ดอกไม้


Pijikarn Tharaporn
เขียนเมื่อ

 

หนึ่งวันในฤดูหนาว..

ของวันหยุดยาวช่วงปีใหม่

 

 

     เค้าว่ากันว่า เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ เผลอไปไม่นานนี้เอง เราก็ก้าวข้ามมายังปีใหม่ อีกปีแล้วสินะ ยังรู้สึกว่า ปีที่ผ่านมายังไม่ได้ทำอะไรอีกตั้งหลายอย่าง และคงจะหยิบยกข้ามมาทำในปีนี้อีกต่อไปด้วย

     ปีใหม่ในปี 2557 นี้ ตรงกับ ปีม้า ที่เค้าบอกกันว่า เป็นปีม้าคึกคัก ช่วงปีที่ผ่านมาหลายๆ อย่างค่อนข้างซบเซา เศรษฐกิจเอย การท่องเที่ยวเอย เหตุอันเนื่องมาจากสถานการณ์ด้านการเมือง ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึงสภาวะทางจิตใจของประชาชน ด้วย ดังนั้นมาถึงปีนี้ จึงอยากให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่อีกปีที่จะมีแต่สิ่งดีๆเกิดขึ้น ใคร ๆ ก็ต่างหวังให้มันเป็นเช่นนั้น เพราะว่า บ้านเมืองเราจะได้สงบเสียที มีแต่ความสุขที่เกิดขึ้น

     และเนื่องจากปีใหม่ในปีนี้ ฉันได้มีโอกาส ไปเป็นพิธีกรช่วยงานกาชาดของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งตรงกับ วันที่ 1 มกราคม 2557 พอดี ซึ่งเป็นวันแรก ของการเริ่มต้นใหม่ ของปีนี้พอดี ถือว่าเป็นเกียรติมาก เป็นครั้งแรกของฉันเองด้วย ที่ได้ขึ้นเวที ช่วยงานกาชาด งานกาชาด เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2556 – 5 มกราคม 2557  รวมทั้งสิ้น 11 วัน จัดโดยกาชาดจังหวัดภูเก็ต ในงานก็จะมีการออกร้านจากร้านต่าง ๆ มีดารานักแสดงจากสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ มาร่วมในงาน เพื่อสร้างสีสัน ด้านของกาชาดเอง ก็มีการตักรางวัล มัจฉากาชาด ซึ่งก็มีรางวัลมากมาย และงานนี้ ฉันก็ได้ขึ้นเวทีคู่กันกับ พี่ชายที่สนิทกันอย่าง ดีเจพุฒ หรือ อภิสิทธิ์ คนชม ซึ่งเราได้เรียนอยู่ห้องเดียวกันในคณะนิเทศศาสตร์ งานในวันนั้นมีคนเยอะพอสมควร ทำให้ฉันมีอาการประหม่าเล็กน้อย พูดผิดพูดถูกไปบ้างในช่วงแรก ๆ แต่พิธีกรคู่คนเก่งของฉัน ก็ช่วยแก้ให้ และเสริมให้ตลอด น่ารักมากจริงๆ งานนี้ต้องขอบคุณพี่ชายที่แสนดีคนนี้  ไม่นานนัก กลุ่มเพื่อน ๆ ในห้อง ก็ทยอยกันมา ให้เห็นด้านล่างของเวที ยิ่งทำให้รู้สึกว่า มีกำลังใจมากขึ้น

     งานนี้นอกจากจะได้มาสนุกสนานกันแล้ว เรายังเหมือนได้มาทำบุญไปด้วยกันค่ะ เพราะว่า งานกาชาดนี้ รายได้ทั้งหมดทางกาชาดก็จะนำไปช่วยเหลือในส่วนต่าง ๆ เหมือนตามสโลแกน “เราช่วยกาชาด กาชาดช่วยเรา”

     นอกจากจะได้ร่วมทำบุญกับฝ่ายกาชาดแล้ว เมื่อหิว ก็ยังมีร้านอาหารที่มาออกร้านกันมากมายให้เราได้เลือกรับประทานกัน จะเลือกซื้อกลับไปทานที่บ้าน หรือ จะเลือกแล้วทานที่งานก็ได้ ซึ่งทางงานก็ได้จัดโต๊ะเอาไว้ ที่หน้าเวทีใหญ่ ที่มีการแสดงจากศิลปินต่างๆ ทั้งในและนอกจังหวัดภูเก็ต ที่มีการหมุนเวียนมามอบเสียงเพลงเพราะ ๆ ให้ได้ฟังกันอีกด้วย

     แม้ว่าฉันจะไม่มีวันหยุดยาวเหมือนกับคนอื่น ๆ ในวันปีใหม่ในทุก ๆ ปี แต่ฉันก็ดีใจที่อย่างน้อยในปีนี้ ฉันได้ร่วมทำบุญกับกาชาด แม้ว่าฉันจะเหมือนคนตัวเล็ก ๆ แต่ฉันก็เชื่อเหลือเกินว่า การให้ในครั้งนี้ของฉัน ก็ทำให้ฉันมีความสุข และได้สร้างความสุขให้กับคนที่ไปร่วมงานวันนั้นบ้าง ไม่มากก็น้อย และหวังเพียงแต่ว่า ปีหน้า และปีต่อๆ ไป ฉันจะได้มาร่วมงานอีก แม้จะเป็นเพียงแค่ คนมาร่วมงานก็ดีใจแล้วค่ะ <3

2
0
piyaporn paphitchaya
เขียนเมื่อ

แค่ในรั้ว...ก็ชิลได้

 

          มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต  เป็นมหาวิทยาลัย ที่มีบริเวณกว้างขวาง มีที่พักผ่อนหย่อนใจหลายที่  และรอบ ๆ รั้วมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ยังมีร้านอาหารน่านั่ง น่าทานอีกหลายที่เช่นกัน

          หลังจากเรียนช่วงเช้าเสร็จ ก็ถึงเวลาพักเที่ยง บริเวณแถวหน้ารั้วมหาวิทยาลัย ก็มีร้านอาหารมากมาย แต่ดิฉันจะขอแนะนำร้านบ้านกาแฟ ซึ่งร้านนี้ ทำอาหารได้น่าทาน และ อร่อยมาก ภายในร้านมีแอร์เย็น  และมีเพลงเพราะ ๆ ตลอดเวลา ไม่เพียงแต่อาหารอร่อยเท่านั้น  ที่ร้านบ้านกาแฟ ยังมีเครื่องดื่ม และของหวานอีกด้วย  บ้านกาแฟยังมีบรรยากาศดี แถม ราคาอาหารก็ไม่แพงด้วย หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จ ดิฉันจะพาไปแนะนำที่พักผ่อนหย่อนใจ ในรั้วมหาวิทยาลัยกัน

          หลังจากที่รับประทานอาหาร  ดิฉันก็เข้ามาในมหาวิทยาลัย  หลายคนอาจจะเข้าห้องสมุด  แต่ที่ประจำของดิฉันคือ ลานพระ  ที่บริเวณลานพระ  จะมีนักศึกษาเข้ามานั่งพักผ่อนอยู่ตลอดเวลา  ที่บริเวณนี้มีลมพัดตลอด และยังมีลานโล่ง ให้ได้นอนเล่นอีกด้วย  ที่ลานพระนี้  ประธานแลละผู้จัดสร้างพระประธาน สร้างลานปฏิบัติธรรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระชนมายุ  80 พรรษา  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  หลังจากที่นั่งที่ลานพระเสร็จ  ใกล้ ๆ บริเวณลานพระอยู่ใกล้  กับห้องสมุด  ในห้องสมุดชั้น 6 ของมหาวิทยาลัย  ได้เปิดเป็นโรงภาพยนตร์เอาไว้ให้นักศึกษาได้เข้ามานั่งเล่น และเปิดภาพยนตร์ดูตามอัธยาศัย

 

ในห้องสมุด  ไม่เพียงแต่หาความรู้ได้เท่านั้น ในห้องสมุด ยังมีร้านขายของทานเล่นเล็ก ๆ อยูบริเวณชั้นล่างสุด ซึ่งห้องสมุดในแต่ละชั้นจะมีสาระความรู้ที่แตกต่างกันออกไป

          บริเวณชั้น 1 จะมีห้องเล็ก ๆ สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 7 ปี  ให้เด็ก ๆ เข้ามานั่งเล่น  ในบริเวณชั้น 2 จะเป็นหมวดสังคมศาสตร์  ประวัติศาสตร์  และภูมิศาสตร์  ทรัพยากรสารสนเทศ  บริเวณชั้น 3 จะเป็นหมวดหมู่ความรู้ทั่วไป  วิทยาศาสตร์  วิทยาศาสตร์ประยุกต์  และชั้น 3 ยังมีบริการถ่ายเอกสารให้ด้วย  ส่วนชั้น 4 จะเป็นหมวดหมู่ปรัชญา  ศาสนา  ศิลปะและนันทนาการ  หนังสือต่างประเทศ  และชั้น  5 เป็นหมวดหมู่ภาษาศาสตร์  วรรณคดี  หนังสือหมวดนวนิยาย  เรื่องสั้น  และยังมีโรงภาพยนตร์ให้ดูอีกด้วย

          หลังจากวันนี้ ได้เที่ยวในรั้วมหาวิทยาลัยเสร็จแล้ว  ก็ถึงเวลาที่จะต้องเข้าเรียนแล้ว  และถ้าวันหลังมีโอกาส  หรือเวลาว่างอีก ดิฉันจะพามาแนะนำมหาวิทยาลัย  เพราะว่าในมหาวิทยาลัยยังมีที่เที่ยวและที่พักผ่อนอยู่อีกหลายที

 

2
0
piyaporn paphitchaya
เขียนเมื่อ

 

One Fine day : หนึ่งวันสบายคลายร้อนกับ “วัน  FriDay”

 

เช้าวันศุกร์ อันสดใส อากาศไม่ร้อนจนเกินไป เหมาะแก่การออกไปท่องเที่ยว หลังจากที่ทำงานมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ขอหยุดพักผ่อนหนึ่งวัน เลยนัดเพื่อน ๆ ออกไปเที่ยวกัน        

          เรานัดเจอกันที่ ร้านสัตตบรรณ บนเขาเรดาห์ ใกล้ๆ  กับวัดฉลอง ร้านนี้อยู่บนเขา บรรยากาศดีมาก วิวทิวทัศน์สวยงาม อากาศดี เราทานอาหารเที่ยงกันที่นี่ อาหารอร่อย เคล้าบรรยากาศดี ๆ นี่ ทำให้อาหารยิ่งอร่อยขึ้นไปอีก หลังจากที่ทานอาหารเที่ยงกันเสร็จแล้ว เราแวะไปไหว้พระกันต่อ ที่ วัดฉลอง วัดคู่บ้าน คู่เมืองของจังหวัดภูเก็ต เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วง ไฮซีซั่นของจังหวัดภูเก็ต ทำให้วันนี้มีนักท่องเที่ยวจากหลากหลายที่ เข้ามาสักการะ ไหว้พระขอพรกันมากเป็นพิเศษ ปัจจุบัน มีรูปหล่อของหลวงพ่อแช่ม หลวงพ่อช่วง และ หลวงพ่อเกลื้อม ประดิษฐานอยู่ภายในวัด ให้ผู้ที่มาเยือน ได้สักการะ ซึ่ง นอกจากนมัสการรูปหล่อ ของหลวงพ่อทั้งสามแล้ว แนะนำให้เดินมาที่ด้านข้างของวิหาร เพื่อเข้าชมกุฏิจำลองของหลวงพ่อแช่ม นอกจากจะเป็นเรือนไทยที่สวยงามแล้ว ภายในยังมีหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อให้เราได้กราบไหว้ มีความสวยงามและเสมือนจริงมาก

หลังจากที่ ไหว้พระเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกเดินทางไปเล่นน้ำทะเลต่อที่ หาดกะรน ทะเลที่นี่ค่อนข้างเงียบกว่าหาดอื่น ๆ ในจังหวัดภูเก็ต ในวันนี้หาดกะรนมีคลื่นลม ไม่แรงมากนักมีนักท่องเที่ยวค่อนข้างมากพอสมควร นักท่องเที่ยวต่างชาวบ้างก็นอนอาบแดด บ้างก็เล่นน้ำทะเลถึงแม้ว่าชาวต่างชาติจะนอนอาบแดดแต่ก็ยังมีคลื่นลมทะเลพัดเข้ามาทำให้อากาศไม่ร้อนมากนัก 

                                                          

หาดกะรนมีลักษณะเป็นเวิ้งอ่าง อยู่ทางฝั่งฟากตะวันตกของภูเก็ตที่รับคลื่นลมจากอันดามัน และยังมีอีก 3 อ่าวที่ทอดตัวยาวต่อเนื่องกัน คือ หาดกะรน หาดกะตะใหญ่ และ หาดกะตะน้อย ทั้ง 3 หาดนี้เป็นหาดที่งดงาม มีเมล็ดทรายสีขาวสะอาดไม่แพ้กัน หลังจากเล่นน้ำเสร็จเราก็เดินทางต่อเพื่อจะไปแหลมพรหมเทพ ระหว่างทางเราแวะที่จุดชมวิว 3 อ่าวด้วย เย็นวันนั้นไม่ค่อยมีคนเยอะนัก และพวกเราก็เดินทางต่อเพื่อที่จะไปดูพระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพ ระหว่างที่กำลังขับรถไปดูเวลาก็เกือบจะ 6 โมงแล้วจึงทำให้ต้องรีบกว่าปกติ เมื่อไปถึงพวกเราต่างรีบขึ้นบันไดแต่ก็ไม่ทันดูพระอาทิตย์ตก ถึงแม้จะไม่ได้ดูพระอาทิตย์ตกแต่ก็ยังได้เห็นภาพท้องฟ้ากำลังจะมืดในยามค่ำคืน เมื่อพวกเราเก็บภาพและความทรงจำ     เสร็จและแล้วก็ถึงเวลาของมื้อค่ำ

ปิดท้ายด้วยมื้อค่ำของวันนี้ก็เป็นร้านประจำของกลุ่มเพื่อนนั้นก็คือ “ร้านแซ่บ” นั้นเอง ถ้าวันไหนที่มีเวลาว่างก็จะไปนั่งที่ร้านกันเป็นประจำ ร้านแซ่บมีเมนูอาหารที่หลากหลาย ราคาไม่แพงมากนัก ไม่เพียงแต่อาหารอร่อยเท่านั้น ภายในร้านยังตกแต่งให้น่านั่ง ที่สำคัญยังมีตุ๊กตาหมีตัวใหญ่อีกด้วย เป็นอีกมุมหนึ่งที่ทำให้ทุกคนแทบเข้าร้านมาต้องเข้าไปถ่ายรูปด้วย ในเมื่อวันนี้มาร้านประจำก็ต้องสั่งเมนูโปรดนั้นคือ สลัดปลาแซลมอน ที่กินที่ไรก็ฟินทุกที เมื่อกินอาหารคาวเสร็จแล้วก็ตบท้ายด้วยของหวาน คือ ฮันนี่โทส ในเมื่อหนังท้องตึง หนังตาก็เริ่มย่อน  หมดเวลาสนุกแล้วสิ หมดเวลาสนุกแล้วสิ ถึงเวลาที่จะต้องกลับบ้านแล้วสินะถึงแม้ว่าจะอยากอยู่เที่ยวต่อก็ตามเถอะ   และวันนี้ก็เป็น one fine day วันสบายสบายของฉันวันอีกวันหนึ่ง

 

                                  

 

 

 

 

 

 

2
0
piyaporn paphitchaya
เขียนเมื่อ

 

     

 

  หนึ่งวันในฤดูหนาว .. กับพวกเราที่ฟาร์มแกะ

 

              ในช่วงปีใหม่ หลาย ๆ คนก็คงมีวันหยุดยาวกัน ต่างก็อยากไปสัมผัสกับความหนาวเย็น กันที่จังหวัดทางภาคเหนือ ซึ่งที่จังหวัดภูเก็ตของเราไม่มี แต่สำหรับบางคน ที่ไม่มีวันหยุดยาว หรือแทบไม่ได้หยุดเลยนั้น ต่างก็ หาที่พักผ่อนหย่อนใจกัน ซึ่งก็คงไม่พ้น จังหวัดใกล้เคียง  ที่สามารถเดินทางได้สะดวก ก็คือ พังงา และกระบี่ ซึ่งก็เหมือนกับ นศ. ภาคกศ.บป. ที่แต่ละคนต่างก็มีงานที่ต้องทำและรับผิดชอบกัน เลยทำให้ ไม่มีเวลาไปท่องเที่ยวที่ไหนได้ไกล พวกเราเลยชักชวนกันว่า สัปดาห์ที่ได้หยุดปีใหม่ พวกเราจะไปเที่ยว Diary Hut Farm ที่จังหวัดพังงากัน

         เช้าวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม 2556  พวกเรานัดกันเวลา 10.00 น. โบตั๋น ติ่มซำคือเป้าหมายแรกของพวกเรา การเดินทางครั้งนี้ เราใช้รถยนต์ 2 คัน  ผู้ร่วมเดินทาง คันละ 5 คน เมื่อเรารับประทานอาหารเช้ากันแล้ว ก็เดินทางต่อไปยัง วัดถ้ำสุวรรณคูหา วัดนี้ มีลิงเยอะมาก พวกเราเข้าไปไหว้ สักการะพระนอน  ไหว้พระ ขอพรกันแล้ว ก็ชักชวนกันออกมาซื้อกล้วยให้ลิงกัน ที่นี่มี่ลิงเยอะมาก มีทั้งลิงเด็ก ลิงแก่ ลิงแม่ลูกอ่อน ลิงที่น่าจะเป็นจ่าฝูง เพราะ เมื่อลิงตัวนี้จะเดินไปทางไหน แย่งอาหารจากลิวตัวอื่น ๆ ลิงทุกตัวต่างยอม และหลีกทางให้  พวกเราใช้เวลาที่จุดนี้ประมาณ เกือบครึ่งชม.  แล้วจึงเดินทางต่อไปที่ Diary Hut Farm

         เนื่องจาก ติดอยู่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่มีวันหยุดยาว ทำให้วันนี้มีผู้คนมากหน้าหลายตา จากทั่วสารทิศ ที่ต้องการมาเที่ยวพักผ่อน พวกเราเสียค่าเข้าชมคนละ 80 บาท  เมื่อก้าวผ่านประตูทางเข้าเข้าไป เราจะพบกับ ตัวลามะ ที่คล้ายแกะ ผสมกับ อูฐ มีขนปุกปุย แต่ตัวสูง และหน้าเหมือนอูฐ จุดนี้ เราสามารถซื้ออาหารไปป้อนให้มันได้ด้วย ถัดไป เป็น คอกม้า เล็ก ๆ ที่สามารถซื้อตั๋วไปแลกกับ การขี่ม้าได้ สามารถเลือกได้ว่า เราจะให้วนรอบคอก หรือ ออกไปนอกคอก  ราคาต่างกัน 30 บาท  เมื่อเดินเข้าไป เราจะเห็นได้ถึงความกว้างขวางของ Farm แห่งนี้  จะมองขวา หรือ ซ้าย ก็จะเห็น การจัดสถานที่น่ารัก ๆ ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ ถ่ายรูปเก็บไปเป็นที่ระลึกกันอีกด้วย

 

 

 

          ซึ่ง Diary Hut Farm  อยู่ในความดูแลของร้าน Diary  Hut  seafood .. ซึ่งมีสาขาแรกอยู่ที่ภูเก็ต กับร้าน Diary Hut ..  

          ที่นี่เราใช้เวลาอยู่ประมาณ เกือบ 2 ชม. กับการเดินถ่ายรูป ให้นมลูกแกะ ป้อนหญ้าแกะ ขอชมเลยว่า ที่นี่ น่ารักและเหมาะกับการมาเดินเที่ยว แม้ว่าอากาศจะร้อนอยู่มาก แต่ความสวยงามของสถานที่ และความน่ารักของสัตว์โลกที่อยู่ในฟาร์ม ทำให้พวกเราลืมร้อนกันไปเลยทีเดียว

         เดินเที่ยวกันมาก็นาน เพื่อน ๆ หลายคนเริ่มบ่นหิวกันแล้ว ..  หลังจากที่พวกเราซื้อของฝากติดไม้ติดมือกันคนละเล็ก ละน้อยแล้ว พวกเราก็เดินทางไปยังร้านอาหารใกล้ ๆ กัน กับร้านตำยกครก ต้องยอมรับว่า อาหารที่นี่อร่อยมาก สมคำร่ำลือ มือนี้ จบลง พร้อม ๆ กับความเพียของร่างกาย

      

 

                                    

 

       พวกเราออกเดินทางจากพังงา กลับเข้าสู่ ภูเก็ต ปากก็คุยถึง Diary Hut Farm ที่เพิ่งไปกันมาด้วยความสนุกสนาน จิงอยู่ว่า ที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่หน้าไปเที่ยว แต่อาจจะต้องปรับปรุงเรื่องของความสะอาดสักนิด เพราะว่า เมื่อเข้าไป เราจะได้กลิ่นฉุนของ มูลสัตว์ สัตว์บางตัวก็ ดูอ่อนแอ และดูสกปรก ควรเตรียมความพร้อมในเรื่องของ หญ้า และนมสำหรับป้อนให้สัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ที่เข้ามาเที่ยวชม เพิ่มเติมสัตว์ให้มากขึ้น เพราะว่าเท่าที่มี ยังดู น้อยเกินไป ส่วน การจัดองค์ประกอบอื่น ๆ ในฟาร์มนั้น น่ารักอยู่แล้ว แต่ถ้าจะมีเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็จะยิ่งดียิ่งขึ้น

         ไม่นานนัก หลังจากที่ยังคุย เม้าท์มอยกัน เสียงแต่ละคนก็เริ่มเงียบไป เงียบไป จนเงียบกริบ หันไปอีกครั้ง ต่างคนต่างหลับไปเพราะความเพลีย งานนี้ต้องขอขอบคุณ สารถีของเรา ที่ขับรถพาพวกเราไปกลับกันโดยสวัสดิภาพ ขอบคุณ จักรภธรณ์  เมฆารักกุล  หรือ เต็ม ด้วยค่ะ

         ทริปนี้ผ่านไป เข้าสู่ปีใหม่ ต่างคนต่างมีงาน ขอสวัสดีปีใหม่เพื่อน ๆ ทุก ๆ คนด้วยนะคะ รวมไปถึงอาจารย์ผู้สอน ที่ทำให้เราได้มีวันแบบนี้ ขอบคุณมากค่ะ

 

 

2
0
kantima bunc
เขียนเมื่อ

          

 

 

 

   "เมื่อคุณสอบตก อกหัก หรือผิดหวังครั้งหนักๆในชีวิต คุณเคยรู้สึกอยากจะหนีไปให้ไกลจากสภาพเดิมๆ เหล่านี้ไหม ?"

 

          

 

                  นี่คือคำถามของ “นุ่น” เด็กสาวที่ร่าเริง น่ารัก แสนงอน ก่อนหน้านี้เธอได้ถูก “ตั้ม” แฟนหนุ่มที่คบกันตั้งแต่เขาและเธอเขามาศึกษาที่มหาวิทยาลัย “นุ่น”ถูกบอกเลิกและขอเปลี่ยนสถานะ มาเป็น “เพื่อน”ในวันที่ ใกล้จะจบการศึกษาเพียงไม่กี่วัน นุ่นรับไม่ได้กับการร้องขอของ “ตั้ม” ในครั้งนี้ เธอจึงตบปากรับคำชวนของ “เชอร์รี่” ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเธอตั้งแต่ มัธยมและได้ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันคือ เชอร์รี่โดนพักการเรียน 1 ปี เหตุผลเพราะปลอมลายเซ็นอาจารย์เพื่อขอใช้ห้องเขียนแบบนั่นเอง

              สองสาวจึงตัดสินใจหนีจากสถานที่เกิดเหตุของปัญหา จูงมือกันมุ่งหน้าสู่ “ยุโรป” บินข้ามเส้นรุ้งและอีกหลายเส้นแวง ปลดแอกตัวเองจากแรงดึงดูดของโลก แผนของทั้งคู่นั้นง่ายแสนง่าย คือ เสิร์ฟ –เก็บตังค์-เที่ยว เป้าหมายของทั้งคู่นั้นก็คือ “BIG THREE OF EUROPE” ลอนดอน- ปารีส-เวนิส สโตนเฮนจ์,ทางเวอร์ บริดจ์,หอ ไอเฟล,พิพิธภัณธ์ลูฟร์,โคลอสเซียม,เรือกอนโดล่า และหอเอนปิซ่า แลนมาร์คสำคัญๆของโลกถูกมาร์คไว้ลงในใจของ”นุ่นและเชอร์รี่” ก่อนออกเดินทางทั้งคู่ได้ทำสัญญาใจกันว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามทิ้งกัน” แต่อย่างไรก็ตามลงท้ายก็เป็นอย่างที่เขาว่ากัน ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์สารพัด ทั้งสองคาดไม่ถึงหรอกว่าบางครั้งคำสัญญาเป็นหมั้นเป็นเหมาะก็สั่นคลอนเสียง่ายๆเมื่อเจ้าของสัญญาทั้งสองเริ่มเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า จากภาระหน้าที่ในชีวิตประจำวัน พวกเธอคาดไม่ถึงหรอกว่ามิตรภาพอันยาวนานก็ถึงกาลแตกหักด้วยเหตุผลที่ดูไม่เหมือนเหตุผลว่า “กูเบื่อขี้หน้ามึง” ในการเดินทางครั้งนี้ “นุ่น”ก็คาดไม่ถึงว่าจะได้เจอกับ “ตั้ม”อีกตั้มหนึ่งและกลายเป็นความรักครั้งใหม่ กับแฟนใหม่ที่ชื่อเหมือนแฟนเก่า เช่นเดียวกับเชอร์รี่ที่พบกับงานที่เธอใฝ่ฝัน และเธอก็ได้มาด้วยความสามารถของเธอเอง โดยไม่ต้องใช้ใบปริญญาสักใบ

       

              ตัวละครที่สำคัญในเรื่องความจริงมีอยู่ 2 ตัวละครนะค่ะ ทั้งนุ่นและเชอรี่ แต่ที่ฉันกำลังจะกล่าวถึงและมีลักษณะนิสัยส่วนใหญ่ที่คล้ายกับฉันมาก(จนรู้สึกเหมือนเป็นตัวฉันเอง ฮ่าๆ)  ก็คือ “นุ่น” บุคลิกภายนอกนุ่นเป็นคน ร่าเริง ยิ้มง่าย สนุกสนาน ดูเป็นสาวหวาน คุณหนูๆ ลักษณะนิสัย เป็นคนขี้งอน(แสนงอน) ช่างฝัน อ่อนไหว(แต่ไม่อ่อนแอ)เป็นคนที่จริงจังและให้ความสำคัญกับคนรอบข้างและบูชาความรักมาก ภายนอกดูเหมือนเป็น คุณหนูง๊องแง๊ง แต่แท้ที่จริง เธอมีลูกบ้าซ่อนอยู่พอสมควร เป็นคนเข้ากับคนยาก แต่ถ้ารู้จักก็จะรู้ว่า เธอเป็นคนตลก สนุกสนาน คิดอะไรก็พูดออกมาบางครั้งก็ไม่ได้คิด ความโดดเด่นของ “นุ่น” เป็นคนร่าเริง มองโลกในแง่ดี มีความมุ่งมั่นและความตั้งใจในทุกเรื่องเอ๊ะ!!! หรือบางเรื่อง แต่กับเรื่องที่ตนสนใจหรือชอบ นุ่นจะลงมือทำมันอย่างเต็มที่ ใส ซื่อ รักครอบครัว ชอบมองหาสิ่งใหม่มาให้ตัวเองเสมอ รักการผจญภัย ชอบการเดินทางถึงไหนถึงกัน ข้อเสียของตัวละคร ตัวนี้ เป็นคนขี้งอน และอ่อนไหวกับบางเรื่องโดยเฉพาะเรื่องความรัก เป็นคนจำฝังใจแต่ไม่อาฆาตแค้น “ใครทำเรารักเราหลง ใครทำเราเจ็บเราจำ” นี่คือคติประจำใจของ นุ่นนั่นเอง มีอยู่ฉากหนึ่งในหนัง ก่อนที่นุ่นจะตัดสินใจไปร่วมเดินทางกับเชอร์รี่ครั้งนี้ เธอกล่าวถึงคนรักเก่าว่า “มีตั้มที่ไหน ที่นั้นต้องไม่มีนุ่น” เป็นคนปากแข็ง บ่อยครั้งที่นุ่นนั่งดูรูปคนรักเก่าแล้วเผลอร้องไห้ออกมาคนเดียว เป็นเพราะนุ่นเป็นคนที่จริงจังและซีเรียส กับทุกๆเรื่อง มากเกินไป บางครั้งเวลาผิดหวังหรือสุญเสียอะไรบางอย่างไปเป็นเรื่องธรรมดาที่นุ่นจะรับไม่ได้

          เหตุการณหรือฉากที่ประทับใจของตัวละคร ต้องขอบอกเลยว่าทุกฉาก ทุกตอนในหนังเรื่องนี้ สร้างความประทับใจให้ตัวฉันพอสมควร ทั้ง Location(สถานที่) บท และการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านตัวนักแสดง แต่ฉากที่ชอบที่สุดคงเป็นฉากที่ “นุ่น”เริ่มท้อกับชีวิตต่างแดน เงินก็เริ่มหมด ร่างกายแย่ลงและค่อนข้างปรับกับสภาพอากาศไม่ได้ จึงชวน เชอร์รี่กลับบ้าน เชอร์รี่บอกกับนุ่นว่า “ไม่ ถ้าแกอยากกลับก็กลับไปคนเดียว” นุ่นรู้สึกเสียใจและโกรธกับคำพูดของเชอร์รี่ ทำให้นุ่นระบายความในใจทุกอย่างที่อัดอั้นมานาน จึงทำให้ทั้งสองทะเลอะกันอย่างหนัก และไม่คุยกันเป็นอาทิตย์ จนมีเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งคู่ต้องอยู่ด้วยกัน และมีเวลาปรับความเข้าใจกัน เป็นฉากที่นุ่นไม่สบายเป็นลมหมดสติไปบนพื้นถนน เชอร์รี่แบกร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของนุ่นกลับที่พัก ดูแล และดูอาการของนุ่นอยู่ไม่ห่าง จนนุ่นรู้สึกตัวก็เห็นว่ามี เชอร์รี่อยู่ข้างๆ ทำให้ทั้งสองรู้ว่า “ไม่มีใครทิ้งใครจริง” ทั้งสองพยายามปรับความเข้าใจและปรับปรุงข้อเสียของตัวเอง ทั้งคู่เอ่ยปากขอบคุณเหตุการณ์ในวันนั้นที่ทำให้ต่างฝ่ายต่างกล้าพูดสิ่งที่ควรจะพูดออกมา ซึ่งสิ่งเหล่านั้นทำให้วันนี้เธอทั้งคู่เข้าใจกันและรักกันมากขึ้น และเหตุการณ์นี้ก็ตรงกับชีวิตของฉันเช่นกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันได้ทะเลาะกับเพื่อน เพื่อนที่ฉันรักและคบกันมากว่า 7 ปี ด้วยเหตุผลไร้สาระที่ว่า “ฉันลืมจ่ายค่ารถเมย์ให้” ท่านผู้อ่านคงไม่เชื่อว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เราไม่ได้คุยกันถึง 1 ปีเต็ม ด้วยศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ จึงไม่มีใครยอมพูดขอโทษ จากนั้นไม่นาน ฉันก็ได้ยินข่าวร้ายว่า “เพื่อนของฉันอุบัติเหตุทางรถยนต์และเสียชีวิต ฉันร้องไห้คร่ำครวญเหมือนเสียของรักที่สุดไป ไม่มีแล้วใช่ไหม เพื่อนที่รักเราที่สุด หลังจากนั้นฉันได้รับบทเรียนอันยิ่งใหญ่และปรับปรุงตัวเอง ปัจจุบัน ฉันเอ่ยขอโทษอยู่เสมอและเมื่อรู้ว่าตัวฉันเองผิด และแม่ฉันอีกเช่นเคยที่สินฉันว่า "คำว่าขอบคุณและขอโทษ เป็นคำที่ไม่มีวันหมดอายุ เราจขะใช่มันเมื่อไหร่ก็ได้"

         คำพูดที่ประทับใจ คงเป็นคำพูดของ “ตั้ม” ที่สอน “เชอร์รี่” เสมือนพี่ชายสอนน้องสาวว่า “เราจะไม่สนใจคนที่ล้มแล้วเจ็บ แต่เราจะสนใจคนที่ล้มแล้วลุกขึ้นแล้วเดินต่อมากกว่า” คำพูดนี้มีความสำคัญต่อฉันมาก ฉันเก็บมันมาคิดทุกครั้งเวลาที่ฉันท้อหรือหมดกำลังใจ เชื่อไหม.. ว่ามันช่วยได้ดีมากเลยทีเดียว

       ความใกล้เคียงของฉันกับตัวละครตัวนี้ ค่อนข้างที่จะเหมือนกันแทบทุกอย่าง ใช่แล้ว !!! ฉันเป็นคน ร่าเริง สนุกสนานมาก (เกินไป) ทำให้บางครั้งดูเป็นคนไร้สาระ มองโลกในแง่ดี เพื่อนๆมักเรียกฉันว่าเป็น “คนโลกสวย” ฉันเป็นคนให้ความสำคัญกับคนรอบข้างมากและจริงจังกับทุกสถานการณ์ แต่สิ่งที่น่าจะใกล้เคียงกันที่สุดคงเป็นเรื่องความรัก เพื่อนสนิทที่รู้จักฉันดี มักบอกกับฉันเสมอว่า “ฉันเป็นคนบูชา ความรักมาก”และเหตุผลหนึ่งที่ฉันเลือกจะมาใช้ชีวิตที่นี่ส่วนหนึ่งก็เพราะฉันอกหัก นั้นเอง ฉันเดูภายนอกฉันเป็นคนติดหรูนะแต่จริงฉันเป็นคนลุยๆไปไหนไปกัน และชอบการผจญภัยพอสมควรและนี้ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ฉันเลือกเป็นไกด์ จนถึงปัจจุบัน

    “ไม่ว่าจะอย่างไร ไม่ว่าจะหนีไปไกลแค่ไหน ทุกๆต่างต้องอยู่บนพื้นฐานเดียวกันที่ว่า เราไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก เช่นเดียวกับที่โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล” อย่างที่กาลิเลโอได้กล่าวเอาไว้

4
0
kantima bunc
เขียนเมื่อ

 

หนึ่งวันสบายคล้ายร้อนที่"ในยาง"(ความสุขอยู่แค่เอื้อม)

 

       “คุณเป็นอีกคนหนึ่งไหม ที่ทำงานจนไม่มีเวลาไปไหน ทำงานจนไม่มีเวลาได้พักผ่อน หรืออยู่กับคนใกล้ตัว ทำงานจนลืมไปว่าเราอยู่ในเมืองที่มีความสวยงามทางธรรมชาติอันดับต้นๆของโลก ที่ๆใครๆต่างบอกว่ามันเป็นเกาะสวรรค์ มันถูกใครเรียกกันว่า “เกาะภูเก็ต”นั่นเอง

       “ระวังคนกำลังเหงาถ้ามันถูกใจเข้า ให้ทำยังไง.......” เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือคู่ใจดังขึ้นฉันบิดขี้เกียจอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียง โอ้ย !!!! นี่มันพึ่ง 9.00 โมงเช้า ห๊า !!! 9 โมง ฉันต้องเข้างาน 9.30 หนิ คงเป็นเพราะเช้านี้ฝนตกลงมาทำให้ชุ่มฉ่ำและมีความสุขกับการนอนมากไป ฉันรีบทำภารกิจของฉันอย่างเร่งรีบ วันนี้เป็นวันที่อากาศไม่ค่อยเป็นใจในการทำงานเท่าไหร่ การทำงานของฉันเงียบเหงา และน่าเบื่อ ฉันเฝ้ารอเวลาให้ถึง 4 โมงเย็นเร็วๆ เพราะวันนี้ฉันมีนัดกับครอบครัวเราจะไปสถานที่ๆนึ่งด้วยกันที่นั่น อยู่ไม่ไกลจากบ้านของฉันมากนัก ฉันขอบอกไว้ก่อนเลยว่าตั้งแต่ที่ฉันย้ายมาอยู่ ภูเก็ต จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลา 6 เดือนแล้ว ฉันยังไม่มีโอกาสได้ไปสัมผัสน้ำทะเลกับคนอื่นๆเขาเลย วันนี้ถือเป็นโอกาสดีจริงๆ เหมือนสภาพอากาศจะเป็นใจ เมือถึงเวลาที่ฉันเลิกงานฝนที่ตกอย่างหนักเมื่อคู่ก็ ฟ้าที่ปิดสนิท กลับมีแสงแดดอ่อนๆลอดผ่านก่อนเมฆมาให้อุ่นใจ เอาละเราเริ่มเดินทางกันเลย ........

            

        จุดหมายปลายทางของเราในวันนี้ก็คือ “หาดในยาง” ซึ่งถ้าออกเดินทางจากบ้านของฉันก็ใช่เวลาไม่เกิน 30 นาทีเท่านั้น ฉันขอบอกก่อนเลยว่าก่อนหน้านี้ฉันวางแผนจะไปทัวร์เมืองกรุง(กรุงเทพมหานคร)แต่ด้วยสถานการณ์เมืองที่ค่อนข้างจะตรึงเครียด จึงทำให้การเดินทางครั้งนี้ถูกเลือนไปอย่างไม่มีกำหนด ทำให้เราต้องเปลี่ยนแผนมาเที่ยวสถานที่ใกล้บ้านที่มีความสวยงามและยังถูกตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติด้วย ระหว่างทางก่อนถึงที่หมาย มีโรงแรมขนาดกลางขนานทั้ง 2 ข้างถนน มากมายมองแล้วค่อนข้างจะเพลินตากับดีไซน์การตกแต่งที่สวยงามและแปลกตา ........เย้!!!!! เรามาถึงที่หมายแล้ว “อุทยานแห่งชาติ สิรินาถ” หรือ” “ หาดในยาง” นั้นเอง ทันทีที่ก้าวลงจากรถก็สัมผัสได้ถึงความเงียบสงบ และสิ่งที่ฉันชอบที่สุดอีกอย่างและคิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติคือ “ต้นสน” ที่นี่มีต้นสนที่ใหญ่อยู่เป็นร้อยๆต้นถนนแถวจนสุดหาด บวกกับพื้นหญ้าที่เขียวขจี ตัดกับหาดทรายขาว มันช่างเข้ากันจริงๆ และตลอดริมหาดก็มีร้านอาหารทะเลให้เลือกอยู่หลายร้านเลยที่เดียวสงสัยเย็นนี้พวกเราคงต้องฝากท้องไว้ที่นี่แล้วล่ะ

           ฉันไม่รอช้ารีบตรงดิ่งไปยังทะเลเพื่อให้เท้าสัมผัสน้ำทะเลให้หายยากจากที่อดทนรอวันนี้มานาน ฉันทิ้งตัวลงบนคลื่นที่จะลังจะเคลื่อนตัวมาใกล้ฉันในชุดทำงาน จนเปียกไปทั้งตัว จากนั้นพ่อ,น้า และน้องสาวตัวแสบ พวกเราลงเล่นน้ำทะเลกันอย่างมีความสุขและรอยยิ้ม

       นอกเรื่องว่าเยอะเรามาทำความรู้จักกับหาดนี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า “หาดในยาง”อยู่ทางฝั่งตะวันตกค่อนไปทางเหนือของเกาะ เป็นที่ตั้งที่ทำการอุทยานฯ ชายหาดมีบรรยากาศเงียบสงบ เป็นที่นิยมในการผักผ่อนย่อนใจของชาวภูเก็ตเป็นส่วนใหญ่ มีบ้านพักของ อุทยานฯ และเต็นท์สนาม ไว้ค่อยบริการนักท่องเที่ยวในราคาย่อมเยาและจุดเด่นของที่นี่คงเป็นบรรยากาศที่เย็นสบายและความเงียบสงบที่ได้ยินเพียงเสียงลมและเสียงคลื่นร่มเงาจากต้นสนที่คอยบังแดด ฉันเล่นน้ำทะเลราวกับได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ฉันหยิบเปลือกหอยมาวาดรูปบนทรายเนื้อละเอียด พ่อนั่งมองฉันแล้วยิ้มที่มุมปาก พร้อมกับเอ่ยว่า “นี่แหละคือของขวัญวันเกิดปีนี้” ใช่!!! ฉันคงลืมบอกไปวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของพ่อฉัน มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะจริงๆ

            พอเริ่มเหนื่อยจากการเล่นน้ำทะเลมาราวๆ เกือบ 2 ชั่วโมง เราก็เริ่มเดินไปหาของกินที่ร้านอาหารทะเลแถวนั้นเราคัดสรรอยู่หลายร้านแต่สุดท้ายเราก็ตกลงปลงใจ เลือกจะฝากท้องกับร้าน “ป้าแดง ซีฟู้ด” ที่มีเมนูในเลือกสรรมากมาย ป้าแดงผู้เป็นเจ้าของร้านเดินมาต้อนรับและแนะนำเมนูแสนอร่อยด้วยตัวเอง ร้านนี้มีอาหารที่น่าสนใจมากมาก แต่ที่เป็นจุดขายของที่นี่คงเป็น “ส้มตำปูม้า และยำ ไข่แมงดา” ในเมื่อป้าแดงแกแนะนำขนาดนี้มีหรือที่เราเมินเฉย เราสั่งสองสิ่งที่มาสนองท้องที่หิวโหย คำแรกที่ได้ชิมส้มตำปูม้า ฉันรู้เลยว่าปูที่ป้าแดงแกเลือกมานั้นสดไม่คาว รสชาติ กลมกล่อม อุ้ย!!!! อูมามิ มาก แต่อย่างที่ 2 นี่ climax เลย ฉันเป็นคนไม่กินแมงดาเลยนะ แต่ป้าแดงอีกนี่แหละ “กินเถอะหนู ลองดูแล้วจะติดใจ” อื้ม ... แค่คำเดียวเท่านั้นแหละ ....ไม่มีคำบรรยาย ร้านป้าแดง ยังมีอาหารอร่อยๆอีกมากมายให้ชวนชิมบวกกับบริการที่เป็นกันเองของเจ้าของร้านแถมราคาก็สบายกระเป๋าเป็นแบบนี้ใครล่ะจะอดใจไหว

 

         เหมือนที่ใครบางคนได้บอกไว้ว่า “เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ” วันนี้ถึงมันอาจจะเป็นช่วงเวลาสั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่มันก็เป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่งของคนๆนี้ วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ทำให้ฉันได้รู้ว่าการพักผ่อนหรือการผ่อนคลายจากการเหนื่อยล้าจากการทำงานไม่จำเป็นต้องไปนวดที่สปาแพงเสมอไป ไม่ต้องไปเดินตากแอร์ในห้างหรูๆ ไม่ต้องจัดสรรวลาและเงินจำนวนหนึ่งไปสถานที่ไกล บางทีที่ๆอยู่ใกล้ตัวเราจนเรามองข้าม อาจเป็นสถานที่ที่ทำให้พบกับความสุข ความสงบและผ่อนคลายได้เหมือนกัน ขอบคุณงานชิ้นได้มาเหยียบน้ำทะเลสักทีและที่ทำให้เรามีวันเวลาดีๆที่ได้อยู่ด้วยกัน สำหรับการเดินทาง “หาดในยาง” ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 30 ก.ม. สามารถเดินทางมาโดยรถยนต์หรือจักรยนต์ก็ได้ สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่มีเวลาและงบประมาณในการเที่ยวหรือพักผ่อนที่จำกัด “หาดในยาง” อาจเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ลองหน้าเวลาว่างออกมาเที่ยวตามสโลแกน ของ ททท.(การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) ที่ว่า “เที่ยวหน้าฝน ค้นหาความสุข” กันนะค่ะ

5
0
Napasorn
เขียนเมื่อ

                                                                                ME  .

  สวัสดีค่ะฉันชื่อ นางสาว นภสร นามสกุล ฝ้ายเพ็ชร์  ปัจจุบันฉันศึกษาอยู่ปี 1 ภาค กศ.บป คณะวิทยาการจัดการ มรภ.ภูเก็ต สาขา นิเทศศาสตร์บัณฑิต เกิดวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2536 ตอนนี้ อายุ 20 ปีบริบูรณ์แล้วค่ะ 

                                                           

                ฉันเป็นคนร่าเริง พูดจาไม่ค่อยมีสาระ เฮฮา ยกเว้นเวลามีเหตุการณ์ที่ค่อนข้างจริงจัง ให้โอกาสคนอื่นได้แสดงความคิดเห็น เพื่อนๆส่วนใหญ่จึงมักจะมาระบายความในใจกับฉันเวลามีเรื่องทุกข์ใจ และมาขอคำปรึกษาบ้าง ฉันก็ไม่รู้จะให้คำปรึกษาเขาอย่างไร เพราะชีวิตตัวเองยังจัดการไม่ค่อยได้เลยล่ะค่ะ แต่ก็พยายามปลอบใจและชี้แนวทางการแก้ปัญหาจากประสบการณ์ที่เคยประสบด้วยตัวเองหรือที่เคยได้ยินจากหลายคนเล่ามา ดีใจนะคะที่อย่างน้อยน่าจะพอช่วยเหลือเขาได้ โดยส่วนตัวฉันเป็นคนชอบอ่านหนังสือมากค่ะ เพราะที่บ้านพ่อแม่ปลูกฝังให้รักการอ่านตั้งแต่เด็กแล้ว เริ่มจำความได้ฉันก็จำได้ว่าแม่ชอบนำหนังสือนิทานเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนในชนบทมาให้อ่าน ชื่อหนังสือ ชีวิตบ้านนา    ผลงานของ อ. ทำนุ อ้นประเสริฐ อ่านแล้วสนุกค่ะได้จินตนาการ แล้วก็มีหนังสือนิทานอีสปที่ชอบอ่านมากตั้งแต่เด็ก

                                                       

 

                  ตอนนี้ฉันมีสัตว์เลี้ยงด้วยค่ะ ฉันเป็นคนรักสัตว์มากเช่นกัน ชื่นชอบสัตว์ต่างๆ ฉันอยากเลี้ยงสัตว์ที่มีขนาดเล็กแต่สามารถเล่น โต้ตอบกิริยาต่างๆกับเราได้เหมือนกับสัตว์เลี้ยงทั่วไป( เช่น สุนัข ) ทำให้ฉันรู้สึกสนใจมากโดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงแปลกใหม่ ( Exotic Pets ) ซึ่งสัตว์พวกนี้จะต่างจาก หมา แมว ที่คนเลี้ยงกันค่ะ ส่วนใหญ่เป็นสัตว์นำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น

  ชูการ์ไกลเดอร์         เมียร์แคท

  ลิงมาโมเสท            เฟอร์เรท   

        และยังมีอีกมากมายเลยค่ะ ฉันคิดว่าสัตว์เหล่านี้มีความฉลาด ซุกซนเขามีความน่ารักคล้ายๆกับพวกหมา แมวเลยค่ะ ที่ฉันเลี้ยงอยู่ก็คือ ชูการ์ไกลเดอร์ค่ะ ไกลเดอร์นะคะ ไม่ใช่ ไรเดอร์ คนส่วนใหญ่มักจะเรียกผิดค่ะ ที่เรียกชูการ์ไกลเดอร์เพราะ สัตว์ชนิดนี้มีความสามารถพิเศษคือมีผังผืดที่สามารถกางออก และร่อนไปยังที่ต่างๆได้ค่ะ คำว่าไกลเดอร์ ก็มาจากภาษาอังกฤษ Glider ที่แปลว่า การร่อน นั่นเองค่ะ 

                                            

                  ฉันตั้งชื่อให้เขาว่า พอตเตอร์ ค่ะ จริงๆชื่อนี้แม่เป็นตั้งให้ค่ะ เพราะไม่รู้จะให้ชื่ออะไรดี ฉันกับน้องชอบดูเรื่องแฮร์รี่        พอตเตอร์มาก แม่คงจะนึกขึ้นได้แล้วตั้งชื่อให้  เจ้าตัวเล็กค่ะ ฉันซื้อพอตเตอร์มาจากตลาดเจ้าฟ้าวาไรตี้ นาคาค่ะ เพราะก่อนจะซื้อฉันถามข้อมูลจากคนที่เขาเลี้ยงอยู่ในตอนนั้น เขาก็แนะนำร้านนี้มาให้ค่ะ เพราะส่วนใหญ่พ่อค้าแม่ค้าร้านอื่นจะไม่ใส่ใจสัตว์เลี้ยงต้องการเพียงแค่ขายอย่างเดียว ร้านนี้แม่ค้าน่ารักมาก ไม่ได้ขายสัตว์เพียงเพราะต้องการเงิน ขายเพราะด้วยใจรัก และเขายังดูแลสัตว์ของร้านเขาเป็นอย่างดี แม่ค้าเองก็เป็นคนสนใจสัตว์ exotic pets เหมือนกันค่ะ โชคดีเลยเจอคนที่มีความสนใจคล้ายๆกัน

           ฉันรับพอตเตอร์มาตั้งแต่อายุเพียง 2.5 เดือนเองค่ะ เนื่องจากตอนนี้เหมาะกับการหย่าจากท้องแม่ และสามารถปรับตัว         เขากับเราได้ตอนที่ยังเด็กอยู่ ตอนเจอกันครั้งแรกฉันรับรู้ได้ถึงพรหมลิขิตของเราสองคน เอ๊ะ! หรือตัว นั่นล่ะค่ะ แค่เจอกันครั้งแรกฉันก็รู้สึกผูกพันและเอ็นดูตัวนี้เป็นพิเศษเขาเกาะนิ่งและเงียบมากต่างจากอีกตัวที่แม่ค้าเอามาให้ดูตัวนั้นร้องตลอดเลยค่ะจับแล้วดิ้นตลอด ซึ่งจริงๆเวลาเลือกซื้อควรเลือกตัวที่ร้องเก่งๆดูซนๆนะคะจากการศึกษาข้อมูลก่อนหน้าที่จะซื้อ ทั้งๆที่ตอนนั้นฉันก็รู้ข้อมูลข้อนี้แต่แปลกที่กลับสนใจตัวนี้มากกว่าจะเลือกอีกตัวหนึ่งมันก็รู้สึกไม่อยากปล่อยตัวนี้ไป ฉันคิดว่าชาติที่แล้วหรือบุญนำพาให้เรามาพบกันแน่เลยค่ะ  รับมาครั้งแรก เขาตัวเล็กมาก ต้องป้อนนมเขา ฉันกลัวมาก กลัวจะจับเขาแรงเกินไป กลัวนมจะทะลักเข้าหน้าเขา ตื่นเต้นมากค่ะช่วงนั้นเหมือนแม่ลูกอ่อน ดึกๆก็ต้องตื่นมาป้อนนม พอตเตอร์เป็นชูการ์ที่แปลกจากตัวอื่นๆฉันแอบคิดอย่างนั้นค่ะ เพราะเขาไม่ค่อยร้องตอนกลางคืนเลยตั้งแต่รับมา มีร้องขู่ตอนช่วงแรกๆเวลาป้อนนม แต่เป็นแค่วันสองวัน ก็นิ่งแล้วค่ะ ยิ่งทำให้รู้สึกรักเข้าไปอีก จนตอนนี้พอตตเตอร์โตเป็นหนุ่มแล้วค่ะ อายุปีกว่าแล้ว อ้วนจ้ำม่ำเลย ยังน่าฟัดเหมือนเดิม ฉลาด เอาแต่ใจด้วยค่ะ แอบเหมือนเจ้าของนิดหน่อย ฮ่าๆ

             สมัยเรียนปวช. ฉันเริ่มจับกลุ่มเริ่มซ้อมเล่นๆกันกับเพื่อนที่โรงเรียน เวลามีงานโรงเรียนก็ไปลงชื่อแสดง หางานนอกเต้นมาเรื่อยๆ แต่เราก็ยังเต้นแบบกะโหลกกะลาค่ะ เพราะไม่มีทุนไปเรียนหรือซ้อมในห้องกระจกส่วนใหญ่จะซ้อมกันเอง จนมีรุ่นพี่มาแนะนำให้ไปเรียนกับโรงเรียนสอนเต้นชื่อว่า PIDA (Phuket International Dance Academy) ซึ่งในตอนนั้นทางโรงเรียนเพิ่งจะมาเปิดสอนที่บิ๊กซีเป็นครั้งแรก และมีคอร์สเรียนฟรีให้ผู้ที่สนใจประมาณ 2 อาทิตย์ฉันและเพื่อนก็มาเรียนจนครบกำหนดค่ะและดูเหมือนว่าคุณครูที่โรงเรียนสอนเต้นเห็นแวว และพวกเรากำลังจะมีการไปเข้าร่วมแข่งขันการเต้นของ อีซูซุดีแม็กซ์แดนซ์คอนเทสต์ในอีกไม่นานนี้จึงมีการเปิดคอร์สที่สองเป็นคอร์สราคาถูกค่ะ พวกเราจึงลงสมัครและใช้เวลาเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด จนกระทั่งวันแข่ง คุณครูสอนเต้นก็ไปดูด้วยค่ะถือว่าเป็นการประสบความสำเร็จอย่างมากสำหรับฉันและเพื่อนๆ ซึ่งพวกเราแข่งมาหลายเวทีไม่เคยชนะหรือได้รับรางวัลเลยค่ะ แต่ครั้งนี้เราได้รับรางวัลเป็นอันดับสามของการแข่งขันค่ะ แถมยังได้ถ่ายรูปใกล้ชิดกับพี่ชิน ชินวุฒด้วยค่ะ

                                                     

         นอกจากนี้ ฉันยังเคยเป็นเชียร์หลีดเดอร์ของสาขาท่องเที่ยวรุ่น 54 มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ตด้วยนะคะ มีการแข่งขันเชียร์หลีดด้วย ทำให้ตอนนั้นซ้อมหนักมากอยู่เป็นเดือนมีคุณครูสอนเต้นจากโรงเรียน PIDA มาเทรนให้ฉันและเพื่อนๆ กลับบ้านดึกทุกวันถือได้ว่าช่วงนั้นฉันรู้สึกมีเวลาอยู่มหาลัยมากกว่าอยู่บ้านอีกค่ะ ผลที่ได้ออกมาดีมากค่ะการประกวดครั้งนี้ทำให้ทีมชนะเลิศได้ที่ 1 ค่ะ ฉันดีใจมากในตอนนั้น

             และเมื่อมาเรียนนิเทศศาสตร์ฉันก็ได้เลือกเป็นเชียร์หลีดเดอร์อีกแล้ว แต่ซ้อมไม่หนักเท่าตอนเป็นหลีดท่องเที่ยวค่ะ มีการแข่งกีฬาสีของคณะเมื่อไม่นานมานี้ ผลปรากฏว่าทีมของฉันชนะอีกแล้วค่ะ ฉันดีใจมาก ถือว่าครั้งนี้ฉันและเพื่อนมีเวลาซ้อมน้อยรวมทั้งอุปสรรคต่างๆอีก ครั้งนี้ฉันได้ขึ้นไปรับถ้วยรางวัลด้วยตัวเอง เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยค่ะ ฉันดีใจและภูมิใจมากที่ได้ทำประโยชน์ให้กับสาขาที่ฉันได้ศึกษาอยู่รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้นแม้จะเหนื่อยแต่ได้ทำเพื่อส่วนรวมแล้วผลออกมาดีขนาดนี้ ฉันก็ยอมค่ะ

แรงบันดาลใจที่ทำให้ฉันได้มาศึกษาในสาขาวิชานิเทศศาสตร์ จริงๆแล้วฉันเป็นคนชอบการร้องเพลง การแสดง มาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ แต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสทำกิจกรรมเหล่านี้ เนื่องจากที่บ้านไม่ค่อยมีเงิน และฉันขี้อายมากตอนเด็กๆ แต่ก็ได้ขึ้นแสดงบ้างในบางโอกาส นั่นก็ทำให้ฉันชอบศิลป์ด้านนี้มากค่ะใฝ่ฝันตั้งแต่เด็ก   แต่แรกๆดูเหมือนที่บ้านจะไม่ชอบ ฉันเลยไม่กล้าเลือกเรียนนิเทศในตอนแรกค่ะ ฉันเลือกเรียนท่องเที่ยว ทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองไม่ได้ชอบเป็นคนนำเที่ยวมากนักหรอก ฉันแค่ชอบพูดภาษาอังกฤษ ชอบพูดกับคนต่างชาติและชอบท่องเที่ยวเท่านั้น ก็ฝืนเรียนมาเรื่อยๆ

                      ในขณะนั้นเอง ฉันได้รับงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่โรงแรมรอยัลซิตี้ภูเก็ต ในส่วนห้องจัดเลี้ยง ส่วนใหญ่เป็นงานแต่งงานค่ะ   เวลามีพรีเซนเทชั่นฉันรู้สึกว่า เฮ้ย! วันแต่งงานทั้งทีทำไมทำแค่นี้ล่ะ!! ซึ่งส่วนมากมันเป็นแค่ภาพสไลด์ของคู่บ่าวสาว ซึ่งฉันคิดว่ามันน่าจะทำให้ได้ดีกว่านี้ เพราะวันแต่งงานมันคือวันพิเศษมากในชีวิตๆหนึ่ง ฉันอยากให้มีการเล่าเรื่องราวความรักของคนทั้งสองมากกว่านี้ เพราะมันจะสามารถเก็บรวบรวมความทรงจำของทั้งสองได้ตลอดไปทั้งชีวิตของกันและกัน เพื่อที่จะได้สื่อถึงความรักให้คนในงานรวมถึงทั้งสองได้สัมผัสที่มาของความรักของคนทั้งสองอย่างซาบซึ้ง นี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกอยากเรียนนิเทศจริงๆจังๆค่ะ และในตอนนั้นฉันรู้สึกล้าจากการเรียนท่องเที่ยวมาก เกรดที่ได้ก็ลดลงๆ จนในที่สุดฉันก็มาเริ่มเรียนนิเทศศาสตร์ กศ.บป นี่แหละค่ะ ก่อนเข้ามาเรียนก็แอบกลัวจะไปไม่รอดอีก และเพราะคำดูถูกของคนรอบข้างบางส่วนว่า ฉันจะทำได้จริงเหรอ? คนอย่างฉันทำไม่ได้หรอก เอาฉันไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ  สุดท้ายคงเป็นเพราะความชอบและความพยายามของฉันทำให้เกรดที่ได้นั้นออกมาเป็นที่พอใจสำหรับฉันมากค่ะ

               และทั้งหมดนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวในชีวิตฉันค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะคะ 

 

                                        

5
0
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี