ความเห็นล่าสุด


ประเด็นที่น่าสนใจในคำอนุโมทนาของหนังสือชุดธรรมโฆษณ์คือข้อความที่ท่านระบุว่า “การศึกษาระบบ “สุนัขหางหาย” แห่งโลกยุคปัจจุบัน นอกจากไม่สอนธรรม มัวแต่สอนหนังสือและวิชาชีพแล้ว ยังสอนไปในทางไม่ให้บังคับตัวเองด้วย โดยการถือว่าเป็นการเสียอิสรภาพและผิดหลักจิตวิทยา” ซึ่งน่าจะกระตุกแนวคิดการศึกษาปัจจุบันได้บ้างครับ

บทความนี้เป็นบทสรุปการวิเคราะห์ผลการวิจัยในบทที่ 4 ของโครงการวิจัย เรื่อง “พุทธจริยศาสตร์ : หลักการ คำสอนและแนวการปฏิบัติของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” โดยผู้เขียนเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในปีงบประมาณ 2560 ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยเป็นเวลา 1 ปี จนได้รับอนุมัติปิดโครงการวิจัย เมื่อปี 2561 โดยโครงการวิจัยนี้เกิดจากแรงบันดาลและแรงศรัทธาต่อคำสอนและวัตรปฏิบัติของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และลูกศิษย์ของท่านที่เป็นพระธุดงค์กรรมฐานที่ได้พลิกฟื้นพระพุทธศาสนาให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในดินแดนที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงในประเทศไทย เรื่องราวเกี่ยวกับข้อวัตรของพระธุดงค์กรรมฐานที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริททัตโตนั้น เหมือนกับพระพระอริยสงฆ์ในสมัยพุทธกาล ที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อแสวงหาความหลุดพ้น เพื่อบรรลุพระนิพพานอย่างแท้จริง นี้จึงเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผู้เขียนทำวิจัยเรื่องนี้

ต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นว่า การนำเสนอปรัชญาของฮินดูไม่ใช่เพื่อยกย่องว่าเหนือกว่าพุทธปรัชญา หรือยิ่งใหญ่กว่าพระพุทธศาสนา แต่เป็นการนำเสนอเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในฐานะผู้ศึกษามาทางด้านปรัชญา ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วในระดับสมมติสัจจะหรือเรื่องโลก ๆ นั้น ปรัชญาอินเดียค่อนข้างจะมีประเด็นที่น่าสนใจ แต่ในแง่ของปรมัตถสัจจะนั้นพระพุทธศาสนาค่อนข้างจะมีคำสอนที่มีความสมบูรณ์และยิ่งใหญ่อยู่แล้วครับ

บางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมผมจึงจำกระบวนการและขั้นตอนการเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยมัทราสได้ แม้กระทั่งมีการระบุวันเดือนปีด้วย เป็นการมโนเอาหรือเปล่า ต้องเรียนตามตรงครับว่าข้อมูลที่เขียนขึ้นมาทั้งหมดเป็นความจริงเพราะผมเก็บเอกสารทุกฉบับที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยมัทราสเอาไว้ในแฟ้มเป็นอย่างดี เพราะเอกสารแต่ละฉบับกว่าจะได้มาต้องเดินเรื่องเป็นเดือน ๆ อย่างเช่น Eligibility Certificate,Admission Letter, Registration Letter, Joining Report, No-rejected Latter, Research Visa, Submission of Thesis and Synopsis, Award letter, Provisional Certificate, Convocation Certificate เป็นต้น เพราะฉะนั้นข้อมูลที่เขียนขึ้นจึงเป็นการเขียนจากหลักฐานเอกสารที่เก็บเอาไว้ทั้งหมดครับ

Thank you for your commendation. The central concept of Buddhist philosophy is the Middle Way. There is no the middle way between tanha and chanda, because chanda is the middle way in the practice on daily life. Buddhism, in my thought, does not pessimism or optimism, but Buddhism is realistic which stand on truth only.

อริสโตเติลกล่าวว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม  พระพุทธศาสนาก็สนับสนุนแนวคิดนี้  และก็ไม่มีอะไรที่จะต้องไปปกป้อง  ถ้าเรานำเสนอความจริง  สังคมจะปกป้องเราเอง  พระพุทธศาสนาสอนให้อยู่กับความจริง รักในความจริง และปกป้องความจริง  เพราะพุทธศาสนาถือว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย  และความจริงก็เป็นสิ่งสากล ไม่ใช่สมบัติของใคร ไม่ใช่ของคุณ ไม่ใช่ของผม  และไม่จำเป็นต้องขอพรใด ๆ ครับ  เพียงแต่ต้องอาศัยสติปัญญาที่ถูกต้อง  พระพุทธศาสนาสอนให้รักษาความสมดุลระหว่างศรัทธาและปัญญา  ถ้ามีแต่ศรัทธา ก็จะกลายเป็นคนดีที่โง่เฃลา ถ้ามีแต่ปัญญาก็จะกลายเป็นคนฉลาดแต่ใจดำ  เพราะฉะนั้นปัญญาและศรัทธาต้องไปด้วยกัน โดยมีสติเป็นเครื่องกำกับ  ถ้าเรามีแนวทางที่ถูกต้อง จะขอพรหรือไม่ขอพร ก็สามารถเข้าถึงปัญญาที่แท้จริงได้ครับ

ตามที่ผมเข้าใจนะครับ  ความจริงตัวคำภีร์พระอภิธรรมไม่ได้ยากเกินไปที่จะศึกษาเรียนรู้  แต่ปัญหาที่เรามองว่ายากเพราะมันมีกำแพงอยู่สามชั้นด้วยกันครับ  ชั้นที่ ๑ กำแพงภาษาบาลี  ภาาาที่ใช้ในการเขียนอภิธรรมคือภาษาบาลี  ชาวพุทธส่วนใหญ่ไม่รู้ภาษาบาลี และพระเถระที่ถ่ายทอดมาเป็นภาษาไทยก็ใช้ศัพท์สำนวนวัด  กำแพงที่สองคือภาษาไทยที่ใช้เป็นภาษาไทยที่แปลโดยพยัญชนะไม่ได้แปลโดยอรรถ  บางทีท่านก็ทับศัพท์  กำแพงที่สามคือภาษาธรรมะ  ภาษาที่ใช้เป็นภาษาเชิงวิชาการทางพระพุทธศาสนา  เพราะฉะนั้นถ้าเราจะเข้าใจพระอภิธรรมก็ต้องทลายกำแพงทั้งสามชั้นนี้ให้ได้ครับ

ขอบคุณมากครับ  คุณจันทวรรณ  ผมก็อึดอัดใจอยู่เหมือนกัน ต้องพยายามใช้ความอดทนไม่ตอบโต้แรง ๆ  ใช้ความเมตตา พยายามอธิบายด้วยหลักการและเหตุผล  เพราะพระพุทธองค์สอนให้ใช้ขันติธรรมและเมตตาธรรมต่อผู้ที่มีความคิดและความเชื่อต่างจากเรา

ขอขอบคุณสำหรับทุกความเห็นครับ

ขอให้ทุกท่านมีความรักอันบริสุทธิ์ คือ รักความจริง รักความดีงาม และความรักเพื่อนมนุษย์เต็มเปี่ยมอยู่ในหัวใจ และขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับความเห็นที่สามที่ได้มอบกลอนอันงดงามให้ด้วยครับ ผมขออนุญาตุปรับเล็กน้อยในบทที่สามนะครับ

....๑ ไป่เปิดโอกาสให้......................บาปใด

ปวงบาปหนักเบาไว..........................หลีกเว้น

๒ กุศลกิจมิเฉี่อย-เน้น.......................ปฏิบัติ

๓ จิตอันพิสิฐพิสุทธิ์ใซร้.......................ภาวนาให้ ใสงามฯ

Thank you for your opinion.

But my goal of presentation is not the grammatic intellect. The article needs to expression of lingual wisdom of Buddha-Dharma or the teaching of the Buddha which is presented by Buddhadasa Bhikkhu. therefore it is not correctly in the view of English grammatic person, I except this truth.

ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับผู้สนใจเดินทางไปศึกษาที่อินเดียใต้ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมัทราสขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษา 100 เปอร์เซ็นต์ คือ ปีละ 60,000 รูปี ส่วนค่าครองชีพไม่แตกต่างจากเมืองไทยคือ เดือนละประมาณ 10,000 รูปี เพราะฉะนั้น ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 190,000 รูปีต่อหนึ่งปีการศึกษาครับ

Thank you

The concept of Buddhism is most useful for society in the modern world, because the development of society with science and technology have leaded our world to the many problem as social, political, economic problem. Most of these problems concern with the misunderstanding or to give the importance in morality so less. If we understand the doctrine of our religion correctly and practice the religious doctrine in the morality strictly, it’s not only Buddhism, we can solve many problems in the modern world.

In Buddhism, there is no difference between religion and philosophy, religion gives our liberation according to the way of faith, learning and practice of moral teaching. In the same time, Buddhist philosophy gives our wisdom according to the way of knowledge, thinking, and to apply it into the practice in our daily life. Someone begins with the religious way, but another begins with the philosophical way. In conclusion, all religions are most necessary for our world in the age of globalization and information technology society

ขอบคุณมากครับ สำหรับความเห็นของทั้งสองท่าน

หนังสือของทันตแพทย์สม สุจีรา เรื่อง ไอสไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น เป็นหนังสือที่เขียนได้ดีมาก เพราะท่านเป็นผู้มีความรู้อย่างลึกซึ้งทางวิทยาศาสตร์และได้ปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานขั้นสูงกับพระวิปัสสนาจารย์ใหญ่ พระอาสภะ ภทันตะมหาเถระ ผู้เป็นศิษย์คนสำคัญของท่านพระอาจารย์มหาสีสยาดอ มหาเถระ พระวิปัสสนาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของพม่า

เพราะฉะนั้น เนื้อหาที่ท่านนำเสนอจึงมีความสมบูรณ์ทั้งทางพุทธศาสน์และวิทยาศาสตร์ ทำให้เรามองเห็นความเชื่อมโยงสัมพันธ์ของสัจธรรมที่ศาสตร์ทั้งสองได้ค้นพบ สัจธรรมเป็นสิ่งสากล เมื่อผู้ใดเข้าถึงหรือศึกษาจนรู้แจ้ง ไม่ว่าผ่านกระบวนการทางศาสนาหรือเทคนิควิทยาทางวิทยาศาสตร์ก็ย่อมที่จะเข้าใจในสิ่งนั้นได้ตรงกัน ไม่ขัดแย้งกัน แต่กลับส่งเสริมกันให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ความรู้จากวิทยาศาสตร์ทำให้เราเข้าใจความจริงสากลเชิงกายภาพ ส่วนปัญญาทางพระพุทธศาสนาทำให้เราเข้าใจและเข้าถึงความจริงสากลเชิงนามธรรมที่นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถหาคำตอบได้ นี้คือคุณูปการที่เราได้รับจากวิทยาศาสตร์และพระพุทธศาสนาครับ

คัมภีร์เต๋าเต็กเก็งรจนาโดยท่านปรมาจารย์เหล่าจื้อ ท่านรับราชการในราชสำนักจิว ตำแหน่งบรรณารักษ์ใหญ่แห่งหอพระสมุดแห่งชาติ ต่อมาได้เห็นความเสื่อมของราชวงศ์จิว จึงลาออกจากราชการ จาริกไปถึงด่าน ๆ หนึ่ง นายด่านได้ขอร้องท่านเหล่าจื้อว่า ไหน ๆ ก็จักหลีกเร้นจากสังคมแล้ว โปรดรจนาคัมภีร์ไว้เป็นอนุสรณ์เพื่ออนุชนบ้าง ท่านเหล่าจื้อจึงได้แต่งคัมภีร์ขึ้นเล่มหนึ่ง ว่าด้วยคุณธรรมประการต่าง ๆ เป็นอักษร ๕,๐๐๐ กว่าตัว และถูกเรียกชื่อภายหลังว่า คัมภีร์ เต๋าเต็กเก็ง เป็นต้นกำเนิดของปรัชญาลัทธิเต๋า

ท่านอาจารย์เสถียร โพธินันทะ ได้กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของคัมภีร์ เต๋าเต็กเก็ง ว่า "ถ้าคัมภีร์ภควัทคีตา มีฐานะสำคัญในปรัชญาของศาสนาพราหมณ์อย่างไร คัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง ก็มีฐานะสำคัญในปรัชญาของศาสนาเต๋าอย่างเดียวกัน พูดได้ว่าอินเดียมีคัมภีร์ภควัทคีตาเป็นเพชรภูมิธรรมแห่งฮินดูฉันใด จีนก็มีคัมภีร์เต๋าเต็กเก็งเป็นภูมิธรรมแห่งดินแดนมังกร ฉันนั้น"

แต่อย่างไรก็ตาม พระพุทธศาสนาไม่ได้หยุดอยู่แค่การยอมรับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และความคิดเชิงเหตุผลเท่านั้น เพราะเหล่านี้เป็นเพียงโลกียปัญญา พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนธรรมะขั้นสูงในระดับอุตรภาพ (Transcendental Truth) ซึ่งเป็นปัญญาในระดับโลกุตตระ ที่อยู่เหนือความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความคิดเชิงเหตุผล ซึ่งการจะเข้าถึงส่วนนี้ได้ต้องอาศัยการเจริญจิตตภาวนา หรือ สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นโลกุตรปัญญาอันเป็นปัญญาขั้นสูงสุดของพระพุทธศาสนา

ทั้งหมดที่ผมนำเสนอเป็นทัศนะของนักวิทยาศาสตร์ของโลกและนักปราชญ์ทางพุทธศาสนา ในส่วนตัวผมแล้ว ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะผมเคยเสนอบันทึกมาแล้วว่า พุทธธรรม (สัจธรรมและจริยธรรม) ของพุทธศาสนา เป็นกฏของธรรมชาติที่เป็นระบบอย่างสมบูรณ์แบบในตัวเอง พระพุทธองค์ไม่ได้คิดขึ้น แต่พระองค์ทรงค้นพบแล้วนำมาเผยแผ่เหมือนกับพวกนักวิทยาศาสตร์ค้นพบทฤษฎีต่าง ๆ ความแตกต่างกันมีอยู่เพียงแค่ว่าพระพุทธองค์นอกจากค้นพบกฏแห่งสรรพสิ่งแล้วพระองค์ยังค้นพบกฏทางจิตและกฏทางจริยธรรมที่สมบูรณ์ที่สุด แต่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบกฏทางกายภาพหรือฟิสิกส์เท่านั้น

บันทึกนี้เป็นการนำเสนอความเห็นของอัลเบิร์ต ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ที่โลกยกย่องว่ายิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่ ๒๐ ที่มีต่อศาสนาต่าง ๆ และพระพุทธศาสนา  อย่างไรก็ตามการที่ผู้เขียนนำเสนอการยอมรับพุทธศาสนาของไอสไตน์ก็มิได้หมายความว่า พระพุทธศาสนายิ่งใหญ่เพราะการยอมรับของไอสไตน์ พระพุทธศาสนามีความยิ่งใหญ่อยู่แล้วแม้ว่าไอสไตน์จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม  แต่สิ่งที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอคือความสอดคล้องและสัมพันธ์กันของพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ (ในบางเรื่อง)  เพราะฉะนั้นหากจะมีผู้ใดต้องการโต้แย้ง ให้ถือว่าเป็นการโต้แย้งกับไอสไตน์  เพราะทัศนะเหล่านี้ไม่ใช่ทัศนะส่วนตัวของผู้เขียน ผู้เขียนเป็นเพียงผู้นำเสนอข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจองค์ความรู้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาปัญญาของสังคมต่อไป

ก็มีส่วนครับ แต่ในทัศนะของผมทุนนิยมจะสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมนั้น ๆ ก็ต่อเมื่อทุนนิยมดำเนินอยู่บนทางสายกลาง คือ เป็นทุนนิยมตามทฤษฎีของอดัม สมิธ ที่มีปรัชญาว่ากระบวนการทางเศรษฐกิจคือความพยายามที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจากการใช้ทรัพยากรของสังคมที่มีอยู่อย่างจำกัด  แต่หากทุนนิยมของสังคมใดเป็นทุนนิยมแบบสุดโต่งที่เน้นความสำเร็จของปัจเจกบุคคลอย่างแนวคิดของคาลวินก็ดี หรือเป็นทุนนิยมที่ส่งเสริมให้ผู้เข้มแข็งกอบโกยเอาเปรียบสังคม ส่วนผู้อ่อนแอก็ถูกทอดทิ้งหรือถูกขูดรีดอย่างแนวคิดผู้เข้มแข็งเท่านั้นที่อยู่รอดของสเปนเซอร์  ระบบทุนนิยมก็จะเป็นปีศาจร้ายที่ทำลายสังคมนั้นอย่างรุนแรง  ผมเข้าใจว่าสังคมของเราในปัจจุบันจะโน้มเอียงไปทางทุนนิยมแบบสเปนเซอร์นะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงจริง ๆ

ขอบคุณมากครับ สำหรับกำลังใจ

เฮนรี่ เดวิด  ธอร์โรว์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ (Great Amerigan) ธอร์โรว์จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ปฎิเสธที่จะรับช่วงอุตสาหกรรมผลิตดินสอของครอบครัว เพราะต้องการเป็นนักเขียน  เพื่อต้องการให้ได้ข้อมูลธอร์โรว์จึงไปทดลองใช้ชิวิตใกล้บึงวอลเดนพร้อมกับศึกษาคัมภีร์ปรัชญาตะวันออก และได้เขียนวรรณกรรมชิ้นเอกเรื่องนี้ขึ้นมา  แนวความคิดของธอร์โรว์มีอิทธิพลต่อนักคิดและนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่หลายท่าน เช่น ลีโอ ตอลสตอย, มหาตมะ คานธี และมาติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์  โดยเฉพาะหลักการต่อสู้ทางการเมืองที่เรียกว่าการดื้อแพ่งของประชาชน (Civil Disobedience) หรือ อารยขัดขืน  ธอร์โรว์ ถือเป็นนักปรัชญาธรรมชาตินิยม (Naturnalism) และนักอุดมคตินิยม (Transcendentalism) ที่น่าสนใจและน่าศึกษามากที่สุดคนหนึ่งครับ 

สิ่งที่ผมต้องการนำเสนอจากบทความนี้ คือ ชาวตะวันตกหรืออเมริกาที่ยึดมั่นคุณธรรมจริยธรรมและภูมิปัญญาสากล คือกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เป็นฐานให้อเมริกามีความเจริญรุ่งเรื่อง มีเพียงบางส่วนที่ใช้ลัทธิบริโภคนิยมบวกกับกระแสโลกาภิวัฒน์เข้ามาครอบงำพวกเราชาวตะวันออก พวกนี้มีเจตนาเคลือบแฝงในการล่าอาณานิคมแบบใหม่ด้วยรูบแบบเศรษฐกิจแบบตลาดการค้าเสรี(เชิงเอาเปรียบ) เพราะฉนั้นในการปฏิสัมพันธ์กับตะวันตกเราควรจะเลือกสรรด้วยสติปัญญา ว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดี เรียนรู้เขาทั้งแง่บวกและแง่ลบ เพื่อจะได้รู้ทันไม่ตกเป็นเหยื่อ เรียนรู้ภูมิปัญญาสากลจากเขา และปฎิเสธลัทธิบริโภคนิยมที่เขาพยายามยัดเยียดให้เรา (ควรอ่านบันทึกของผมเรื่อง อวตารฯ ประกอบด้วย) แล้วสังคมไทยของเราจะยืนหยัดอยู่รอดในกระแสโลกาภิวัฒน์ที่เชี่ยวกรากในปัจจุบันนี้

หนังสือ Walden เป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของ Henry David Thoreau ซึ่งเขียนขึ้นในระหว่างที่เขาไปทดลองดำรงชีพกลางป่าใหญ่ ใกล้บึงวอลเดน เมืองคองคอร์ด อเมริกา แต่เชื้อสายเขาเป็นชาวฝรั้งเศสที่เคร่งศาสนา ในสมัยที่เขามีชีวิตอยู่หนังสือเล่มนี้ขายไม่ออก แต่หลังจากนั้น 100 ปี Walden กลายเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของอเมริกา และเป็นวรรณกรรมที่มีอิทธิพลต่อปรัชญาการดำเนินชีวิตของคนอเมริกันมากที่สุด คนที่เรียนมาด้านวรรณคดีตะวันตกน่าจะรู้ดีกว่าผม บทที่ผมคัดมานี้เป็นบทที่ผมคิดว่ามันแฝงปรัชญาที่น่าสนใจที่สุด

          ผมต้องขอยืนยันนะครับว่า การลบความเห็นของบางท่านที่ผมกระทำลงไปไม่ได้ตั้งอยู่บนความหวาดกลัวใด ๆ ทั้งสิ้น  แต่ยืนอยู่บนหลักการที่ผมปฏิบัติแนวทางแห่งคำสอนของพระพุทธองค์ และหลักการเผยแผ่ศาสนาของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ  ในเรื่องนี้พระพุทธองค์ทรงปฏิบัติเป็นแนวทางเอาไว้เมื่อมีพระหนุ่มนักสงสัยผู้หมกมุ่นอยู่กับปัญหาอภิปรัชญาและความมีอยู่ของพระพรหม(พระเจ้า) นามว่ามาลุงกยบุตร เข้าไปคะยั้นคะยอขอคำตอบทางอภิปรัชญาเพื่อที่จะได้ถกเถียงปัญหากับพระองค์  พระองค์ทรงปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะว่าพระองค์กลัวหรือมีสติปัญญาสู้พระมาลุงกยะไม่ได้  แต่พระองค์เห็นว่าการโต้เถียงเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องไร้สาระเปล่าประโยชน์และหาบทสรุปไม่ได้  และที่สำคัญไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริงคือความทุกข์  พระองค์ทรงยกตัวอย่างว่า มีคนถูกยิงด้วยลูกศรแล้วเข้าไปหาแพทย์ สิ่งที่คนนั้นต้องทำคือขอให้แพทย์ถอนลูกศรและรักษาบาดแผลให้ ไม่ใช่ไปคะยั้นคะยอถามแพทย์ว่าใครเป็นผู้ยิงลูกศร หรือลูกศรทำมาจากอะไร  เช่นเดียวกันปัญหาเฉพาะหน้าของมนุษย์คือความทุกข์  หน้าที่ของเราคือปฏิบัติตามคำสอนเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากความทุกข์ ไม่ใช่มามัวถกเถียงกันอยู่ว่าคำสอนของศาสนาใดดีกว่ากัน หรือความคิดใคเฉียบแหลมกว่ากัน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องหาสาระประโยชน์ไม่ได้ และหาบทสรุปไม่ได้ ฉะนั้นผมจึงไม่ขอโต้ตอบกับเพื่อนต่างศาสนาเพราะผมยึดตามหลักการนี้  (โดยเฉพาะคุณที่ดูอาการจะหนักกว่าพระมาลุงกยบุตรอีก)

           อีกประการหนึ่งเจตนารมณ์ของอาจารย์พุทธทาสภิกขุ คือ การสร้างความเข้าใจระหว่างศาสนา  การช่วยให้ศาสนิกของศาสนาทุกศาสนาเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน และการใช้หลักคำสอนทางศาสนาดึงมนุษย์ออกมาจากบริโภคนิยมและวัตถุนิยม  หวังว่าคงเข้าใจนะครับ

 

ขอบคุณมากครับ

จดหมายฉบับนี้ผมเขียนขึ้นในช่วงที่ผมประสบกับปัญหาที่หนักที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต  เมื่อประสบกับความทุกข์ผมมองไม่เห็นว่าใครจะมาช่วยแบ่งเบาปัญหาของผมได้  พอดีผมนึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า บิดามารดาเป็นบูรพาจารย์ เป็นพระพรหมและเป็นวิสุทธิเทพ(พระอรหนต์)ของบุตร  ผมจึงเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อสอนตัวเองให้ตะหนักว่า แม้เราจะประสบเคราะห์กรรมที่รุนแรงเพียงใดเราจะยังต้องไม่ยอมพ่ายแพ้ ต้องมีกำลังใจต่อสู้ และยืนหยัดอยู่บนคุณงามความดี  หลังจากที่ผมเขียนเสร็จและส่งมาให้คุณแม่ที่เมืองไทย ปรากฎว่าผมก็เกิดพลังใจและต่อสู้จนผ่านพ้นปัญหานั้นมาได้  เพราะฉะนั้นจดหมายฉบับนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อเป็นการอวดตัวเรื่องความกตัญญูหรือเพื่อต้องการโฆษณาคุณแม่ของตัวเอง  แต่มีเป้าหมายเพื่อสอนและดึงตัวเองให้ยืนหยัดอยู่ในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้ตัวเองมีกำลังใจในการต่อสู้ในแนวทางที่ถูกต้องดีงาม  เพื่อเอาชนะปัญหาบนเส้นทางแห่งคุณธรรม

ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ผมต้องลบความเห็นทั้งหมดรวมทั้งของตัวเองด้วย  เพราะบันทึกที่ผมเขียนนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการถกเถียงกันทางศาสนา  แต่เพื่อเผยแผ่หลักการของพระพุทธศาสนา เพื่อผู้ที่สนใจจะได้ศึกษา และขอยืนยันในหลักการของท่านพุทธทาสนะครับ  ว่าการนำเสนอของผมอยู่บนหลักการทั้ง ๓ คือ การสร้างความเข้าใจระหว่างศาสนา  การช่วยให้ศาสนิกของทุกศาสนาเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนานั้น  และการใช้พลังทางศาสนาดึงมนุษย์ออกมาจากวัตถุนิยม

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี