ความเห็นล่าสุด


ฟันผุ สิว และความสุขของฝ้าย

นทพ.เมทินี ใจเที่ยง

ระหว่างฟันผุ กับ สิวขึ้น อะไรเป็นปัญหาสำคัญมากกว่ากัน?

หากถามนักศึกษาทันตแพทย์ คำถามนี้คงตอบได้ไม่ยาก เพราะส่วนมากก็คงจะตอบว่าฟันผุ แต่ในสายตาคนทั่วไป ฟันผุสำคัญอย่างนั้นเชียวหรือ?

แม้ว่าฉันเพิ่งได้ยินเรื่อง humanized health care เมื่อไม่นานมานี้ และหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กรมหลวงสงขลานครินทร์ เคยกล่าวเอาไว้ว่า “ฉันไม่อยากให้เธอเป็นหมอแต่อย่างเดียว แต่อยากให้เธอเป็นคนด้วย” คำพูดนี้นอกจากจะสะท้อนให้เห็นว่าทรงเป็นแพทย์ที่ห่วงใยคนไข้แล้ว ยังทรงห่วงแพทย์รุ่นใหม่ว่าจะหลงลืมสิ่งสำคัญที่สุดไป คือการยังอยู่ในฐานะมนุษย์แม้จะมีหัวโขนและหน้าที่รับผิดชอบชีวิตผู้อื่นอยู่ก็ตาม คำพูดประโยคสั้น ๆ นี้กระมังที่พอจะอธิบายความหมายของ humanized health care ได้โดยไม่ยืดยาวเกินไปนัก และพอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันตรึกตรองถึงคำนี้อีกครั้ง

นึกย้อนกลับไปยามฉันยังเยาว์ ฉันมีความฝันที่คงจะเป็นฝันร่วมกับเด็กอีกหลายๆคน คือฝันอยากเป็นหมอเพื่อช่วยเหลือผู้คน เมื่อเติบใหญ่ฝันนั้นไม่เคยเปลี่ยน แม้จะเบนเข็มมาเรียนทันตแพทย์เพราะเห็นว่าเหมาะกับตัวเองมากกว่า ก็ยังคงคิดว่าจะได้ช่วยคนอื่นเท่าที่ช่วยได้ อุดมการณ์ในขณะนั้นแรงกล้าจนไม่คิดว่าจะมีอะไรสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป แปลกแต่จริงที่เมื่อยามสวมถุงมือกับเสื้อกาวน์ขาว ๆ ดูสะอาดตานั้น ความเป็นคนมันกลับลดลงไปอย่างน่าประหลาดใจ จนดูราวกับว่าการเรียนรู้ในคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งนี้นอกจากฉันจะเรียนรู้ที่จะเป็นหมอแล้ว บางครั้งฉันยังรู้สึกว่าจะต้องเลือกว่าจะเป็นหมอหรือเป็นคนอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นด้วย

ยังจำได้…เมื่อครั้งที่ฉันได้มีคนไข้เป็นของตัวเองครั้งแรกนั้นรู้สึกว่าหัวใจพองโตและคนไข้ของฉันช่างสำคัญเหนืออื่นใด แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปก็ชักจะจำคนไข้ไม่ได้เสียแล้ว เคยมีคนตัดพ้อกับฉันว่า “ผมจำหมอฟันของผมได้นะ แต่คุณหมอไม่เคยจำผมได้เลย” หรือไม่ก็บ่นว่า “ได้คุยกับหมอฟันน้อยมาก ดูเหมือนเวลาเป็นเงินเป็นทองไปหมด” ฉันเองก็เคยเป็นคนไข้จัดฟันของคุณหมอท่านหนึ่งเหมือนกัน ความเก่งของหมอนั้นฉันไม่สงสัยเลย แต่แม้จะพบคุณหมอเป็นประจำตลอดสามปี ฉันก็รู้จักได้เพียงแต่ชื่อของหมอและรู้ว่าหมอเรียนจบจากต่างประเทศเท่านั้น

เมื่อเวลาผ่านไป… ฉันเองก็ยอมรับว่าไม่สามารถจดจำคนไข้ทุกคนได้เช่นกัน บ่อยครั้งก็ถามคำถามที่เคยถามไปแล้วซ้ำ ๆ อาจเป็นเพราะทำงานด้วยความตั้งใจ มุ่งมองที่งานจนลืมด้านอื่นๆของชีวิตไปหมด บางครั้งคิดว่าน่าจะใช้หัวใจทำงานมากกว่านี้ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไรหากเราใช้ความรู้สึกมากจนเลยขีดคั่นความพอดี หรือการใช้ความรู้สึกในการทำงานนั้นดีจริงหรือไม่ ไม่ใช่ความรู้สึกหรอกหรือที่สร้างความลำบาก ทุกข์ใจ ความเศร้าสลด และงานที่ไม่สำเร็จ… การจะเป็นหมอที่ดีนั้นยากจริง ๆ ....

การฝึกปฏิบัติงานในคลินิกทันตกรรมป้องกันมอบประสบการณ์ชีวิตด้านใหม่ให้แก่ฉัน คือการบอกว่าให้ลองเป็นหมอที่ไม่ต้องสวมถุงมือหรือเสื้อกาวน์ขาวตัวยาว มีให้แต่คนไข้ เก้าอี้ธรรมดา และเวลาอันดูยาวนานในสายตาของฉัน ขอสารภาพตามตรงว่าเมื่อต้องพูดคุยแต่เพียงอย่างเดียวนั้น ฉันกลับไม่กล้าเรียกตัวเองว่าหมอ เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า และเสียความมั่นใจ คงเพราะอีโก้ที่เคยมีถูกสั่นคลอนด้วยสายตาคาดหวังจากคนไข้และภาระที่ถูกมอบหมายจากอาจารย์คือ “การเข้าใจคนอื่น…” (เจอแบบนี้เป็นใครก็เสียเซลฟ์กันทั้งนั้น) แต่การเข้าใจคนอื่นช่างเป็นงานที่ท้าทายและฉันก็คิดว่าได้พยายามทำอย่างเต็มที่แล้วเช่นกัน

คนไข้ของฉันเป็นเด็กนักเรียนชั้นม.1 ชื่อว่าน้องฝ้าย ฝ้ายเล่าให้ฉันฟังว่าครูได้พยายามคัดกรองเด็กที่มีฟันผุมาก ๆ เพื่อมาเข้ารับบริการที่คลินิกทันตกรรมป้องกัน ตามการประสานงานระหว่างโรงเรียนและคณะทันตแพทยศาสตร์ เด็กธรรมดา ๆ คนหนึ่งจึงกลายเป็นคนที่ถูกครูตราหน้าว่าเป็นตัวอันตรายทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยและไม่มีความต้องการจะรักษาอะไรเลย เมื่อแรกพูดคุยกับน้องฝ้ายนั้น ฉันรู้สึกว่าน้องฝ้ายเป็นเพียงเด็กธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่เรื่องฟันยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่ควรให้ความสำคัญ คงมีแต่เพียงทันตแพทย์เท่านั้นที่รี่ไปชี้ว่า “หนูมีปัญหาเสียแล้ว”

ฉันยังจำได้ตอนที่อยู่ ม.1 ฉันคิดไปว่าสำหรับวัยนั้นฟันผุคงไม่สำคัญไปกว่าสิวขึ้น และเราจะว่าอย่างไร หากมีคนมาบอกว่าเรามีสิวมากติดอันดับเจ็ดของห้อง เราจะรู้สึกว่าคนนั้นมีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะมานับสิวของเราและสอนวิธีทำความสะอาดใบหน้าพร้อมเคล็ดลับกำจัดสิวหรือไม่ และเราจะว่าอย่างไรหากวิธีนั้นทั้งหมดก็ไม่อาจรักษาสิวของเราได้ ทำได้เพียงป้องกัน และหากเรามีสิวเม็ดใหม่ขึ้นมา เราจะต้องโทษตัวเองว่าเราไม่ได้ดูแลตัวเองเท่าที่ควรอย่างนั้นหรือ

ความจริงก็คือฝ้ายฟันผุเพราะฝ้ายยังมีชีวิตและฝ้ายต้องใช้ชีวิต ความจริงก็คือฝ้ายมีฟันผุเพราะเธอชอบกินอาหารที่เด็กคนไหน ๆ ในโลกก็ชอบ ความจริงก็คือฝ้ายหาความสุขระหว่างรอรถนักเรียนมารับด้วยการกินและเล่น ความจริงก็คือร้านอาหารแถวนั้นไม่ได้ขายอาหารชีวจิต ความจริงก็คือที่บ้านของฝ้ายเป็นร้านขายขนมที่ยั่วยวนใจยามหิว ความจริงก็คือแม่ของฝ้ายทำงานหาเงินคนเดียวและไม่มีเวลาดูแลให้ฝ้ายแปรงฟันก่อนนอน ความจริงก็คือ…ฯลฯ

แล้วฉันจะกล้าว่าอย่างไรได้ นอกจากยอมรับและเข้าใจ แม้ไม่อาจเข้าไปนั่งในหัวใจคนอื่นได้จริงๆ แต่ในฐานะที่เคยเป็นเด็ก ฉันรู้ว่าการที่ครูหรือใครก็ตามมาคัดเลือกเราให้อยู่ในกลุ่มของคนที่มีปัญหานั้น สามารถสร้างบาดแผลในหัวใจดวงเล็ก ๆ ได้ สำหรับเด็กที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น แค่การประคับประคองชีวิตให้อยู่ได้ในสังคมปัจจุบันก็ยากยิ่งพออยู่แล้ว ฟันผุและเหงือกอักเสบคงไม่ทำให้ถึงกับตาย และไม่ทำให้โศกเศร้าเสียใจได้เท่ากับ สิวขึ้น แฟนทิ้ง รักเขาข้างเดียว ทะเลาะกับเพื่อน หรือการไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วตัวเองเป็นใคร

ฉันจึงไม่พยายามทำให้ฝ้ายมองเห็นปัญหาใหญ่กว่าที่มันเป็นจริง ๆ ฉันจึงไม่ยัดเยียดให้ฝ้ายสักแต่คิดเรื่องฟัน และรู้สึกผิดไปมากกว่าที่ควรจะเป็น ฉันพยายามบอกฝ้ายว่าพี่เข้าใจ แม้มันจะเป็นเพียงแค่ลมปาก แต่ฉันก็อยากให้ฝ้ายรับรู้ว่าตราบใดที่พี่ไม่ได้สวมเสื้อกาวน์ มันก็ไม่เป็นปัญหาเลยจริงๆ

สิ่งหนึ่งที่ฉันค้นพบจากการพยายามเรียนรู้ในการทำงานทันตกรรมป้องกันก็คือ จากตอนแรกที่ไม่กล้าเรียกตัวเองว่าหมอเมื่อไร้เครื่องมือ แต่เมื่อได้นั่งลงคุยกับคนไข้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อเรียนรู้ชีวิตคนอื่นอย่างเปิดใจแล้ว ภายหลังจึงเห็นถึงความงาม และพบว่าไม่อาจจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นหมอจริงๆไปได้มากกว่านี้แล้ว

หาก humanized health care ถือการเข้าใจคนอื่นเป็นสำคัญแล้ว แม้ฉันไม่อาจพูดแทนใจใครได้ แต่การพยายามเข้าใจและมีหัวใจของการอยากจะเข้าใจคนไข้นั้นสำคัญ ทันตแพทย์ควรเห็นคุณค่าชีวิตมนุษย์ ไม่เพียงแต่เพราะคุณค่านั้นเกิดจากการที่คนคนนั้นคิดเหมือนกับเรา ดำเนินชีวิตตามมาตรฐานของเรา แต่เคารพความงามของความแตกต่างด้วย สิ่งเหล่านี้ก็คงพอจะช่วยให้เราตอบตัวเองได้บ้างในวันที่เกิดคำถามยากๆ เช่นว่า วันนี้เราเป็นหมอที่ดีแล้วหรือยัง?

ในฐานะคริสเตียนฉันมีความเชื่ออย่างหนึ่งที่มั่นคงเสมอว่าพระเจ้าทรงสร้างจิตสำนึกในใจมนุษย์ทุกคน เราไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาสูงเราก็รู้ว่าควรทำดีกับคนรอบข้างอย่างไรและการกระทำใดที่ใจเราจะฟ้องว่าผิด แต่หากเราเลือกที่จะละเลย นานวันเข้าเมื่อเราทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เราก็จะไม่รู้สึกผิดอีกต่อไปและมีใจหยาบกระด้าง เรื่องนี้ก็คงเหมือนกับการที่เราเลือกจะมองข้ามความเป็นคนและเรื่องอื่นๆในชีวิตของคนไข้เพื่อให้การทำงานของเรานั้นง่าย วันหนึ่งเราจะชินและไม่รู้สึกผิดกับสิ่งที่เราไม่ใส่ใจ ในที่สุดเราจะคิดว่า humanized health care เป็นอุดมคติมากเกินไป ขณะเดียวกันเมื่อใจเราแข็งกระด้าง ความเป็นหมอที่เราเคยภาคภูมิใจ แท้จริงแล้วก็เหลือเพียงอาชีพที่หาเลี้ยงตัวเองแขนงหนึ่งเท่านั้น…

ขอยืนยัน.....อย่าเรียกกันว่าอาจารย์เลยครับ....มันเขิน

ผมเข้าใจอย่างนี้ถูกไหมครับ

เราจะอธิบายความหมายที่ซ่อนเร้นของปรากฏการณ์ทางสังคมใดๆ ว่าอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้กรอบอะไรในการอธิบาย

การใช้กรอบที่แตกต่างกันทำให้เราอธิบายความหมายของปรากฏการณ์หนึ่ง ๆ แตกต่างกัน

แต่การอธิบายแบบไหนถูกกว่า ใช่กว่า แทบจะตัดสินไม่ได้ แม้กระทั่งจะไปถามเอากับชาวบ้านว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมีความหายซ่อนเร้นว่าอย่างไรกันแน่ ก็ไม่อาจใช้คำตอบนั้นมาตัดสินได้ว่าการอธิบายแบบไหนถูกหรือผิด

ความถูกกว่าผิดกว่าจึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ไม่น่าสนใจ

มากเท่ากับว่าเราชอบการอธิบายแบบไหน ทำไมเราถึงชอบการอธิบายแบบนั้น การอธิบายแบบที่เราชอบสะท้อนให้เห็นจุดยืนบางอย่างของเรา ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

แต่คุณหมออนามัยบ้านนอกครับ

คือว่า....ที่ผมลองอธิบายว่าบุญบั้งไฟมีความหมายถึง "ความอุดมสมบูรณ์" นั่นน่ะ ผม "เต้า" ขึ้นมาเล่น ๆ น่ะครับ อย่าไปคิดจริงจังอะไรกับมันเชียว

และ...อย่าเรียกกันว่าอาจารย์เลยครับ....มันเขิน

วันนี้ (13 ตุลา 52) ตรงกับวันตำรวจแห่งชาติ

ดูรายการเล่าข่าวตอนเช้า เขาว่า อยากให้ประชาชนรักตำรวจบ้างอย่างวน้อยก็ในวันนี้สัก 1 วัน

ตำรวจเลยจะเตรียมอมยิ้ทหลายหมื่นอันไว้แจกประชาชนตามแยกต่าง ๆ (ใครได้รับบ้าง ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย)

และที่สำคัญ.....................

วันนี้คนที่ทำผิดกฎจราจรเล็ก ๆ น้อย ๆ (เขายกตัวอย่างให้ฟังว่า เช่น เลี้ยวขวาในที่ห้ามเลี้ยว)

ตำรวจก็จะไม่ออกใบสั่ง แต่จะแค่ตักเตือนเฉย ๆ ยกเว้นการใช้กฎหายเนื่องในวันตำรวจแห่งชาติว่างั้นเหอะ.....

หึ...หึ...หึ....

น้ำ..เพียงหยดเดียวจากรากไม้กลั่น..

มาสะสมจนกลาย..เป็นห้วยหลั่งริน

..ลับ รินรายล้นหลาก สองฟากฝั่ง

เป็นแม่น้ำลำธาร..สราญชุ่มเย็น..

.น้ำ..เพียงหยดเดียวจาก ความลำเค็ญ

เป็นเหงื่อรินหลั่งล้น จนเป็นทุ่งทอง.

มอง.. ดูสวยสุดตา พาฝัน ว่า...

บ้านเรานั้น..คือสรรค์บนพื้นดิน

.รุ่ง อรุณเยี่ยมเยือน เพื่อนพื้นถิ่น

ลงหว่านไถปักดำ กล้ากำแตกกอ.

ร้อง.. เรียงรายลงแขก แรกรักก่อ ..

รอเมฆฝนพร่างพรม รับลมลู่รวง..

น้ำ.. เพียงหยดเดียวจาก ใจฟ้าร่วง

รวงรอรับเริงรื่น ค่ำคืนเฝ้าคอย...

ลอย.. ลารวงร่วงมาแต่ฝัน

ร่างรวงคืนนั้น เหือดน้ำหวานโลมเรียงดิน

.ลม แรงตีนวดฝัด ผลัดหนี้สิน

มาจำพรากตักตวง อุ้มรวงข้าวเรา.

น้ำ เพียงหยดเดียวจาก ความโง่เขลา

เป็นเหงื่อรินแหลกราญ ซึมซ่านทุ่งทอง.

มอง ดูเศร้าสุดตาพาหมองว่า..

ตัวเราต้อง อยู่นรกบนรอยไถ

ขอ มีน้ำเพียงหยด ราดรดใจ ..

ใจของรวงที่ร้าว รวงข้าวพลัดเคียว

ขอ มีน้ำเพียงหยด ราดรดใจ ...

ใจของรวงที่ร้าว รวงข้าวพลัดเคียว...

พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ

ในคืนเหน็บหนาว ฉันเดินเงียบเหงา อยู่บนถนน

ไม่มีผู้คน ไม่มีรถรา มีเพียงแสงไฟ..

สายลมหวีดหวิว พริ้วพาเหน็บเนื้อ เหน็บเหลือข่มใจ

เหน็บหนาวภายใน เหน็บหนาวในใจ เหน็บหนาวเหลือเกิน

ในคืนเมฆหนา ฉันเดินจนล้า จะเดินไปไหน

ฉันเดินมาไกล ไม่มีแสงไฟ เมื่อไกลถนน

ท้องฟ้ามืดมิด ชีวิตมืดนัก ความรักมืดมน

เสียงใจพร่ำบ่น เหมือนคนรำพัน ฉันเหงาเหลือเกิน

*ในคืนเหน็บหนาว หัวใจเจ็บร้าว เรื่องราวความหลัง

ก็เป็นเช่นทาง ที่ยังทอดยาว จากวันสู่คืน

ตราบชั่วชีวิต ทิศทางแสวง แข่งขันหยัดยืน

จะมีใครยื่น น้ำใจให้กัน เท่าฉันให้เธอ (ซ้ำ *)

..จะมีใครยื่น น้ำใจให้กัน เท่าฉันให้เธอ..

ฤทธิพร อินสว่าง

ขออนุญาตเอาไปให้นทพ.ปี5 อ่านในการฝึกงานทันตกรรมป้องกันนะจ๊ะ

อยาก อ่าน 80/20 ทั้ง ของสุธี ที่ยาว จริงจัง และมีหลักฐานมากกว่านี้ (เผื่อเอาไปใช้ลุยกับคนอื่น)

และทั้งของมัทนาด้วย (ภาษาอังกฤษก็ได้ แต่ถ้าได้ไทยก็ดี)

เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว เจอร้านหนังสือเช่า (เล็กๆ)ร้านนึง อยู่ข้าง ๆ โรงพยาบาลนครพิงค์

เจ้าของร้านเป็นพยาบาลที่ลาออกมาเลี้ยงลูกได้หลายปีแล้ว ในร้านนั้นเต็มไปด้วยหนังสือน่าสนใจ ตั้งแต่ ฤทธิ์มีดสั้น ยัน ข้างหลังโปสการ์ด ทะลุไปถึง โลกของโซฟี

คุยกับเจ้าของร้านได้ความว่า แกเอาหนังสือของแกเองที่สะสมไว้นั่นแหละ มาเปิดร้านเช่า แต่ก็ต้องสั่งหนังสือที่เป็นกระแสหลักมาเติมใส่ไว้ เพราะลูกค้ามักจะถามหา

เวลาลูกค้าเข้าร้านแต่ละครั้ง แกก็จะคอยลุ้นว่าลูกค้าจะหยิบหนังสือที่แกชอบรึเปล่า หรือบางครั้งก็คอยแอบเชียร์เล็ก ๆ ให้ลองหยิบเล่มนู้นเล่มนี้ไปอ่าน แกบอกว่าพอสำเร็จแกก็มีความสุข แต่มันก็ไม่ง่ายนัก (แกบอกว่าเดด็สมัยนี้ ขนาด โน๊ต อุดม มันยังไม่อ่าน!!!)

ถ้ามีร้านเช่าหนังสือแบบนี้กระจายอยู่ทุกซอกมุมของเมืองก็คงจะดี

 

เรื่องนี้เรื่องใหญ่มาก (สุธีชอบคุยเรื่องใหญ่) บางครั้งรู้สึกหงุดหงิดเหมือนกันที่เป็น นักศึกษา ถือหนังสือติดมือกันคนละเล่ม 2 เล่ม แต่พอดูน่าปก....โอย.....#$%&*&@&#*@%^%^ (การพิมพ์ตัวยึกยือพวกนี้สนุกดีเหมือนกันเนอะ)

เรื่องนี้จริง ๆแล้ว ตัวเองก็ยังสับสนอยู่ระหว่างการพยายามทำใจอย่างมัทนาว่า "ก็ยังดีกว่าไม่รักการอ่าน" แต่บางครั้งก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรว่า "เอ๊...หรือว่าบางครั้งไม่อ่านจะดีกว่า (วะ) การอ่านมันอาจจะคล้าย ๆ internet รึเปล่าที่ มันไม่ได้ "ดี" โดยตัวของมันเอง เพราะมันเป็นแค่เครื่องมือที่อาจจะนำไปสู่สิ่งที่ดี หรือสิ่งที่เลวก็ได้

หรือมากไปกว่านั้น การที่นักศึกษากระเหี้ยนกระหือรือ  (ภาษาโบราณนะครับ ไม่ใช่คำหยาบ ถามราชบัณฑิตมาแล้ว) มากกับ Harry Porter จนกระทั่งมีอยู่ช่วงนึง การถือ Harry ไว้ในมือกลายเป็น fasion โก้เก๋ไปซะฉิบ แต่พอชวนให้ลองให้ชิม โมโม่,  Never ending story หรือ Little prince ถึงกับส่ายหน้าดิก

จริงอยู่ว่า การอ่าน Harry อาจจะดีกว่าไม่อ่านอะไรเลย แต่การติดกับและหยุดอยู่แค่ Harry ก็ดูจะเป็นเรื่องน่าเศร้า

 

คุณ morisawa ครับ

ชอบใจที่คุณบอกว่า "ข้านี้ คือหมอ คนไข้ต้องสยบต่อข้า เพราะข้าคือผู้ที่จะปัดเป่าความเจ็บปวด รักษาชีวิตของเจ้าให้รอดพ้นจากโรคภัย"

ผมว่านี่เป็นอุดมคติของแพทย์สมัยใหม่ใหม่เลยครับ คือ แพทย์เท่านั้น ที่เป็น active knower ส่วนคนไข้ไม่ใช่อะไรนอกจาก passive known

ที่คุณเล่าถึงประสบการณ์การเจอแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ นั่นก็แสนจะจริง แต่ทว่า ถ้าเราถอยอารมณ์ออกมาสักนิด เราอาจจะเข้าใจว่า นั่นอาจจะไม่ใช่ปัญหาหรือความเลวร้ายส่วนบุคคล ของแพทย์แต่ละคน

เพราะแพทย์แต่ละคนก็เป็นผลผลิตของระบบความรู้และระบบงานที่ปฏิเสธและมองไม่เห็นความเป็นมนุษย์นั่นแหละ

และยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งแพทย์มองไม่เห็นความเป็นมนุษย์มากขึ้นเท่าไร ความเป็นมนุษย์ในตัวเขาและเธอก็จะค่อย ๆ ถูกลดทอนลงไปเท่านั้น

ขอบคุณครับ สำหรับความคิดเห็น

มีอีกนิดครับ

"อย่าพยายามทำความเข้าใจมนุษย์เลย...จงรักพวกเขาเถิด และเมื่อเธอเริ่มเรียนรู้ที่จะรัก เธอจะรู้เองว่า แม้จะไม่เข้าใจพวกเขาก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร"

จาก ปลูกฝันไว้ในแผ่นดิน ลูเซีย บาเกดาโน่ (เขียน) / รัศมี กฤษณมิษ (แปล)

ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้ซับซ้อนและมีประเด็นพัวพันกันอยู่หลายเรื่อง

ที่ อ.อ้อ สงสัยว่า "เรื่องเล่า" ที่มีพลังจะช่วยต่อเติมมิติของความเป็นมนุษย์ หรือว่า มิติของความเป็นมนุษย์น่าจะทำให้บังเกิด "เรื่องราว อันเป็นเรื่องเล่าที่งดงามและมีพลัง"

ความเห็นของผมก็คือข้อสงสัยนี้ก็คล้ายปัญหาเรื่อง "ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน" เพราะ

หากไม่มีมิติของความเป็นมนุษย์ (หรือความรักต่อกันและกัน)"เรื่องราว อันเป็นเรื่องเล่าที่งดงามและมีพลัง" ก็ไม่อาจบังเกิด

แต่หากไม่โต้เถียง หรือให้ความสำคัญกับประเด็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างศาสตร์ ที่วิทยาศาสตร์ครอบงำอยู่อย่างทุกวันนี้ แม้เราจะค่อยๆสร้างมิติของความเป็นมนุษย์ (หรือความรักต่อกันและกัน)ให้เกิดขึ้นทีละเล็กละน้อย ในตัวนักศึกษา "เรื่องราวที่งดงามและมีพลัง" ที่อาจจะบังเกิดขึ้น ก็จะไม่มีที่ "เล่า" เรื่องราวที่งดงามที่เกิดขึ้นจึงไม่สามารถกลายเป็นเรื่องเล่าได้ เพราะไม่มีคนฟัง (หรือมีคนฟังอยู่ไม่กี่คน) และเล่าไปก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรกับตัวเอง (ทั้งนี้เราต้องยอมรับว่าโดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์ หรือ นักศึกษา ธรรมดา ๆ ที่ยังไม่บรรลุอะไรบางอย่าง ล้วนแล้วแต่ดิ้นรนแสวงหาการยอมรับจากผู้อื่นทั้งสิ้น)เพราะ และอาจจะค่อย ๆ เลือนลางจางหายไปในที่สุด

สิ่งคิดว่าที่ผมเสนอใน blog คือ เรื่องของ "ความรู้" สิ่งที่ อ.อ้อเสนอ คือ เรื่องของ "ความรัก"

ผมคิดยังงี้นะ ที่ อ.อ้อ เสนอว่า "หากครูเข้าใจถึงอำนาจที่ตัวเองมีต่อนักเรียน สามารถแปรเปลี่ยนอำนาจนั้นมาใช้ในการสอนอย่าง "กรุณา" ความรักที่เกิดขึ้นระหว่าง ครูและนักเรียน น่าจะช่วยต่อเติมมิติความเป็นมนุษย์ให้เกิดขึ้นได้ทั้งสองฝ่าย "

เห็นด้วยครับ แต่ไม่ทั้งหมด เพราะนั่นคือ การสอนบนพื้นฐานของความรัก แต่หากเป็นความรักที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความรู้ที่หลงใหลคลั่งใคล้ ยึดติด และถามหาแต่เหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ (เก่า) ความรู้แบบนี้พร้อมที่จะ เขี่ยทิ้ง "มิติความเป็นมนุษย์" ออกไปจากกระบวนการเยียวยารักษา

หรือมากไปกว่านั้น ความรู้แบบนี้อาจจะเป็นตัวปิดกั้นไม่ให้เกิด "ความรัก" ขึ้นระหว่างอาจารย์และนักศึกษาด้วยซ้ำไป เพราะ "ความรัก" มักไม่มีและไม่ต้องการเหตุผล แต่ครูที่เป็นวิทยาศาสตร์มากๆ อาจจะถามว่า "ก็นักศึกษามันเป็นเสียอย่างงี้ ฉันหา "เหตุผล" ที่จะรักมันไม่ลงจริง ๆ" ในความเห็นของผม การถกเถียงเรื่องพื้นฐานของศาสตร์ 2 ศาสตร์ และหาวิธีทำให้ "มนุษยศาสตร์" เข้ามามีบทบาท ในแพทยศาสตร์ หรือ ทันตแพทยศาสตร์ มากขึ้น แทนที่จะมีแต่วิทยาศาสตร์ เท่านั้นที่ยึดครองพื้นที่อยู่จึงเป็นสิ่งจำเป็น และการเข้ามามีบทบาทของมนุษยศาสตร์ควรจะดำรงอยู่ในสถานะของการอยู่ร่วมกับวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่อยู่ใต้วิทยาศาสตร์ อยู่ร่วมในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงควรจะมีสัดส่วนปริมาณเท่าๆ กัน เพราะก็ไม่ได้มีความจำเป็นอะไรมากมายขนาดนั้น แต่อยู่ร่วมหมายถึงความเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีของความเป็นศาสตร์ ไม่ใช่มาถามว่ามนุษยศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่ และ ความสามารถทางมนุษยศาสตร์ ที่จะทำความเข้าอกเข้าใจผู้คนของนักศึกษาก็ควรจะเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับมีศักดิ์ศรีมากไม่น้อยไปกว่า ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถรักษา แต่ไม่อาจเยียวยาคนได้

เรื่อง "ความรู้" กับ "ความรัก" จึงอาจดูคล้ายปัญหาเรื่อง "ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน" เช่นกัน ที่ไม่อาจหาคำตอบสุดท้ายได้ว่าอะไรสำคัญกว่า และอะไรจะก่อให้เกิดอะไร

แต่ผมคิดว่าหากต้องตอบให้ถึงที่สุดจริง ๆ ผมก็เห็นด้วยกับ อ.อ้อ ว่า ฐานที่มั่นที่สำคัญที่สุดสำหรับภารกิจครั้งนี้คือ "ความรัก" ครับ

แต่ภารกิจครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก และต้องการกำลังใจมากมาย เราต้องหาแนวร่วมและเป็นกำลังใจให้กันครับ

แอบชื่นชม blog ของ อ.มัท มานาน

ยินดีที่ได้เจอกันครับ

และยินดีอย่างยิ่งหากสิ่งที่เขียนไว้จะมีประโยชน์

ขอแจมครับ

หากนักศึกษาเปลี่ยนไปจริงเราจะทำยังไงล่ะ

เราจะใช้วิธีการแบบเดิมในการสอนเค้า แล้วที่เหลือก็ "ช่างหัวมัน ฉันทำอย่างที่เคยทำมาก็ดีอยู่แล้ว" อย่างงั้นหรือ

คงไม่ใช่มั้ง

หรือที่จริงแล้วบางทีการพยายามที่จะตอบคำถามว่า "นักศึกษาสมัยนี้เปลี่ยนไปหรือไม่" ถึงที่สุดแล้วมันอาจจะไม่สำคัญอะไรเท่าใดนัก

เพราะหากเราเลือกที่จะมาเป็นครูแล้ว หน้าที่ของเราคือการพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะดูแลและประคับประคองให้เค้าได้เติบโตได้อย่างสมดุลระหว่าง ในทิศทางที่ควรจะเป็นและทิศทางที่เค้าอยากจะเป็น

ไม่ว่านักศึกษาจะเปลี่ยนไปหรือไม่อย่างไร เราก็คงจะต้องพร้อมที่จะทำความเข้าใจ และยอมรับเสียก่อนในเบื้องต้น ก่อนที่จะทำอะไรต่อไป

หรือในบางครั้ง แม้เราอาจจะไม่เข้าใจเค้า ก็ไม่เป็นไร ขอแค่เรารักเค้า ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นต่อมา น่าจะรับประกันได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม

เป็นกำลังใจให้ครับ

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเสนอว่าเราจะต้องพยายามมองปรากฏการณ์ทางสังคมให้เห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

แต่การมองให้เห็นแบบนี้....ยากเอาการอยู่....

เพราะ.....มักจะถูกตั้งคำถามว่า มองโลกในแง่ร้ายไปไหม สิ่งที่ทำไปเพราะอยากให้มัน "ถูกต้อง" "ดีงาม" และทำไปด้วยความ "หวังดี" (นะจ๊ะ) จะมาหาว่าเป็นการใช้อำนาจได้อย่างไร

เพราะ.....อำนาจที่ซ่อนเร้นอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคมใดๆ ส่วนหนึ่งใช่ที่มันอาจจะเป็นอำนาจแบบหยาบๆ ที่เป็นความรุนแรงอย่างโจ๋งครึ่มที่กระทำต่อกัน แต่อีกส่วนหนึ่ง (ซึ่งมีอยู่มากกว่า) มักจะอำนาจแบบละเอียดที่แฝงตัวอยู่ในทุอณูของความสัมพันธ์ทางสังคม แม้กระทั่งในส่วนเล็ก ๆ ที่มนุษย์ไม่น่าจะมึ้ง (กำเมืองแปลว่า อ๋อ...หรือสังเกตเห็น)ว่า อ้อ...นี่ก็เป็นอำนาจแบบหนึ่ง เช่น มีอะไรบางอย่างที่บอกให้เราต้องใส่สูท หากจะขึ้นนำเสนอในเวทีประชุมวิชาการใหญ่ ๆ การใส่แห่กันไปใส่เสื้อเหลือง ชมพูหรือดำ ของคนไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นต้น

เพราะ.....อำนาจแบบนี้มีลักษณะเฉพาะที่เราจะต้องทำความเข้าใจก่อนที่จะไปมองหามันได้เจอ

อันแรกก็คือ มันไม่ใช่อำนาจชนิดที่เราจะมาตัดสินได้ว่ามันไม่ดี มันอาจจะเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ก่อให้เกิดสิ่ง "ดี ๆ" หรือ สิ่ง "แย่ๆ" ก็ได้ ยิ่ง

ไปกว่านั้นอำนาจแบบนี้มักจะมีคำสัญญาที่ให้กับเราว่า มันจะทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น การตัดสินคุณค่าของอำนาจจึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าไรนักในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ความสัมพันธ์เชิงอำนาจมันเกิดขึ้นแล้ว และมีใครบางคนกำลังตกอยู่ใต้การบงการของอำนาจ และจำนำไปสู่สิ่งอื่นๆอีกต่อไปได้มากมาย

นอกจากนั้น อำนาจแบบนี้บางทีเราไม่อาจจะไปหาต้นตอของผู้ที่ตั้งใจใช้อำนาจไม่ได้ และหาไม่เจอ เพราะมันมักจะไม่มีต้นตอ และมันจะเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมันดำรงอยู่ท่ามกลางความไม่ตั้งใจ ไม่ตระหนัก ของทั้งผู้ที่อยู่เหนือกว่าและต่ำกว่าบนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และหากเมื่อไร อำนาจถูก "ตระหนักรู้" ปฏิบัติการของมันก็จะลดพลังลงอย่างมหาศาล

เห็นด้วยกับสุธีครับที่

"เราควรหัดมองว่าปรากฎการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับใครบ้าง และคนเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันในเชิงอำนาจอย่างไร ใครเป็นผู้ควบคุม ใครเป็นผู้ต้องกระทำตาม เพื่อให้ได้ผลอะไร ใครได้เสวยผลประโยชน์"

การมองแบบนี้จะทำให้เราใช้อำนาจอย่างมีสติ ระมัดระวัง และนุ่มนวลมากขึ้น แต่อาจจะยังคงต้องใช้อำนาจอยู่เพราะอำนาจเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้เช่นกัน

สิ่งที่ยังไม่รู้และคิดไม่ออกเลยก็คือ

เราจะหาทางให้พวกบุคลากรสาธารณสุข (โดยเฉพาะทันตแพทย์)เรียนรู้วิธีคิดเหล่านี้ได้อย่างไร

และอีกอย่างที่อยากจะนั่งคิด (แต่ยังไม่ได้คิดชัดๆสักทีเลยอยากจะชวนสุธีกับมัทมาคิดด้วยกันก็) ก็คือ เราจะเรียนรู้และเราจะทำความเข้าใจ concept เรื่อง Empowerment ยังไง ภายใต้วิธีคิดเรื่องอำนาจและความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบที่ว่า เพราะเท่าที่เป็นอยู่ (ที่ตัวเองใช้ และที่ มช. ก็ใช้) Empowerment มันถูกใช้และเข้าใจอย่างง่ายและไร้เดียงสาเกินไป (เราจะไป empower ใครได้ บนความสัมพันธ์ที่เราเหนือกว่าเค้าอยู่ และจะเหนือกว่าเค้าตลอดไป)

ยินดีและชื่นชมอย่างมากกับสิ่งที่สุธีและมัทกำลังทำอยู่

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี