ทัศนคติกับการจัดการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติในประเทศไทย

 
ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน กรมการปกครอง
( Call Center
ร่วมกระทรวงมหาดไทย)

เรื่อง ชื่นชมท่าน ผอ.ไกรราศ แก้วดี ด้วยความจริงใจ
ประเภทที่ร้องเรียน : เรื่องอื่น ๆ
ร้องเรียนถึง : ส่วนกลาง    อธิบดี
รายละเอียด : ผมได้เข้าร่วมสัมมนาการรณรงค์เรื่องการจดทะเบียนเด็กแรกเกิดในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมการปกครอง กับองค์การแพลน ประเทศไทย หรือเรียกง่ายๆ ว่าคือ NGOs โดยเป้าหมายการสัมมนาเพื่อที่จะให้สำนักทะเบียนยอมรับที่จะจัดทำสูติบัตรย้อนหลังให้กับบุคคลที่ยังไม่มีสัญชาติไทย คือกลุ่มที่ถือบัตรสีต่างๆ โดยอ้างว่าเพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ถ้าท่านที่ทำงานทะเบียนคงจะนึกภาพออกทันที เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มีการสำรวจและมีเลขประจำตัวกันแล้ว และการจะออกสูติบัตรให้ก็เท่ากับว่าสำนักทะเบียนต้อง ยกเครื่องระบบทะเบียนใหม่ แต่กลุ่มที่ไม่มีสัญชาติไทยจะได้ประโยชน์จากการมีสูติบัตรครั้งนี้ นึกดูก็แล้วกันว่าประเทศไทยมีคนกลุ่มนี้เท่าใหร่ วันสุดท้ายท่าน ผอ.ไกรราศฯ ได้กล่าวก่อนปิดการสัมนาโดยเปรียบเทียบให้เห็นว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าในเรื่องการทะเบียนมากกว่าประเทศในภูมิภาคนี้ รวมทั้งการขึ้นทะเบียนคนไม่มีสัญชาติไทยที่อพยพหนีมาจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมากกว่าประเทศใดๆ และท่านได้แนะนำให้ NGOs ไปรณรงค์ในประเทศเหล่านี้ เพราะหากแก้ไขโดยการจัดทำระบบการทะเบียนให้กับประเทศเหล่านี้ให้ดีแล้ว การอพยพของประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านก็จะลดลง มากกว่าการที่จะให้ประเทศไทยจัดทำสูติบัตรให้กับกลุ่มคนดังกล่าว ผมชื่นชมเพราะท่านพูดออกมาจากจิตวิญญาณของคนมีอาชีพทำทะเบียนอย่างแท้จริง
คำแนะนำ/ความต้องการให้แก้ไข :
ผู้ร้องเรียน : ผู้เข้าร่วมสัมนา [ วันที่ 30 เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2549  เวลา 15.57 น. ]
  
คำตอบ
not yet answered
นาย พงษ์เทพ ยังสมชีพ

ตัวอย่างการวิเคราะห์ทัศนคติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติในประเทศไทย 

 

"สัมมนาการรณรงค์เรื่องการจดทะเบียนเด็กแรกเกิดในจังหวัดเชียงราย" การจดทะเบียนเด็กแรกเกิด พิจารณาโดยทั่วไปแล้ว ทัศนคติที่มีต่อเรื่องนี้ไม่ได้เป็นในทางลบหรือไม่เห็นด้วย แต่ปัญหาทางทัศนคตินั้นปรากฎตัวขึ้นเมื่อนำการจดทะเบียนการเกิดไปผูกโยงกับสัญชาติของเด็กแรกเกิดว่า เด็กนั้นมีสัญชาติไทยหรือไม่ จึงทำให้เห็นว่าทัศนคติเกี่ยวกับสัญชาตินั้นมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับการจัดทำทะเบียนการเกิดของเด็ก

 

"องค์การแพลน ประเทศไทย หรือเรียกง่ายๆ ว่าคือ NGOs" การแสดงความรู้สึกผ่านออกมาจากทัศนคติถึงหน่วยงานที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ ซึงอาจรวมถึงทัศนคติต่อหน่วยงานที่ไม่ใช่หน่วยงานในประเทศไทยหรือคนทำงานที่ไม่ใช่คนไทย ซึงทัศนคติต่อNGOsและคำว่า NGOs นั้นมีผลต่อความรู้สึกและการตัดสินใจเช่นกัน

"โดยเป้าหมายการสัมมนาเพื่อที่จะให้สำนักทะเบียนยอมรับที่จะจัดทำสูติบัตรย้อนหลังให้กับบุคคลที่ยังไม่มีสัญชาติไทย" โดยนัยยะของประโยคแล้วแสดงย้ำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติต่อคนสัญชาติอื่นที่ไม่ใช่สัญชาติไทยหรือคนไร้สัญชาติกับการจัดทำทะเบียนการเกิด ซึ่งเมื่อนำมาเชื่อมโยงกับประโยคก่อนหน้านี้ก็จะได้ความหมายว่า NGOs มีเป้าหมายในการจัดทำทะเบียนการเกิดหรือสูติบัตรให้กับบุคคลที่ยังไม่มีสัญชาติไทย

"โดยอ้างว่าเพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ" ทัศนคติที่เชื่อมโยงระหว่าง NGOs กับความเป็นต่างด้าวปรากฎให้เห็นเมื่อประโยคนี้สื่อให้เห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างถึงกฎหมายระหว่างประเทศ โดยนัยสำคัญอยู่ที่การผูกโยงความเป็นต่างด้าวที่เข้ามาก้าวก่ายเรื่องภายในของประเทศไทย อีกทั้งยังนำกฎหมายระหว่างประเทศมาบีบบังคับให้ต้องรับฟังหรือปฎิบัติตามอีก

"ถ้าท่านที่ทำงานทะเบียนคงจะนึกภาพออกทันที เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มีการสำรวจและมีเลขประจำตัวกันแล้ว และการจะออกสูติบัตรให้ก็เท่ากับว่าสำนักทะเบียนต้อง ยกเครื่องระบบทะเบียนใหม่" ทัศนคติที่ปรากฎในประโยคนี้แสดงให้เห็นถึงทัศนคติต่อสำนักทะเบียนและการทำงานของสำนักทะเบียนในปัจจุบันว่าไม่สามารถจัดการแก้ไขปัญหาที่เป็นปัจจุบันได้ อีกทั้งยังคงปรากฎทัศนคติว่าบุคคลที่ยังไม่มีสัญชาติไทยนั้นเป็นภาระด้วย

"แต่กลุ่มที่ไม่มีสัญชาติไทยจะได้ประโยชน์จากการมีสูติบัตรครั้งนี้"อีกครั้งที่ทัศนคติต่อคนที่ไม่มีสัญชาติไทยปรากฎออกมาอย่างเด่นชัด โดยการแบ่งแยกอย่างชัดเจน อีกทั้งยังเชื่อมโยงถึงความรู้สึกเกี่ยวกับผลประโยชน์ว่าการจัดทำทะเบียนการเกิดให้กับคนที่ไม่สัญชาติไทยจะทำให้ประเทศไทยเสียประโยชน์และคนที่ไม่มีสัญชาติไทยได้ประโยชน์ ถ้าหากคาดเดาว่าประโยชน์ในที่นี้นั้นหมายถึงอะไร ก็น่าจะหมายถึงสัญชาติไทยเพราะเป็นคำที่ใช้ในประโยคซึ่งถ่ายทอดออกมาจากทัศนคติ

"นึกดูก็แล้วกันว่าประเทศไทยมีคนกลุ่มนี้เท่าใหร่" คำที่ใช้นี้แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่แบ่งแยกความเป็นคนสัญชาติไทยกับคนที่ไม่มีสัญชาติไทยออกมาอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีความรู้สึกกดทับ แบ่งแยกสูงต่ำที่ปรากฎในทัศนคติอีกด้วย  

"เปรียบเทียบให้เห็นว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าในเรื่องการทะเบียนมากกว่าประเทศในภูมิภาคนี้ รวมทั้งการขึ้นทะเบียนคนไม่มีสัญชาติไทยที่อพยพหนีมาจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมากกว่าประเทศใดๆ" ทัศนคติที่แสดงถึงความภาคภูมิใจในงานทะเบียนของประเทศไทย และความเหนือกว่า

"แนะนำให้ NGOs ไปรณรงค์ในประเทศเหล่านี้" ทัศนคติที่แสดงให้ทราบว่าไม่ประสงค์ให้ NGOs ทำงานรณรงค์ในประเด็นนี้ต่อไปในประเทศไทย ราวกับว่าถ้าต้องการทำงานก็ไปทำงานในประเทศอื่นก็ได้ อย่ามาทำงานในประเทศไทย

"เพราะหากแก้ไขโดยการจัดทำระบบการทะเบียนให้กับประเทศเหล่านี้ให้ดีแล้ว การอพยพของประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านก็จะลดลง มากกว่าการที่จะให้ประเทศไทยจัดทำสูติบัตรให้กับกลุ่มคนดังกล่าว" เป็นการแสดงให้เห็นย้ำถึงทัศนคติที่ปรากฎในประโยคก่อนหน้านี้ โดยพยายามผูกโยงกับการอพยพเคลื่อนย้ายประชากรตามสมมุติฐานว่าการจัดทำทะเบียนจะทำให้คนลดการอพยพเคลื่อนย้าย และตอกย้ำถึงความประสงค์ที่ไม่ต้องการจัดทำสูติบัตรให้กับคนที่ไม่มีสัญชาติไทย

"ผมชื่นชมเพราะท่านพูดออกมาจากจิตวิญญาณของคนมีอาชีพทำทะเบียนอย่างแท้จริง" แสดงให้เห็นถึงทัศนคติต่อวิชาชีพนายทะเบียนของรัฐและเจตจำนงค์สูงสุดของนายทะเบียนที่เป็นบทสรุปของทัศนคติทั้งหมดที่ปรากฎขึ้นมาก่อนหน้านี้รวมความว่านายทะเบียนไม่ควรจัดทำสูติบัตรให้กับคนที่ไม่มีสัญชาติไทย

คำถามที่ได้จากการวิเคราะห์

1. เพราะเหตุใดนายทะเบียนของประเทศไทยจึงมีทัศนคติเช่นนี้?

2. ทัศนคติเช่นนี้มีผลกับการจัดการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติในประเทศไทยอย่างไร?

3. จะมีวิธีการจัดการ แก้ไข เปลี่ยนแปลงทัศนคติเช่นนี้ได้อย่างไร?

ผมเป็นคนไร้สัญชาติครับ (เค้าบอก) แต่ผมเกิดไทย มีใบเกิด อายุ 22 ปี อยู่ไทย เรียนไทย พูดไทย แต่ผมไม่ใช่คนไทย อยากเป็นคนไทย แต่เค้าไม่ให้ จะทำไงได้  
ผมเองก็เกิดไทย มีใบเกิด แต่ไร้สัญชาติ ดูๆแล้ว ยังมีคนอีกเยอะเนอะ ที่ยังไม่ได้ ก็เคลียดเหมือนกัน บางที่ยังคิดหนัก ต้องทำอะไรสักอยางให้รัฐได้สนใจคนเล็กๆอย่างเราบ้าง หรือไม่ก็ประท้วง หรือไม่ก็ก่อการร้าย จะดีมั้ยเนอะ แต่ว่า มันรอไม่ได้จริงๆ ใจก็เคลียด  ไม่รู้เหมือนไรจะได้สักที