ความเห็นล่าสุด


ขอบคุณ P Mr. ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ ที่แวะมาอ่านนะคะ จะทยอยเขียนขยายความเรื่อง project management ไปเรื่อยๆ ค่ะ

สำหรับคุณครูตุ้มที่อยากให้ลูกชายเรียนวิศวฯ นะคะ ก็ต้องบอกก่อนว่า การบริหารโครงการนี้ เป็นโครงการอะไรก็ได้ค่ะ ไม่จำเป็นต้องเป็นงานทางด้านวิศวกรรมค่ะ เช่นอาจเป็นโครงการทำโฆษณา หรือโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา ก็ได้ค่ะ

แต่ถ้าอยากเรียนวิศวฯ จริงๆ ฝากบอกว่าต้องให้ลูกชายชอบในสาขาที่เรียนด้วยนะคะ ถ้าชอบแล้วจะเรียนและทำงานได้ดีค่ะ

ขอบคุณที่เยี่ยมชมอีกครั้งค่ะ

กราบนมัสการหลวงพี่  P BM.chaiwut อีกครั้งค่ะ

ดิฉันตอนได้ทุนการศึกษาไปเรียนโท-เอกที่อเมริกา ก็เคยคิดเหมือนกันว่าไม่เคยคิดจะมาเป็นอาจารย์สอนคนเลย....เพราะทำไม่เป็น

ตอนนี้มันเข้าข่ายที่ฝรั่งเรียกว่า occupational hazard เพราะการสอน การยกตัวอย่างมันฝังอยู่ในการกระทำประจำวัน แต่ดิฉันเข้าใจดีว่าสอนแล้วผู้เรียนอาจจะได้สัก 10% ตอนพูดให้ฟังครั้งแรก แค่นี้ก็เก่งแล้ว เพราะที่เหลือเขาต้องเอาหัวเชื้อที่เราให้ไปทำเชื้อใช้ต่อเองค่ะ เพราะฉะนั้นไม่ค่อยคาดหวังค่ะ ประมาณว่าทำในส่วนของเราให้ดีไว้ก่อน

แต่ดิฉันคิดว่าดิฉันได้เรียนรู้เยอะจากที่หลวงพี่เขียนนะคะ เพราะฉะนั้นมีนักเรียนดีๆ แถวนี้หลายๆ คนคอยฟังหลวงพี่สอนอยู่แน่ๆ และขอรับรองว่าจะไม่เชื่อที่สอนแบบหูตาฝ้ามัวด้วยค่ะ ; )

กราบนมัสการหลวงพี่ P BM.chaiwut

ประวัติศาสตร์บ้านเรามักจะเกิดซ้ำๆ ค่ะ เช่น เสียกรุงศรีฯ ดิฉันว่าบ้านเรามีปัญหาเรื่องไม่จำบทเรียน (lesson-learned) ค่ะ 

ตอนนี้ดิฉันก็คิดว่าเราเสียกรุงฯ อีกแล้วเหมือนกัน แต่เป็นการเสียกรุงฯ แบบสมัยใหม่ ที่ยังพยายามร่างรัฐธรรมนูญของตนเอง เพื่อแสดงว่าไม่ได้เป็นเมืองขึ้นใคร แต่คนในสังคมถูกปกครองโดยวัตถุ แทนที่จะเป็นเจ้าของวัตถุ กลับให้วัตถุมาเป็นเจ้าของเรา .... ได้แต่ดู พยายามให้การศึกษาแก่คนต่างๆ ยามที่มีโอกาส แล้วก็ทำใจค่ะ...

ขอบคุณ คุณ P ข้ามสีทันดร มากเลยนะคะ สำหรับกำลังใจ ตอนนี้เตรียมแผนไว้แล้วว่าจะต้องนัด (เชิงบังคับ) นักศึกษามาพบก่อน midterm เพื่อทำความรู้จักมากขึ้น และเตือนเขาก่อน ก็พยายามจะ put myself in their shoes ดูว่าเด็กๆ ต้องการอะไร

คิดไว้แล้วว่าต้องปรับทัศนคติตัวเองก่อน ก่อนไปปรับคนอื่นค่ะ ; )

สวัสดีค่ะคุณ P กัมปนาท อาชา (แจ๊ค)  และอาจารย์ P นาย จารุวัจน์ ชาฟีอีย์ สองเมือง ที่ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนกับดิฉันนะคะ

แน่นอนว่าดิฉันก็เคยผ่านการเป็นนิสิตมาเหมือนกัน ; )   และดิฉันเป็นประเภทกลัวอาจารย์มากเหมือนกันค่ะ เพราะฉะนั้นจะไม่ค่อยได้รู้จักกับอาจารย์มากนัก เพราะอาจารย์ก็เป็นอาจารย์ชายเสียส่วนใหญ่ในสาขาที่ตัวเองเรียน (โยธา) และเนื่องจากตัวเองไม่ค่อยมีปัญหาในการเรียนมาก ก็เลยทำให้ไม่ค่อยได้คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษามากเท่าใดขึ้นไปอีก

ที่ดิฉันว่าแปลกก็คือ นักศึกษาปัจจุบันไม่ค่อยให้เกียรติใครเลย แม้กระทั่งกับตัวเอง อาจเป็นเพราะอยู่ในวัยนี้ ดิฉันก็พยายามจะเข้าถึง และพยายามเข้าใจ กำลังหาวิธีการอยู่ว่าจะทำอย่างไร ถึงจะรู้จักเด็กๆ มากกว่านี้ ประกอบกับ นศ.ของที่ภาควิชา ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นผู้ชายอยู่เหมือนเดิม ทำให้เข้าถึงยาก เพราะเราก็คงดูเป็นอาจารย์ผู้หญิงดุๆ

อย่างที่คุณ P กัมปนาท อาชา (แจ๊ค) ว่าไว้ว่าต้องเป็นทั้งครูทั้งเพื่อน แต่ถ้าจะเป็นเพื่อนเขาต้องยอมรับระดับหนึ่ง ซึ่งต้องหาวิธีการต่อไป คงต้องมีการพบปะกันมากขึ้นเป็นอันดับแรกก่อนแหละค่ะ ถึงจะรู้จักกันได้อย่างที่อาจารย์ P นาย จารุวัจน์ ชาฟีอีย์ สองเมือง ว่าไว้

ขอบคุณทั้งสองท่านอีกครั้งค่ะ ที่ให้คำแนะนำ

อ่านบันทึกของอาจารย์แล้วเห็นเลยค่ะ ว่าอาจารย์มีสติตามรู้ทันตัวเองตลอด เห็นอารมณ์ทั้งหลายของตนเองตั้งแต่ รู้สึกผิด เป็นห่วง เสียใจ โรแมนติก หงุดหงิด ฯลฯ ดิฉันว่ามันเป็นเรื่องปรกติที่อาจารย์จะรู้สึกอย่างนี้ เพราะถ้าเป็นดิฉันก็คงประมาณกัน ; ) 

ที่ดีก็คือ เราสามารถใช้สติที่เกิดมาปรับการกระทำของเราในเชิงสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นได้ เช่น หาเวลา และให้เวลากับคนที่เรารักมากขึ้นอีก ให้พอดีๆ และไม่คาดหวังกับผลหรือส่งจิตออกนอกคิดไปล่วงหน้ามากนะคะ เดี๋ยวจะเป็นทุกข์อีก เพราะต่างคนต่างจิตต่างใจ ต่างจริตกันค่ะ เพราะฉะนั้นต้องทำแต่พอดี (ซึ่งยากพอควร) ค่ะ

ได้คำศัพท์เพิ่มอีกหลายคำเลยค่ะอาจารย์ ปรกติจะใช้ (แบบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นลาติน) อยู่แค่ status quo, vice versa, per se, quid pro quo แล้วก็ ad hoc

ชอบ qui docet discit ตามความหมายของคำเหมือนกันค่ะ แต่คงไม่กล้าใช้เพราะออกเสียงไม่ถูกค่ะ ; )

สวยจังเลยค่ะ ได้บรรยากาศเหมือนไปเดินเที่ยวเองเลยค่ะ

ขอบคุณสำหรับภาพสวยๆ นะคะ

สวัสดีค่ะคุณฉัตรชัย

คุณฉัตรชัยคะ ดิฉันก็ไม่ได้เก่งมากมายหรอกค่ะ ; )   ตอนดิฉันเริ่มฝึกแรกๆ ดิฉันไม่ได้จงใจตามดูตลอดค่ะ นึกได้ก็ดู ใช้ชีวิตตามปกติค่ะ ปัจจุบันดูภาพหนังโฆษณาดีๆ ก็ยังร้องไห้ได้อยู่ค่ะ แต่พอผ่านไป  ความรู้สึกนั้นๆ ก็จะหมดลงตามธรรมชาติ เพียงแต่มันเป็นช่วงสั้นๆ มันไม่ได้ตามดิฉันอยู่ทั้งวันค่ะ

ขอบคุณคุณฉัตรชัยที่แลกเปลี่ยนนะคะ อย่างที่คุณฉัตรชัยว่านะคะ จะดูก็ดู ไม่ต้องไปบังคับอะไรมัน ดูแล้วก็ให้เข้าใจ ว่ามันเป็นเพียงสภาวธรรม มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็จะดับไปค่ะ

กราบสวัสดีด้วยอีกคนค่ะ ครูบา

ปลื้มใจแทนค่ะ ดิฉันเพิ่งมาเป็นสมาชิก gotoknow ได้ไม่นานก็เห็นแล้วว่าการเป็นสมาชิกนี้ชักจะกลายเป็นครอบครัวมากขึ้นทุกที

แล้วก็ชอบนกบินเหมือนคุณ Ranee เลยค่ะ

ขออนุญาตชื่นชมคุณหมอด้วยคนค่ะ ว่าเป็นคุณหมอที่มีจิตวิญญาณและความรับผิดชอบในหน้าที่เต็มเปี่ยม

ขอชื่นชมอีกครั้งค่ะ

ขอขอบคุณคุณพยาบาล P k-jira มากเลยที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง (ดิฉันตาม link ของคุณหมอ P Phoenix มาค่ะ) ดิฉันเพิ่งเคยอ่านบันทึกของคุณพยาบาลเป็นครั้งแรก อ่านได้ง่ายและตามเรื่องได้ชัดเจนมากเลยค่ะ แม้ว่าจะไม่รู้เรื่องทางแพทย์ แต่เข้าใจเรื่องที่เป็นองค์ประกอบของมนุษย์จากที่เล่าได้ชัดเจนเลยค่ะ และเนื้อหาแสดงให้เห็นถึงการมีสติของคุณ k-jira มากกว่าใคร

สิ่งที่คุณ  k-jira ทำนี้เป็นกุศลมาเลยค่ะ ไม่ใช่แก่คุณป้าเท่านั้น แต่กับญาติๆ ของคุณป้า และผู้อ่านที่ได้รับประโยชน์ด้วยค่ะ ขออนุโมทนาบุญนะคะ และขอ add เข้า planet ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

ขอบคุณคุณหมอ P อนิศรา ค่ะ

ยินดีมากเลยค่ะ ที่ได้ผู้มาร่วมปฏิบัติมากขึ้น อนุโมทนากับคุณหมอเช่นกันค่ะ

สวัสดีค่ะคุณหมอ สุพัฒน์ P kmsabai

จากตัวอย่างที่คุณหมอยกมานั้น ดิฉันคิดว่าเรากำลังปฏิบัติในแนวทางเดียวกันเลยค่ะ 

คุณหมอยกตัวอย่างการปฏิบัติที่ดีมากๆ เลยค่ะ คุณหมอเห็นอาการขุ่นมัวที่เกิดขึ้น เหมือนกับที่ดิฉันเห็นเวลานักศึกษาถามคำถามที่เราคิดว่าเขาควรเข้าใจแล้ว  พอดิฉันก็เห็นความขุ่นมัว ก็รู้เลยว่า มาแล้ว มาแล้ว ; )  แล้วจะหยุดนิ่งไปนิดนึง  แล้วก็อธิบายต่อกับนักศึกษา (บางทีก็อธิบายต่อ บางที่ก็สั่งสอนให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้ฟังที่เราพูด)

ดิฉันว่าคุณหมออยู่ในวิชาชีพที่ต้องพบผู้คนหลากหลาย ยิ่งกว่าดิฉันหลายเท่าตัว แถมผู้คนที่มาพบมักต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนบ้าง ไม่เร่งด่วนบ้าง วิชาชีพนี้เหนื่อยกาย แต่เป็นวิชาชีพที่ใช้ฝึกใจได้ดีมากๆ เลยค่ะ เห็นการเกิดดับ เห็นสังขารที่ไม่เที่ยง ชัดมาก ดิฉันว่าคุณหมอคงรู้สึกสุขใจที่ได้ช่วยคนเป็นงานประจำ (อย่าลืมดูอารมณ์ความสุขด้วยนะคะ)

จากตัวอย่างที่คุณหมอยกไว้ ดิฉันเชื่อว่าคุณฉัตรชัยก็คงเห็นว่าการเจริญสตินี้ เมื่อปฏิบัติแล้วจะทำได้เชี่ยวชาญทันที และก็ไม่ได้เป็นการเก็บกดความรู้สึก เพียงแต่เห็น และเข้าใจว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้ธรรม(ชาติ) เป็นเพียงสภาวธรรมเช่นนั้นเอง

 

สวัสดีค่ะคุณ P ฉัตรชัย

ก่อนอื่นขอขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ และให้ข้อคิดเห็นดีๆ นะคะ ทำให้ดิฉันมีประเด็นที่จะเขียนบันทึกต่อเลยค่ะ

ต้องขอแสดงความชื่นชมค่ะว่าคุณฉัตรชัยไม่มีปัญหาในการตามทันอารมณ์ เพราะว่าสำหรับดิฉันเองแล้ว แต่ก่อนนี้ไม่ทันเลยค่ะ ประมาณว่าวันทั้งวัน ส่งจิตออกนอก (ตามที่หลวงปู่ดูลย์ว่าไว้ว่าเป็นสาเหตุของทุกข์) ตลอดเลยค่ะ มองเห็นแต่สิ่งที่ตามองเห็นแต่ไม่เคยเห็นความรู้สึกหรืออารมณ์ตัวเองได้ทันเลยค่ะ (แต่ก่อนไม่เข้าใจเรื่อง รูป-นาม) ดังนั้นจึงโดนอารมณ์ที่เกิดขึ้นเข้าสิงหรือมาเป็นตัวตนของเราแบบไม่รู้ตัว เช่นบางทีแสดงอาการหน้างอ หรือแสดงอาการโกรธชัดเจน เป็นต้น

เรื่องการตามรู้แล้วดับได้ยาก สำหรับดิฉันแล้ว การรู้และดู และเข้าใจ จะทำให้เราตั้งตัวได้ค่ะ มองเห็นสภาวธรรม สังเกตเห็นความไม่เที่ยง ความไม่เป็นตัวตนที่แท้จริง และไม่เอาเรื่องที่เห็นหรือได้ยินมายึดเป็นตัวตน (หรือโดนอารมณ์เข้าสิง) ไม่เกิดอารมณ์มากขึ้น หรือเกิดอาการต่อเนื่องจากการมีอารมณ์ ทำให้สุดท้ายดูจนดับไปเอง  และไม่น่าจะเกิดอาการฟุ้งซ่าน เพราะเราเห็นธรรม(ชาติ) ของอาการ ของอารมณ์ที่เราไม่ยึด ไม่ถือเป็นตัวเป็นตนค่ะ เช่น สมมติว่าเราเห็นสร้อยทองคำตกอยู่นะคะ เราก็เข้าใจว่าทองคำเป็นธาตุเหมือนดินชนิดหนึ่ง และเข้าใจว่าทองคำมีค่าตามสมมติบัญญัติของมนุษย์ มีความทนทานใช้งานได้ดี แต่เราไม่เกิดความโลภอยากได้ เพราะเรารู้ว่าสร้อยทองคำเป็นของมีค่าชิ้นนี้มีค่าเพราะอะไร เราไม่หลงไปกับสิ่งที่เห็น เห็นแล้วก็เฉยๆ ค่ะ ประมาณนี้

ที่คุณ P ธรรมาวุธ ช่วยตอบนั้นดิฉันเห็นด้วยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ที่ช่วยกันตอบ เรื่องนี้บางทีตอบยากมากเลยค่ะ ; ) เพราะอธิบายได้ยาก แต่ละคนอาจมีจริตต่างกัน เพราะฉะนั้นเรื่องบางเรื่องที่บางคนปฏิบัติได้ง่าย แต่บางคนอาจไม่เข้าใจและปฏิบัติยากมาก แต่ดีใจที่มาเปิด blog นี้และมีผู้สนใจมาก แสดงว่ามีผู้ปฏิบัติอยู่มากทีเดียว ได้สหายธรรมเพิ่มมากเลยค่ะ

ยินดีเป็นอย่างยิ่งค่ะคุณอนิศรา

จะพยายามเขียนอยู่เป็นประจำ ตามเวลาและโอกาสที่มีค่ะ

สวัสดีค่ะ อ.ขจิต

เพิ่งเขียนข้อคิดเห็นลงในบันทึกที่แล้วเองว่าให้ช่วยเล่ากิจกรรมต่อ ทันใจจริงๆ ค่ะ ขอบคุณค่ะ

สวัสดีค่ะ อ.ขจิต

ตามอ่านกิจกรรมและบันทึกที่หลายๆ ท่านเขียนแล้ว ประทับใจในบรรยากาศมากค่ะ

ฝากบรรยายต่อนะคะ จะได้เหมือนไปร่วมวง (แบบเสมือน) ด้วย

น่ารักทั้งคุณครู และมาโกโตะเลยค่ะ

ประทับใจค่ะ

กราบนมัสการหลวงพี่ P BM.chaiwut

เคยอ่านเกี่ยวกับเรื่องเจตสิกนี้อยู่เหมือนกันค่ะ แต่ยังไม่ได้ค้นคว้าจริงจัง ถ้ามีหนังสือผ่านมาให้อ่านจึงจะได้อ่านค่ะ จำได้ว่าไม่ค่อยเข้าใจเรื่องเจตสิกบางเรื่องเหมือนกัน แต่จะไปค้นคว้าเพิ่มเติมตามที่หลวงพี่แนะนำค่ะ

ขอบพระคุณมากค่ะ

คุณหมอคะ ขออนุญาต Reference เรื่องนี้นะคะ ดิฉันอ่านแล้วได้ idea ในการเขียนบันทึกค่ะ ถ้าสนใจเชิญอ่านนะคะ ที่ http://gotoknow.org/blog/PracticalDhamma/88914

ขอบพระคุณมากค่ะ

สาธุค่ะพระคุณเจ้า

เห็นภาพโภชฌงค์ ๗ เป็นกระบวนการชัดเจนเลยค่ะ

เมื่อมีสติ สามารถระลึกได้ และหากมีความเพียร ก็จะเกิดปิติ เกิดความสงบ เกิดความตั้งมั่น และอุเบกขาในที่สุด

ขอบพระคุณมากค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี