ความเห็นล่าสุด


ส.รตนภักดิ์

การหาคนอื่นมาช่วยดูแลแทน (ถ้าสามารถทำได้) ก็อาจช่วยลดการกระทบกระทั่งกัน การไม่พอใจต่อการ ลดความเครียดที่อาจจะต้องเกิดขึ้นเป็นระยะเวลายาวนาน ถ้าไม่เช่นนั้นก็ต้องช่างมันบ้างคะ ดิฉันคิดว่าเราไม่สามารถจัดการใครได้ทุกอย่าง เพราะเราก็คงไม่ให้ใครมาจัดการเราทุกอย่างเหมือนกันค่ะ ถือว่าบอกแล้ว ได้ทำตามสมควรแล้ว ถ้าอีกฝ่ายไม่รับ ก็ต้องปล่อยค่ะ การจะมานั่งทะเลาะกันทุกมื้ออาหาร ไปๆ มาๆ เค้าก็อาจไม่อยากมานั่งร่วมด้วยมังคะ

ดารนี ชัยอิทธิพร

ทุกอย่างคือการเรียนรู้ สิ่งที่เรียกว่าปัญหา หรือทุกข์ หรืออุปสรรค ให้การเรียนรู้ที่ดีเสมอค่ะ เรามักได้เรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ เพราะเราจะรู้สึกว่าอยู่กันนาน จึงมีเวลาได้ใคร่ครวญ ส่วนความสุขนั้น เพราะเรามักระเริง ยินดีกับความสุข อีกทั้งเราจะรู้สึกว่าวามสุขผ่านไปเร็วมาก เร็วจนจับอะไรไม่ทันเลยค่ะ เราจึงไม่ค่อยได้เรียนรู้จากความสุขเท่าไหร่ค่ะ

... หลีกเลี่ยงอาหาร 'มื้อรอง' ที่ไม่จำเป็น (ถ้าอดใจได้) 5555 เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี เอาบ้างได้ค่ะ ไม่ได้คิดว่าต้องงด เพราะยิ่งห้ามจะเหมือนยิ่งอยาก

ขอบคุณมากนะคะสำหรับคำอวยพร และกำลังใจ เพราะมันแสดงถึงมิตรภาพ ส่วนกำลังใจจริงๆ กำลังใจที่ยั่งยืน ดิฉันมองว่า เราต้องพยายามสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองค่ะ ... Great thing always begin from inside.

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ... ที่ทำให้ได้เรียนรู้ แต่อธิบายยากค่ะ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=4856606949633&set=a.1071563205905.9042.1730881497&type=1&theater

เห็นด้วยค่ะคุณหมอว่า รักษาให้สบายเป็นศิลป์ รักษาหายสิ้นเป็นศาสตร์

เคยมี นศพ. ถามตอนไป lecture ว่า ในฐานะที่เป็นแม่ผู้ป่วย อยากจะบอก หรือฝากอะไรมั้ย

แป๊วตอบว่า อยากจะฝากคุณหมอในอนาคตว่า ณ วันนี้คุณหมออาจต้องเลือกว่าอยากเป็น ... หมออะไร

ถ้าหมออยากเป็น “หมอรักษาโรค” ก็คงต้องพยายามเรียนรู้วิชาการหลายด้าน เพื่อเอาชนะโรค รักษาโรคของคนไข้ให้หาย

แต่ถ้าหมอจะเป็น “หมอรักษาคน” ก็ต้องใส่ใจในความเป็นคน ใส่ใจความรู้สึก ความคิด ของผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย

การที่เค้าพาลูก หรือพาญาติมาหาหมอนั้น ไม่ใช่แค่การรักษาโรคอย่างเดียว แต่ในความรู้สึกของเค้าคือ ฝาก “ชีวิต” ของลูก ของญาติ ไว้เลยนะคะ ชีวิตของคนที่เค้ารัก

สำหรับตัวแป๊วเองนั้น คิดว่าหมอแต่ละท่านก็มีความสามารถได้ตามมาตรฐานที่เรียนมา ฝึกฝนมา แป๊วไม่ได้ต้องการหมอที่เก่ง ที่เราต้องคอยรับทราบอย่างเดียวว่าจะทำอะไรกับลูกเราบ้างเป็น priority แรก

แต่ต้องการหมอที่เข้าใจ และใส่ใจความรู้สึกของ “คน” ของคนป่วย ของญาติ ให้เรารับรู้สิ่งที่หมอจะทำ และร่วมตัดสินใจในการรักษาด้วย เพราะถึงแป๊วจะไม่ใช่หมอ แต่เป็น “แม่” และแน่ใจว่ารู้จักลูกตัวเองดีกว่าหมอ ก็ช่วยกันคนละครึ่ง หมอรู้เรื่องโรค แม่รู้เรื่องลูก

หมอลองคิดดูว่า ในมุมกลับกันถ้าหมอต้องเป็นผู้ป่วย หรือเป็นญาติผู้ป่วยเสียเอง หมอต้องการแบบไหน บางครั้งเราต้องเอาตัวเราเค้าไปแทนที่เพื่อดูว่า เมื่อเปลี่ยนสถานะแล้วความรู้สึกคงเดิมหรือไม่

สำหรับทักษะการใช้ชีวิตให้มีความสุข ก็คงใช้ศิลป์มากกว่าใช้ศาสตร์นะคะ

ขอบคุณค่ะคุณอำนาจ ดิฉันคิดว่า อารมณ์ในด้านลบและโทสะไม่เคยสอนในเรื่องสร้างสรรค์ แต่จะเป็นแบบอย่างให้เด็กทำตาม เด็กไม่ว่าวัยไหนก็รับ "เหตุผลตามวัย" ได้ ถ้าผู้ใหญ่พยายามจะหาเหตุผลให้สมกับวัยนั้นๆ และไม่คิดแต่ว่ายังเล็กอยู่ๆ ค่ะ

ประเด็นที่คุณหมอพูดเรื่องการเปิดเทปคาราโอเกะให้คนไข้ฟังนั้น   เคยเห็นว่ามีหลายคนที่ไม่ชอบไปวัด  ไม่เคยสวดมนต์  แต่ชอบฟังเพลง    หากเราไปยึดกฏเกณฑ์ (ของใครก็ไม่รู้) ให้เค้าต้องฟังในสิ่งที่ "เราคิดว่า" เค้าควรฟัง  เช่น ฟังเทศน์  ฟังบทสวดมนต์   มันก็กลายเป็นการยัดเยียดสิ่งที่เค้าอาจไม่ต้องการ

จริงๆ แล้ว บางครั้งเราอาจไม่สามารถเลือกทำ หรือให้สิ่งที่คิดว่าดี  เหมาะ  หรือจะทำให้สงบได้    ไม่สามารถเลือกทางสายกลางได้    แต่อย่างน้อย เราเลือกทำในสิ่งที่ผู้รับชอบ  ก็น่าจะดีกว่าทำในสิ่งที่เค้าไม่ชอบ  

ผู้ป่วยอาจจากไปขณะที่อยู่ในอารมณ์ "สุข"    ไม่ใช่ "สงบ"   แต่ก็คงดีกว่าจากไปแบบเป็น "ทุกข์" เพราะถูกยัดเยียดสิ่งที่เราคิดว่าเหมาะ คิดว่าดี 

สวัสดีค่ะคุณหมอ

ขอบคุณสำหรับการแบ่งปันค่ะ 

เรื่องเล่า สามารถทำให้เราเห็นตัวตน ความเป็นไป มุมมอง อารมณ์ ฯลฯ ของผู้เล่า

การเล่าเรื่อง สามารถทำให้ผู้เล่ารู้สึกผ่อนคลาย ถูกปลดปล่อยจากพันธนาการบางอย่าง ภาคภูมิใจ อิ่มใจ ฯลฯ จากการบอกเล่า

แป๊วจะให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ค่ะ แม้กระทั่งกับเด็กเล็กก็เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ    ตอนลูกเล็กๆ ตั้งแต่ยังไม่เข้าเนอสเซอรี่ ก่อนนอนเราจะมีกิจกรรมเล่า/อ่านนิทาน สวดมนต์ และจบด้วยนวดค่ะ     พอเล่า/อ่านนิทานจบ ก็ปิดไฟ ธรรศกับธรณ์ก็จะนอนติดๆ กัน รอให้แม่นวดทีละคน   แป๊วจะนวดตัว-แขน-ขา-เท้า (เหมือนนวดแผนโบราณ) ระหว่างนวดก็จะคุยกันไป ว่าวันนี้ลูกทำอะไรบ้าง กินอะไรบ้าง สารพัดเรื่อง... พอทำไปซักพักลูกก็เริ่มหัดนวดให้แม่บ้าง

มุมมองของแป๊วสำหรับสำหรับการสร้างเงื่อนไขแบบนี้ (เล่า/อ่านนิทาน-นวด-คุย)

- การสร้างบรรยากาศสบายๆ ก่อนนอนโดยการเล่า/อ่านนิทานทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย

- การนวด เป็นกุศโลบายให้เด็กอายุยังไม่ถึง 2 ขวบ อยู่กับที่ ไม่วิ่งไปไหน เพราะเค้ารู้สึกสบายกับการถูกนวด แถมตอบทุกคำถามที่แม่ถาม และก็เล่าสิ่งที่ตัวเองอยากเล่าให้แม่ฟัง

- ลูกจะได้เคยชินกับการบอกเล่าอะไรๆ ให้พ่อแม่ฟังตั้งแต่เล็ก เพราะถ้าเด็กโตขึ้น โดยเฉพาะเป็นวัยรุ่น เราจะไปถามอะไรมากๆ เค้าอาจรู้สึกรำคาญ อาจคิดว่าเราจะจับผิดหรือไม่ การสร้างความเคยชินโดยการพูดคุยกันทุกวัน เสมอๆ มันจะกลายเป็นสิ่งปกติของเค้า ลูกจะเล่าสารพัดเรื่อง บางทีมีประเด็นอะไร เราก็สอนลูกจากเรื่องที่เค้าเล่า จนปัจุบันอายุจะ 7 ปี ก็ยังทำอยู่

สิ่งที่ “รู้สึก” ว่าได้รับจากลูกอันเนื่องมาจากการเล่าเรื่อง

- การบอกเล่า/พูดคุยกันเป็นเรื่องปกติ ลูกจะมีเรื่องมาเล่าให้ฟังทุกวัน บางทีถ้าแม่ยังไม่ถึงบ้านก็โทรศัพท์มาเล่า ... ไปทำอะไรบ้าง อาจารย์สอนอะไร เล่นอะไร ถูกดุ/ถูกทำโทษเรื่องอะไร มันกลายเป็นเรื่องปกติที่จะต้องคุยกัน บอกเล่ากัน

- ได้ความเชื่อใจ/ความไว้ใจจากลูก   ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เป็นสิ่งที่เราสร้างได้ แป๊วจะ “ฟัง” ทุกเรื่องที่ลูกเล่า แม้จะเป็นเรื่องที่ลูกทำผิด/ถูกอาจารย์ทำโทษ ลูกก็จะเล่าให้ฟัง    ซึ่งแป๊วก็จะ “รับฟังอย่างสงบ” และค่อยสอนหรือชี้ให้เห็นว่าควร ไม่ควรอย่างไร แต่ก็ไม่ได้ตำหนิทุกครั้งที่ลูกทำผิด เพราะบางครั้งเค้าถูกตำหนิมาแล้ว รู้ตัวเองแล้วว่าทำผิด การไปตำหนิซ้ำอีก หรือตำหนิทุกครั้งที่ลูกทำผิด ต่อๆ ไปลูกอาจจะไม่อยากบอกเล่าให้ทราบ

- การเรียนรู้ที่จะมีน้ำใจต่อกัน พอแม่นวดให้แล้ว ลูกก็อยากลองทำดูบ้าง ไปๆ มาๆ พอแม่นวดให้ลูกเสน็จ ทั้ง 2 คนก็ช่วยกันนวดให้แม่ หรือพอได้ยินแม่บอกว่าปวด... ลูกก็จะอาสานวดให้ เพราะเค้านวดเป็น

นอกจาก “การเล่าเรื่อง” จะมีความสำคัญแล้ว แป๊วว่า “การรับฟัง” ก็มีความสำคัญพอๆ กัน 

ตอนที่ธรรศป่วย ต้องไปหาหมออยู่เรื่อยๆ ต้องไป admit เป็นระยะ ก็มีโอกาสได้เจอ/ได้คุยแม่คนไข้    ซึ่งก็จะคุยกันทั้งที่โรงพยาบาล และเมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้วก็ยังโทรศัพท์คุยกัน

แม่คนไข้บางคนช่วงที่ลูกอาการไม่ค่อยดี ช่วงขาลง ก็จะโทรศัพท์มาคุยตอนดึกด้วย เช่น เที่ยงคืน ตี 1 เพราะเป็นช่วงเวลาที่ลูกเค้านอนแล้ว คุยสะดวก คุยได้เต็มที่ บางครั้งคุยกัน 15 นาที 45 นาที หรือ 1 ชม. ... แล้วแต่ความต้องการของคนโทรมา บางคนคุยกันอย่างเดียว บางคนคุยด้วยร้องไห้ด้วย พอคุยเสร็จเค้า เค้าบอกว่า สบายใจขึ้น รู้สึกดีขึ้น ...

ซึ่งการที่เค้าสบายใจขึ้น รู้สึกดีขึ้นนั้น ... หลายครั้งทีแป๊วไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ   แค่ “รับฟัง” สิ่งเค้าพูด   ฟังเค้าระบายสิ่งที่อัดอั้นตันใจ ฟังเค้าร้องไห้ แป๊วก็พูดนิดๆ หน่อยๆ  เพื่อให้เค้ารู้ว่า เรายังฟังเค้าพูดอยู่   แต่จะไม่บอกให้หยุดร้องไห้นะคะ เพราะแป๊วรู้สึกว่า ถ้าเค้าอยากหยุด เค้าก็ต้องหยุดด้วยตัวเอง มันแสดงว่าเค้ารู้สึกดีขึ้นแล้ว แต่ถ้าเราไปบอกให้หยุดร้องไห้อยู่เรื่อยๆ เค้าอาจคิดว่าเรารำคาญ หรือไม่อยากฟังก็ได้ ในบางรายยิ่งปลอบยิ่งร้องไห้ก็มี (สันนิษฐานเอาเองทั้งนั้นค่ะ)

แป๊วเลยสรุปเอาเองว่า บางครั้งการที่ได้บอกเล่าสิ่งที่อยากบอก ได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นตันใจ ได้ร้องไห้ มันก็ทำให้ความอึดอัดที่มีอยู่ลดลง  แค่มี “ คนรับฟัง ” เท่านั้นเอง

ไม่ว่า “เรื่องเล่า” หรือ “การเล่าเรื่อง” หรือ “การรับฟัง” ก็ล้วนมีความสำคัญทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเราจะอยู่ในจุดไหนของเหตุการณ์

 

อ่านแล้ว ก็คงต้องหามาดูค่ะ ทั้งปกติแทบไม่ได้ดูภาพยนต์เลย น่าจะเป็นประโยชน์ในการเตรียมตัวเองและลูกเป็นอย่างมาก เพราะมีอะไรที่เราไม่รู้ แต่ต้องเรียนรู้อีกมากมาย

ขอบคุณคุณหมอมากค่ะ

แป๊ว

คุณหมอคะ

ขอบคุณมากค่ะ ที่คุณหมอเอาเรื่องมาแชร์ให้หลายๆ คนได้มอง เพราะเชื่อว่ามีมุมให้มองหลายมุมทีเดียว เมื่ออ่านแล้ว ก็จะพยายามหาเวลาดูหนังค่ะ (หาหนังมาดูไม่ยาก แต่หาเวลา.. ยากกว่า คงเพราะตัวเองไม่ค่อยดูโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์)

สำหรับเรื่องลักษณะนี้แป๊วก็เคยเดินเฉียดๆ มาแล้วเช่นกัน แต่คงมองคนละมุมกับซาร่า (คุณแม่ในเรื่อง)

แป๊ว

==============================

และนี่คือเหตุผล – ความรู้สึกของแม่ที่เขียนใน Email ที่ส่งให้คุณหมออิศรางค์ เมื่อช่วง พ.ค.51

...... .. สำหรับตัวเองแล้ว

- ถ้า HLA ไม่ตรงกัน ก็จบโดยตัวมันเองคือ ธรณ์เป็นผู้บริจาคไม่ได้ ธรณ์ก็ไม่ต้องเจ็บตัว

- ถ้า HLA ตรงกัน ก็ลำบากใจที่จะต้องตัดสินใจ คือไม่อยากให้ลูกเจ็บพร้อมกัน 2 คน เลย แล้วการที่ธรณ์จะเป็นผู้ให้นั้น ธรณ์อาจจะเหมือนกึ่งถูกบังคับ ไม่ได้เป็นผู้เลือกที่จะให้ด้วยตัวเอง รู้สึกเหมือนกับว่า เราละเมิดสิทธิ์ของธรณ์กลายๆ ไปทำให้ธรณ์ต้องเจ็บโดยที่ธรณ์ไม่เต็มใจ

พอผลออกมาว่า HLA ไม่ตรงกัน ก็รู้สึกว่าไม่ได้ผิดหวังอะไร ปัญหาที่คิดจบด้วยตัวมันเอง เราไม่ต้องเป็นผู้เลือก - บังคับลูก ธรรศก็ไม่ต้องทำให้ธรณ์เจ็บตัว เพียงแต่การกระทำต่อๆ ไปจะมีธรรศเป็นตัวศูนย์กลางของทางเลือก ไม่ว่าจะทางที่ทำให้ธรรศดีขึ้น หรือถ้าจะเป็นไปตามวาระมันก็จะเป็นไปโดยตัวธรรศเอง โดยที่ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือไม่เต็มใจ ซึ่งอย่างน้อยก็จะได้ไม่มีกรรมต่อกัน แม้จะโดยไม่ตั้งใจก็ตาม

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็รักลูกทั้ง 2 คน นะคะ รักพอๆ กัน ไม่ใช่ไม่อยากให้ธรรศหาย แต่บางการกระทำมันอดรู้สึกไม่ได้ว่า ถ้าต้องทำแบบนั้น จะไม่ยุติธรรมกับธรณ์รึเปล่า เพราะธรณ์ไม่ได้มีส่วนตัดสินใจ ถ้าจะมีใครมองว่าคิดแปลกๆ ก็ยอมรับค่ะ ........

เรายังมีความหวังเสมอที่จะรักษาธรรศ แต่พร้อมกันนั้นเราก็ต้องยอมรับความจริงเรื่องโรคที่ธรรศเป็นอยู่ด้วยค่ะ บางครั้งการที่เรากล้าที่จะยอมรับความจริง มันก็ทำให้เราไม่กลัวจนเกินไป ทำให้เรามีสติมากขึ้น พยายามหาวิธีที่อยู่ร่วมกับ " ผู้มาเยือน " ให้ได้มากที่สุด เราจะไม่มานั่งหลอกตัวเเองว่าเค้าต้องหายๆๆ อยู่เท่านั้น เพราะอะไรมันก็เกิดขึ้นได้เสมอ เราใช้เวลาให้มีประโยชน์ที่สุดจะดีกว่า

สวัสดีค่ะคุณน้ำ

แป๊วให้เมล์ไว้นะคะ ส่งที่ api.vo@hotmail.com จะคุยกันได้สะดวกค่ะ

หรือจะโทรศัพท์มาคุยก็ได้นะคะ ยินดีค่ะ 081 931 1414 / 089 111 1414 / 080 599 1414

ส่งก่อนเผื่อยัง on อยู่

สวัสดีค่ะคุณพุทธิ

ขอบคุณมากค่ะ

CCSK ของธรรศ ถ้าเจอว่าเป็นชนิดนี้ หมอบอกว่า ถือว่าระยะ 4 ทั้งนั้น (ไม่มี 1-3) ไม่ว่าเป็นมาก เป็นน้อย เนื่องจากพบน้อยมาก แป๊วก็คิดว่ามันก็แค่ "ตัวเลข" ค่ะ แต่ที่สำคัญคือ ลูกยังอยู่กับเรา มาหาวิธีที่จะให้ลูกได้มีความสุข ได้ใช้ชีวิตให้คุ้มที่สุดน่าจะดีกว่า

ส่วนเรื่องจะหายหรือไม่ แป๊วไม่สนใจเลย บอกหมอด้วยว่าไม่ต้องกลัวนะ ว่าจะถาม เพราะถึงถามหมอก็ตอบแน่นอนไม่ได้ เลยไม่ทราบว่าจะอยากรู้ไปทำไมมากกว่า แป๊วสนใจวันนี้ วันที่ลูกยังอยู่กับเรามากกว่า

สำหรับตัวเองแล้ว ... ยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ ให้เต็มหัวใจ ทั้งบวกทั้งลบ แล้ววิธีการที่เราดำเนินชีวิตร่วมกับ "ผู้มาเยือน" จะเป็นวิธีการที่เหมาะกับเรา กับวิถีชีวิตของเรามากที่สุด

ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ

24 พ.ย. 52 โฆษณาก่อนวันออกอากาสรายการบุษบาบานเช้า

เลือกช่วงเวลาประมาณ 44.00 นาที

http://portal.tv5.co.th/tabid/472/Default.aspx?Date1=2009-11-24

25 พ.ย. 52 รายการบุษบาบานเช้า - เรื่องของน้องธรรศ

http://portal.tv5.co.th/tabid/472/Default.aspx?Date1=2009-11-25

สวัสดีค่ะ

ขอบคุณมากๆ นะคะ ที่ยังนึกถึง และห่วงใยกัน ทั้งๆ ที่หลายๆ คนก็ไม่ได้รู้จักกันเลย เป็นความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นหลายครั้งตั้งแต่ลูกไม่สบาย

หลังจากที่ผ่าตัดไตซ้ายออกไป ฉายแสง 11 ครั้ง ให้เคมีบำบัด 2 คอร์ส (25 ครั้ง) จบการให้เคมีบำบัดเมื่อปลาย พ.ย.51 ตอนนี้ธรรศก็อยู่ในช่วงติดตามอาการค่ะ ต้องไปทำ BONE SCAN CT SCAN ทุก 6 เดือน

ณ ตอนนี้คือยังไม่มีการกลับมาของโรค ก็ต้องคอยดูไปเรื่อยๆ ค่ะ เพราะสำหรับมะเร็งนั้น ตัวเองมองว่าเป็นได้ 2 ทาง คือ อยู่ไปได้เรื่อยๆ กับหมดเวลา เรื่องหายมั้ย? ไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่มีใครทราบ บอกแน่นอนไม่ได้ เลยไม่ทราบจะถามคุณหมอ หรือตั้งคำถามไปทำไม โดยเฉพาะตัวที่ธรรศเป็นนั้น (CLEAR CELL SARCOMA) ถือเป็นรายที่ 2 ของ รพ. จุฬา และ 10 ปี ที่ผ่านมามีเคสแบบธรรศ 40 ราย จากทั่วโลก ซึ่งคนเป็นน้อยมากๆ มันยิ่งไม่น่าจะต้องถามเรื่องหายกันเลยค่ะ

ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับการทำคุณภาพชีวิตของปัจจุบันให้ดีที่สุดสำหรับธรรศ (เท่าที่เราทำให้ได้) และมองถึงว่าถ้าหากหมดเวลา.. จะทำอย่างไรน่าจะดีกว่า

ซึ่งแนวคิดในการดูแลธรรศที่เป็นมาตั้งแต่ต้นก็สอดคล้องกับการดูแลในแนว "ชีวันตารักษ์ หรือ Palliative care" คือการดูแลอย่างเต็มที่ทั้งทางกาย ใจ จิตวิญญาณ โดยไม่หวังการหายของโรค

จะหาโอกาสเข้าไปที่ momypedia ค่ะ ต้องลงทะเบียนใช่มั้ยคะ ช่วงหลังที่ไม่ได้เข้าไปเพราะช่วยคุณหมอเรื่องเด็กๆ ที่ป่วย เลยไม่ค่อยมีเวลาค่ะ

ตอนนี้ธรรศ กับธรณ์ อายุ 6 ปีเต็ม (เมื่อ 27 ต.ค.52) เรียนอยู่ชั้นเด็กเล็ก ที่ประถมสาธิต มศว.ประสานมิตรค่ะ

ขอบคุณมากนะคะ

แป๊ว

สวัสดีค่ะพี่แดง และทุกคน

น้องเอิร์ท คนที่เล่นน้ำทะเลแบบสนุกสนานนี่แหละค่ะ จะบอกให้ว่าลงมาจากห้องตั้งแต่ ตี 5 ... ดูไม่ค่อยเห่อเท่าไหร่ (ถามคุณแม่ๆ บอกว่าตื่นตั้งแต่ ตี 4 เดินไปเดินมาหน้าห้อง) ที่จำแม่นก็เสื้อน้องเอิร์ทสีแสบขนาดนั้น

ตอนบ่ายวันเสาร์พี่ๆ เค้ากำลังผูกลูกโป่งริมสระ พอช่วงเบรคของว่าง 14.30 น. เอิร์ทก็ลงมายืนที่แท่นในสระให้ขาเปียกน้ำเกือบถึงเข่า ถ้าไม่ไล่ให้ขึ้นไปก่อนเพราะแดดร้อนมาก เอิร์ทคงไม่ยอมขึ้น คุยกับคุณแม่ๆ บอกว่าน้องเอิร์ทอยากไปเที่ยวทะเลมาก ..... ถึงแม่ไม่บอกก็เชื่อค่ะ ลงมาแต่มืดขนาดนี้

วันแรก รพ.ศรีนครินทร์ ไปถึงที่พักรายสุดท้าย คือประมาณ 2 ทุ่ม บางคนก็คงไม่ได้เดินไปที่ชายหาด หรือไม่ทราบว่าชายหาดอยู่ใกล้ๆ เช้าวันเสาร์ตอนที่ไปดูเด็กๆ บริเวณชายหาด ก็ได้ยินคุณแม่ท่านหนึ่งพูดว่า แหม! ทะเลอยู่นึ่เอง เมื่อคืนได้ยินเสียง ยังนึกว่าเสียงน้ำอะไรมันไหล

ฟังแล้วรู้สึกว่า นอกจากเด็กได้มางานค่ายแล้ว ทะเล... ยังทำให้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ตื่นเต้นไม่แพ้กัน แล้วก็หลายๆ คนด้วย

น้องแจ๊ค คงต้องให้ อ.สุรพล ดูหน้าหน่อยนะคะ หน้าน้องคงบานกว่าขาไปมาก เพราะได้กีต้าร์เป็นของขวัญ แจ๊คนี่..พี่ๆ ทางนี้ลุ้นมากว่าจะมามั้ย ถ้ามาก็มีเซอร์ไพรซ์ให้น้อง แต่ถ้าไม่มา.. พี่ๆ คนทางนี้เซอร์ไพร์ซแทน.... คอยเก้อ

สวัสดีค่ะ คุณภูสุภา

ขอบคุณที่ส่ง link มาให้ ขอ add ไว้นะคะ

แป๊วมองว่า การที่เราจะช่วยอะไรลูก เราต้องจัดการที่ตัวเราก่อน เพราะลูกจะมองวิธีปฏิบัติจากพ่อแม่ คนใกล้ชิด เสมอ

ถ้าเราแสดงความกลัวให้เค้าเห็น เค้าจะกลัวยิ่งกว่าเราอีก เพราะเราคือ "แบบ" ที่เค้ามองเห็น

สำหรับเรื่องการ "ตาย" นั้น ถ้ามองให้ถ่องแท้แล้ว มันคือความปกติของทุกชีวิต

เป็นเรื่องที่น่าแปลกว่า เรามักถูกสอนให้เรียนรู้วิธีต่างๆ เพื่อที่จะ "อยู่อย่างไร" กันอย่างแพร่หลาย แต่ไม่ค่อยมีการสอนเรื่อง "จะตายอย่างไร" ทั้งที่สุดท้ายทุกคนต้องตาย

ณ ตอนนี้ ก็ยังนึกขอบคุณ "ลูก" อยู่เสมอ ที่สอนเราในหลายๆ เรื่อง

แป๊ว

สวัสดีค่ะ คุณภูสุภา

ได้เจอกันอีกแล้ว ขอบคุณมากค่ะ

แป๊วมองว่า หลายๆ เรื่อง เราจะทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าไม่จัดการกับตัวเราเองก่อน และโดยเฉพาะกับลูก ลูกจะมองคนที่ใกล้ตัว เช่น พ่อ แม่ เป็นแบบอย่าง ถ้าเราแสดงความกลัวให้ลูกเห็น ลูกจะกลัวยิ่งกว่าเราอีก ส่วนใหญาปฏิกริยาของเด็กจะมากกว่าผู้ใหญ่เสมอ

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ ยอนดีที่จะได้คุยกันค่ะ

แป๊ว

ขอบคุณมากค่ะคุณกุ้ง คนเดียวกันค่ะ

แป๊วคิดว่า เมื่อลูกเป็นแล้ว เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันค่ะ ถ้าเรากลัว มันก็จะกลัวอยู่ตลอด ดังนั้นเราน่าจะหาวิธีที่จะทำให้ลูก และทุกคนที่รอบข้างใช้ชีวิตอย่างยอมรับกับสิ่งที่เป็นอยู่ให้ได้มากที่สุด

สิ้นเดือนนี้น่าจะได้มีโอกาสพบกันนะคะคุณกุ้ง

คุณกุ้งรึเปล่าคะ

ถ้าทักผิด..หน้าแตก แต่ยอมเสี่ยงค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี