข้อ ดูภาพแล้วนึกถึงร่างกายที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลาเลยค่ะ

ไม่ได้เข้ามานานแล้ว แวะมาทักทายนะคะ

พวงแก้วกุดั่นหอมเย็นชื่นใจค่ะ หอมทั้งวันแต่พอค่ำกลิ่นจะหอมแรงขึ้น ชอบทุกพวงที่นำมาฝากเลยค่ะ

ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดีที่เข้ามาในชีวิต เราก็ต้องทำใจยอมรับกับสิ่งเหล่านี้เนาะ^^ ขอบคุณสำหรับบทความดีดีค่ะ

ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีดีค่ะ สำหรับตัวเอง ไม่เคยมีคำถามเรื่องของความยุติธรรมอยู่ในความคิดเลยค่ะ เพราะ คิดอยู่เสมอว่า

ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้มีความยุติธรรมอยู่แล้วในตัวของกรรม(การกระทำ)ของแต่ละบุคคลที่จะได้รับ ทำดีก็ย่อมได้ดี ทำชั่วก็ย่อมได้ชั่ว ทำสิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้น  เพียงแต่เราไม่ได้มองเฉพาะเพียงภพเดียวนะค่ะ เนื่องจากเราไม่ได้มีความสงสัยในเรื่องของชาติภพ การเวียนว่ายตายเกิดอยู่แล้วดังนั้น ในมุมมองของเรา ถ้าพูดถึงการทำความดีในเชิงของปริมาณ ชาติหนึ่งๆ ที่เรากำเนิดเป็นคน เราทำความดีน้อยกว่าความชั่วเลยล่ะ (ทั้งทางกาย วาจา และใจ) หรือแค่ชาตินี้เราลองมานึกเพียงแค่ 1 วันเรามีจิตกุศลน้อยหรือมากกว่าจิตอกุศล หรือ ถ้าเราจำความได้เราลองมานั่งทบทวนดูว่าระหว่างความดีกับความชั่ว เราทำสิ่งไหนเยอะกว่ากัน สำหรับตัวของเรานะคะ เราตอบได้อย่างตรงๆ เลยว่า ชีวิตของเราทำความชั่วมากกว่าความดีค่ะ  

อย่างในสังคมปัจจุบัน เราเห็นบางคนทำตัวไม่ดี ทำความชั่วต่างๆ ทำไมชีวิตถึงดี อันนี้เราไม่แปลกใจค่ะ เพราะเราต้องแยกการกระทำและผลของการกระทำไว้ 2 อย่าง คือ ทำความดี ผลของความดี และการทำความชั่วและผลของการทำความชั่ว  แต่ว่า การทำความดีก็ตาม การทำความชั่วก็ตาม ผลของมันบางครั้งก็ปรากฏทันทีทันใด บางครั้งก็ไม่ได้ปรากฏในปัจจุบัน ณ ชาติ ซึ่งเราไม่สามารถจะไปคาดการณ์ได้ว่า ผลดี และผลชั่ว นั้นจะส่งผลเมื่อไหร่ (มันเป็นเรื่องอจิณไตย) แต่ พอเห็นกรณีคนที่เขาทำไม่ดี แต่ชีวิตเขาดี  เราก็คิดว่า ที่ชีวิตเขาดี ก็เพราะผลแห่งทานที่เขาเคยทำมาแล้ว (แต่ไม่รู้ว่าชาติไหน) ส่วนการกระทำที่เขาทำไม่ดีนั้น หากผลแห่งกรรมนั้นไม่ได้ส่งผลให้เขาในชาตินี้ เขาก็ต้องรับอยู่ดีไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่ง 

สำหรับคนที่ทำความดี แต่ชีวิตทำไมถึงยังทุกข์ ยาก ลำบาก เราก็มองว่า ความทุกข์ยากลำบาก ก็เกิดมาจากการที่เขาขาดในเรื่องของการทำทานมาในชาติก่อนๆ(ชาติไหนไม่รู้)  พอมาชาตินี้ผลตรงนี้มาให้ผล ก็เลยทำให้ทุกข์ อดยาก ลำบาก ส่วนการทำความดีของเขานั้น ก็มีผลแน่นอนอยู่แล้ว แต่มันจะให้ผลเมื่อไหร่ ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ

ทว่า จริงๆ แล้ว เรื่องของการทำความดี หรือทำอะไรก็ตามในด้านบวก คนเรามักจะมองถึงผลที่ตอบแทนมา เมื่อไม่เข้าใจกฏของกรรม ก็จะทำให้บางคนท้อเลยที่จะทำความดี เช่นว่า ทำดีทำไมไม่ได้ดี เป็นต้น แต่จริงๆ ถ้าเราทำความดีเพื่อการละ ทำด้วยความบริสุทธิ์โดยไม่ได้คิดถึงสิ่งตอบแทน ผลของความดีจะเกิดตรงที่ ความสุขของใจขณะที่ทำความดีๆ นั้นๆ เมื่อเราเห็นคุณค่าของความสุขใจ (ไม่ใช่ความสุขอันที่ได้มาด้วย ลาภสักการะ หรือ ชื่อเสียง) เราจะไม่มีความสงสัยกับการทำความดีของเราเลยว่า ผลมันจะเป็นยังไง เมื่อเห็นความดี เห็นคุณค่าของความดี ขึ้นชื่อว่าความชั่วต่างๆ จิตมันจะคอยปฏิเสธที่จะเข้าไปเกลือกกลั้ว หรือแม้แต่พลั้งเผลอในด้านของจิตที่คิดอกุศล(แต่ไม่ละเมิดทางกาย และวาจา) จิตก็จะค่อยๆ เรียนรู้ที่จะละมันออกไปค่ะ

เรื่องของการทำความดีนี้ อยู่ที่จิตของแต่ละบุคคลว่าจะรู้คุณค่าของการทำความดีมากน้อยแค่ไหน  ถ้าหากว่า ไม่รู้ถึงคุณค่าของการทำความดี เมื่อทำลงไปแล้ว ไม่เป็นดั่งหวัง ก็เลิกทำ อันนี้ ยังไม่ใช่การเข้าถึงความดีอย่างแท้จริงนะคะ ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองในความรู้สึกและความคิดของเราน่ะค่ะ^^

 

เวลาที่ประสบกับความทุกข์ในชีวิต ก็มักจะนึกถึงคนที่ทุกข์กว่าเราค่ะ แล้วจะเห็นว่า ทุกข์ที่เราคิดว่าเราทุกข์มาก ทุกข์ของเขายังมากกว่าเราอีก ทุกข์ของเราจึงเหลือนิดเดียว กำลังใจที่จะเผชิญกับทุกข์ที่เกิดกับเราก็จะมีมากขึ้นค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ^^

ส่งทางขนส่งนิ่มซี่เส็งประเภท นิ่มเอ็กเพรสค่ะ ไว้และถูกกว่าไปรษณีย์เยอะมากค่ะ เนื่องจากเราส่งของให้ลูกค้าต่างจังหวัดแทบทุกอาทิตย์ค่ะ ก็ใช้ประจำ เราอยู่เชียงใหม่ ส่งไปกทม น้ำหนักไม่เกินสิบกิโล 110 บาทค่ะ ส่งวันนี้พรุ่งนี้ถึง แต่ต้องใส่เบอร์ผู้รับด้วยนะคะ ดูแลของดีด้วยค่ะ ส่วนค่าขนส่งก็แล้วแต่พื้นที่ในแต่ละจังหวัดราคาไม่เหมือนกันค่ะ แต่เค้าคิดน้ำหนักเป็นช่วง ๆ ละสิบกิโลไปค่ะ

เป็นคนหนึ่งที่จำกัดเวลาเข้าเนทเหมือนกันค่ะ ปกติเวลามาโพสต์และมานั่งอ่านความเห็นของเพื่อน ๆ ในนี้ก็จะใช้เวลามากสุดไม่เกิน สามชั่วโมงแต่จะหาเวลาว่างเข้ามาค่ะ เนื่องจากที่บ้านไม่ได้ติดเนท เวลามาโพสต์ต้องแวะไปที่ร้านเนทใกล้ๆ บ้าน มาทีหนึ่งก็มานั่งอ่านย้อนหลังค่ะ

แวะเข้ามาชื่นชมกับความสามารถในทุก ๆ บทกลอนของคุณปัฐมานันท์ที่มาโพสต์ให้อ่านค่ะ เราไม่มีความสามารถในการแต่งแนวนี้เลย
เคยลองหลายครั้งแล้วเขียนไม่ออก  ส่วนใหญ่จะถนัดแนวเพ้อฝัน(ไม่กลอนรักก็กลอนเศร้า) ค่ะ อิอิ 

เคยอ่านเจอในหนังสือธรรมะเล่มหนึ่ง พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ผู้ที่เกิดมาบนโลกใบนี้ ที่ไม่เคยเกี่ยวเนื่องกันเลยนั้นไม่มี 
 เคยคิดเหมือนกันนะคะว่า การที่ชาตินี้เราได้เจอกับคนที่ไม่รู้จักมาก่อน แต่เหมือนเคยรู้จัก หรือว่าเรากลับรู้สึกคุ้นเคย
คุยแล้วถูกคอ หรือแม้แต่คนในครอบครัวของเราเอง หรือคนที่อยู่ๆ ไม่ชอบเรา หรือเราอาจไม่ชอบเขาแบบไม่มีเหตุผล เราก็มีความเชื่อว่า ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นกรรมที่เราสร้างร่วมกันมาไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว กฏของกรรมเที่ยงเสมอ ขอบคุณสำหรับข้อความดีๆ ที่นำมาฝากกันนะคะ^^

เมื่อก่อนชอบอ่านกำลังภายใน ชอบที่ในนั้นสอนเรื่องคุณธรรม น้ำมิตร แต่มีจุดหนึ่งในหนังสือกำลังภายในมักเขียนถึงคือ มีแค้นก็ต้องชำระ (อันนี้ไม่เห็นด้วยค่ะ) แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ประทับใจมากค่ะ(แต่จำชื่อไม่ได้เพราะอ่านมานานแล้ว) เพราะตัวเอกไม่นิยมฆ่าฟัน ล้างแค้นเหมือนเรื่องอื่นๆ แต่เค้าจะใช้โอกาสคนไม่ดีกลับตัว แล้วบอกประมาณว่า ถ้ากลับตัวได้เท่ากับ เพิ่มคนดีขึ้นคนหนึ่ง และลดคนชั่วลงคนหนึ่ง อ่านที่คุณจัตุเศรษฐธรรมนำมาลงแล้วหวนให้นึกถึงค่ะ

เห็นด้วยกับคุณสุชาติ์มณีค่ะ  ถ้าคุณคนใจดีเขียนจะเข้ามาติดตามอ่านค่ะ ช่วงนี้อาจหายไปสักพักใหญ่ ๆ เพราะต้องไปดูแลพี่สาวหลังรับการผ่าตัดพรุ่งนี้ค่ะ ยังไงก็อนุโมทนาบุญกับความตั้งใจปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ของคุณคนใจดีด้วยนะคะ^^

ท่านบอกว่าทุกกายดับไม่ได้เราต้องยอมรับและอยู่กับมันให้ได้มองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา

ส่วนที่ดับได้คือทกข์ทางใจ ด้วยการนำคำสอนของพระพุทธมาใช้ซึ่งวิธีการขึ้นอยู่กับตัวบุคคล

มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์เป็นกำลังใจให้ทุกๆท่านค่ะ

ก็จะทุกข์เพราะความอยากเป็นเจ้าของถ้าเราไม่ยับยั้งไม่ยอมดับความทะยานอยากหรือหันหลังให้มันก็เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น ใช้พิจารณาได้ในทุกข้อแล้วแต่ว่าจะพิจารณาได้มากน้อยแค่ไหน

สรุปแล้วครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนให้รู้ทุกข์แยกทุกข์และจัดการกับความทุกข์ด้วยตัวของเราเองค่ะ

 

 

ส่วนทุกข์ที่ดับได้ คือ คือทุกข์ที่เกิดจากอกุศลจิตของเราอันจะยังผลให้เกิดกาลละเมิดในศีลในกรรมบถ10ทุกข์เราดับได้ที่ใจของเราเองแต่ต้องใช้ความเข้มแข็งและกำลังใจของจิตเยอะในการที่จะยับยั้งสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตเราตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ ศีลข้อกาเม ถ้าไปชอบสามีภรรยาหรือคนในปกครองของคนอื่น

ปรุงแต่งไปสาระพัดจนจิตเป็นทุกข์และเศร้าหมองทุกข์แบบนี้แม้แต่พระพุทธเจ้าหรือพระอรหัตน์ก็ห้ามไมได้เพราะท่านก็ป่วยการรับมือกับทุข์แบบนี้คือการยอมรับในสิ่งที่เกิดแล้วพยายามปล่อยวางมันซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนถ้าหากชำนาญในการแยกประเภทของทุกข์ถ้าเจอทุกข์แบนี้จะวางได้ง่ายเหมือนกับการยอมรับในเรื่องของความตายที่ว่าคนเราทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย

ทุกข์ที่ดับไม่ได้คือทุกข์ที่เกิดจากผลผลของการผิดศีลและกรรมบท10 เช่นทุกขเวทนาทางกายเราไม่สามรถจะบังคับไม่ให้มันป่วยได้หรือเจ็บได้(ถ้าไม่มียาระงับอาการหรือใช้สมาธิแยกกายกับจิตเพื่อดับทุกข์เวทนาชั่วคราว)คนส่วนใหญ่มักหงุดหงิดกังวล

ขออภัยที่ตอบไม่ต่อเนื่องเพราะตอบผ่านมือถือเคอร์มันกระโดดบังคับไม่ค่อยได้ค่ะ

แต่ถ้าเราเข้าใจในทุกข์สองอย่างที่เกิดในดินแดนของโลกมนุษย์อันมีทุกข์ที่ดับได้กับทุกข์ที่ดับไม่ได้เราจะสามารถแยกแยะและรับมือกับสภาวะที่เกิดจากจิตตรงนี้ได้แต่ก็ไม่ได้ทุกครั้งไปมันขึ้นกับแต่ละสภาวะที่มันเกิดบางเวลาจิตก็ไม่พร้อมกับการยอมรับธรรมที่เข้ามาสู่จิต

ขอบคุณสำหรับบทความดีดีค่ะ

เพราะว่าอะไร....ตอบว่า

ตอนที่รู้สึกเบื่อเหนื่อยหน่ายทั้งๆที่รู้..ก็ยังมีความอยากเจือปน..อยากให้อารมณ์เหล่านี้ ดับไป..พออยากให้มันดับแล้วมันไม่ดับก็เลยเกิดความเบื่อกับสภาวะจิตของตัวเองทำให้จิตกลับเศร้าหมองแทนที่รู้แล้วจะวางได้ด้วยจิตที่เบาๆสบายๆแต่การรู้ที่จิตยังเศร้าหมองเพราะมันเแ็นการรู้ที่เกิดจากสัญญาไม่ใช่ปัญญา

อ่านบันทึกทั้งห้าเรื่องของคุณแล้วชอบค่ะเขีียนตรงดี..สัมผัสได้ด้วยใจ

เป็นค่ะ ทุกวันนี้ก็เขียนงานกลอนไม่ออก แม้บางทีก็อยากจะเขียนได้เหมือนช่วงที่เคยจินตนาการโลดแล่นเหมือนหลายปีก่อน แม้จะลองเข้าไปอ่านของเพื่อนๆที่ชอบเขียนกลอนก็ไม่สามารถเกิดแรงบันดาลใจได้ ทุกวันนี้ได้แต่อ่านงานกลอนของเพื่อนๆ ส่วนของตัวเองก็มีแต่งานเก่าๆที่เก็บไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้นค่ะ^^

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี