กมลวัลย์
รศ.ดร. กมลวัลย์ ลือประเสริฐ

ความเห็นล่าสุด


กราบนมัสการพระคุณเจ้า

สำหรับดิฉันไม่มีประสบการณ์ส่วนตัวเรื่องการเพ่งที่เหมือนกับพระคุณเจ้า (ต่อจากนี้ขออนุญาตเรียกหลวงพี่นะคะ) แต่ตอนนี้พยายามปฏิบัติโดยการฝึกสติให้อยู่กับการกระทำ ไม่ว่าจะพิมพ์อยู่ คิดอยู่ ดูอารมณ์ หรืออื่นๆ โดยหลักคือพยายามปฎิบัติไปในทางมหาสติปัฏฐาน ๔ เท่าที่ตัวเองมีปัญญาเข้าใจ แต่ทั้งนี้ก็ไม่แน่ใจว่าตนเองทำถูกตามหลักหรือไม่

จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องความถูกต้องของวิธีการสักเท่าใดค่ะ เน้นที่ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ถ้ารู้สึกว่าได้ผล คือมีสติ และเห็นอารมณ์ ทันอารมณ์ เข้าใจธรรมชาติของสิ่งที่เกิดทันการณ์ ก็จะถือว่าพอใช้ได้ไปก่อน เท่าที่ผ่านมาก็พบว่าส่วนใหญ่พอจะดูทันค่ะ แต่ก็มีที่หลุดไปบ้างเหมือนกัน

เท่าที่อ่านจากที่หลวงพี่ได้เขียนอธิบาย ดูเหมือนกับว่าหลวงพี่จะมีสติอยู่ที่กิจกรรมที่กระทำอยู่แล้ว เวลาที่ไม่ได้มีกิจกรรมใดทำ ก็เหมือนกับจะเป็นความว่างเปล่า (ขอตีความเป็นอุเบกขา) แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะใช่หรือไม่ คงไม่อาจแนะนำได้ค่ะ เพียงแต่อยากแลกเปลี่ยนเท่านั้นค่ะ

  • เห็นด้วยกับคุณธรรมาวุธ ค่ะว่า พระอาจารย์ที่ปฏิบัติดีทั้งหมายล้วนแล้วแต่สอนธรรมะเหมือนกัน มีรากฐานเหมือนกัน
  • พระอาจารย์แต่ละท่านก็มีความเมตตา สั่งสอนตามที่ท่านเห็นถูกเห็นควร บางทีท่านก็คงดูจริตของลูกศิษย์ด้วย อย่างหลวงปู่มั่น 
  • เป็นปกติที่แต่ละคนนั้นจริตต่างกัน ก็เลยมีประสบการณ์จากเรื่องเดียวกัน ต่างกัน แต่แย่หน่อยที่บางคนยังยึดมั่น ถือมั่นอยู่ (แม้กับเรื่องของแนวทางการปฏิบัติธรรม!!)
  • สำหรับส่วนตัวดิฉันเอง คิดว่าแต่ละคนจะมีแนวปฏิบัติแตกต่างกันไปบ้าง เหมาะกับจริตของตัวเอง ถ้าเราค้นคว้าปฏิบัติจริง ดิฉันว่าเราจะได้แนวทางการปฏิบัติที่สมกับตัวเรา เพราะถ้าปฏิบัติได้ จะรู้ตัวค่ะ ว่าผ่านแล้ว ได้แล้ว เพราะเราจะรู้แจ้งเองว่าอันนี้แหละ ใช่แล้ว ดังที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเคยสอนไว้ ว่าอย่าเชื่อ จนกว่าจะรู้ได้ด้วยตนเอง
  • อย่าเพิ่งคิดว่าเสียเวลาเปล่านะคะ ดิฉันว่าความตั้งใจดีที่จะปฏิบัติธรรมเป็นอานิสงค์อันหนึ่งที่จะส่งให้เราสำเร็จค่ะ

ขออนุญาตแลกเปลี่ยนนะคะอาจารย์

ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างมากเลยค่ะ ที่อาจารย์บอกว่าเด็กกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเรียกร้องสิทธิ แต่ไม่เข้าใจหน้าที่ของตน

ดิฉันก็พบกรณีอย่างนี้มากค่ะ ทั้งในระดับ ป.ตรี และ ป.โท

บางทีก็คิดเหมือนกันค่ะว่า consequence ของเราที่ช่วยเหลือเด็กบางคนที่อยู่ในสภาวะล่อแหลมไป จะเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษต่อสังคมกันแน่

จริงอย่างที่อาจารย์ว่าเรื่องนี้เป็น never ending story ค่ะ จบไม่ลงเหมือนกันค่ะ

ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะอาจารย์ P ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ

ที่อาจารย์มาสอน เป็น สจพ. (พระจอมเกล้าพระนครเหนือ) หรือ มจธ (พระจอมเกล้าธนบุรี) คะ เพราะที่ สจพ. ยังไม่ออกนอกระบบ (ม.ในกำกับ) ค่ะ อย่างไรก็ดี สอนที่ไหนก็ดีเหมือนกันค่ะ ได้ไปสอนให้ที่ มจธ.เหมือนกันค่ะ  

ติดตามอ่านเรื่องที่อาจารย์เขียนอยู่นะคะ เป็นประโยชน์มากค่ะ

เรียนคุณ P ไปอ่านหนังสือ

อารมณ์รัก ก็เป็นอารมณ์ที่สังเกตได้เหมือนกันค่ะ ; ) ที่ให้ดูโกรธเพราะเห็นง่ายและควรลดก่อนค่ะ เพราะเป็นภัยต่อตัวเองมากค่ะ โกรธแล้วสุขภาพ (จิต) ไม่ดี อาจมีการกระทำอื่นๆ มากมายตามมาหลังจาก "เป็น" โกรธ (เพิ่งเห็นข่าวคนยิงกันตายเพราะเหตุเล็กมากๆ)

แต่สำหรับอารมณ์รักมักไม่ค่อยเป็นภัยต่อตัวเอง ถ้ารักสมหวังค่ะ (ฮาฮา) ตามตำราเขาว่าโกรธเป็นโทสะ แต่รัก/ชอบเป็นโลภะค่ะ เพราะอยากได้มาชื่นชม ฯลฯ แต่ถ้าไม่รักสมหวัง อาจเกิดโทสะก็ได้นะคะ  อย่าลืมดูก็แล้วกันค่ะ ดูได้ทุกอารมณ์ค่ะ (ตอนนี้ก็กำลังดู "สุข" ของตัวเองอยู่ค่ะ ; D )

สวัสดีค่ะอาจารย์ P ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ

ต้องขอเรียนตามตรงว่าดิฉันไม่รู้จัก Prof. Gaskell ค่ะ ดิฉันไปเรียน Construction Management ค่ะ แถมตอนเรียนป.ตรี ก็ค่อนข้างห่างไกลจาก Thermodynamics ค่ะ ตอนนี้ก็แน่นอนว่าลืมไปหมดแล้วค่ะ : ) แต่อ่านบทความอาจารย์เข้าใจดีนะคะ สำหรับหลักการ stable and unstable equilibrium ก็มีใช้กับการวิเคราะห์โครงสร้างในวิศวกรรมโยธาเหมือนกันค่ะ : )

เป็นคำถามที่ดีมากเลยค่ะ ดุเดือดดี ทำให้ต้องคิดตอบคำถามเหล่านั้นไปด้วย ในฐานะที่เป็นพุทธมามกะ

รอดูคำตอบของท่านพุทธทาสอยู่นะคะ

ขอบคุณคุณP ธรรมาวุธ นะคะเรื่อง link ดีมากเลยค่ะ

ดิฉันเคยอ่านของท่านสันตินันต์นิดหน่อยตอน browse เจอใน web และก็ได้หนังสือ "ประทีปส่องธรรม" ของพระอาจารย์ปราโมชย์ มาจากเพื่อนอาจารย์ที่จุฬาฯ เป็นหนังสือที่ดีมากๆ ค่ะ และอ.สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา ก็เป็นอาจารย์ที่อยู่ที่ สจพ.นี่แหละค่ะ  ดีจริงๆ ใช่ไหมคะ ที่มีพระอาจารย์และเพื่อนร่วมทางปฏิบัติธรรม

ขอบคุณคุณ P ธรรมาวุธ ที่ให้ความคิดเห็นค่ะ

ดิฉันเห็นด้วยค่ะ ว่าคนไกล้ตัวเป็นอาจารย์ใหญ่ในการฝึกสติค่ะ 

ดูจากตัวอย่างที่ดิฉันยกข้างต้น ให้เดาเอาเองนะคะว่าดิฉันมีครอบครัวแล้วหรือยัง ; )

อ่านแล้วได้รู้เรื่องมากขึ้นและเข้าใจมากขึ้นค่ะเรื่อง Derivative ค่ะ แต่สงสัยที่เขียนเรื่อง stochastic calculas ค่ะว่า "Calculus ธรรมดา x^2 = 2x ... แต่ Stochastic calculus .... 2x + k"

ดิฉันไม่แน่ใจนะคะ เพราะ calculas ที่เรียนมานั้นถ้า differential เจ้า x^2 + k จะได้ 2x เสมอค่ะ ถ้า k เป็นค่าคงที่อะไรก็ได้ค่าหนึ่ง เพราะ diff ค่าคงที่จะได้ 0 ค่ะ

จริงๆ แล้วคงไม่ใช่สาระอะไรมากในเรื่อง derivative นี้ค่ะ แค่สงสัยว่า stochastic calculas ต่างอย่างไรกับ calculas ธรรมดา

ขอบคุณที่ให้ความรู้เรื่อง derivative ค่ะ

อาจารย์คะ ชื่อเรื่องผิดเป็น Superheaing ค่ะ ตก t ไปหนึ่งตัวค่ะ

ตอนแรกอ่านเผินๆ นึกว่าเป็น superhearing ที่เกิดจาก microwave ค่ะ ; )

  • ใช่ค่ะ ดิฉันก็รับฟังคำสอนมาอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ ว่าให้ดูอย่างเดียวแล้วมันจะดับไปเอง
  • ดิฉันเองก็งูๆ ปลาๆ ฝึกเอาเอง กับอ.ศิริศักดิ์ ไม่ได้เข้าสำนักใดๆ เลยค่ะ แต่อ่านของทุกสำนักเท่าที่มีค่ะ
  • การเจริญสติมาดักจับความคิดฟุ้งซ่านที่ดิฉันเขียนนั้นเพราะดิฉันปฏิบัติแล้วเห็นเป็นเช่นนั้นค่ะ ว่าตนเองสามารถ detect ได้ทัน เลยใช้คำพูดนี้ค่ะ ประมาณว่าเป็นแบบลูกทุ่ง เน้นการปฏิบัติให้เห็นแจ้งด้วยตนเองก่อน ไม่ค่อยทฤษฎีค่ะ ดิฉันเป็นพวกที่จำ technical term ทางธรรมได้น้อยมากเลยค่ะ ; )
  • ดีใจที่พบคนที่ปฏิบัติอีกคนหนึ่งค่ะ

ยินดีค่ะคุณ Pธรรมาวุธ

ดิฉันก็ชอบที่คุณ ธรรมาวุธ เขียนเช่นเดียวกันค่ะ และขอขอบคุณที่จะติดตามนะคะ

เรื่องเข้า course ปฏิบัติธรรม ดิฉันก็ไม่เคยค่ะ แต่โชคดีที่มีอาจารย์ดี (อ.ศิริศักดิ์) ที่ทำงานอยู่ไกล้ตัวในช่วงที่กำลังเรียนรู้พอดี เลยได้มีโอกาสปฏิบัติทุกวันเพราะถูกเตือนโดยอาจารย์ค่ะ

การเป็น ผู้ดู สำหรับใครหลายๆ คนคงจะแปลกค่ะ คนมักลืมตัวและกลายเป็น ผู้เป็น ไปแบบอัตโนมัติทันที

ขอบคุณคุณธรรมาวุธ ที่มาจุดประกายสอบถามนะคะ กำลังนึกอยู่เลยว่าจะเขียนเรื่องอะไรต่อดีใน blog การปฏิบัติธรรมนี้

เรียนคุณ Pไปอ่านหนังสือ

ความเสี่ยงมีมากมายทีเดียวค่ะ แต่ละโครงการไม่เหมือนกัน แล้วแต่ปัจจัยของโครงการค่ะ ดิฉันว่าจะเขียนเป็น series เรื่องบริหารโครงการอยู่แล้วค่ะ แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไปค่ะ คงต้องใช้เวลาพอสมควร ; )

ตัวอย่างความเสี่ยงในโครงการออกแบบและก่อสร้างบ้าน (ยังไม่ขอจัดประเภทนะคะ)

  • ราคาน้ำมัน สภาพเศรษฐกิจ ส่งผลถึงราคาวัสดุก่อสร้าง
  • ความเสี่ยงที่มาจากเจ้าของ เช่น ความแน่นอนของเงินทุน หรือเจ้าของเป็นคนเปลี่ยนใจบ่อยและง่ายหรือไม่ (ออกแบบแล้วก็ขอเปลี่ยนแบบกลางทาง แบบนี้ความเสี่ยงสูงมากค่ะ)
  • ความเสี่ยงของเทคโนโลยี สำหรับโครงการนี้ค่อนข้างต่ำค่ะ เพราะเป็นเทคโนโลยีก่อสร้างบ้านที่ใช้กันทั่วไป แต่ถ้าเป็นโครงการ mega project ใหญ่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีสูงเช่น สนามบินสุวรรณภูมิ หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน จะมีความเสี่ยงทางเทคโนโลยีมากค่ะ เพราะขุดไปไม่รู้จะไปเจออะไรที่ไม่คาดคิดบ้างค่ะ
  • ความเสี่ยงเรื่องสภาพแวดล้อม ดินฟ้าอากาศ อันนี้เป็นอะไรที่ควบคุมไม่ได้ค่ะ แต่เราสามารถเลือกช่วงเวลาก่อสร้าง (หนีหน้าฝนที่ทำงานยาก และหน้าเกี่ยวข้าว (คนงานหนีกลับบ้านหมด) ) เพื่อลดความเสี่ยงได้ค่ะ
  • ฯลฯ แล้วแต่ปัจจัยของโครงการค่ะ

สำหรับ PERT คือ Project Evaluation and Review Technique เป็นเทคนิคการประเมินความน่าจะเป็น (ความเสี่ยง) ที่โครงการจะดำเนินการเสร็จเมื่อใด โดยใช้หลักการทางสถิติมาช่วยค่ะ เป็นเรื่องของการประเมินความเสี่ยง (Risk quantification) ทางด้านเวลาอย่างเดียวค่ะ

สำหรับ JIT หรือ Lean นั้น ต่างประเทศมีการนำมาประยุกต์ใช้บ้างแล้ว แต่บ้านเรานั้นยังน้อยมากๆ ค่ะ แค่มีบ้าน Pre-Fab (Prefabricate) ที่สร้างชิ้นส่วนมาต่อประกอบกัน ซึ่งก็ยังไม่ lean เท่าใดนักค่ะ ส่วนใหญ่ JIT กับ Lean จะใช้ได้ดีกับงานที่มีระบบการดำเนินงานที่ชัดเจน และทำเหมือนกันทุกครั้งค่ะ ในโรงงานผลิตวัสดุก่อสร้างจะประสบความสำเร็จมากกว่าหน้างานค่ะ

ถ้ายังไม่ได้วัดประเมินของเดิมเลยก็แย่หน่อยนะคะ เข้าทำนอง stereotype ที่คนเขาชอบแซวกันว่า Vision นั้น มันสั้นจริงๆ กลับกับสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะวิสัยทัศน์ ควรจะเป็นอะไรที่มองไกล เป็นแผนระยะกลาง-ยาวขององค์กร

ยินดีค่ะ คุณ Pกัมปนาท อาชา (แจ๊ค) ถ้ามีประโยชน์ก็จะเขียนเรื่อยๆ ค่ะ ตามเวลาและโอกาสค่ะ

รู้จัก gotoknow จากการ search หาเรื่องสภามหาวิทยาลัยค่ะ จนมาเจอ blog ของ ศ.วิจารณ์ พานิช ค่ะ

เคยได้ยินเกี่ยวกับ blog (ทั่วๆ ไป) มา 2-3 ปีแล้ว แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ร่วมเขียนกับเขาบ้าง พอมาเจอ gotoknow และ ลองอ่านๆ ของหลายๆ ท่านดู ก็เลยสมัครบ้างค่ะ ยังมือใหม่อยู่เลยค่ะ

ได้การบ้านข้อใหญ่จาก Pครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ เลยค่ะ

ขออธิบายถึงโครงสร้างหลักสูตรทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ให้เห็นภาพก่อนนะคะ เพราะรู้สึกว่าเรื่อง ความพอเพียงในมิติของคนอุดมศึกษา ในมุมมองของดิฉันคนเดียวอาจไม่ครบค่ะ เพราะตอนนี้มองเห็นแต่ตัวอย่างในส่วนของทางสาขาวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้น

หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ปัจจุบันอาจจะอยู่ที่ประมาณ 145 หน่วยกิต ซึ่งประกอบหมวดวิชา* ดังนี้

  • วิชาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ (ประมาณ 18 หน่วยกิต) วิชาพื้นฐานทางวิศวกรรมศาตร์ (ประมาณ 24 หน่วยกิต) และวิชาวิศวกรรมหลักเฉพาะสาขาตามข้อบังคับของสภาวิศวกร (อย่างน้อยอีก 24 หน่วยโดยประมาณ ทั้งนี้ขึ้นกับการเปิดสอนและสาขาวิชาทางวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง)
  • หมวดวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์ทั่วไป  สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และวิชาทางวิศวกรรมตามเกณฑ์ของทบวงมหาวิทยาลัย (อันนี้ยังไม่ได้ไปค้นมา แต่น่าจะมีอย่างน้อยประมาณ 36-40 หน่วยกิตค่ะ)
  • หมวดวิชาเฉพาะทางวิศวกรรมที่เน้นความเป็นเลิศของสถาบันการศึกษาทางด้านวิศวกรรมเพื่อสามารถสนองตอบวัตถุประสงค์ของหลักสูตรได้ (อันนี้หลากหลาย และแล้วแต่ วัตถุประสงค์ของหลักสูตรค่ะ)

ในกลุ่มคณาจารย์ที่ภาควิชา เคยคุยกันว่า เราปรับเนื้อหาที่เราอยากสอนกันแทบไม่ได้เลย  เพราะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ต่างๆ ข้างต้น มิเช่นนั้นนักศึกษาที่จบไปจะไม่ได้ใบประกอบวิชาชีพ เพราะหลักสูตรไม่ได้รับการรับรอง แต่ตอนนี้ก็มีวิชาที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของวิศวกรสอนอยู่ในหลักสูตรที่ภาควิชาฯ นะคะ แต่อาจารย์อาวุโสที่เป็นผู้สอนก็บ่นให้ฟังเสมอค่ะว่านักศึกษาไม่ค่อยสนใจเรียน

ดิฉันคิดว่าอาจต้องใช้วิธีสอดแทรกเรื่องพอเพียง คุณธรรมและจริยธรรมลงในวิชาที่เป็นวิชาการทางวิศวกรรมศาสตร์นี่แหละค่ะ แต่ทั้งนี้จะขึ้นกับความสามารถและความตั้งใจของผู้สอนเป็นอย่างมากค่ะ ทุกวันนี้ในวิชาที่รับผิดชอบอยู่ก็พยายามสอดแทรกเรื่องเหล่านี้เท่าที่ได้ค่ะ

สรุปแล้วคงจะเห็นได้ว่า ยังไม่มีมิติของความพอเพียงในสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์เท่าใดนัก อาจเป็นได้ว่า เนื้อหาของวิชาเองเป็นเรื่องการสร้างสรรค์ วิเคราะห์ แก้ปัญหา สร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาจากทรัพยากรที่มีจำกัด มองเผินๆ แล้ว คนทั่วๆไป อาจเห็นแต่สร้าง และสร้าง โดยลืมคิดถึงความพอเพียงค่ะ

----------------------------------------

*ระเบียบคณะกรรมการสภาวิศวกร ว่าด้วยเกณฑ์การรับรองหลักสูตรและสถาบันการศึกษา เพื่อเทียบปริญญา  ประกาศนียบัตรและวุฒิบัตรเทียบเท่าในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ พ.ศ.๒๕๔๔, สภาวิศวกร

 

    ขออภัยค่ะคุณขจิต ดิฉันก็พึ่งสังเกตเห็นค่ะ ไม่ทันนึกค่ะ ; )

     

    เรียน คุณ

    P

    เป็นประเด็นที่ดีค่ะ เรื่องการบริหารคะแนนให้เกิดผลในทางที่ดีแก่ผู้สอนและผู้เรียน และสังคม ปัญหาก็คือ

    • ปัจจุบันค่านิยมของผู้เรียนยังไม่พอเพียง คือ ไม่ได้เรียนตามที่ตัวเองชอบหรือรักในเนื้อหา แต่เรียนเพราะคิดว่าการจบในสาขาที่เรียนจะทำให้ตนมีวิชาชีพ ร่ำรวย ฯลฯ (ดิฉันอาจมองในแง่ลบนะคะ แต่ประเมินจากประสบการณ์ค่ะ)
    • รัฐเองก็พยายามสนับสนุนให้คนเรียนมากที่สุด (เช่น ให้งบประมาณต่อหัวของนักศึกษา ถ้ารับมาก ก็จะได้งบมากเป็นต้น) แต่รัฐไม่ได้ประเมินว่าเรียนไปแล้วเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงหรือไม่ ตรงกับความต้องการของประเทศไทยจริงๆ หรือไม่ หรือเรากำลังสร้างคนรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยรู้จักการให้ มีแต่ความต้องการ และขาดความพอเพียง

    แต่ดิฉันยังไม่หมดหวังค่ะ เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องช่วยกันสร้างสิ่งดีๆ เพื่อส่วนรวมต่อไปค่ะ

    สวัสดีค่ะ

    • ชอบเพลงประกอบเรื่องความพอเพียงมากค่ะ อยากให้ทุกคน"รู้สึกดีใจกับวันนี้" กับความพอเพียงเหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่สภาพความเป็นจริง ยังมีคนจำนวนมากที่ลำบากจริงๆ
    • ดิฉันก็เห็นสภาพของนักศึกษาที่มาเรียนหนังสือโดยพกกิเลสมาเต็มกระเป๋า อยากจบ อยากได้เกรดดีๆ อยากมีงานทำโก้ๆ แต่ไม่ค่อยอยากได้ความรู้ เพราะฉะนั้นเรื่องความพอเพียง กว่าเขาจะเข้าใจก็ไม่รู้จะสายไปแล้วหรือไม่
    • ที่เขียนมานี้อาจไม่เกี่ยวกับเรื่องที่คุณครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ให้ความรู้กับพวกเราชาว blog สักเท่าใดนะคะ แต่รู้สึกว่าเรื่องหลายอย่างเป็นปัญหาสังคมที่ต้องช่วยกันแก้ไขค่ะ
    • ขออนุโมทนายินดี ชื่นชมกับสิ่งที่คุณครูบาฯ ทำอยู่ค่ะ

    ชอบคณิตศาสตร์เหมือนกันค่ะ แต่ตอนเรียนก็เหมือนท่านอื่นๆ คือไม่เคยได้รับทราบ background ของสิ่งที่เรานำมาใช้ เพิ่งมาหาอ่านเองตอนโต (มาก) แล้วค่ะ ; )

    มีหนังสือแปลสำหรับเด็กที่สอนคณิตศาสตร์ให้สนุกอยู่บ้างค่ะ แต่จำ reference ไม่ได้ ถ้าหาเจอแล้วจะมาบอกกล่าวกันต่อค่ะ เผื่อให้คุณ ไปอ่านหนังสือ ช่วย review ให้ ; )

    เชิญเลยค่ะคุณ นาย ขจิต ฝอยทอง ดิฉันว่ากำลังจะเขียนอะไรหลายอย่างเพิ่มค่ะ แต่ยังนึก theme อยู่ค่ะ ขอบคุณที่ติดตามนะคะ

    พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
    ขอแนะนำ ClassStart
    ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
    ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี