ห้างค้าส่งขนาดใหญ่ ในมุมมองของคุณ

kookkai

ฉันได้เข้าไปอ่านบทความในเว็บไซต์ของอาจารย์แล้ว รู้สึกเห็นด้วยกับผลงานหลาย ๆ อย่างที่อาจารย์เขียนไว้ 

แต่ที่สงสัยคือ ข้อความที่ว่า "หยุดอุดหนุนห้างค้าส่งขนาดใหญ่ ฯ"   จริงอยู่ว่าเป็นของบริษัทต่างชาติ  แต่เท่าที่เห็นพนักงานในห้างก็เป็นคนไทย เป็นการกระตุ้นการจ้างงานเพิ่มขึ้น  ส่วนข้อเสียนี้รบกวนอาจารย์ช่วยให้รายละเอียดได้มั๊ยคะ  เห็นคนพูดเยอะเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยเข้าใจ

แล้วการที่เพิ่งจะมาออกนโยบายควบคุมการขยายสาขาในเวลานี้ อาจารย์ว่ามันสายไปหรือเปล่าคะ

คำตอบ

ประเด็นการต่อต้านห้างค้าส่งขนาดใหญ่ยังมีน้ำหนักน้อยมากเลยครับในสังคมไทย  เพราะมันยากที่จะทำความเข้าใจ  ของก็เยอะ ราคาก็ถูก แอร์เย็น คนมีงานทำ  สินค้าที่ขายก็เป็นสินค้าของบริษัทภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่  ทำไมถึงต้องต่อต้าน  เพราะที่เราเห็นมันมีแต่ข้อดีทั้งนั้น

ประเด็นที่เขาต่อต้านกันส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นในเรื่องการทำลายธุรกิจชุมชนครับ  จากเดิมเงินที่เราจ่ายไป จะกระจายไปเข้ากระเป๋าคนตั้งหลายคน  แต่หากเป็นห้างค้าส่ง  เงินส่วนใหญ่จะไปตกอยู่กับเจ้าของเพียงคนเดียว  มีเพียงเศษๆ เท่านั้นที่จะแบ่งไปเป็นค่าจ้าง ค่าสินค้าที่ถูกกดราคามให้ต่ำ (เกินไปกว่าผู้ประกอบการจะสามารถอยู่ได้)  ตัวอย่างนะครับ  เราใช้เงิน 1,000 บาทซื้อสินค้าที่ห้างฯ  เจ้าของสินค้าที่เราซื้อในแต่ละรายอาจได้เงินไปรวมกันประมาณ 300 บาท (เขาซื้อสินค้าจำนวนเยอะ เลยสามารถต่อรองกดราคาได้ ถ้าไม่ลดราคาให้เขาเขาก็ไม่วางให้ จริงๆ แล้วน่าจะต่ำกว่านี้ด้วยซ้ำ) แบ่งเป็นค่าจ้างพนักงานขาย จ้างยาม ประมาณ 20 บาท  นอกจากนั้นเป็นกำไรที่เข้ากระเป๋าเจ้าของที่เป็นต่างชาติทั้งหมด

เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการที่เรานำเงินไปใช้ในตลาดซึ่งเป็นธุรกิจชุมชน 1,000 ที่เราจ่ายไป  กำไรอาจจะไปเข้ากระเป๋าผู้ประกอบการได้ซัก 10 เจ้า  และใน 10 เจ้านั้นก็สามารถนำไปเลี้ยงดูคนงานครอบครัวของตนได้อีกหลายชีวิต  ไม่ใช่เฉพาะร้านโชว์ห่วยอย่างที่พูดๆ กันเท่านั้นนะครับ  ร้านขายผัก ร้านขายเนื้อ ร้านขายอาหาร ขายขนมไทย เบเกอรี่ เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ  ได้รับผลกระทบทั้งหมด  สังเกตมั้ยครับว่า แต่ก่อนแถวบ้านเรามีร้านค้าเล็กๆ ขายขนมให้เด็กๆ ร้านขายเบเกอรี่ ร้านขายกับข้าว กี่ร้าน  ตอนนี้หายไปไหนหมดแล้ว  ระรเพราะคนหนีไปเดินห้างฯ หมด  ไปทีเดียวได้ของครบเลย  กลุ่มนี้คือกลุ่มแรกที่จะต้องล้มหายตายจากไป 

ส่วนผู้ผลิตสินค้าที่ไม่สามารถลดราคา หรือทำให้ห้างฯ ยอมวางสินค้าของตัวเองได้  ก็ไม่สามารถขายของได้  สุดท้ายก็ต้องเลิกผลิต  จะอยู่ได้จริงๆ ก็เจ้าใหญ่ๆ ที่มีกำลังผลิตสูงซึ่งทำให้สามารถผลิตสินค้าในราคาที่ถูกเท่านั้น  และถ้าไปอย่างนั้นจริงทางห้างฯ ก็จะยิ่งมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้นไปอีก  เพราะร้านค้าปลีกรายย่อยที่จะมารับของไปขายตายหมดแล้ว  ก็อาจจะกดราคา หรือตั้งเงื่อนไขในการทำการค้าที่ไม่เป็นธรรม  จนกระทั่งผู้ผลิตเหล่านั้นอ่อนแอลงเรื่อยๆ  สุดท้ายก็ต้องเลิกไปเพราะทำแล้วไม่คุ้ม  ทีนี้ก็ต้องนำสินค้าเข้าจากต่างประเทศ  หรือไม่ก็ทางห้างก็จะผลิตสินค้าออกมาขายเอง (สินค้ายี่ห้อ โลตัส คาร์ฟูร์ ฯลฯ)  ซึ่งในตอนนั้นที่ผู้บริโภคไม่มีทางเลือกแล้ว  จากต้วอย่างการใช้จ่ายเงิน 1,000 เงิน 300 ที่จะต้องจ่ายให้ผู้ผลิตสินค้า ทางห้างก็จะรับเอาเต็มๆ  ดังนั้นเงิน 1,000 บาท ก็จะเป็นค่าจ้างพนักงานขายแค่ 20 บาทเท่านั้น  เท่ากับว่าเราจ่ายให้ต่างชาติหรือส่งเงินออกนอกเกือบทั้งหมด (สังเกตนะครับห้างพวกนี้จ้างคนไทยทำงานในระดับผู้ปฎิบัติงานเท่านั้น พนักงานขาย คนเข็นของ ยาม ส่วนผู้บริหารเป็นชาวต่างชาติ)  และในตอนท้ายเขาอยากจะขึ้นหรือโก่งราคาอย่างไรก็สามารถทำได้

ส่วนประเด็นที่ผมต่อต้าน ผมต่อต้านประเด็นการค้าขายที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่มีจริยธรรมครับ  ถ้าไปพิจารณาเงื่อนไขในการทำการค้าขายของห้างพวกนึ้จะพบว่าผู้ผลิตถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างมาก  ตัวอย่างเช่น  การจะนำของเข้าไปขายต้องมีค่าแรกเข้าที่ไม่เกี่ยวกับสินค้า  เอาสินค้าเข้าไปขายต้องวางก่อน 60 - 90 วัน  หลังจากนั้นถึงจะได้เงินจากของที่มีคนมาซื้อไป (รายเล็กที่มีทุนน้อยๆ ทำไม่ได้แน่ๆ)  สินค้าบางชนิดถ้าจะเข้ามาขายต้องผลิตสินค้ายี่ห้อของห้างให้ด้วยฟรีๆ อีก 30 เปอร์เซ็นต์ (เช่น น้ำยาล้างจาน ยาสระผม สบู่ ฯลฯ)  บริษัทพวกนี้เอาแต่วิธีการบริหารจัดการเข้ามาอย่างเดียว  เงินทุนในการก่อสร้าง หรือ ในการดำเนินการในขั้นต้นก็สามารถกู้ได้จากรัฐบาล  สินค้าไม่ต้องลงทุน  เอามาวางก่อนอีก 3 - 4 เดือนค่อยจ่ายเงิน  จ้างงานก็สามารถจ้างในราคาที่ต่ำ    แถมพวกนี้ไม่มีความสนใจต่อความอยู่รอดของธุรกิจชุมชนเลย  ที่ไหนที่เป็นชุมชนก็พร้อมที่จะเข้าไปตั้งได้ทันที  ซึ่งในต่างประเทศ (ประเทศของห้างฯ พวกนี้เอง) เขายังไม่อนุญาตให้ตั้งในที่ชุมชนเลย ต้องไปตั้งนอกเมืองเพื่อรักษาธุรกิจชุมเอาไว้ เพราะธุรกิจชุมชนมันสามารถเลี้ยงได้หลายปากหลายท้องมากกว่า

เดี๋ยวนี้ผมไม่เข้าห้างพวกนี้แล้วครับ  ยอมจ่ายสินค้าในราคาที่แพงกว่าซักหน่อย  แต่มันทำให้ธุรกิจรายเล็กๆ อยู่ได้ พ่อ แม่ ลูก หลาน เขาอยู่ได้  ร้านป้า ร้านลุง ที่อยู่ในชุมชนก็เป็นคนรู้จักกันทั้งนั้น  ไปซื้อของซื้ออะไรก็ได้พูดได้คุยทักทายกัน  ไม่เหมือนไปห้างฯ มองหน้ากันยังไม่มองเลย  ยกมือไหว้ก็เพราะถูกบังคับให้ทำ (น่าสงสารเขาจะตาย เรื่องนี้ผมไม่เห็นด้วยเลย ทำไมต้องไหว้ขอบคุณ  แค่ไปซื้อของไม่ได้มีบุญคุณอะไรกันนักหนา ขอบคุณก็พอแล้ว)  ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์มันหายไปครับ วิธีคิดแบบนี้มันเป็นวิธีคิดแบบสังคมเมืองที่ตัวใครตัวมัน ไม่ต้องไปสนใจอะไร สนใจใคร ทั้งนั้น  และที่สำคัญที่สุดสำหรับผม  ผมไม่ชอบการค้าขายที่เอารัดเอาเปรียบ  อย่าไปสนับสนุนพ่อค้าต่างชาติหน้าเลือดที่คิดแต่จะเอาเปรียบเลยครับ  ไม่จำเป็นอย่าไปอุดหนุน 

อ้อ อีกคำถามนึงยังไม่ได้ตอบครับ

ไม่สายหรอกครับถ้าคิดจะทำ  และสามารถทำได้มากกว่านั้นเสียอีกถ้าคิดจะทำ  เช่น เข้าใจตรวจสอบการจัดซื้อสินค้าว่ามีเงื่อนไขในการทำการค้าที่เป็นธรรมหรือไม่ สินค้าของห้างฯ มีคุณภาพหรือไม่ มีการเก็บตุนสินค้ามีการโฆษณาเกินจริงหรือไม่ (ไอ้พวกโฆษณาสุดคุ้มทั้งหลายนั่นแหละ)  และถ้าหากจะตั้งในเขตชุมชน  จะต้องเก็บภาษีในอัตราพิเศษเพื่อบีบให้ไปอยู่นอกเมืองให้หมด  ส่วนสาขาที่ตั้งอยู่ในชุมชนและขายได้มากจริง จ่ายภาษีไหว ก็อยู่ไป  ภาษีที่ได้ก็นำไปสนับสนุนธุรกิจชุมชม  หรือสาธารณูปโภคของชุมชน  ผมว่ามาตรการแบบนี้น่าจะพอแก้ปัญหาได้

ข้ออ้างเรื่องเสรีทางการค้าที่พวกนี้ชอบอ้าง มันก็เป็นแต่เพียงข้ออ้างที่ทุนใหญ่จะนำมาใช้ในการเอาเปรียบทุนน้อย เท่านั้นเองครับ  อย่าไปเชื่อเรื่องการค้าเสรี  มันไม่มีอยู่จริงหรอก

เข้าใจแล้วค่ะ

ขอบคุณมากนะคะที่ให้ความกระจ่าง  แล้วดิฉันจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยอุดหนุนร้านค้าในชุมชน

แต่ว่ามันก็เป็นส่วนเล็ก ๆ นะคะ  เพราะเห็นส่วนใหญ่ผู้ที่มีรายได้เยอะ ๆ ก็ชอบใช้ของนำเข้า แบรนด์เนม หรือไม่ก็ไปเที่ยวเมืองนอก  อย่างนั้นมันเป็นการนำเงินออกนอกประเทศ 100เปอร์เซ็นต์  โดยไม่มีผลประโยชน์อะไรให้กับประเทศเลย 

อาจารย์ว่ายังไงคะ

ทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้นจากจุดเล็กๆ เนี่ยแหละครับ  ผมเคยได้ยินประโยคนึงฟังแล้วดูเท่ดี  เขาบอกว่า "ทุกครั้งที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงก็มักจะเป็นฝีมือของคนส่วนน้อยทั้งนั้น" ทำนองนี้แหละครับ

"ทุกครั้งที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงก็มักจะเป็นฝีมือของคนส่วนน้อยทั้งนั้น"

 

คมซะ  อิอิอิ