ความเห็นล่าสุด


ขอบคุณครับ ขณะนี้มีเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่น่าสนใจ คือ การศึกษาชั้นเรียน(Lesson Study) และ การจัดการเรียนรู้แบบเปิด(Open Approach) ซึ่งใช้ในญี่ปุ่นมาร้อยกว่าปีแล้ว และ ดร.ไมตรี จาก ม.ขอนแก่น ได้นำมาให้โรงเรียนใช้ทั่วประเทศ เขตละ ประมาณ ๑ โรงเรียน และกำลังขยายผล ซึ่งเทคนิคนี้ สามารถทำให้ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และนักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และสนุกกับการเรียนรู้ สามารถคิดได้อย่างหลากหลาย เพราะเป็นการจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนมีความเข้าใจความคิดรวบยอด(Concept) ของเรื่องที่เรียน สามารถถามอากู๋(Google) โดยพิมพ์คำว่า การศึกษาชั้นเรียน หรือ Lesson Study หรือ การจัดการเรียนรู้แบบเปิด(Open Approach) ลอง search ดูนะครับ

จากที่ผมศึกษาจาก Power point และเอกสาร ร่างแนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากล(ฉบับปรับปรุง) ปกสีเขียว ทุกเขตพื้นที่การศึกษาน่าจะมี เพราะ สพฐ.น่าจะแจกให้โรงเรียนมาตรฐานสากลด้วย จากเอกสาร ผมคิดว่า โรงเรียน/ผู้รับผิดชอบวิชา IS ต้องมองให้ตลอดแนว คือ วิชา IS 1 เป็นการกำหนดปัญหา ค้นหาคำตอบ แล้วสรุป(บันได ๓ ขั้นแรก ดังนั้น ครูต้องให้นักเรียนหาปัญหาที่พบในโรงเรียน/ชุมชน/สังคม ฯลฯ แล้วเลือกปัญหาที่กลุ่มของนักเรียนสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานั้นได้ จากนั้น จึงร่วมกันศึกษาวิธีการแก้ปัญหาจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ หลาย ๆ แหล่ง แล้วนักเรียนสรุปเป็นองค์ความรู้ ที่จะนำไปแก้ปัญหาในบริเวณที่กลุ่มนักเรียนได้สำรวจไว้(ก็จบ IS1) พอเข้าสู่วิชา IS2 ครูสอนวิธีการเขียนรายงานตามหลักการเขียน/ตามหลักวิชาการเพื่อนำเสนอองค์ความรู้ที่สรุปได้(รูปแบบใดก็ได้ตามความหมาะสม ซึ่งการเขียน แน่นอน ต้องเริ่มจากการสำรวจปัญหา เลือกปัญหา ค้นหาแนวทางการแก้ปัญหา สรุปเป็นองค์ความรู้-ใช้ข้อมูลจากวิชา IS1 มีเขียนรายละเอียด -การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ก็เป็นรูปแบบหนึ่ง -รายงานวิจัย ก็เป็นรูปแบบหนึ้ง ควรเลือกให้เหมาะสมกับวัยของนักเรียน) เมื่อเขียนเสร็จแล้วก็นำเสนอในห้องเรียน และส่งครู อีกส่วนหนึ่งที่นักเรียนคงต้องทำคือ นักเรียนเลือกเอาส่วนที่จะนำเสนอกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อหาความร่วมมือในการแก้ปัญหา โดยใช้วิธีการ(องค์ความรู้ที่พบ) โดยนักเรียนควรจะทำในรูปแบบที่สั้น และอ่านง่ายด้วย เพื่อนำเสนอกับผู้เกี่ยวข้อง เช่น คนในชุมชน(ถ้าเริ่มจากปัญหาชุมชน) แล้วหาความร่วมมือในการร่วมกันแก้ปัญหาในชุมชน(ระยะเวลานำเสนอ ควรสอดคล้องกับเวลาที่นักเรียนจะทำกิจกรรม IS3(ทำโครงการ/โครงงานแก้ปัญหา...) ซึ่งสามารถเปิดได้พร้อมกับวิชา IS2 หรือเปิดถัดจากวิชา IS2 เพื่อให้นักเรียนทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง คือ เพื่อนำเสนอ ผู้เกี่ยวข้องเห็นด้วยกับวิธีการแก้ปัญหาที่เราค้นพบ หรือเขาอาจจะเพิ่มเติมปรับปรุงบ้างก็ได้) จนเห็นตรงกัน จากนั้นกลุ่มของนักเรียนก็ดำเนินการตามโครงการร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง เมื่อเสร็จแล้วก้สรุปรายงานกิจกรรม
 วิชา IS1, IS2 ครูต้องให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการหาความรู้ให้นักเรียน แล้วเป็นพี่เลี้ยง และที่ปรึกษากับนักเรียนจนจบวิชา ส่วน กิจกรรม IS3 ครูทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาให้นักเรียนทำงานประสบความสำเร็จก็คงพอครับ ความคิดเห็นของผมก็เป็นดังนี้ครับ  

ใน ๓ ปี ม.ต้น ให้เรียนให้ครบ IS1 IS2(ต้องเรียน IS1 มาก่อน จัดคนละปีก็ได้) สำหรับ IS3 จัดพร้อมกับ IS2 ก็ได้ หรือจัดภาคเรียนถัดไป ม.ปลายก็จัดเช่นเดียวกันครับ

จำได้ครับ ขอบคุณครับ ถ้าต้องการความรู้อะไรเพิ่มก็บอกผมครับ ถ้ามีผมจะส่งให้ครับ เพื่อเอาไปพัฒนานักเรียนครับ

จำนวนผู้เชี่ยวชาญควรเป็นเลขคี่ เป็นจำนวน ๓ คนขึ้นไป ระดับวิทยฐานะ ไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เชี่ยวชาญ และผู้เชี่ยวชาญคือผู้ที่สอนสาขาเดียวกับเรา มีประสบการณ์การสอน เป็นครูโรงเรียนเดียวกับเราก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีวิทยฐานะสูง ๆ หรือเรียนสูง ๆ ถ้าจะส่งผลงานตามเกณฑ์ /ว๑๗(เกณฑ์ใหม่) ควรโหลดคู่มือประเมินวิทยฐานะผู้สอน จากเว็บไซต์ครูบ้านนอกดอทคอม เมนูอยู่ขวามือด้านล่าง ๆ มาอ่าน จะได้ทำงานได้อยู่ในเกณฑ์ ขอให้เชื่อเอกสารมากว่าเชื่อคนพูด สำหรับบทความเรื่องอื่น ๆ ผมมีให้อ่านที่ www.chalermfakon.multiply.com/journal สามารถโหลดไฟล์แนบไปอ่านได้ สงสัยอะไรอีก ก็ถามอีกได้นะครับ ทาง chalermfakon@gmail.com ได้ครับ ขอบคุณที่สนใจ

การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลให้นำเสนอตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ที่ว่าิเหมือวนตัดต่อคืออาจารย์ไม่ได้เขียนโดยใช้สำนวนของตนเอง(อ่านของคนอื่นให้เข้าใจแลัวจึงเขียนตามความเข้าใจของเรา)จึงจะทำให้อ่านแล้วราบรื่นไม่สดุดเหมือนคัดลอกเอาหลายสำนวนมาต่อกัน

ก่อนหน้านี้ คณะทำงานก็เร่งตรวจสอบความถูกต้อง และแก้ไขแล้ว น่าจะได้เห็นเร็ว ๆ นี้ครับ ผมเห็นด้วย เพราะการให้เด็กได้สร้างหุ่นยนต์ เป็นการบูรณาการความรู้ทุกด้าน มาสร้างเครื่องมือ(หุ่นยนต์) เพื่อใช้ให้ทำงานตามต้องการ และเป็นการใช้กระบวนการเทคโนโลยี ๗ ขั้นตอนอย่างสมบูรณ์ที่สุด และกระบวนการเทคโนโลยีนี้ก็เป็นกระบวนการที่ใช้ในการทำงานเป็นปกติ เพียงแต่เราไม่ได้คิดว่า กระบวนการที่เราทำ เป็นไปตามหลักวิชาที่ว่าไว้ ผมได้เขียนการประเมินกระบวนการเทคโนโลยีไว้ที่บล๊อกของผมด้วย ถ้าอยากทราบเปิดอ่านนะครับ

พิมพ์ ดร.เฉลิม ฟักอ่อน ไปที่ google คลิก แล้ว หา e-mail และโทรศัพท์ครับจะได้ทราบช่องทางติดต่อกับผมครับ ยินดีที่จะได้มีส่วนช่วยพัฒนานักเรียนของคุณครูครับ ไม่ถือว่าเป็นการรบกวน คิดเสียว่าคุยกับ ศน.คนหนึ่งครับ

น่าจะเกือบทุกโรงเรียนรวมทั้งโรงเรียนเอกชนด้วย เพราะ สพฐ.สพป.และสพม.ได้จัดอบรมให้ความรู้แก่คณะครูแล้ว รวมทั้งครูได้แลกเปลี่ยนและดาวน์โหลดเอกสารเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปทำความเข้าใจและเขียนเอง สำหรับชื่อโรงเรียนผมบอกไม่ได้ เพราะไม่ได้ไปตรวจสอบ น่าจะลองสอบถามโรงเรียนที่ได้คะแนน O-NETสูง ๆ เพราะถ้าออกแบบตามวิธีดังกล่าว เมื่อกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ชัดเจน และครอบคลุมหน่วยการเรียนรู้และหลักสูตรฯ จัดการเรียนรู้แล้ว นักเรียนมีผลงานตามภาระงาน/ชิ้นงานที่กำหนด มั่นใจได้เลยว่า นักเรียนจะมีความเข้าใจที่คงทน ที่เป็นองค์ความรู้ที่ติดตัวไปเป็นเวลานาน สามารถนำไปใช้ในการสอบ และการดำรงชีวิตได้ครับ ครูผู้สอนน่าจะออกแบบตามวิธีดังกล่าว แล้วนำไปจัดการเรียนรู้ แล้วประเมินผลการจัดการเรียนรู้ให้รอบด้าน อาจจะได้งานวิจัย ๑ เรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ ครับ มีครูที่ทำผลงานทางวิชาการในเรื่องนี้แล้วครับ แต่ผมยังไม่ได้ติดตามว่า ผลการประเมินเป็นอย่างไร สำหรับผม ได้ใช้วิธีนี้ ในการจัดอบรมทุกครั้ง ทุกเรื่องครับ ซึ่งบางครั้งผมไม่ได้บอกผู้เข้ารับการอบรม คือ ผมตั้งเป้าหมาย(จุดประสงค์การอบรม)ไว้ว่า การอบรมครั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมต้องใด้ ความรู้ ทักษะ และเจตคติอย่างไร ผมจะประเมินได้ออย่างไรว่า ผู้เข้ารับการอบรมได้ตามเป้าหมายที่กำหนด บางครั้งผมก็มีแบบฟอร์มให้ผู้เข้ารับการอบรมทำ และการประเมินของผมจะดูที่ผลงานเป็นส่วนใหญ๋ ถ้าผลงานของผู้เข้ารับการอบรมเป็นไปตามที่คิดไว้ ผมก็พอใจแล้วครับ และบางครั้ง ผู้เข้ารับการอบรมได้มาสนทนากับผม ที่แสดงให้เห็นว่า เขาเข้าใจไม่ชัดเจน และไม่ถูกต้องบางอย่าง ผมก็ดีใจครับ ด้วยเหตุนี้ สพฐ.จึงให้การออกแบบการจัดการเรียนรู้อิงมาตรฐาน โดยใช้เทคนิค Backward Design เป็นแนวในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ เพราะทั่วโลกใช้เทคนิคนี้แล้วหลายประเทศ และโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยก็ใช้อยู่ครับ โดยเฉพาะโรงเรียนใน กทม.

น่าลองทำดูนะครับ เด็กเราจะได้ใช้ความคิดมากขึ้น ในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ทั้งในหลักสูตร และนอกหลักสูตร เราจะได้ภาคภูมิใจที่เป็นครูที่สอนให้นักเรียนรู้จักคิด และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

OK ครับ ไม่ขัดข้อง ช่วยกันพัฒนาเด็กไทยด้วยครับ

ด้วยความยินดีครับ ขอบคุณครับ ถ้าจะให้ผมช่วยด้านวิชาการที่สนใจ ผมก็พอจะให้ความรู้ได้บ้างครับ

ขอแสดงความดีใจด้วยครับ คราวนี้ อาจารย์คงจะมีงานมากขึ้น

ถ้ายังไม่ได้ลงมือทำ ก็รีบจรดปากกาลงบนกระดาษหรือพิมพ์ลงบนแป้นคอมพิวเตอร์เลยนะครับผมเอาใจช่วยให้ได้ ค.ศ.3 ค.ศ.4 ค.ศ.5ทุกคนครับ

เมื่อปลายเดือนกันยายน2552ที่ผ่านมา สำนักวิชาการฯ ได้จัดประชุมเรื่องหลักสูตรฯ ที่พัทยา และมี Power point เรื่องออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยเทคนิค Backward Design และได้พูดถึงสมรรถนะสำคัญ เป็นเป้าหมายหนึ่งของหน่วยการเรียนรู้ด้วย สำหรับการประเมิน คงประเมินตาม Key words ในสมรรถนะสำคัญแต่ละข้อ เช่น หน่วยที่ 1 ถ้าเน้น ความสามารถในการคิด ผู้ออกแบบต้องทราบว่า หน่วยนี้เน้นการคิดแบบใดใน 5 คิด ของสมรรถนะสำคัญ เช่น เน้นการคิดวิเคราะห์ การประเมินสมรรถนะสำคัญ ต้องประเมินหาคำตอบให้ได้ว่า นักเรียนคิดวิเคราะห์เป็นหรือยัง เช่น เมื่อมอบหมายให้นักเรียนคิดวิเคราะห์เรื่องใดเรื่องหนึ่งของหน่วยฯ นักเรียนมีการจำแนกส่วนประกอบของสิ่งที่ให้วิเคราะห์ได้หรือไม่ อธิบาย/บอกรายละเอียดของแต่ละส่วนประกอบได้สมบูรณ์หรือไม่ และจัดความสัมพันธ์ของส่วนประกอบที่วิเคราะห์ได้ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร อธิบาย/บอกความสัมพันธ์นั้น ๆ ได้ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เป็นต้น ถ้าเป็นสมรรถนะสำคัญเป็นความสามารถในการแก้ปัญหา ก็ให้พิจารณาว่าในการแก้ปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นักเรียนใช้กระบวนการแก้ปัญหาได้ครบถ้วนสมบูรณ์ของกระบวนการแก้ปัญหาหรือไม่ หรือ นักเรียนมีความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในเรื่องที่ศึกษาหรือไม่ หรือนักเรียนได้แสวงหาความรู้หรือประยุกต์ความรู้ที่หามาได้ นำมาใช้ในการแก้ปัญหาหรือไม่ และมีการตัดสินใจแก้ปัญหามีประสิทธิภาพหรือไม่ เป็นต้น ขอให้ลองพิจารณาดู และควรอ่านรายละเอียดแต่ละสมรรถนะด้วย

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี