มาสวัสดีครับ

สวัสดีครับ

วันนี้มาทำงานตอนเช้า  เห็นบันทึกนี้และอยากเขียนมาแบ่งกันด้วยมากๆครับ

http://gotoknow.org/blog/beautifulmemories/131674

 

  เพราะว่าผมเป็นคนหนึ่งที่มีวิธีการคล้ายๆพี่ครับ

  ผมเป็นพวกเก็บกดนิดๆนะครับ  ตั้งแต่เด็ก  แต่ว่าชอบเขียนบันทึกประจำตัวตั้งแต่เด็กๆ  หรือเวลามีความทุกอะไรก็จะเขียนระบายออกมา 

   ทำให้เราได้เรียนรู้ตนเองมากๆครับ

  การเปลี่ยนแปลง  การพัฒนา  การรู้ตนเองและสิ่งรอบข้าง

ส่วนหนึ่งมาจากการเขียนและกลับไปอ่านครับ

 

  ผมชอบคำนี้นะครับ diary therapy

 เพราะว่าไม่แน่ครั้งหนึ่งที่ผ่านมา  เราอาจจะบำบัดจิตใจของตนเองด้วยวิธีนี้มาเรื่อยๆ

  และตอนนี้ก็อาจจะเป็นเช่นนั้นครับ

 

  บางครั้งผมก้ชอบแนะนำให้คนอื่นๆ  หรือคนไข้เขียนเรื่องราวที่ตนเองไม่สบายใจออกมานะครับ  อาจจะเป็นวิธีหนึ่ง

 

   ยินดีมากๆครับที่ได้รู้จักกับพี่  ได้เรียนรู้หลายอย่างเพิ่มเติมมากๆครับ

 ได้กำลังใจดีๆด้วยครับ

ขอบคุณครับ  ...สุพัฒน์ 

คำตอบ

สวัสดีค่ะน้องหมอ

พี่ชอบความละเอียด ลึกซึ้งของน้องหมอนะคะ  จิตใจที่ดีงามสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนในแต่ละบันทึกของน้อง

ที่พี่จัดการเขียนเป็นการบำบัดเพราะพี่รู้สึกว่า

การเขียน เป็นวิธีการการบำบัดการเจ็บป่วยทางอารมณ์ที่ดีมากๆวิธีหนึ่ง ที่หลายคนอาจจะไม่ได้นึกถึงมาก่อน และถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในภาวะที่เจ็บป่วยหรือทุกข์ใจ การเขียนบันทึกเป็นประจำทุกวัน ก็ ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น และมีโอกาสได้ทบทวนการกระทำ การตัดสินใจ หรือผลกระทบที่เกิดขึ้นในแต่ละเหตุการณ์ได้น่ะค่ะ

เช่นการบันทึกอารมณ์ชั่ววูบที่เกิดขึ้น แทนการโต้ตอบด้วยคำพูด ในที่สุดจะทำให้เราเป็นคนที่สามารถจับได้ไล่ทันอารมณ์ของตัวเอง และสามารถควบคุมสติ รวมถึงจัดการกับความยุ่งเหยิงในระบบความคิด ตลอดจนจัดวางแผนชีวิตของตนเองได้เป็นระบบชัดเจนมากขึ้น

โดยกลไกของการเขียนนั้น เมื่อเราจรดปากกาลงบนกระดาษ สมองก็จะเริ่มสั่งการ กระบวนความคิด เหตุผล ตรรกะ ความเข้าใจในการใช้ภาษา  ทัศนคติ ประสบการณ์การเรียนรู้ทั้งหมด จะสอดประสานและประมวลผลออกมาเป็นตัวอักษร เป็นถ้อยคำเพื่อแสดงอารมณ์ บอกเล่าเหตุการณ์ ความคิดเห็น ตลอดจนความรู้สึกที่ซ่อนเร้นในจิตใต้สำนึก

การบำบัดด้วยการเขียนไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีเงื่อนไขของเวลา สถานที่ และไม่จำเป็นต้องเก่งภาษา แต่ข้อจำกัดของการบำบัดแบบนี้อยู่ที่ตัวผู้บันทึกเองน่ะค่ะ นั่นคือผู้บันทึกจะต้องซื่อสัตย์ต่อจิตใต้สำนึก และบันทึกเรื่องราว อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา อย่าเขียนโดยมีความคิดว่า สักวันหนึ่งจะมีี่คนอื่นมาอ่าน เพราะนั่นจะเป็นการปิดกั้นอิสระในการเปิดเผย ตรวจสอบและพัฒนาตนเอง

ขอบคุณมากๆนะคะที่น้องหมอเข้ามาคุยด้วย เพราะพี่ชอบที่น้องหมอแนะนำคนไข้ให้ใช้วิธีนี้ น้องหมอเป็นหมอที่น่ารักและใส่ใจคนไข้มากๆเลยล่ะค่ะ

การทำให้คนล้มลง ไม่ใช่เรื่องที่ยิ่งใหญ่  แต่การทำให้คนยืนขึ้นนี่สิยิ่งใหญ่กว่า..ค่ะ ^ ^

kmsabai

สวัสดีครับ

 ขอบคุณมากครับ

 ความเห็นพี่เป็นการช่วยสร้างการเติบโตของผมนะครับ

 และอาจจะคนอื่นๆด้วยนะครับ

เมื่อตะกี้เขียนเรื่องหนึ่งให้พี่ยาวมากครับ  แต่เสียดายเนทหลุดเลยหายไปเลยครับ  เสียดายจัง

ขอบคุณนะครับ

เบิร์ด
P

1. kmsabai

สวัสดีค่ะน้องหมอ

เพิ่งอ่านบันทึกเกี่ยวกับน้องสบายจบทำให้เดินยิ้มๆอย่างเอ็นดูสาวน้อยน่ารักคนนั้นออกมา..ก็มาเจอน้องหมอที่นี่อีกครั้งทำให้พี่เอาเรื่องนี้มาฝากดีกว่าค่ะ

เรารู้กันดีอยู่แล้วนะคะว่าการอ่านและการเขียนเป็นกระบวนการที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน  เราจึงควรส่งเสริมกิจกรรมทั้งสองแก่คนตัวเล็กๆที่รักยิ่งของเราค่ะ

สิ่งที่ต้องทำ

1.       เริ่มต้นด้วยการร้องเพลงเด็กง่ายๆ กับลูก อายุประมาณ 6 เดือน มองหาหนังสือที่มีสีสันสดใน รูปภาพเรียบง่ายและเต็มไปด้วยท่วงทำนองจังหวะจะโคน- อายุ 9 เดือน - หนังสือมีภาพประกอบและชื่อของสิ่งของต่างๆ

2.       ขณะอ่านให้ชี้นิ้วไล่ไปเรื่อยๆ แสดงสีหน้าท่าทางที่สามารถเร้าความสนใจของเค้าได้

3.       อนุญาตให้เด็กได้สัมผัสหนังสือ หรือบัตรคำ

4.       อ่านสั้น ๆ แต่อ่านบ่อยๆ

          สิ่งที่เด็กได้เรียนรู้จากกิจกรรมนี้คือรูปแบบของการติดต่อสื่อสารระหว่างหนังสือและสิ่งที่เด็กรักมากที่สุดคือ เสียงของคุณพ่อคุณแม่และความอบอุ่นใกล้ชิดค่ะ

          เมื่อเด็กขึ้นชั้น ป. 2 , ป. 3 , ป. 4 จะมีความสามารถในการอ่านมากขึ้น คือเข้าใจ รู้เรื่องรู้จักติดตาม

          เมื่อเด็กอายุ 13 - 14 เป็นระยะสำคัญที่จะเกิดนิสัยในการอ่านอย่างสม่ำเสมอเด็กจะรู้จักหาหนังสือนอกห้องเรียนอ่านเองได้ค่ะ

วิธีการปลูกฝังเด็กให้รักการอ่าน

1. การอ่านออกเสียงร่วมกัน

          ไม่มีกิจกรรมใดในการเตรียมเด็กให้ประสบความสำเร็จในฐานะนักอ่านคนหนึ่งสำคัญไปกว่าการออกเสียงร่วมกัน “ กับคุณพ่อคุณแม่อีกแล้ว

เด็กๆเค้าเรียนรู้ที่จะรักสำเนียงของภาษาก่อนที่พวกเขาจะสังเกตถ้อยคำที่เขียนตามหน้ากระดาษซะอีกนะคะ การอ่านหนังสือดังๆกับเค้าจะช่วยปลุกเร้าจินตนาการและขยายความเข้าใจที่มีต่อโลกของพวกเขา..ช่วยให้พวกเขาได้พัฒนาภาษาและทักษะการฟังและเตรียมพร้อมพวกเขาในการเข้าใจถ้อยคำที่เขียน (ภาษาเขียน)..เมื่อจังหวะและท่วงทำนองของภาษากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของพวกคนตัวเล็กๆเหล่านี้ การเรียนรู้ที่จะอ่านก็จะเป็นธรรมชาติดุจดังการเรียนรู้ที่จะเดินและพูดเลยล่ะค่ะ

และแม้เค้าจะอ่านหนังสือเองได้แล้ว การอ่านออกเสียงร่วมกันก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ คุณพ่อคุณแม่สามารถขยายความเข้าใจของนักอ่านตัวน้อย และจูงใจให้พวกเขาพัฒนาทักษะการอ่านต่อไปได้อีกนะคะ  ด้วยวิธีเหล่านี้ค่ะ

2. การโฆษณาความสำราญในการอ่าน

   จุดมุ่งหมายของเราก็คือการจูงใจให้เด็กๆต้องการอ่านเพื่อพวกเขาจะได้ฝึกฝนการอ่านต่อไปอย่างอิสระเสรี และกลายเป็นนักอ่านทีมีคุณภาพต่อไป แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อพวกเด็กๆ ชื่นชอบการอ่าน ( สนุกสนานกับการอ่าน ) เราสามารถช่วยพวกเค้าได้ค่ะ โดยช่วยโฆษณาและค้นหาเครื่องมือที่พวกเขาต้องการเพื่อความสำเร็จในชีวิต

เพราะการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารผ่านทางภาษาเขียนเป็นเรื่อง         จำเป็นอย่างยิ่ง ความรู้คือพลังอำนาจ และหนังสือก็เต็มไปด้วยความรู้ ู้แต่การอ่านเป็นยิ่งกว่าเครื่องมือในการปฏิบัติการ..ภายในหนังสือเราสามารถเสริมสร้างจิตใจของพวกเขา ให้ผ่อนคลายและสนุกสนานในช่วงเวลานั้นๆได้ค่ะ

          จากความช่วยเหลือของเรา พวกเด็กๆตัวเล็กๆเหล่านี้ สามารถเริ่มความสัมพันธ์ตลอดชีวิตกับภาษาเขียน ทำให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่อ่านหนังสือเก่ง อ่านบ่อยๆ ไม่ว่าจะเพื่อธุรกิจ ความรู้ หรือความเพลิดเพลินก็ตาม

          เด็กๆ ที่เติบโตมาเป็นคนรักการอ่านหนังสือ แม้เวลาผ่านไปหลายปี เค้าจะมีีีความทรงจำที่งดงาม พวกเค้าจะจดจำได้ถึงเรื่องราวที่ทำให้หัวเราะและร้องไห้ ..จดจำช่วงเวลาที่ได้อยู่กับบุคคลที่เค้ารัก การอ่านออกเสียงดังๆ ร่วมกัน การทำตัวเป็นต้นแบบของ พ่อแม่เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ลูกๆ สนุกสนานกับการอ่านและเห็นคุณค่าของมันค่ะ

          คุณพ่อคุณแม่ควรหาเวลาอย่างน้อยวันละครั้ง ในเวลาเดียวกันเพื่ออ่านหนังสือกับลูกๆ หากไม่มีเวลาก็ไม่ต้องเคร่งครัด เพียงแต่ทำให้บ่อยๆ เท่าที่จะทำได้ และอาจเชื้อเชิญให้ผู้ใหญ่คนอื่นๆ หรือเด็กที่โตกว่ามาอ่านออกเสียงร่วมกัน..เพราะเราต้องการให้เค้าตระหนักว่าการอ่านเป็นเรื่องสำหรับทุกๆ คน” ค่ะ

3. พ่อแม่หรือคนในครอบครัวทำเป็นตัวอย่าง

          ประสบการณ์ด้านอารมณ์มีผลต่อการตัดสินใจอ่านและเขียนของเด็กอย่างมากเลยนะคะ ทัศนคติแรงจูงใจ ความสนใจ ความรู้สึก และค่านิยม มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของของเด็กในการอ่านและการเขียน และพวกเขาจะใช้ความพยายาม แค่ไหน ในการเรียนรู้แต่ละสิ่งนั้นเด็กๆ มักได้รับรู้แรงจูงใจอย่างมากจากตัวอย่าง การได้เห็นพ่อแม่ และครูสนุกสนานกับการอ่าน สามารถช่วยสร้างความรู้สึกในแง่บวกได้ค่ะ

          รูปแบบหรือองค์ประกอบของหนังสือมีอิทธิพลต่ออารมณ์และทัศนคติของเด็กไม่ว่าจะเป็นขนาดตัวอักษร รูปภาพ หน้าปก และชนิดของวัสดุที่ห่อหุ้มปก ล้วนมีอิทธิพลต่อทัศนคติและนิสัยในการอ่านของเด็กทั้งสิ้น หนังสือเด็กถึงแพงไงคะ ^ ^

4. การให้รางวัล

          หากอยากให้เด็กรักการอ่านก็น่าจะมีการสร้างเงื่อนไขด้วยการให้รางวัลร่วมด้วยได้ค่ะ และไม่มีรางวัลใดดีไปกว่า การให้หนังสือ เป็นรางวัล โดยอาจจะเป็นการให้เค้าไปเลือกหนังสือเองกับพ่อแม่ หรือซื้อหนังสือเล่มที่เค้าอยากอ่านมาให้

          สำหรับตัวเล็กๆที่อ่านหนังสือออกแล้ว เราอาจให้ลูกอ่านหนังสือให้ฟังหรือพ่อแม่เป็นผู้อ่านให้ลูกฟังบ้าง หากลูก ทำได้เราก็ให้รางวัลเป็นหนังสือแก่ลูกก็ได้ค่ะ

5. ใช้โทรทัศน์ให้เป็นประโยชน์

          โทรทัศน์สามารถเป็นเครื่องเมือประกอบการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ได้ กุญแจสำคัญอยู่ที่การจำกัดเวลา การเลือกที่ดี การหาเวลา ชมร่วมกัน การถกเถียงสิ่งที่เห็น และการกระตุ้นให้อ่่านต่อไป

          ผู้ปกครอง ควรมองหารายการที่จะกระตุ้นความสนใจของเด็ก และสนับสนุนการอ่าน เช่น รายการชีวิตสัตว์ วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี  ฯลฯ  เมื่อเค้าดูรายการโทรทัศน์จบลง อาจหาหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องที่ฉาย ทางโทรทัศน์มาอธิบายให้ฟังต่อน่ะค่ะ

          แต่ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะนำว่าเด็กๆ ไม่ควรดูโทรทัศน์มากกว่า 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์นะคะ  ^ ^

          ทักษะการพูด การอ่าน การเขียน และการฟัง จะพัฒนาไปด้วยกันค่ะ การกระตุ้นให้เด็กๆ พูดคุยจะช่วยขยายวงศัพท์์และความเข้าใจโลกให้มากยิ่งขึ้น ความสามารถในการสนทนาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาการอ่านของลูกได้นะคะ เค้าถึงว่า " การพูดมาก ๆ กับเด็กเล็กดีกว่าการพูดน้อย "  อิ อิ อิ

          การฝึกให้เด็กฟังเรื่องราวต่างๆ มากๆ ี้จะช่วยให้เด็กๆ ได้ยินถ้อยคำต่างๆ ที่พวกเขาเรียนรู้ที่จะอ่านหรืออ่านในใจ

          การเขียนจดหมายโต้ตอบหรือโน๊ตข้อความเล็กน้อยถึงกัน สอนให้เด็กรู้ว่าภาษาเขียนมีจุดมุ่งหมาย..

          ภาษาก็คือการพูด การอ่าน การเขียน และการฟัง แต่ละองค์ประกอบล้วนสนับสนุนและส่งเสริมซึ่งกันและกัน การส่งจดหมายช่วยให้พวกเด็กๆ เป็นนักเขียนและการเขียนจะช่วยให้พวกเขาเป็นนักอ่านที่ดีขึ้นเป็นวงกลมๆที่หมุนเวียนไม่สิ้นสุดค่ะ

                  

          การสอนให้เด็กรักการอ่านสำเร็จ คือการให้มรดกที่ยิ่งใหญ่แก่ชีวิตของพวกเขา” นะคะ ^ ^

ขอบคุณมากค่ะที่น้องหมอตั้งใจจะเขียนเรื่องให้พี่ เพียงเท่านี้ก็ซึ้งในน้ำใจแล้วล่ะค่ะ ..มิตรภาพ น้ำใจ ไม่ได้หมดไปเมื่อเน็ตหลุดหรือดับไฟนี่คะ..ขอบคุณมากๆค่ะจากใจจริง

kmsabai

สวัสดีครับ

  ขอบคุณมากครับ  เป็นความรู้ที่มีค่ามากๆครับ

  ก่อนนี้ก็ทำบ้างครับ  แต่ไม่ละเอียดและไม่เข้าใจคุณค่าที่ลึกซึ้งเช่นนนี้

   จะพยามทำให้ดีที่สุดครับ

 

   เรื่องที่จะเล่าคือ

   เป็นเรื่องที่พี่ผู้หญิงท่านหนึ่ง  เป็นชาวลีซอ  รับเดกอายุ ปีกว่าๆมาเลี้ยงนะครับ  แล้วก็พามาหาวันก่อนที่ร้าน  บอกว่าอยากตรวจเลือดเด็กดู  เพราะพ่อแม่เด็กไม่อยู่แล้ว  แม่เสีย  พ่อหนีไป

    เมื่อคุยและให้คำเเนะนำแล้วตรวจเลือด  ผลที่ออกมาก็ลุ้นมากครับ  เพราะว่าไม่อยากให้บวกเลย

    แต่เมื่อออกมาสองขีด  ก็ตรวจซ้ำอีก  ก็เหมือนเดิม

   ตอนนั้นอึ้งมากครับหน้าชา  งง  แต่พยามตั้งสติ

   สิ่งที่ทำคือ

    บอกมารดาไปว่าผลเลือดยังไม่ชัดเจน  อยากให้มาตรวจที่โรงพยาบาลอีกครั้ง   เขียนบันทึกให้

    ถามความรู้สึกพี่ว่าทำไมเอาเขามาเลี้ยง  พี่ก็ตอบว่าสงสาร  ไม่มีคนดูแล  ผมจึงรู้สึกดีมากๆและจับมือพี่เขาและบอกว่าขอบคุณมากๆครับ  พี่เป็นคนดี  ดีมากๆ(ถ้าเป็นชายคงจะโอบขอบคุณครับ)

   ไม่คิดค่าบริการครั้งนี้  บอกพี่ว่าขอช่วยเหลือ

   และให้ยาแก้ผื่นคันที่ผิวหนัง  วิตามินของตัวน้อย

   วันนี้ผมจะไปบอกทีมและพี่ที่รับผิดชอบงานนนี้  วางแผนว่าเราจะให้การดูแลและช่วยเหลืออย่างไร  ทั้งคนที่ดูแล  และเด็ก

    เด็กอาจจะขึ้นสิทธ์รักษา  อาจจะต้องตามเยี่ยมบ้าน  ติดต่อพี่เอก  หรือเพื่อที่มูลนิธิเด็ก

   

เบิร์ด
P

3. kmsabai

สวัสดีค่ะน้องหมอ

พี่ขอโทษที่ตอบช้ามากค่ะ เพราะไม่เห็นจริงๆว่าน้องหมอมาทักทายอีกครั้งที่นี่

เรื่องที่น้องหมอเล่าให้ฟังทำให้พี่รู้สึกชื่นชมมากเลยค่ะ..ชื่นชมในน้ำใจ ชื่นชมในความเมตตา กรุณา.. ชื่นชมในความละเอียด ลึกซึ้งของจิตใจทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้

การที่เด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งเค้าได้สัมผัสถึงความช่วยเหลือ ความห่วงใย ความเอื้ออาทรจากทุกคนที่รู้จักและไม่รู้จัก รอยจารึกนี้จะจารลงไปในหัวใจบางๆของเค้า เป็นโอเอซิสกลางหัวใจที่ไม่ว่าต่อไปภายภาคหน้าชีวิตเค้าจะเป็นอย่างไร แ่ต่เมื่อใดที่หัวใจต้องเหน็บหนาว แห้งแล้งหรือขมขื่น..โอเอซิสเล็กๆที่เราช่วยกันปลูกไว้ในใจของเค้าจะช่วยให้เค้าผ่านคืนวันอันปวดร้าวในภายภาคหน้าไปได้ดีกว่าคนที่ไม่มี..

ขอให้คุณความดีที่น้องหมอ..ทีมงานรวมถึงทุกคนที่เกี่ยวข้องได้ร่วมทำในครั้งนี้ส่งผลให้ทุกท่านมีแต่ความสุขความเจริญต่อไปนะคะ

ขอบคุณสำหรับการช่วยกันเติมเต็มใจที่อ้างว้างของคนตัวเล็กๆที่เค้าเกิดมาเพื่อให้เราได้ทำความดีนะคะ..ขอบคุณด้วยความชื่นชมจริงๆจากใจค่ะ