ลูกจ้าง นายจ้าง วิธีสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เพื่อให้งานได้ผลดี!

วิทยา

ผมทำงานเป็นผู้จัดการแผนกบุคคล ดูแลด้านแรงงานสัมพันธ์ ขอเรียนถามว่า จะมีแนวทางอย่างไร ให้ทั้งลูกจ้างและนายจ้างปฏิบัติต่อกัน เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เพื่อให้งานได้ผลดี ครับ

 

ขอคำชี้แนะด้วยจะขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

วิทยา

คำตอบ

ลูกจ้าง นายจ้าง

ควรปฏิบัติต่อกันอย่างไร

 การที่จะให้ทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และให้งานในองค์การออกมาดีนั้น ทั้งสองฝ่ายควรมีแนวทางปฏิบัติต่อกัน ดังนี้ ครับ 

ลูกจ้าง

  • เริ่มทำงานก่อน
  • เลิกงานตรงเวลา หรือเลิกทีหลัง
  • สุจริต รับแต่ของที่นายให้
  • ทำการงานให้เรียบร้อยและดียิ่งขึ้น
  • นำความดีของนาย และนำความดีขององค์การไปเผยแพร่
นายจ้าง
  • จัดหางานที่เหมาะสมให้ทำ กับความรู้ ความสามารถของลูกจ้าง
  • ให้ค่าจ้าง ให้รางวัลตามกาล
  • จัดสวัสดิการ ช่วยเหลือ รักษาพยาบาลในยากเจ็บไข้
  • มีอะไรได้พิเศษ มา ต้องรู้จักแบ่งบันให้
  • ให้มีวันหยุด และวันพักผ่อนหย่อนใจ ตามโอกาสอันควร
ทั้งสองฝ่ายควรปฏิบัติต่อกัน
  • เผื่อแผ่แบ่งปัน
  • พูดจามีน้ำใจ
  • ช่วยเหลือเกื้อกูล
  • ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ร่วมมือกันสร้างประโยชน์ต่อกัน
  • ซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจ
 

ขอปรึกษาปัญหาของผมคือ

ตอนนี้ผมมีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่งซึ่งนับวันความสัมพันธ์นี้กลับเหินห่างไปมากขึ้น

นับวันก็ยิ่งทะเลาะกันจะมีวิธีทางไหนที่ทำให้สนิทกันเหมือนเดิมหรือดีขึ้นบ้างมั้ยครับ

ขอขอบคุณไว้ล่วงหน้าครับ

อาจารย์ยม

มนุษย์เกิดมาเพื่อเอาชนะตนเอง ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง มีสติมีปัญญา มีศีลมาธิ ปัญญา เมื่อเอาชนะตนเอง ย่อมชนะสิ่งทั้งปวง

แล้วน้อมนำพระธรรม มาปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติธรรม ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ปฏิบัติ

 

การนำหลักธรรมมาปฏิบัติ ในการแก้ไขปัญหา ดังกล่าว อาจนำมาหลาย ๆ ธรรม มาปฏิบัติร่วมกัน หรือ อย่างใดอย่างหนึ่งมาใช้ เช่น

ธรรมะที่ทำให้งาม ดูน่าคบหา ได้แก่ ขันติ (ความอดทน) โสรัจจะ (ความสงบเสงี่ยม)  โลกทุกวันนี้ วุ่นวายเพราะขาดสองประการนี้

 

พรหมวิหารสี่ ธรรมเครืองอยู่อย่างประเสริฐ ธรรมประจำใจอันประเสริฐ หลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์ ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักใจ และกำกับความประพฤติ จึงจะชื่อว่าดำเนินชีวิตหมดจด และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ ได้แก่

เมตตา คือ ความปรารถนาดีอยากให้เขามีสุข

กรุณา คือ ความสงสาร คิดช่วยให้เขาพ้นทุกข์

มุทิตา ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใส

อุเบกขา ความวางใจ เป็นกลาง อันจะทำให้ดำรงอยู่ใสนธรรม ตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรง

 ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่

http://www.nkgen.com/1mainpage1024.htm#title

แนะนำให้ใส่หูฟังด้วย จะดีมาก

หวังว่าจะได้ประโยชน์ และขอให้สำเร็จในความดี สิ่งที่พึงประสงค์ ครับ

 

 

ขอปรึกษาหน่อยค่ะ คือว่าตอนนี้ภายในองค์กรมีความขัดแย้งกับเจ้านายมาก มีเพื่อนพนักงานในที่ทำงานเขียนใบลาออก ล่วงหน้า 30 วันเพื่อที่จะรอรับเงินเดินเต็มเดือน พร้อมทั้งเงินประกันในตอนแรกที่บริษัทหักไว้ แต่พอส่งใบลาไปได้อาทิตย์เดียว เจ้านายกลับแจ้งมาว่าไม่ต้องมาทำงานแล้ว และจะจ่ายให้แค่เงินประกัน แต่ในส่วนของเงินเดือนได้รับแค่วันที่มาทำงาน ซึ่งเพิ่งทำได้แค่5 วันหลังจากที่ยื่นใบลาออก

คำถามนะคะ นายจ้างมีสิทธิ์ที่จะให้เงินเดือนเราแค่ 5วันเหรอคะ ทั้งที่เราต้องการที่จะลางานล่วงหน้า30 วันเพื่อที่จะได้ทั้งเงินเดือนเต็มเดือนและเงินประกัน ถ้าไม่ได้ เราไปฟ้องที่ไหนได้บ้างคะ

รบกวนตอบคำถามด้วยนะคะ เดือดร้อนมาก เพราะหนูก็กำลังจะลาออกค่ะ

อาจารย์ยม

การยื่นลาออกล่วงหน้า

การยื่นความประสงค์ "ลาออก" จากงานควรยื่นล่วงหน้านั้น มีจุดมุ่งหมายหลักดีที่สุด ใครรู้ใครเห็นเข้าก็เห็นใจคือ

  •        การมุ่งปฏิบัติให้ถูกต้องตามกติกา และมารยาท
  • การเร่งทำงานที่คั่งค้าง 
  • การเคลียร์งาน 
  • การเตรียมส่งมอบงานให้องค์การ 
  • การส่งมอบทรัพย์สินขององค์การ
  • เพื่อให้คนที่จะมาทำแทนเรา สามารถทำงานต่อได้ด้วยดี

ดีที่สุด การจะลาออกควรเจรจากับหน่วยงาน ขอให้รีบรับคนใหม่เข้ามาเพื่อเราจะได้สอนงาน ส่งมอบงาน และอยู่ช่วยจนกว่าคนใหม่จะเป็นงานอยู่ตัวแล้ว เป็นการดีที่สุด และถือโอกาสลาเพื่อนร่วมงานทุกคน และลาเจ้านาย จากกันด้วยความดี

การยื่นลาออกล่วงหน้า 30 วันเพื่ออยู่ให้ครบเดือน เพื่อจะได้เงินเดือน แน่นอนว่าลูกจ้างทุกคนต้องการเงินเดือน แต่ควรมุ่งเน้นผลงานด้วยครับ านาจ้างที่คนฉลาดเขามองออก ครับ   นึกถึงอกเขาอกเรา ถ้าเราเจอคนคิืดเรื่องตัวเอง มากกว่าเรื่องกติกาและมารยาทหรือเรื่องผลสัมฤทธิ์ของงาน เราก็อาจจะมองว่าเขาเป็นคนเห็นแก่ตัวเกินไป พยายามยึดจุดมุ่งหมายของการลาออกล่วงหน้า อย่างที่ผมอธิบายข้างต้นจะดีกว่าครับ และจะเป็นตัวอย่างแก่คนรุ่นหลังอีกด้วย เพื่อนร่วมงานก็สรรเสริญ เ้จ้านายก็รู้สึกเสียดายครับ

 ส่วนของนายจ้าง หรือฝ่ายบุคคลฯ เมื่อได้รับใบลาออกล่วงหน้า 30 วัน ถือว่าเป็นการดี เพราะมีลูกจ้างหลายคนหมั่นไส้นายจ้าง ไม่แจ้งการลาออกก็มี หรือแจ้งก็แจ้งเพียงแค่สามวัน ปรับตัวกันไม่ทัน งานการในหน่วยงานเสียหาย

บางองค์การ นายจ้างได้รับใบลาออกล่วงหน้า จากลูกจ้างว่าจะลาออกล่วงหน้า 30 วัน ก็ด้วยความดีต่อกัน ก็ขอเจรจา หาเหตุผล มีเหตุอันใดให้ตัดสินใจลาออก ค้นหาสาเหตุ นำมาสู่การแก้ไข การป้องกันปัญหา บุคลากรลาออก  เพราะหากปล่อยไว้ ไม่ค้นหาสาเหตุ ปัญหาอาจจะเลยเทอด ปานปลายไปกระทบกับทรัพยากรบุคคลอีกหลายคน หลายตำแหน่ง โดยเฉพาะบุคคลที่ทำงานดี ทำงานเก่ง และอยู่มาจนรู้ใจกันแล้ว เกิดลาออกไปกว่าจะหาคนเก่งคนดีมาทดแทนได้ก็บอกได้เลยว่า ต้องลงทุนอีกมาก ครับ

บางองค์การ ลูกจ้างแจ้งความประสงค์ขอลาออกล่วงหน้า 30 วัน นายจ้างไม่ทราบหมั่นไส้ด้วยเหตุอะไร ตอบกลับไปว่า เธอยืนลาออก ก็ดีแล้ว รีบไปเลยภายใน 3 วัน ฉันไม่ให้เธออยู่อีกต่อไป  อย่างนี้ อาจจะเข้าข่ายไล่ออก หรือเลิกจ้าง อาจจะเสี่ยงต่อการก่อให้เกิด กรณีพิพาทระหว่างกันและกันได้ครับ ผมคิดว่า ไม่ควรทำ  แล้วหมั่นไส้ลูกจ้าง ก็บอกว่า นี่เธอ ออกไปเลยภายใน 3 วัน

จากคำถามคุณน้ำตาล ที่ถามมา 

นายจ้างมีสิทธิ์ที่จะให้เงินเดือนเราแค่ 5 วันหรือไม่

ก่อนอื่น ผมชี้แ้จ้งอย่างนี้ครับ โดยภาพรวม วันหยุด เป็นสิทธิ์ของนาจ้างที่จะกำหนด เช่น วันหยุดประจำปี วันหยุดประจำสัปดาห์ ซึ้งต้องกำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ให้ลูกจ้างทราบ

ส่วนวันลา เป็นสิทธิ์ของลูกจ้างที่จะใช้สิทธิ์ เช่น ลากิจ ลาป่วย ลาคลอด ลาบวช ลาไปรับราชการทหาร ลาออก นายจ้างจะไปกำหนดวันลาให้ลูกจ้างได้อย่างไร  

ทีนี้ ประเด็นที่ว่า นายจ้างมีสิทธิ์ให้ค่าจ้างแต่ 5 วัน หรือถึงวันสุดท้ายที่เราทำงาน ดีทีสุดรอบคอบที่สุดคือ ไปดูในสัญญาจ้างว่าเขียนสัญญากันไว้อย่างไร มีเงื่อนไขพิเศษอย่างไรหรือไม่ ท่านเป็นพนักงานประจำ ประเภทรายวัน รายเดือน มีรายละเอียดเงื่อนไขการจ้างอย่างไร เงื่อนไขการจ่ายเงินเดือนอย่างไร   ประการต่อมา ระเบียบข้อบังคับขององค์็การว่าด้วยการลาออก ระบุไว้อย่างไร การเลิกจ้างระบุไว้อย่างไร ท่านเข้าข่ายไหน ตกลงว่า ลาออก หรือถูกเลิกจ้างกันแน่ เอาให้ชัด ๆ  ระเบียบว่าด้วยการจ่ายค่าจ้างลูกจ้างแต่ละประเภท เป็นอย่างไร เขียนไว้ตรงไหน ดูในระเบียบข้อบังคับการทำงาน ครับ ควรมีระเบียบข้อบังคับในการทำงาน กับสัญญาจ้างไว้ในมือ จะได้ตรวจสอบว่าเราปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ นายจ้างทำถูกหรือไม่ ครับ 

ผมไม่แนะนำให้ทะเลาะกัน ควรจบด้วยดีต่อก้ัน ด้วยการเจรจาหารือ ทำความเข้าใจ ในกรณีมีเงินค้ำประกัน  ท่านทำงานตำแหน่งอะไร เหตุใดต้องมีเงินค้ำประกัน ควรทบทวนว่าถูกต้องตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ว่าด้วยเงินประกันฯหรือไม่   ผมไม่แนะนำให้ฟ้องร้องกัน ครับ แต่หากเดือดร้อน จำเป็นจริง ไปติดต่อที่สำนักงานสวัสดิการคุ้มครองแรงงานฯ ของเขตนั้น ๆ จังหวัดนั้น ๆ ครับ ดีที่สุด เขาจะให้คำแนะนำ ได้ดี ควรเตรียมหลักฐานไปด้วยให้มากที่สุด ครับ

ขอให้ใช้สติ ความรอบรู้ ควบคู่คุณธรรม ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ครับ ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี 

ขอให้โชคดี



 

ขอเรียนปรึกษาด้วยคนค่ะ

หนูเป็นพยาบาล ได้รับการติดต่อจากญาติผู้ป่วยให้ไปดูแลคนไข้ที่บ้าน ตอนแรกทราบรายละเอียดคร่าวๆว่าบุตรสาวคนไข้รายนี้ ค่อนข้างแปลก กว่าญาติรายอื่นๆ จึงลังเลใจที่จะไปดูแลให้ แต่ต่อมาได้รับการติดต่อเชิงร้องขอ ว่าคนไข้คนดูแลจริงๆ เลยตกลงรับดูแลคนไข้รายนี้ และตั้งแต่วันแรกก็เริ่มเห็นความผิดปกติของนายจ้างที่เป็นลูกสาวคนไข้รายนี้หลายด้าน เช่น การไม่ให้เกียรติและการไม่ไว้วางใจต่อผู้ดูแลทุกคน การวางแผนกิจกรรมการรักษาทุกอย่างเองหมด ทั้งเรื่องยาและการปฎิบัติตน โดยไม่สนใจแม้การรักษาที่แพทย์แนะนำ เมื่อเกิดปัญหากับคนไข้จะพยายามหาเหตุผลว่าจากผู้ดูแล เน้นย้ำให้หนูและผู้ร่วมงานงดรับดูแลคนไข้อื่นเนื่องจากลัวจะนำเชื้อโรคมาปนเปื้อน ขณะอยู่กับคนไข้ให้ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ขณะที่บุคคลอื่นที่ตนพอใจ เช่น นักกายภาพบำบัด เมื่อเป็นหวัดและแม้เพิ่งเสร็จจากทำให้คนไข้รายอื่นมาไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัยก็ไม่เป็นไร.

การไม่ชำระค่าแรงตามเวลา เช่นมีผู้ร่วมทีมคนหนึ่งไม่ไดัรับค่าจ้างเป็นเงลา3เดือน เมื่อทวงขอก็บอกว่าฉันไม่ชอบให้ไครมาทวง และตั้งใจจะไม่จ่ายเนื่องจากไม่พอใจในการดูแล สำหรับหนูเดือนแรกให้ตรงเวลา แต่ต่อมาก็delay ไม่ต่างจากคนอื่นๆซึ่งในรายละเอียดในการดูแลคนไข้หนูก็ไม่รู้ว่าดีที่สุดไหม แต่ที่หนูมั่นใจคือได้ทำเต็มทีเหมือนวันแรกๆที่เคยทำ ซึ่งในขณะที่ทุกต้นเดือนหนูก็มี

ความจำเป็นต้องใช้เงิน ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่และทางบ้าน

แต่วิชาชีพนี้มันลึกซึ้งเกินกว่าจะมีเหตผลที่จะให้ทิ้งคนไข้ไป แล้วหนูควรทำยังไงดี

ขอเรียนปรึกษาด้วยคนค่ะ

หนูเป็นพยาบาล ได้รับการติดต่อจากญาติผู้ป่วยให้ไปดูแลคนไข้ที่บ้าน ตอนแรกทราบรายละเอียดคร่าวๆว่าบุตรสาวคนไข้รายนี้ ค่อนข้างแปลก กว่าญาติรายอื่นๆ จึงลังเลใจที่จะไปดูแลให้ แต่ต่อมาได้รับการติดต่อเชิงร้องขอ ว่าคนไข้คนดูแลจริงๆ เลยตกลงรับดูแลคนไข้รายนี้ และตั้งแต่วันแรกก็เริ่มเห็นความผิดปกติของนายจ้างที่เป็นลูกสาวคนไข้รายนี้หลายด้าน เช่น การไม่ให้เกียรติและการไม่ไว้วางใจต่อผู้ดูแลทุกคน การวางแผนกิจกรรมการรักษาทุกอย่างเองหมด ทั้งเรื่องยาและการปฎิบัติตน โดยไม่สนใจแม้การรักษาที่แพทย์แนะนำ เมื่อเกิดปัญหากับคนไข้จะพยายามหาเหตุผลว่าจากผู้ดูแล เน้นย้ำให้หนูและผู้ร่วมงานงดรับดูแลคนไข้อื่นเนื่องจากลัวจะนำเชื้อโรคมาปนเปื้อน ขณะอยู่กับคนไข้ให้ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ขณะที่บุคคลอื่นที่ตนพอใจ เช่น นักกายภาพบำบัด เมื่อเป็นหวัดและแม้เพิ่งเสร็จจากทำให้คนไข้รายอื่นมาไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัยก็ไม่เป็นไร.

การไม่ชำระค่าแรงตามเวลา เช่นมีผู้ร่วมทีมคนหนึ่งไม่ไดัรับค่าจ้างเป็นเงลา3เดือน เมื่อทวงขอก็บอกว่าฉันไม่ชอบให้ไครมาทวง และตั้งใจจะไม่จ่ายเนื่องจากไม่พอใจในการดูแล สำหรับหนูเดือนแรกให้ตรงเวลา แต่ต่อมาก็delay ไม่ต่างจากคนอื่นๆซึ่งในรายละเอียดในการดูแลคนไข้หนูก็ไม่รู้ว่าดีที่สุดไหม แต่ที่หนูมั่นใจคือได้ทำเต็มทีเหมือนวันแรกๆที่เคยทำ ซึ่งในขณะที่ทุกต้นเดือนหนูก็มี

ความจำเป็นต้องใช้เงิน ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่และทางบ้าน

แต่วิชาชีพนี้มันลึกซึ้งเกินกว่าจะมีเหตผลที่จะให้ทิ้งคนไข้ไป แล้วหนูควรทำยังไงดี

ขอเรียนปรึกษาด้วยคนค่ะ

หนูเป็นพยาบาล ได้รับการติดต่อจากญาติผู้ป่วยให้ไปดูแลคนไข้ที่บ้าน ตอนแรกทราบรายละเอียดคร่าวๆว่าบุตรสาวคนไข้รายนี้ ค่อนข้างแปลก กว่าญาติรายอื่นๆ จึงลังเลใจที่จะไปดูแลให้ แต่ต่อมาได้รับการติดต่อเชิงร้องขอ ว่าคนไข้คนดูแลจริงๆ เลยตกลงรับดูแลคนไข้รายนี้ และตั้งแต่วันแรกก็เริ่มเห็นความผิดปกติของนายจ้างที่เป็นลูกสาวคนไข้รายนี้หลายด้าน เช่น การไม่ให้เกียรติและการไม่ไว้วางใจต่อผู้ดูแลทุกคน การวางแผนกิจกรรมการรักษาทุกอย่างเองหมด ทั้งเรื่องยาและการปฎิบัติตน โดยไม่สนใจแม้การรักษาที่แพทย์แนะนำ เมื่อเกิดปัญหากับคนไข้จะพยายามหาเหตุผลว่าจากผู้ดูแล เน้นย้ำให้หนูและผู้ร่วมงานงดรับดูแลคนไข้อื่นเนื่องจากลัวจะนำเชื้อโรคมาปนเปื้อน ขณะอยู่กับคนไข้ให้ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ขณะที่บุคคลอื่นที่ตนพอใจ เช่น นักกายภาพบำบัด เมื่อเป็นหวัดและแม้เพิ่งเสร็จจากทำให้คนไข้รายอื่นมาไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัยก็ไม่เป็นไร.

การไม่ชำระค่าแรงตามเวลา เช่นมีผู้ร่วมทีมคนหนึ่งไม่ไดัรับค่าจ้างเป็นเงลา3เดือน เมื่อทวงขอก็บอกว่าฉันไม่ชอบให้ไครมาทวง และตั้งใจจะไม่จ่ายเนื่องจากไม่พอใจในการดูแล สำหรับหนูเดือนแรกให้ตรงเวลา แต่ต่อมาก็delay ไม่ต่างจากคนอื่นๆซึ่งในรายละเอียดในการดูแลคนไข้หนูก็ไม่รู้ว่าดีที่สุดไหม แต่ที่หนูมั่นใจคือได้ทำเต็มทีเหมือนวันแรกๆที่เคยทำ ซึ่งในขณะที่ทุกต้นเดือนหนูก็มี

ความจำเป็นต้องใช้เงิน ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่และทางบ้าน

แต่วิชาชีพนี้มันลึกซึ้งเกินกว่าจะมีเหตผลที่จะให้ทิ้งคนไข้ไป แล้วหนูควรทำยังไงดี

ขอเรียนปรึกษาด้วยคนค่ะ

หนูเป็นพยาบาล ได้รับการติดต่อจากญาติผู้ป่วยให้ไปดูแลคนไข้ที่บ้าน ตอนแรกทราบรายละเอียดคร่าวๆว่าบุตรสาวคนไข้รายนี้ ค่อนข้างแปลก กว่าญาติรายอื่นๆ จึงลังเลใจที่จะไปดูแลให้ แต่ต่อมาได้รับการติดต่อเชิงร้องขอ ว่าคนไข้คนดูแลจริงๆ เลยตกลงรับดูแลคนไข้รายนี้ และตั้งแต่วันแรกก็เริ่มเห็นความผิดปกติของนายจ้างที่เป็นลูกสาวคนไข้รายนี้หลายด้าน เช่น การไม่ให้เกียรติและการไม่ไว้วางใจต่อผู้ดูแลทุกคน การวางแผนกิจกรรมการรักษาทุกอย่างเองหมด ทั้งเรื่องยาและการปฎิบัติตน โดยไม่สนใจแม้การรักษาที่แพทย์แนะนำ เมื่อเกิดปัญหากับคนไข้จะพยายามหาเหตุผลว่าจากผู้ดูแล เน้นย้ำให้หนูและผู้ร่วมงานงดรับดูแลคนไข้อื่นเนื่องจากลัวจะนำเชื้อโรคมาปนเปื้อน ขณะอยู่กับคนไข้ให้ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ขณะที่บุคคลอื่นที่ตนพอใจ เช่น นักกายภาพบำบัด เมื่อเป็นหวัดและแม้เพิ่งเสร็จจากทำให้คนไข้รายอื่นมาไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัยก็ไม่เป็นไร.

การไม่ชำระค่าแรงตามเวลา เช่นมีผู้ร่วมทีมคนหนึ่งไม่ไดัรับค่าจ้างเป็นเงลา3เดือน เมื่อทวงขอก็บอกว่าฉันไม่ชอบให้ไครมาทวง และตั้งใจจะไม่จ่ายเนื่องจากไม่พอใจในการดูแล สำหรับหนูเดือนแรกให้ตรงเวลา แต่ต่อมาก็delay ไม่ต่างจากคนอื่นๆซึ่งในรายละเอียดในการดูแลคนไข้หนูก็ไม่รู้ว่าดีที่สุดไหม แต่ที่หนูมั่นใจคือได้ทำเต็มทีเหมือนวันแรกๆที่เคยทำ ซึ่งในขณะที่ทุกต้นเดือนหนูก็มี

ความจำเป็นต้องใช้เงิน ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่และทางบ้าน

แต่วิชาชีพนี้มันลึกซึ้งเกินกว่าจะมีเหตผลที่จะให้ทิ้งคนไข้ไป แล้วหนูควรทำยังไงดี

ขอเรียนปรึกษาด้วยคนค่ะ

หนูเป็นพยาบาล ได้รับการติดต่อจากญาติผู้ป่วยให้ไปดูแลคนไข้ที่บ้าน ตอนแรกทราบรายละเอียดคร่าวๆว่าบุตรสาวคนไข้รายนี้ ค่อนข้างแปลก กว่าญาติรายอื่นๆ จึงลังเลใจที่จะไปดูแลให้ แต่ต่อมาได้รับการติดต่อเชิงร้องขอ ว่าคนไข้คนดูแลจริงๆ เลยตกลงรับดูแลคนไข้รายนี้ และตั้งแต่วันแรกก็เริ่มเห็นความผิดปกติของนายจ้างที่เป็นลูกสาวคนไข้รายนี้หลายด้าน เช่น การไม่ให้เกียรติและการไม่ไว้วางใจต่อผู้ดูแลทุกคน การวางแผนกิจกรรมการรักษาทุกอย่างเองหมด ทั้งเรื่องยาและการปฎิบัติตน โดยไม่สนใจแม้การรักษาที่แพทย์แนะนำ เมื่อเกิดปัญหากับคนไข้จะพยายามหาเหตุผลว่าจากผู้ดูแล เน้นย้ำให้หนูและผู้ร่วมงานงดรับดูแลคนไข้อื่นเนื่องจากลัวจะนำเชื้อโรคมาปนเปื้อน ขณะอยู่กับคนไข้ให้ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ขณะที่บุคคลอื่นที่ตนพอใจ เช่น นักกายภาพบำบัด เมื่อเป็นหวัดและแม้เพิ่งเสร็จจากทำให้คนไข้รายอื่นมาไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัยก็ไม่เป็นไร.

การไม่ชำระค่าแรงตามเวลา เช่นมีผู้ร่วมทีมคนหนึ่งไม่ไดัรับค่าจ้างเป็นเงลา3เดือน เมื่อทวงขอก็บอกว่าฉันไม่ชอบให้ไครมาทวง และตั้งใจจะไม่จ่ายเนื่องจากไม่พอใจในการดูแล สำหรับหนูเดือนแรกให้ตรงเวลา แต่ต่อมาก็delay ไม่ต่างจากคนอื่นๆซึ่งในรายละเอียดในการดูแลคนไข้หนูก็ไม่รู้ว่าดีที่สุดไหม แต่ที่หนูมั่นใจคือได้ทำเต็มทีเหมือนวันแรกๆที่เคยทำ ซึ่งในขณะที่ทุกต้นเดือนหนูก็มี

ความจำเป็นต้องใช้เงิน ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่และทางบ้าน

แต่วิชาชีพนี้มันลึกซึ้งเกินกว่าจะมีเหตผลที่จะให้ทิ้งคนไข้ไป แล้วหนูควรทำยังไงดี

ขอเรียนปรึกษาด้วยคนค่ะ

หนูเป็นพยาบาล ได้รับการติดต่อจากญาติผู้ป่วยให้ไปดูแลคนไข้ที่บ้าน ตอนแรกทราบรายละเอียดคร่าวๆว่าบุตรสาวคนไข้รายนี้ ค่อนข้างแปลก กว่าญาติรายอื่นๆ จึงลังเลใจที่จะไปดูแลให้ แต่ต่อมาได้รับการติดต่อเชิงร้องขอ ว่าคนไข้คนดูแลจริงๆ เลยตกลงรับดูแลคนไข้รายนี้ และตั้งแต่วันแรกก็เริ่มเห็นความผิดปกติของนายจ้างที่เป็นลูกสาวคนไข้รายนี้หลายด้าน เช่น การไม่ให้เกียรติและการไม่ไว้วางใจต่อผู้ดูแลทุกคน การวางแผนกิจกรรมการรักษาทุกอย่างเองหมด ทั้งเรื่องยาและการปฎิบัติตน โดยไม่สนใจแม้การรักษาที่แพทย์แนะนำ เมื่อเกิดปัญหากับคนไข้จะพยายามหาเหตุผลว่าจากผู้ดูแล เน้นย้ำให้หนูและผู้ร่วมงานงดรับดูแลคนไข้อื่นเนื่องจากลัวจะนำเชื้อโรคมาปนเปื้อน ขณะอยู่กับคนไข้ให้ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ขณะที่บุคคลอื่นที่ตนพอใจ เช่น นักกายภาพบำบัด เมื่อเป็นหวัดและแม้เพิ่งเสร็จจากทำให้คนไข้รายอื่นมาไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัยก็ไม่เป็นไร.

การไม่ชำระค่าแรงตามเวลา เช่นมีผู้ร่วมทีมคนหนึ่งไม่ไดัรับค่าจ้างเป็นเงลา3เดือน เมื่อทวงขอก็บอกว่าฉันไม่ชอบให้ไครมาทวง และตั้งใจจะไม่จ่ายเนื่องจากไม่พอใจในการดูแล สำหรับหนูเดือนแรกให้ตรงเวลา แต่ต่อมาก็delay ไม่ต่างจากคนอื่นๆซึ่งในรายละเอียดในการดูแลคนไข้หนูก็ไม่รู้ว่าดีที่สุดไหม แต่ที่หนูมั่นใจคือได้ทำเต็มทีเหมือนวันแรกๆที่เคยทำ ซึ่งในขณะที่ทุกต้นเดือนหนูก็มี

ความจำเป็นต้องใช้เงิน ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่และทางบ้าน

แต่วิชาชีพนี้มันลึกซึ้งเกินกว่าจะมีเหตผลที่จะให้ทิ้งคนไข้ไป แล้วหนูควรทำยังไงดี

ขอเรียนปรึกษาด้วยคนค่ะ

หนูเป็นพยาบาล ได้รับการติดต่อจากญาติผู้ป่วยให้ไปดูแลคนไข้ที่บ้าน ตอนแรกทราบรายละเอียดคร่าวๆว่าบุตรสาวคนไข้รายนี้ ค่อนข้างแปลก กว่าญาติรายอื่นๆ จึงลังเลใจที่จะไปดูแลให้ แต่ต่อมาได้รับการติดต่อเชิงร้องขอ ว่าคนไข้คนดูแลจริงๆ เลยตกลงรับดูแลคนไข้รายนี้ และตั้งแต่วันแรกก็เริ่มเห็นความผิดปกติของนายจ้างที่เป็นลูกสาวคนไข้รายนี้หลายด้าน เช่น การไม่ให้เกียรติและการไม่ไว้วางใจต่อผู้ดูแลทุกคน การวางแผนกิจกรรมการรักษาทุกอย่างเองหมด ทั้งเรื่องยาและการปฎิบัติตน โดยไม่สนใจแม้การรักษาที่แพทย์แนะนำ เมื่อเกิดปัญหากับคนไข้จะพยายามหาเหตุผลว่าจากผู้ดูแล เน้นย้ำให้หนูและผู้ร่วมงานงดรับดูแลคนไข้อื่นเนื่องจากลัวจะนำเชื้อโรคมาปนเปื้อน ขณะอยู่กับคนไข้ให้ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ขณะที่บุคคลอื่นที่ตนพอใจ เช่น นักกายภาพบำบัด เมื่อเป็นหวัดและแม้เพิ่งเสร็จจากทำให้คนไข้รายอื่นมาไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัยก็ไม่เป็นไร.

การไม่ชำระค่าแรงตามเวลา เช่นมีผู้ร่วมทีมคนหนึ่งไม่ไดัรับค่าจ้างเป็นเงลา3เดือน เมื่อทวงขอก็บอกว่าฉันไม่ชอบให้ไครมาทวง และตั้งใจจะไม่จ่ายเนื่องจากไม่พอใจในการดูแล สำหรับหนูเดือนแรกให้ตรงเวลา แต่ต่อมาก็delay ไม่ต่างจากคนอื่นๆซึ่งในรายละเอียดในการดูแลคนไข้หนูก็ไม่รู้ว่าดีที่สุดไหม แต่ที่หนูมั่นใจคือได้ทำเต็มทีเหมือนวันแรกๆที่เคยทำ ซึ่งในขณะที่ทุกต้นเดือนหนูก็มี

ความจำเป็นต้องใช้เงิน ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่และทางบ้าน

แต่วิชาชีพนี้มันลึกซึ้งเกินกว่าจะมีเหตผลที่จะให้ทิ้งคนไข้ไป แล้วหนูควรทำยังไงดี

ขอเรียนปรึกษาด้วยคนค่ะ

หนูเป็นพยาบาล ได้รับการติดต่อจากญาติผู้ป่วยให้ไปดูแลคนไข้ที่บ้าน ตอนแรกทราบรายละเอียดคร่าวๆว่าบุตรสาวคนไข้รายนี้ ค่อนข้างแปลก กว่าญาติรายอื่นๆ จึงลังเลใจที่จะไปดูแลให้ แต่ต่อมาได้รับการติดต่อเชิงร้องขอ ว่าคนไข้คนดูแลจริงๆ เลยตกลงรับดูแลคนไข้รายนี้ และตั้งแต่วันแรกก็เริ่มเห็นความผิดปกติของนายจ้างที่เป็นลูกสาวคนไข้รายนี้หลายด้าน เช่น การไม่ให้เกียรติและการไม่ไว้วางใจต่อผู้ดูแลทุกคน การวางแผนกิจกรรมการรักษาทุกอย่างเองหมด ทั้งเรื่องยาและการปฎิบัติตน โดยไม่สนใจแม้การรักษาที่แพทย์แนะนำ เมื่อเกิดปัญหากับคนไข้จะพยายามหาเหตุผลว่าจากผู้ดูแล เน้นย้ำให้หนูและผู้ร่วมงานงดรับดูแลคนไข้อื่นเนื่องจากลัวจะนำเชื้อโรคมาปนเปื้อน ขณะอยู่กับคนไข้ให้ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ขณะที่บุคคลอื่นที่ตนพอใจ เช่น นักกายภาพบำบัด เมื่อเป็นหวัดและแม้เพิ่งเสร็จจากทำให้คนไข้รายอื่นมาไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัยก็ไม่เป็นไร.

การไม่ชำระค่าแรงตามเวลา เช่นมีผู้ร่วมทีมคนหนึ่งไม่ไดัรับค่าจ้างเป็นเงลา3เดือน เมื่อทวงขอก็บอกว่าฉันไม่ชอบให้ไครมาทวง และตั้งใจจะไม่จ่ายเนื่องจากไม่พอใจในการดูแล สำหรับหนูเดือนแรกให้ตรงเวลา แต่ต่อมาก็delay ไม่ต่างจากคนอื่นๆซึ่งในรายละเอียดในการดูแลคนไข้หนูก็ไม่รู้ว่าดีที่สุดไหม แต่ที่หนูมั่นใจคือได้ทำเต็มทีเหมือนวันแรกๆที่เคยทำ ซึ่งในขณะที่ทุกต้นเดือนหนูก็มี

ความจำเป็นต้องใช้เงิน ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่และทางบ้าน

แต่วิชาชีพนี้มันลึกซึ้งเกินกว่าจะมีเหตผลที่จะให้ทิ้งคนไข้ไป แล้วหนูควรทำยังไงดี

ขอเรียนปรึกษาด้วยคนค่ะ

หนูเป็นพยาบาล ได้รับการติดต่อจากญาติผู้ป่วยให้ไปดูแลคนไข้ที่บ้าน ตอนแรกทราบรายละเอียดคร่าวๆว่าบุตรสาวคนไข้รายนี้ ค่อนข้างแปลก กว่าญาติรายอื่นๆ จึงลังเลใจที่จะไปดูแลให้ แต่ต่อมาได้รับการติดต่อเชิงร้องขอ ว่าคนไข้คนดูแลจริงๆ เลยตกลงรับดูแลคนไข้รายนี้ และตั้งแต่วันแรกก็เริ่มเห็นความผิดปกติของนายจ้างที่เป็นลูกสาวคนไข้รายนี้หลายด้าน เช่น การไม่ให้เกียรติและการไม่ไว้วางใจต่อผู้ดูแลทุกคน การวางแผนกิจกรรมการรักษาทุกอย่างเองหมด ทั้งเรื่องยาและการปฎิบัติตน โดยไม่สนใจแม้การรักษาที่แพทย์แนะนำ เมื่อเกิดปัญหากับคนไข้จะพยายามหาเหตุผลว่าจากผู้ดูแล เน้นย้ำให้หนูและผู้ร่วมงานงดรับดูแลคนไข้อื่นเนื่องจากลัวจะนำเชื้อโรคมาปนเปื้อน ขณะอยู่กับคนไข้ให้ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ขณะที่บุคคลอื่นที่ตนพอใจ เช่น นักกายภาพบำบัด เมื่อเป็นหวัดและแม้เพิ่งเสร็จจากทำให้คนไข้รายอื่นมาไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัยก็ไม่เป็นไร.

การไม่ชำระค่าแรงตามเวลา เช่นมีผู้ร่วมทีมคนหนึ่งไม่ไดัรับค่าจ้างเป็นเงลา3เดือน เมื่อทวงขอก็บอกว่าฉันไม่ชอบให้ไครมาทวง และตั้งใจจะไม่จ่ายเนื่องจากไม่พอใจในการดูแล สำหรับหนูเดือนแรกให้ตรงเวลา แต่ต่อมาก็delay ไม่ต่างจากคนอื่นๆซึ่งในรายละเอียดในการดูแลคนไข้หนูก็ไม่รู้ว่าดีที่สุดไหม แต่ที่หนูมั่นใจคือได้ทำเต็มทีเหมือนวันแรกๆที่เคยทำ ซึ่งในขณะที่ทุกต้นเดือนหนูก็มี

ความจำเป็นต้องใช้เงิน ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่และทางบ้าน

แต่วิชาชีพนี้มันลึกซึ้งเกินกว่าจะมีเหตผลที่จะให้ทิ้งคนไข้ไป แล้วหนูควรทำยังไงดี

ขอเรียนปรึกษาด้วยคนค่ะ

หนูเป็นพยาบาล ได้รับการติดต่อจากญาติผู้ป่วยให้ไปดูแลคนไข้ที่บ้าน ตอนแรกทราบรายละเอียดคร่าวๆว่าบุตรสาวคนไข้รายนี้ ค่อนข้างแปลก กว่าญาติรายอื่นๆ จึงลังเลใจที่จะไปดูแลให้ แต่ต่อมาได้รับการติดต่อเชิงร้องขอ ว่าคนไข้คนดูแลจริงๆ เลยตกลงรับดูแลคนไข้รายนี้ และตั้งแต่วันแรกก็เริ่มเห็นความผิดปกติของนายจ้างที่เป็นลูกสาวคนไข้รายนี้หลายด้าน เช่น การไม่ให้เกียรติและการไม่ไว้วางใจต่อผู้ดูแลทุกคน การวางแผนกิจกรรมการรักษาทุกอย่างเองหมด ทั้งเรื่องยาและการปฎิบัติตน โดยไม่สนใจแม้การรักษาที่แพทย์แนะนำ เมื่อเกิดปัญหากับคนไข้จะพยายามหาเหตุผลว่าจากผู้ดูแล เน้นย้ำให้หนูและผู้ร่วมงานงดรับดูแลคนไข้อื่นเนื่องจากลัวจะนำเชื้อโรคมาปนเปื้อน ขณะอยู่กับคนไข้ให้ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ขณะที่บุคคลอื่นที่ตนพอใจ เช่น นักกายภาพบำบัด เมื่อเป็นหวัดและแม้เพิ่งเสร็จจากทำให้คนไข้รายอื่นมาไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัยก็ไม่เป็นไร.

การไม่ชำระค่าแรงตามเวลา เช่นมีผู้ร่วมทีมคนหนึ่งไม่ไดัรับค่าจ้างเป็นเงลา3เดือน เมื่อทวงขอก็บอกว่าฉันไม่ชอบให้ไครมาทวง และตั้งใจจะไม่จ่ายเนื่องจากไม่พอใจในการดูแล สำหรับหนูเดือนแรกให้ตรงเวลา แต่ต่อมาก็delay ไม่ต่างจากคนอื่นๆซึ่งในรายละเอียดในการดูแลคนไข้หนูก็ไม่รู้ว่าดีที่สุดไหม แต่ที่หนูมั่นใจคือได้ทำเต็มทีเหมือนวันแรกๆที่เคยทำ ซึ่งในขณะที่ทุกต้นเดือนหนูก็มี

ความจำเป็นต้องใช้เงิน ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่และทางบ้าน

แต่วิชาชีพนี้มันลึกซึ้งเกินกว่าจะมีเหตผลที่จะให้ทิ้งคนไข้ไป แล้วหนูควรทำยังไงดี

อาจารย์ยม

ผมแนะนำดังนี้

  1. ทุกคน มีความจำเป็นต้องใช้เงิน แต่วิธีการหาเงิน ต้องหาอย่างเป็นระบบ มีหลายอาชีพ หลายช่องทางครับ    และควรเป็นช่องทางที่เราสามารถสนุกกับงาน มีควมสุุขกับงานได้เป็นอย่างดี  ไม่ใช่ทนทำ หรือไม่ก็ต้องลุ้นว่าจะได้ค่าจ้างหรือไม่
  2. ผู้ร่วมทีมคนหนึ่งไม่ไดัรับค่าจ้างเป็นเงลา 3 เดือน เมื่อทวงขอก็บอกว่าฉันไม่ชอบให้ไครมาทวง และตั้งใจจะไม่จ่ายเนื่องจากไม่พอใจในการดูแล  ตรงนี้ ก็เป็นสัญญาณบอกแล้ว ว่านายจ้าง ทำการจ้างไม่เป็นธรรม ก็ควรจะถอนตัวออกมา หรือควรจะทำงานไป อมทุกข์ไป ต้องเลือกตัดสินใจน๊ะครับ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำลอย มาที่เรา
  3. กองทัพเดินด้วยท้อง  ควรจัดการเรื่องปากเรื่องท้องสะก่อน แล้วค่อยว่ากันในเรืองอื่นๆ
  4. พัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถ พัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ ให้ดีขึ้นโดยเร็ว แล้วหางานทำเพิ่มเติม เพื่อสร้างรายได้มากขึ้น หาทางลดรายจ่าย ฯลฯ   

บทบาทนายจ้างและลูกจ้างในการขจัดความขัดแย้ง