โมหะ ความหลง ละได้ยิ่งดีที่สุด

มาถึง ตัวโมหะ  ความหลง เป็นกิเลสตัวสุดท้ายที่ร้ายกาจมาก  ละได้ จะหลุดพ้นจากอำนาจความยึดติดครับ
คำตอบ

ปกติการที่ผู้ใดจะเกิดความนิยมชมชื่นใน พุทธศาสนา จนยินดีอุปถัมภ์ทำนุบำรุงเพราะเกิดจาก "ศรัทธา"(ความเชื่อถือ) และ "ปสาทะ" (ความนับถือ)  แต่มักจะพูดสั้น ๆ ว่า  "เลื่อมใส"   ความเลื่อมใสนี่ มักจะมี "ความหลงใหล"  อันเป็นสัญญาณแห่ง  "โมหะ -อวิชชา"  แฝงมาด้วยเสมอ

เหตุแห่งความยึดติดและหลงใหล  จะมีที่ให้สำรวจตรวจสอบได้  ๔ คือ

๑. รูปัปปมาณิกา    คือรูปหล่อ รูปสวย  ผิวพรรณดี  ทรวดทรงดี หน้าตาคมคาย  ติดในรูปกายภายนอกเป็นต้น

๒.โฆสัปปมาณิกา   คือเสียงไพเราะ  นุ่มนวล  กังวาน  แจ่มใส  เสียงปานกระดิ่งเงิน ฟังแล้วเย็นใจ นี่เป็นการติดในเสียง เป็นต้น

๓.ลูขัปปมาณิกา   คือติดในรูปการแต่งกาย ห่มผ้าดีมีราศี  ท่าดี  น่าจะเรียบร้อย แต่ไม่แน่นอน  บางรายท่าดี  แต่ทีเหลว เคร่งครัด  แต่ไม่เคร่งเครียด

๔. ธัมมัปปมาณิกา  คือแสดงธรรมะดี  มีอุปมาสาธกดี มีเหตุผล เข้าใจง่าย ก็เลื่อมใสได้ แต่อย่าหลงใหลครับ

ลักษณะทั้ง ๔ ประการนี้  หากยึดธรรมเป็นหลัก คือ เอา" ถูกต้อง" เป็นเกณฑ์  มิใช่เบี่ยงเบนไปหาความ "ถูกใจ"  แล้วจะไม่มีปัญหา ครับ

ในอดีตเคยมีพระรูปหนึ่ง  เป็นพวกราคะจริต  ชอบสวยชอบงาม  บวชเรียนแล้วก็มิสนใจในพระกัมมฐาน หรือ วัตรปฎิบัติ  กลับแอบเฝ้ามองพระรูปพระโฉมของพระพุทธเจ้า ว่า ช่างงามสง่าเหลือเกิน   พระรัศมีก็ผ่องใส  ผลสุดท้ายพระพุทธเจ้าถึงกับอัปเปหิ(ไล่ออกจากหมู่) แล้วพระองค์ได้ตรัสให้สติว่า   มิให้มัวเมาในกามคุม  โดยเฉพาะสังขารร่างกาย อันหาแก่นสารมิได้ ว่า"อาตุลัง อสุจิง ปูติง" ว่าเป็นของอาดูร  ไม่สะอาด เน่าเปื่อย .........จนพระวัลกลิได้สติ คลายความมัวเมา......

ว่านี่แหละภัยใหญ่ของชีวิต คือ ความคิดลุ่มหลง  "หลงผิดทำให้เสียคน  หลงตนทำให้เสียหมู่คณะ"    ชาวพุทธจึงควรทำลายความยึดมั่นถือมั่นสำคัญผิด    ศึกษาและปฏิบัติธรรม  ให้เกิดปัญญา  เพื่อทำลายโมหะ , อวิชชา  ดังกล่าว.............ครับ