ความเห็นล่าสุด


เป็นมิติหนึ่งที่มองกันครับ

แต่ถ้ามองเพียงมิติการศึกษา อย่างเดียว  ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย  เพราะคนที่มีการศึกษาดี  แต่ไม่ได้ถูกควบคุมด้วยคุณธรรม จริยธรรม  ก็เปรียบเสมือน โจรดี ๆ นั่นเอง  

 สิ่งที่เราควรให้ คุณค่า และความนิยมคือ คุณงามความดีที่จะกระทำต่อสังคม จะดีกว่า  เพราะแม้นว่าบ้านเมืองจะเจริญช้ากว่า แต่ก็มีความสุข เหมือนกัน

 ถามว่า การปกครองให้ประชาชนชาวสยามให้มีความสุข จำเป็นต้องวัด ด้วยการศึกษาหรือไม่    จำต้องวัดด้วย GDP หรือไม่  ?  ให้คิดเป็นการบ้าน

ด้วยความยินดีครับ  หากถูกนำไปใช้ประโยชน์ ต่อ ตนเอง ผู้อื่น และ การพัฒนาประเทศ 

อ่านแล้วไม่เข้าใจ  แสดงว่าปกติครับ  เพราะผมกลับมาอ่านแล้วก็  เข้าใจลำบากเหมือนกัน... (เพราะสมัยเรียน ผมตกภาษาไทย และ อังกฤษ ...แต่พยายามปรับปรุงตัวอยู่ ครับ)

เอาเป็นว่า  เครื่องมือที่แนะนำ เป็นเครื่องมือ ที่สร้างสำหรับ ผู้ที่มีความรู้   ผู้ที่มีประสบการณ์ เช่น ครู อาจารย์ ผู้เชียวชาญเฉพาะทาง

โดยที่ความรู้ของท่าน ประสบการณ์ของท่าน สามารถถ่ายทอดไปยัง บุคคลที่ต้องการจริงๆ

 

โดยที่ผู้รู้เหล่านั้น สามารถใช้เครื่องมือต่างๆ อำนวยความสะดวกได้

 

ทำไม ไม่ถ่ายทอดความรู้โดยใช้ Blog ล่ะ ?

 

 เพราะ Blog ไม่มีเครื่องมือสำหรับ ระบบประมวลผล  หรือ ทำการประเมินผล 

ดังนั้น การถ่ายทอดความรู้  ในโปรแกรมที่นำเสนอ เป็นการถ่ายทอดผลของการประเมินความรู้  หมายถึง เมื่อป้อนข้อมูลเข้ามา  โปรแกรมสามารถประเมินได้เลยว่า   ใช่หรือไม่ใฃ่  ถูกหรือไม่ถูก  เหมาะหรือไม่เหมาะ  หรือสามารถแสดงความเห็นอื่น ๆ ได้อีก 

ถามว่า  ผู้รู้ทำไมต้องใช้?

ถ้ามองด้านเดียว  คือ ไม่เห็นมีความจำเป็นต้องใช้เพราะปกติก็มีงานทำอยู่แล้ว คือรับเป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชน ก็สามารถทำได้แล้ว

ประเด็นที่ผมสร้างไม่ได้สิ้นสุดเพียงเท่านั้น .... เราต้องมองต่อไปว่า  เราจะสร้างอาชีพให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างไร    การสร้างอาชีพให้เกิดขึ้นในสังคมเป็นปัจจัยหนึ่งของการพัฒนาประเทศ   การสร้างความรู้และสามารถถ่ายทอดความรู้ ไปต่างประเทศ ...น่าจะมีผลประโยชน์อะไรบ้าง ...ต้องช่วยกันคิดต่อไป ....

เครื่องมือชุดนี้ถูกสร้างขึ้นมาก  ... คิดว่าคุ้มกับผู้สร้างหรือไม่   ... ไม่เลย เสียเวลา เสียเงิน ... แต่ถ้ามองที่ประโยชน์ มันยิ่งกว่าคุ้ม...

ประโยชน์ขึ้นอยู่กับใคร หนึ่งผู้รู้   สองประเทศชาติ  สาม ผู้ที่ต้องการความรู้ของผู้รู้

ผู้รู้ได้ประโยชน์อะไร.... ระบบที่ใช้เป็นระบบปิด เฉพาะผู้ที่ถูกอนุญาตเท่านั้นจึงจะใช้ความรู้ได้ (หมายถึง ผู้ขอเปิดรหัส จะต้องจ่ายเงินให้กับผู้รู้ ) ทำไมต้องทำอย่างนี้ ..... เพราะว่า รัฐไม่ได้มีเงินสนับสนุนการสร้างความรู้  ผู้รู้จะต้องหาทุนเอาเอง  นี่คือประเด็น

เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ อย่างไร?  ตอบ...ผู้รู้ไม่น่าจะสามารถทำงานคนเดียวได้  ต้องอาศัยทีมงานด้วยเช่นกัน

ประโยชน์ ประการที่สองคือ ความรู้สามารถถูกต่อยอดและถูกนำไปใช้ได้จริง

 

ประโยชน์อันที่ 3  ผู้ที่ต้องการความรู้  สามารถดำเนินกิจกรรม หรือ ประกอบธุรกิจ โดยมีผู้รู้ ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลธุรกิจ เข้าถึงปัญหาอย่างแท้จริง รวดเร็ว

 ทำให้ผู้รู้สามารถให้คำแนะนำได้อย่างรวดเร็วด้วย

 ถามว่า เป็นไปได้หรือ?  เพราะวันนี้เราอยู่กับปัจจับัน แต่วันหน้า  เมื่อธุรกิจจะต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรง  การเข้าถึงข้อมูล  จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก

 

หมายเหตุ จริงอยู่ ข้อมูลคือความรู้  ความรู้คือข้อมูล แต่  ข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง  ความรู้ที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน ทำอย่างไร เราจึงจะรู้ได้   นี่คือ เครื่องมือที่ถูกสร้างเพื่อรองรับความรู้ หรือ ข้อมูล ปัจจุบันทันด่วน

 ****ความรู้หรือข้อมูลที่ถูกบันทึก บน webboard หรือ blog เป็นข้อมูลหรือความรู้ ที่เป็น model เท่านั้น  ไม่ใช้ความรู้ปัจจุบันทันด่วน    นี่คือความแตกต่าง

 

สวัสดีครับ ครูอ้อย

 เป็นกำลังใจให้ครูครับ

ผมมีเครื่องมือชุดหนึ่งที่อยากให้ครูอ้อย ได้ดู และบางที เครื่องมือชุดนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับครูอ้อยก็ได้ 

 เครื่องมือชุดนี้ คือ เครื่องมือช่วยงานด้านวิจัย หรือการสอนของครูได้ 

 เช่น หลักเกณฑ์การประเมินด้งกล่าวสามารถ ถูกนำไปวัดได้หลายๆ คน ในเวลาเดียวกันพร้อมๆ และสามารถรู้ผลได้ไวขึ้น

ขอให้ครูอ้อยเข้าไปแวะที่ http://gotoknow.org/blog/expert  เครื่องมือดังกล่าวสามารถสร้างความรู้ เพื่อการสอน เพื่อการประเมิน เพื่อการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งได้  จะสามารถนำไปใช้กับใครที่ไหน เมื่อไหร่ ผลการประมวลสามารถแสดงออกมาให้เห็นทันที

คำถามสุดท้าย ความรู้ที่สามารถนำมาแสดงออกและประเมินผลทันที และมีระบบบริหารจัดข้อมูลที่เป็นปัจเจกได้  น่าจะสามารถพัฒนาประเทศได้เพียงใด?

 ด้วยความเคราพ

สวัสดีครับ

ผมเห็นด้วยที่ว่า การนำไปใช้ประโยชน์ของความรู้ น่าจะเป็นเป้าหมายที่สำคัญมาก และความรู้ที่เกิดจากการวิจัยถือได้ว่าเป็นความรู้ ที่มีความสำคัญ  แต่บางคนทำงานวิจัยเพื่อ ให้มีผลงานวิจัยเท่านั้น  เพื่อสร้างชื่อเสียงแก่ตนเอง  เพื่อเลือนลำดับคำนำหน้าเท่านั้นเอง  

 จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่งานวิจัยเหล่านั้น ได้ถูกจัดไว้บนหิ้งเสียแล้ว   การต่อยอดความรู้ไม่เกิดขึ้น  การนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่มี 

ความรู้ที่ทำการวิจัย ไม่ได้สร้างประโยชน์โดยรวม หรือการนำไปคิดให้เป็นธุรกิจเกิดขึ้น   ...จริงที่อาจารย์กล่าวไว้

 ผมมีแนวทางหนึ่งที่จะสามารถนำผลงานการวิจัยที่เป็นประโยชน์นำมาใช้ประโยชน์ได้ทันที เช่น นำไปประเมินธุรกิจ  นำไปประเมินผลประกอบการต่างๆ หรือกิจกรรมต่างๆ โดยที่ ผู้ใช้สามารถดึงนำไปใช้งานได้ด้วยตนเอง  เครื่องมือที่ว่านั้นผมประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ  แต่อาจารย์ต้องเข้าไปศึกษาก่อนที่ http://gotoknow.org/blog/expert  นอกจากนี้ผลงานวิจัยสามารถนำแสดง นำเสนอต่างประเทศได้ทันที จะสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ ผลงานการวิจัยสามารถวัดผลหรือปฏิบัติได้จริงหรือไม่

 หากอาจารย์คิดว่า เครื่องมือชุดนี้น่าจะช่วยพัฒนาประเทศได้  ติดต่อมาได้เลยครับ ผมยินดีสนันสนุนเต็มที่ครับ

 

ด้วยความเคารพ

 

 

 

เป็นกำลังใจให้ครับ   ชีวิตไม่สิ้นก็ต้อง เต็นกันต่อไปครับ

 แวะมาอ่านของผมบ้างน่ะ http://gotoknow.org/blog/expert  อ่านแล้วพบของแปลกบอกด้วยน่ะครับ

ผมลืมบอกอาจารย์ไป ว่า ผมมีเครื่องมือชุดหนึ่ง ที่ช่วยให้ประสบการณ์และความรู้ของอาจารย์เกิดประโยชน์ ขึ้น  แต่ว่า ช่วยแวะเข้าไปอ่านดูก่อนครับ

http://gotoknow.org/blog/expert 

แต่อย่างไร รบกวนช่วยวิจารณ์ให้ด้วย จักขอบคุณยิ่งครับ

บางครั้งผมก็ถามตัวเองเหมือนกันว่า ผมเป็นใคร

 

แต่ดู ๆ แล้ว จะว่าเป็นใครก็ตาม อาจจะต้องถามถึงว่าดวงจิต ดวงวิญญาณ ที่มีอยู่ มาจากไหน?  ถ้าสงสัยอย่างนี้  ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว  เพราะการเวียนว่ายตายเกิดของ พระพุทธเจ้า กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก ว่าหลายปี  หลายอสงไขย ดูแล้วไม่มีประโยชน์อะไร เพราะเป็นสิ่งที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว รู้ไปก็เท่านั้น

 ผมอาจบทความหลายบทของอาจารย์ น่าชมเชยที่ว่าอาจารย์โชคดี  ที่ได้มีโอกาสเดินทางไปโน้น มานี่

และมาเล่าสู่กันฟัง

ความรู้ที่มีการจัดการเป็นอย่างไร?

 เป็นความรู้ที่ถูกบริหารจัดการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ?

 มันสามารถตอบได้หลายแง่ หลายมุม มาก เช่น เพื่อรู้  เพื่อเป็นแนวทางไปสู่ความรู้อีกรูปแบบหนึ่ง (หรือเรียกว่าเป็นฐาน- ฐานความรู้)  เพื่อแก้ไขปัญหา  เพื่อสร้างสรรค์ 

 ซึ่งในกระบวนการแต่ละกระบวนการมีลักษณะคล้าย ๆ กัน

ดังนั้นประโยชน์สูงสุดของการแสวงหาความรู้คืออะไร ?

 คือ การนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่มวลมนุษย์  ตรงนี่จึงจะเป็นความรู้ที่น่าควร น่าศึกษา  น่ายกย่อง

http://gotoknow.org/blog/expert  เครื่องมือชุดนี้เป็นเครื่องมือสำหรับการถ่ายทอดความรู้ จากผู้รู้ ไปยัง ผู้ไม่รู้ เพื่อให้ผู้ไม่รู้สามารถใช้งานได้ทันที  สามารถทำงานได้ถูกต้อง  สามารถทำสิ่งที่เจริญต่อไปอย่างถูกวิธี หมายความว่าอย่างไร?

 หมายความว่า ผู้รู้ จะใช้สติปัญญาของตนเองที่มีมา ช่วยผู้คนที่ไม่มีความรู้ด้าน ต่างๆ ได้ หรือว่า ผู้ที่ไม่มีความรู้สามารถเข้าถึง ผู้มีความรู้ หรือ เข้าถึงความรู้และนำความรู้ไปใช้งานได้ทันที

 ถามว่าปัจจุบัน คนที่มีความรู้ส่วนใหญ่ได้มีโอกาสได้ทำสิ่งที่มีคุณค่าหรือไม่ ..... โอกาสน้อยมาก ๆ ครับ

 เพราะอะไร?

หนึ่งที่สำคัญ คือ โอกาส น้อย

1.  ไม่มีเวลา เพราะมีเวลาไปทำอย่างอื่นมากกว่า

2.  การแบ่งเวลาไม่มี หรือการเสียสละเวลามีน้อย

3.  ขอสนุกสนานไปวัน ๆ  ฆ่าเวลาโดยการไปเดินห้างเอาแอร์เย็น ๆ สบายใจกว่า (ชีวิตต่างจังหวัดกับกรุงเทพฯ ไม่แตกต่างกันแล้วครับ)

4.  ....  มีอีกเยอะแยะมากมายเช่น ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์อันใด  ถ้าคิดแบบนี้แสดงว่าต้องการผลตอบแทน   เข้าไปดู ใน http://gotoknow.org/blog/expert ให้ถึงที่สุดก่อนก็จะมีคำตอบในข้อนี้

 

สวัสดีอาจารย์

 

ปกติแล้ว จะนอกหรือในกรอบ เราลองไม่ต้องไปรับรู้มันสิครับ   จะคิดอะไรก็ช่าง แต่ ควรมีสติ  เมื่อมีสติปัญญาก็จะมาเอง  ทำให้เรารู้จัก เหตุ และ ผล มากขึ้น  เช่น อะไรเกิดขึ้น เพราะมีปัจจัยทำให้เกิด  เมื่อเรารู้ว่ามีปัจจัยทำให้เกิด เราก็จะรู้เอง

ยกตัวอย่าง

เราได้เรียนรู้ รูปแบบ A เป็นเวลานาน ทำให้เกิด B

แต่เมื่อเรามี สติ  และ ปัญญา เราก็จะสามารถรู้ได้ว่า รูปแบบ A2 เป็นปัจจัยอีกส่วนหนึ่ง ทำให้เกิด B ได้เช่นกัน

แบบนี้แหล่ะที่เรียกว่า คิดนอกกรอบ  ดังนั้นเราต้องไปที่พื้นฐานของการทำให้เกิดคิดนอกกรอบ คือ สร้างสติ   แล้วปัญญาก็จะเกิดขึ้นตามมา  เมื่อมีปัญญา ไม่ว่าจะกี่กรอบ เราก็จะเห็นเอง   ตรงตามที่อาจารย์ว่าทุกประการ ฝึกที่จิต ฝึกที่ใจ การสวดมนต์ ภาวนา เป็นเครื่องมือผ่านไปสู่ ปัญญา

นี่คือเหตุของการคิดนอกกรอบ ทำไมอาจารย์ยกตัวอย่างเรื่องการสวดมนต์

 แวะเข้าไปวิจารณ์ ความเห็นผมบ้างน่ะครับ 

http://gotoknow.org/blog/expert

 

ขอบคุณครับ

 

สวัสดีครับ

  • ความรู้ กับ สติปัญญา น่าเป็นของคู่กัน เหมือนเหรียญสองด้าน  ความรู้เป็นฐาน โดยสติปัญญาทำให้เกิดความรู้ใหม่   และ ความรู้ใหม่กลายเป็นฐาน และสติปัญญาใหม่(ที่เกิดจากความรู้นั่น ) พัฒนาให้เกิดความรู้ใหม่  งง ไหมครับ  ถ้า งง  ถือว่าใช้ได้แล้ว
  • เข้าไปแวะ คอลัมภ์ผมบ้างน่ะ  เหงา ha ha http://gotoknow.org/blog/expert

ขอบคุณครับ

สวัสดีครับ ครู

1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบการพัฒนากระบวนการคิดด้วยการใช้คำถามหมวกความคิด 6 ใบ

2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการแก้ปัญหา

3) รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน

4) รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้

5) รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์

6) รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน

7) รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบประสบการณ์และที่เน้นการปฏิบัติ

8) รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสู่พหุปัญญา

9) รูปแบบการจัดการเรียนรู้จากแหล่งการเรียนรู้

 เป็นรูปแบบที่น่าสนใจครับ  แต่ถ้าหากจะพิจารณากันดี  รูปแบบหรือหลักการ ทั้ง 9 ข้อจะคล้ายๆ กัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่วัตถุประสงค์ ที่ต้องการจะให้เป็นในรูปแบบแนวใด    เพราะว่าผมเคยพิจารณองค์ความรู้ต่างๆ แล้ว ไม่ว่าจะมีวัตถุประสงค์อย่างไร แต่พื้นฐานของกระบวนการคิดจะเหมือนกันหรือคล้ายกัน 

ความสำคัญคือ การนำไปใช้ให้ถูกต้องถูกวิธี

หรือเรียกว่า ถูกทั้งศาสตร์และศิลป์  หรือ ถูกต้องตามกระบวนการและถูกกาละ(เหมาะสมตามเหตุการณ์)

 เช่น

ข้อที่ 2 , 3 , 6  วัตถุประสงค์คล้ายๆ กัน

ข้อที่ 4 , 5 , 8  วัตถุประสงค์คล้ายกัน

ข้อที่ 1 , 7, 9 วัตถุประสงค์คล้ายกัน

สิ่งที่แตกต่างคือ เรียกต่างกันและเจตนาในการทำต่างกันเท่านั้น

การรวมศูนย์ความคิดเป็นเรื่องที่น่าท้าทายมากเพราะเราจะได้เรียนแบบเข้าใจ  เรียนแบบตกปลาได้เอง แล้วไปทำกับข้าว แล้วแบ่งกันทาน  

แนวความคิดแบบรวมศูนย์  รวมกันเป็นหนึ่ง จึงทำให้เกิดความคิดที่แตกออกไปอีกมากมาย เหมือนกัน 9 ข้อที่อาจารย์ ได้กล่าวถึง และอาจจะแตกไปได้มากกว่า 9 ข้อด้วยกัน 

สิ่งประดิษฐ์ที่ผมทำก็เกิดจากความคิดรวมศูนย์เหมือนกันครับ   ผมเรียนเชิญขอให้อาจารย์ แวะไปดูที่

http://gotoknow.org/blog/expert  และช่วยวิจารณ์ให้ด้วยครับ 

เจตนาการสร้างเครื่องมือชุดนี้ ผมต้องการให้เครื่องมือชุดนี้เป็นเครื่องมือให้เหล่านักวิชาการหรือผู้รู้ทั้งหลายได้ช่วยกันพัฒนาประเทศ ผ่านเครื่องมือที่นำความรู้ออกจากตัวตนและแสดงออกให้ เหมือนๆ กับที่สิงคโปร์เขาทำกัน โดยส่งนักบริหารจัดการส่งออก ไปยังต่างประเทศ ผลผลิตส่งออกของสิงคโปร์คือ ความรู้   แต่มามองเมื่องไทยเรา  ต้องส่ายหน้า....  ทั้งๆ ที่เมื่องเรามีนักวิชาการเก่ง เยอะแยะ มากมาย ....

สำหรับเรา ควรสร้างเครื่องมือ(สร้างความรู้) ได้เช่นกัน สามารถผลิตและส่งออกไปยังต่างประเทศได้เช่นกัน

เครื่องมือที่สร้างแล้วสามารถนำไปใช้ได้ทันที  สามารถสนับสนุนการตัดสินใจได้ทันที

 

ขอขอบคุณครับ

 

 

 

สวัสดีครับ

 มีแนวโน้มมากขึ้นครับ  โดยเฉพาะ การพัฒนาการใช้งานด้าน knowledge management  โดยพัฒนาให้มีการใช้โดยสมบูรณ์  ดังใจนึกปรารถนาเสียก่อน

 เช่น นึกอย่างจะรู้อะไรก็สามารถรู้ได้   เพียงแค่รู้ยังไม่เพียงพอ  ความรู้ที่รู้จะต้องถูกนำมาใช้ได้ทันที  

วันหลังผมจะแนะนำเครื่องมือชุดหนึ่ง  ที่ผมกำลังทำอยู่  ตอนนี้ยังไม่เสร็จดี  เรื่องที่ เกี่ยวกับ ผู้ที่รู้ในความรู้ใหม่  ไม่จำเป็นต้องเรียนอะไรมากมาย  แต่สามารถนำความรู้ของผู้อื่นที่ได้จัดทำไว้  มาใช้ได้เลย  สามารถช่วยตัดสินใจได้เลย 

 ใน US อาจจะมีแล้วเครื่องมือชุดนี้  แต่ในไทยยังไม่นิยมแพร่หลาย เพราะเด็กๆ  หรือ ผู้ใหญ่  มุ่งสนใจแต่การผลิตภัณฑ์ ที่สร้างแต่เงินเท่านั้น   ไม่ได้สร้างปัญญาแก่ อนุชนรุ่นหลัง

สวัสดีครับ

 เป็นความรู้ดีครับ  สั้น ๆ ได้ใจความ

เพียงแค่นี้เพียงพอกับการบริหารจัดการความรู้ครับ

1. สำรวจความรู้ภายในองค์การ : รู้ว่าใครมีความรู้อะไร มีศักยภาพอะไร ขึ้นอยู่กับว่า เราต้องการรู้อะไร เพื่ออะไร

2. วางแผนความรู้เพื่อจัดระบบ และ เตรียมสำหรับการนำไปใช้งาน  ไม่ใช่ระบบการสร้างห้องสมุดในองค์การเพียงอย่างเดียว

3. พัฒนาความรู้ หมายถึง เราจะออกแบบระบบเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าที่สุด อย่างไร เช่น ทำให้เกิดความรู้ใหม่

4. ใครมีความถนัดด้านไหน ให้เป็นผู้นำทางด้านที่ถนัด

 

ผมมีเครื่องมือที่สามารถทำให้องค์การสามารถพัฒนาได้ตามกรอบ KM ดังกล่าว ด้วยวิธีการที่ประหยัดที่สุด  เหมาะสมที่สุด  และสามารถใช้งานได้จริง เช่น

ท่านสามารถสร้าง แบบหรือ check list เพื่อทำการสอบถาม บุคลากรในองค์การทั้งหมด และสำรวจความเห็น ภายในองค์การภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว หรือแม้นแต่ หลาย ๆ องค์การ ในเวลาอันรวดเร็ว  งานสำรวจไม่ใช้เป็นงานที่น่าเบื่ออีกแล้ว ..... มีอะไรที่น่าใช้  น่าลอง   http://gotoknow.org/blog/expert

ขอบคุณมากครับ

ทาน ศีล ภาวนา  จะต้องประกอบเข้าด้วยกัน

ไม่มีเล็ก ไม่มีใหญ่ เช่น เมื่อภาวนา แล้วต้องให้ทาน

นั่นคือการอุทิศส่วนกุศล แผ่เมตตา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้ชัดเจน หรือแม้นแต่เรื่องศีล ก็เหมือนกัน เมื่อมีสติแล้ว ศีล ก็มาเป็นปกติ   

 

 และนี่ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายต่อเส้นทาง... การเรียนรู้ของบุคคลที่ดิฉันมองว่า สักวันหนึ่งเราจะก้าวไปถึงแก่นแห่งปรัชญาการเรียนรู้ ที่ก่อเกิดการเรียนรู้จริงๆ...และทุกอย่างหลอมรวมเป็นหนึ่ง ไม่แยกส่วนหากแต่เป็นทั้ง ตัวความรู้และชีวิต หลอมรวมเป็นหนึ่ง...  .....สิ่งสะท้อนออกมาให้เห็นได้ว่า ความรู้ ที่บุคคลนั้นมีสามารถนำมาใช้ได้จริง... ไม่ได้ตั้งไว้เป็นเพียงตัว ความรู้... นักวิจัยเก่งกาจแค่ไหนหาก ตนเอง ไม่สามารถนำมาใช้ได้เองอย่างถ่องแท้... ความเป็นวิชาการนั้นก็ย่อมจะก่อเกิดประโยชน์ที่แท้จริงได้น้อย  

ผมเห็นด้วยกับความคิดของอาจารย์ (ผมขออนุญาตเรียกอาจารย์ก็แล้วกันครับ เรียนมาเยอะจัง )  ผมมีเครื่องมือชุดหนึ่ง เกี่ยวข้องกับการนำความรู้ให้ นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

อาจารย์เข้าไปอ่านที่  http://gotoknow.org/blog/expert 

หากอาจารย์ประสงค์ที่จะถ่ายทอดความรู้จริงๆ  เพื่อนำไปใช้เกิดประโยชน์โดยส่วนรวม  เรื่องทุนไม่น่าจะมีปัญหาครับ  เครื่องมือที่ผมได้ทำมา เพื่อการนี้โดยเฉพาะครับ   การนำความรู้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด....  

เรื่องเกี่ยวกับทุน  เราค่อยมาปรึกษากันครับ   ทำอย่างไรให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ ให้คงอยู่แก่อนุชนรุ่นหลัง....

สวัสดีครับ

 

มีคนเขามาทักเยอะ เลยหรือครับ ....ผมไม่เห็นมีเลย 

 แวะเข้าไปที่

http://gotoknow.org/blog/expert  เข้าไปคุยด้วย     เนอะ!!!

 

ชายผู้น่าโสงสาน  ha ha

สวัสดีครับ

 เอาใจช่วยครับ  เป็นคนสมองไม่ค่อยดี ยังดีกว่าคนที่สมองดี แต่คิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง .... มองในมุมที่ดีไว้ก่อนครับ

เจ้า Transational Analysis เกี่ยวข้องอะไรกันครับ ถ้าให้ผมเดา น่าจะเป็นเรื่อง ตัวแปรต้น กับ ตัวแปรตามใช่หรือเปล่าครับ  หรือ เรียกว่า เหตุ และ ผล ใช่หรือไม่ ช่วยตอบที

 

 

 

สวัสดีครับอาจารย์

 

ผมว่าอาจารย์น่าจะเป็นนักอ่านหนังสือ อย่างมากเลยทีเดียว  สามารถเล่าเรื่องราวและอ้างอิงได้ชัดเจน....

 เห็นด้วยว่าความรู้มันอยู่ทุกแห่งหน  นั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น และมีการเล่า  มีการถ่ายทอดในสิ่งที่เกิดขึ้น  ....เมื่อเวลาผ่านไป เหตุการณ์เปลี่ยน ความรู้ใหม่ก็จะเกิดขึ้นใหม่เช่นเดียวกัน  ความรู้เรียนอย่างไร แสวงหาอย่างไรก็ไม่รู้จบสิ้น   หากใครปรารถนาจะเป็นผู้มีความรู้ให้มากที่สุด  ....ในความคิดผม คิดว่าชายคนนั้นกำลังเสียสติไปแล้ว  พระพุทธเจ้าเคยตรัสเกี่ยวข้องกับ ....ใบไม้ในกำมือ...  ความรู้ที่พระพุทธเจ้าได้สั่งสอนมาเปรียบเสมือนใบไม้หนึ่งกำมือจากใบไม้ทั้งหมดในป่าใหญ่  

.....สำหรับผมแล้วเห็นว่าเพียงเราเข้าใจในหลักของเหตุและผล เราย่อมสามารถเข้าใจความรู้อื่น ๆ เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมมีปัจจัยหรือมูลเหตุให้เกิด  เป็นเรื่องธรรมดา และสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ย่อมเป็น ปัจจัยของการเกิดความรู้ อื่นๆ อีกมากมาย .....

 หลักการข้างต้นผมได้นำมาใช้... นำมาพัฒนาโปรแกรมหรือเครื่องมือชุดหนึ่ง ผมเรียกเครื่องมือชุดนี้ว่า EIMS ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับการประเมินผล เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ และต่อยอดความรู้  ในระดับของการตัดสินใจของมนุษย์   ซึ่งจะมีประโยชย์มากมายต่อการบันทึกความรู้ และ นำไปใช้ได้ทันที

 สามารถนำไปใช้ได้ทันที อย่างไร  เช่น อะไรคือตัวแปรต้น  อะไรเป็นตัวแปรตาม .....เล่ามาถึงตอนนี้อาจารย์ก็เข้าใจแล้วว่า หลักการพัฒนาโปรแกรมนี้คืออะไร? 

 ดังนั้น การใช้เครื่องมือ บวก กับความรู้ ของนักคิด นักวิชาการ หรือผู้รู้ ต่างๆ นำมาบันทึกความรู้ ให้เต็มที่ แล้วเปิดโอกาสให้ ภาครัฐ และ ภาคเอกชนได้ใช้งาน หรือ เปิดโอกาสให้ผู้บริหารต่างประเทศ  ....อาจารย์ลองนึกภาพดูว่า ศักยภาพของประเทศจะอยู่ในระดับใด ของโลก......

อาจารย์เข้าไปแวะดูที่ www.changhub.com ได้เลยครับ รบกวนช่วยวิจารณ์ให้ดูครับ

ขอบคุณครับ

เรียนอาจารย์

 

อ่านแล้ว  เข้าใจครับ  เป็นเรื่องธรรมดาของวิถีของโลก   เรื่องบางเรื่องถ้าเราไม่นำมาคิดก็สุขสบายดีครับ

 ผมมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับที่อาจารย์กำลังทำอยู่ครับ เป็นเรื่องเกี่ยวข้อง KM หรือระบบที่ผมทำไว้ให้ผู้รู้ ต่างๆ  เอาไว้ใช้เป็นเครื่องมือในการวิจัย  สำหรับการต่อยอดความรู้  และสำหรับการพัฒนาประเทศต่อไปครับ  เครื่องมือที่ว่าผมเรียกว่า EIMS ซึ่งล้อมาจาก EIS หรือเรียกว่า Expert Information System หรือจะเรียกว่า Expert System:ES ก็ว่าได้

ลักษณะพิเศษของระบบที่ผมทำไว้ อาจไม่ถึงขั้น ES แต่ก็น่ามีลักษณะการใช้งานทัดเทียมกันได้ เพราะ

เป็นเครื่องมือที่สามารถประยุกต์การใช้งานได้หลายประเภท 

เป็นเครื่องมือที่สามารถประมวลผลและประเมินผลได้ ในรูปแบบของวิเคราะห์คือ เหตุ และ ผล

EIMS ยังเป็นกลไกธรรมดา ที่รอการบันทึกความรู้  รอการนำไปใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย 

 ความสามารถในระดับสูงสุดที่สามารถทำได้คือ

ฐานความรู้ A + ฐานความรู้ B = ฐานความรู้ใหม่

 หมายถึง ถ้าการประเมินผล A และ การประเมินผล B แล้วจึงเกิดความรู้ใหม่ขึ้นมา  ซึ่งการจัดการแบบนี้สามารถสร้างสูตรขึ้นมาได้ และ สามารถนำไปทดลองใช้กับกรณีจริงได้ 

 อาจารย์สนใจ อาจารย์ลองแวะเข้าไปดูที่ www.changhub.com  รบกวนช่วยวิจารย์ด้วยครับ

 

เพราะผมคิดว่าเครื่องมือชุดนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างมาก  เช่น มุมมองผม  เราสามารถสร้างสรรค์ผลิตผลงานวิชาการ ที่สร้างนำไปใช้ได้จริง  เพื่อให้บริการวิชาการแก่ต่างประเทศได้ครับ (ผมไม่ค่อยจะหวังใช้วิชาการภายในประเทศมากนัก   อาจารย์ก็น่าจะทราบดี  ว่านิสัยคนไทยเป็นอย่างไร)  เพื่อสร้างรายได้แก่ประเทศชาติต่อไป

ปัจจุบันเริ่มเห็น ยุทธศาสตร์การเข้าถ้ำเสือ กันมากขึ้นแล้ว   แต่ขอติ่งหน่อยว่า ไม่ควรตั้งภายในหมู่บ้าน หรือพื้นที่เดิมของหมู่บ้าน  ควรที่ทำเลหรือพื้นที่ใหม่จะดีกว่า

 ตั้งกองกำลังใกล้ ๆ หมู่บ้าน พัฒนาอาสาแนวป้องกันให้เข้มแข้ง  ทหารตำรวจ ร่วมมือกัน

หนึ่ง  กองกำลังที่ตั้งใกล้ๆ หมู่บ้าน เปรียบเสมือน แม่เหล็กดูด ให้มีการโจมตี  เพราะเราเข้าไปใกล้กลุ่มผู้ก่อการร้าย   ดังนั้นต่อระวัง

 สอง  การจัดตั้งหมู่บ้านยุทธศาสตร์และกองกำลัง ทำให้ กลุ่มก่อการฯ พุ่งเป้าหมายมายังกองกำลังแทน   แทนที่ จะมุ่งเป้าไปยังประชาชน หรือครู เพราะมันจะต้องรักษาฐานหรือรักษากลุ่มประชาชน   ดังนั้น หมู่บ้านยุทธศาสตร์จะเป็นที่ ที่สำหรับ ล่อเป้า ครับ

สาม  การจัดตั้งหมู่บ้านยุทธศาสตร์  จะมีผลการย้ายฐานด้วย  ดังนั้นยุทธการการล้อมกรอบ จะต้องถูกนำมาใช้ด้วย

สี่   การจัดตั้งหมู่บ้านยุทธศาสตร์ จะต้องมาพร้อม การพัฒนาและโอกาส แก่ประชาชนด้วย

ห้า  การจัดตั้งหมู่บ้านยุทธศาสตร์ หมายถึง การเปลี่ยนแปลง  จะเปลี่ยนแปลงดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่การออกแบบ หรือการพัฒนา 

 

ผมมีประเด็นที่น่าสนใจ 

 

ลองมองดูสิว่า  ผู้เฒ่าที่สถานคนชรา กับ  เด็กที่ถูกทอดทิ้ง   หากมาอยู่ใกล้ๆกัน   จะเกื้อกูลกันมากน้อยอย่างไร?   

ผู้เฒ่า เขาจะรู้สึกมีคุณค่าหรือเปล่า

เด็กน้อย จะรู้สึกอบอุ่นขึ้นหรือเปล่า.....

 

ลองยกประเด็นนี้ไปคุยดูสิครับ  

งานวิจัยและเทคโนโลยี ครับ  ( เพราะเงินที่เข้ามาทางตลาดหลักทรัพย์ ถ้ามันไม่มีกำไรติดตัวไป มันก็จะค้างอยู่ในตลาด หลายปีทีเดียวครับ  )  ประเทศเราขาดแคลนงบประมาณในส่วนนี้มาก   ถ้ามีโอกาสใช้เงินที่เข้ามา ควรจะนำไปส่งเสริมงานวิจัยและเทคโนโลยี จะดีกว่า และส่งเสริมการต่อยอดขึ้นไปอีก หมายถึง การนำงานวิจัยและเทคโนโลยี ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ( หลายงานวิจัย ) ทำให้เกิดผลิตผลขึ้นมาอย่างจริงจัง ครับ  นำไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์ให้เรียบร้อยและนำออกสู่กระบวนการ  การตลาด สู่ระดับโลก

 

การสนับสนุนงานวิจัยและเทคโนโลยี จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดระบบการศึกษาใหม่ขึ้นมาด้วย  จะมีการเรียนรู้อย่างขนานใหญ่   ถ้ากระตุ้นให้ถูกทาง

 

 

ถูกต้องครับ....  แต่เหมาะสำหรับทั้งสองฝ่าย  ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ประโยชน์  

เมื่อมีผู้เรียน online   แต่ก็ต้องมีผู้สอน online ด้วยเช่นกันครับ

 

 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี