เรียนพระไตรปิฎก?

นมัสการ ขอเรียนถามหลวงพี่อย่างตรงไปตรงมา เพื่อความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับระบบการศึกษาของสงฆ์ในเมืองไทย 1 พระที่ได้ประโยค9 ท่านมีความรู้เกี่ยวกับพระไตรปิฏก มากน้อยเพียงใดครับ? 2ประโยค 9 นี้ มีความรู้หรือต้องศึกษาเรื่องอะไร อย่างไรบ้างครับ? ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ แก่การศึกษาของวงการสงฆ์ต่อไปในอนาคตขอรับ ขอบพระคุณครับ
คำตอบ
not yet answered
ธรรมฐิต

ตอบ

๑.พระที่จบป.ธ.๙ ใช่ว่าจะรู้เข้าใจเนื้อความในพระไตรปิฎกหมดหรอก

แต่การเรียนแผนกนี้เป็นการเอื้อความรู้ความเข้าใจในการที่จะท่องเที่ยวไปในพระไตรปิฎกเพราะเป็นพื้นฐานในการเข้าใจอรรถของคัมภีร์ต่างๆขอรับ

๒.รู้หลักภาษาเพื่อเป็นจุดเริ่มในการเรียนรู้ต่อไป 

ทุกอย่างเป็นดาบสองคมเสมอ

ทั้งนี้ทั้งนั้นจะป.ธ.๙หรือ๑๐ถ้าหากไม่ปฏิบัติก็ไม่สามารถจะเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงได้หรอก

ป.ธ.๙ก้อเป็นเพียงสมมติบัญญัติเป็นเพียงหัวโขนอันหนึ่งเท่านั้น

อยู่ที่คนสัมพัทธ์มันว่าจะสัมพัทธ์มันด้านไหนก็เท่านั้น

สำหรับธรรมฐิตแล้วรู้ตัวว่ายังโง่อีกเยอะ

จึงต้องศึกษาเรียนรู้ดูใจอย่างรู้เท่าทันต่อไปขอรับ..

..ขอบคุณขอรับ..

 

ขอบพระคุณครับ

บังเองพอรู้คร่าวๆ แต่ไม่ชัด

จากคำตอบของท่าน

ทำให้ทราบว่า

นี่คือเหตุหนึ่งของความเสื่อม..

คนไทย พระไทยไม่ศึกษาพระไตรปิฏก

ไม่เหมือนพม่า ที่เขาจริงจังกับการสนับสนุนให้มีพระผู้ท่องจำพระไตรปิฎกได้หมด

ยิ่งพระวัดธรรมกาย จะมีพระเปรียญ9 เยอะ เพื่อหาความชอบธรรมให้ตนเอง แต่ไม่รู้จักพระพุทธศาสนา ไม่รู้จักพระไตรปิฎก

ท่านผู้เป็นบัณฑิต

หากธรรมะคือหน้าที่ 

ท่านจะทำหน้าที่เรื่องนี้เช่นไร?

 

ธรรมฐิต

การไม่ศึกษาพระไตรปิฎกใช่ว่าจะเป็นหนทางแห่งความเสื่อม

และการศึกษาท่องจำพระไตรปิฎกก็ใช่ว่าจะเก่งเสมอไป

ป.ธ.๙หาใช่เครื่องวัดปริมาตรว่าฉลาดหรือโง่ขอรับ

ท่านเว่ยหลาง(สังฆะปริณายกองค์ที่หกของจีน)อ่านไม่ออกเขียนไม่เป็นแต่ทำไมทานเข้าใจในความเป็นไปของธรรมชาติได้เล่า

ธรรมฐิตถึงตัวจะบวชเป็นพระแต่ใจก็ยอมรับฟังทุกศาสนาศาสนาในโลกหากว่าเป็นสิ่งที่แท้จริงในกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ

บางอย่างเราก็ไม่ใช่อยู่ในฐานะที่จะแก้ไขในสิ่งที่ปรากฎขึ้น

หากสิ่งที่ปรากฎเป็นของแท้ยังไงมันก็แท้

แต่หากของปลอมแล้ไซร้ก็หลอกได้ไม่นาน

หากเราทำตัวของเราให้เป็นที่พึ่งของตนและคนอื่นได้

โลกก็น่าอยู่ขึ้นเยอะ..

ขอคุณสำหรับการนำเสนอขอรับ..

bungwhite

ท่าน... หากชาวพุทธ

ไม่ศึกษาพระไตรปิฏกแล้วจะให้ศึกษาอะไร

ก็เป็นพุทธแต่ในทะเบียนบ้านแบบปัจจุบัน ให้ธรรมกายหลอกนะซิ

บ้านเมืองเราเลยมีลัทธิแปลกๆ ข้ามชาติมาเฟื่องฟู

...จากเถรวาทก็กลายเป็นอาจาริยวาท 

จากอาจาริยวาทก็เพี้ยนเป็นมหายาน

ต่อไปก็เพี้ยนหนักเป็นตันตระนะสิ

เหตุเพราะไม่ยอมศึกษาพระไตรปิำก มรดกล้ำค่าของมวลมนุษยชาติ

นี่ละเหตุของความเสื่อม...

หากความเห็นท่านตรงแล้ว ค่อยสนทนากันต่อ..

 

ธรรมฐิต

องค์พระสัมมาสอนให้ศึกษาดูใจตัวตนของเราเอง

หากใจเรายังไม่เป็นกลางมองโลกในมุมมองที่เอนเอียงหรือหนักไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งศึกษาพระไตรปิฎกไปก็มีแต่ทิฏฐิแรงกล้ามากขึ้น

ธรรมฐิตอาจจะโง่ปัญญาอาจจะเทียบท่านไม่ได้

จึงต้องศึกษาดูใจตามธรรมชาติต่อไป

ขอบพระคุณที่ทำให้ธรรมฐิตมองเป็นกลางมากขึ้นขอรับ..

bungwhite

ท่านวิสัชณาได้งดงาม

แต่ยังถูกเพียงส่วนหนึ่ง

และไม่ผิดที่พระไทยในยุคนี้จะมีความเห็นที่ค่อนไปทางสัมมาทิฐิเช่นท่าน

ในพุทธกาลนั้น แม้แต่คนที่อ่านหนังสือไม่ออก หรือด้อยการศึกษา ก็สามารถบรรลุธรรมได้

ทั้งนี้เพราะเหตุปัจจัยพร้อม มีพระอาจารย์ดี คอยประกบติด หรือได้รับคำสอนจากพุทธองค์โดยตรง

มาปัจจุบันนี้ จะหาครูบาอาจารย์เช่นนั้นได้ที่ไหน มีน้อยแทบจะนับได้ แถมส่วนมากก็ยังเพี้ยนเป็นอาจาริยวาทอีก

วัดในเมืองไทยนั้นจะมีสุดโต่งสองด้าน คือ

สายวัดป่า ไม่ค่อยศึกษาปริยัติ แต่เน้นปฎิบัติ

สายวัดเมือง ศึกษาปริยัติดี มีประโยค9เยอะ แต่ไม่ปฎิบัติ ย่อหย่อนวินัย

ปฏิเวทเลยไม่ค่อยมีให้เห็น

เมืองไทยนี้อาภัพนัก

หาวัดที่ศึกษาเข้มงวดทังปริยัติ ปฎิบัติได้ยาก มีอยู่เพียงส่วนน้อยเท่านั้น แต่ก็พอเห็นความเคลื่อนไหวที่น่าชื่นใจ

เหตุผลที่กล่าวว่าถูกเพียงกึ่งเดียวก็คือ

พอปฎิบัติโดยไม่รู้แจ้งปริยัติตามอาจาริยวาท

ก็จะหลงทางโดยง่าย ไม่มีแผนที่คอยนำทาง ถ้าเจ้าสำนักดี ก็ดีไป แต่ถ้าเป็นเช่นธรรมกาย ก็จะหลงหัวปักหัวปำ

หากท่านได้อ่าน "ฅนไทยใช่กบเฒ่า" โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)

ท่านจะเข้าใจความเป็นพุทธในเมืองไทยดี

ว่า..หากไม่มีการทำอะไรสักอย่าง เพื่อรักษาความบริสุทธิ์บริบูรณ์ของพระธรรมวินัยไว้เช่นการสังคายนา ฯลฯ เป็นต้น

พระพุทธศาสนาในเมืองไทย จะกลายเป็นมหายานกันหมด

เสื่อมถอยถึงจุดเกินจะฟื้นฟู และจะดึงดูดเอา มุสลิมหรือยักษ์นอกศาสนาเข้ามาทำลายพุทธ เช่น บามิยัน นาลันทา บุโรพุทธโธ เช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีตแล้ว

การค่อยๆเคลื่อนของธรรม กว่า50- 60ปี โดยไม่รู้ตัว ว่าปัจจุบันมันกลายเป็นอธรรมไปแล้วนี้ สถานการณ์ไม่ต่างอะไรกับสมัยศรีลังกา พม่า ตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเท่าใดนัก

ท่านรู้ตื่น ตระหนักรู้ ข้อนี้ เพียงใด

หากธรรมะคือหน้าที่

ท่านตั้งเข็มทิศ การทำหน้าที่ ของท่านไว้ในทิศทางไหน เพียงใด

ผิดพลาดประการใด ขอท่านโปรดงดโทษที่ได้ล่วงเกิน

ขอบพระคุณครับ

ธรรมฐิต

ธรรมฐิตคงยังไม่เก่งพอที่จะวิสัชนาให้ถูกหมดหรอกขอรับ..

รู้ตัวว่ายังมีกิเลสอีกเยอะก็พยายามหาวิธีจัดการกับมันอยู่

นี้ดีนะท่านว่ายังมีส่วนถูกอยู่ส่วนหนึ่ง

ธรรมฐิตเองก็ต้องการที่จะทำสิ่งที่โดยเนื้อแท้ว่าผิดกลับให้มันถูกต้อง

แต่ความสามารถของคนมีเขตจำกัดขอรับ..

ดังนั้นให้ตัวเราอย่าเอาใจไปเป็นอย่างเขาที่เราว่าไม่ดี..

เมื่อเราความสามารถเราไม่สามารถนำสิ่งที่เราคิดว่าไม่ถูกมาเป็นดังใจเราได้..ก็ให้ใจเรารู้เท่าทันกับสิ่งนั้นอย่างนิ่มนวล..

ทุกอย่างมีถูกมีผิดอยู่ในตัวของมันเอง..

ขอขอบคุณที่ชี้แนะขอรับหากท่านมีอะไรดีก็นำเสนอได้ขอรับ

ธรรมฐิตขอน้อมรับด้วยใจจริงขอรับ..

 

 

bungwhite

 

คนไทย ใ?ช่???กบเฒ่า? เถรวาท vs. ลัทธิอาจารย์ 
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

http://www.thawsischool.com/dhamma-book/download/Khon%20Thai%20Chai%20Kob%20Thao.pdf

ขอบคุณครับ

bungwhite

สันโดษสิ่งใดได้ แต่อย่าสันโดษในกุศลธรรม

....อย่าสันโดษในความดี

ท่านสามารถพัฒนาศักยภาพได้มากกว่าที่ท่านคิด

ให้สมกับที่เป็น...ศากยะบุตร

ด้วย..... "ความเพียรอันบริสุทธิ์"

ธรรมฐิต

อ่านไปหลายรอบแล้วขอรับ..

ขอบคุณในความเมตตาจากใจจริง..

blue_star

ตามมาอ่าน ข้อปุจฉา-วิสัชนาที่น่าสนใจ

สนุกดีค่ะ ชอบๆ ได้ความรู้ดี....เหมือนฟังการโต้วาทีเลย

อันที่จริงดาวมีข้อสงสัยเจ้าค่ะ ว่าเปรียญ 9 ประโยค...9 ประโยคที่ว่าคืออะไร เรียนอะไรบ้าง???

พี่นกฝากถามด้วยเจ้าค่ะว่า มหา ต้องจบขั้นไหนคะ หรือว่าต้องบวชกี่ปี?

ปล. ใช้พี่คอมพ์พี่นกอยู่ พี่นกเลยไม่ได้ถามด้วยตนเองเจ้าค่ะ (ท่านอาจารย์อย่าว่าเลยนะเจ้าคะ)

ธรรมฐิต

ไปวิจัยลมหายใจได้พักนึงนึกได้ลืมปิดคอมพ์

กลับมาเลยเปิดหน่อย..เอ้าตั้งใจฟังนะดาวฟ้า(อ่านสินะ)

ประโยคเก้าคือปริญญาบัตรในการเรียนทางธรรมแผนกภาษาบาลี

ก็เท่ากับปริญญาตรีทางโลกแหละศักดิ์และสิทธ์เท่ากันตามพระราชบัญญัติฯ

และในหลวงจะเป็นผู้ประทานให้(แต่เดี๋ยวนี้เจ้าฟ้าชาย)ในอุโบสถวัดพระแก้ว..

จะใช้เวลาเรียนประโยคละปี(อ่อ๑-๒จะเรียนปีเดียว)

แต่ก่อนจะขึ้นประโยคต้องเรียนหลักไวยากรณ์อย่างน้อยปีนึง

ปีนึงจะสอบครั้งหนึ่งถ้าไม่ผ่านปีหน้าก็สอบใหม่..บางรูปกว่าจะจบใช้เวลาเป็นยี่สิบสามสิบปีก็มี  แต่มีสอบได้ประโยคเก้าได้ในแต่ละปีน้อยมากเมื่อก่อนบางปีก็แค่รูปเดียว

หรือบางปีไม่มีเลย แต่สมัยนี้ก็มากขึ้นหน่อยประมาณสามสิบสี่สิบรูป..

หลักสูตรก็จะเป็นภาษาบาลี ให้แปลจากบาลีเป็นไทยแล้วกลับไทยเป็นบาลี

และแฝงไปด้วยข้อคิดธรรมะล้วนๆ ต้องใช้ความเพียรเป็นเลิศเรื่อนะไม่ยากหรอก

แต่เรียนกว่าจะจบมันยากบางท่านสอบแต่ละชั้นเป็นสิบปีก็มีเมื่อไม่ได้ก็ท้อ

ธรรมฐิตสอบเฉพาะประโยคสุดท้ายตั้งสองปีกว่าจะได้..

งั้นฝากบอกละกันว่าพอได้ประโยคสามก็เรียก..มหา..

ได้สิ่งที่ดีๆจากการเรียนเยอะแยะมากมายโดยเฉพาะหลักแห่งการดำเนินชีวิต

(ที่แน่ๆธรรมฐิตยังรู้ว่ายังเขลาอีกเยอะนี่ขนาดจบมาหลายปีแล้วนะ..)

ว่างๆจะมาเล่าใหม่นี้เล่าแบบฉบับย่อก่อนละกัน..ต้องไปวิจัยลมต่อแล้ว..ฝนกำลังเริงระบำอย่างงดงามทีเดียว...

 

blue_star

ขอบพระคุณท่านธรรมฐิตสำหรับข้อวิสัชนาเจ้าค่ะ

ดาวตั้งใจอ่านทีละประโยคและเก็บรายละเอียดไว้ประดับความรู้เพิ่มรอยหยักในสมอง

กำลังติดตามรออ่านตอนต่อไปเจ้าค่ะ (ก็ท่านบอกว่างๆ จะมาเล่าใหม่ซึ่งเป็นแบบฉบับเต็ม)

ปล. ตอนอ่านไม่ได้พนมมือเหมือนตอนฟังเทศน์นะเจ้าคะ

supalak

นมัสการท่นธรรมฐิตค่ะ

มารับความรู้ค่ะ ขอบพระคุณสำหรับความรู้ใหม่ของพี่นก ซึ่งเดิมไม่รู้จะถามใครดี

มาตามอ่านที่นี่ แล้วอดชื่นชมไปถึงท่านบังขาวไม่ได้ว่า ช่างตั้งข้อปุจฉาได้ดีแท้

ท่านผู้วิสัชณาก็สุขุมนิ่มนวล รอบคอบดีแท้ ตอบเท่าที่ตอบได้ตามประสบการณ์แห่งตนและหลักการที่เรียนรู้เฉพาะตน

ผู้ติดตามก็พลอยได้ความรู้และคิดตามไปด้วย

น่าจะเชิญท่านบังขาวมาเขียนบล็อก ปุจฉา-วิสัชณาร่วมกันท่าจะเป็นประโยชน์ดีแท้นะท่าน

..............................................................................................................สาธุ

ธรรมฐิต

PP

มาพร้อมหน้าทั้งประธานและเลขาฯเลยเนาะ...

สงสัยก็ถามอย่าเก็บไว้สิพี่นก

ตอนต่อไปยังไม่ได้ฤกษ์เปิดกล้องก่อนนะดาวฟ้า..

มุมมองของแต่ละคนมองแตกต่างกันไป

บางครั้งเวลาธรรมฐิตเดินทางไปตามที่ต่างๆเจอคำถามที่ตอบยาก

แต่ก็หาวิธีนำเสนอที่เป็นกลางที่สุดซึ่งอาจจะนอกกรอบแต่ใช้หลักของความเป็นจริงเป็นบรรทัดฐาน  เพราะ  ณ  ปัจจุบันเราติดพุทธศาสนาอยู่เพียงแค่พีธีกรรมพิธีการเสียมากกว่า  แต่ยังดีที่ได้เลียบๆเคียงๆอยู่บ้าง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่การนำเสนอว่าสามารถจะสื่อให้เข้ากับสถานการณ์นั้นๆได้ดีเพียงไร

เพราะหนุ่มสาวสมัยนี้(พูดยังงี้ไม่ได้หมายความว่าธรรมฐิตแก่นะ)

อยากจะเรียนรู้ธรรมะมากพอควรแต่เมื่อเข้าผิดมุมผิดเหลี่ยมก็เลยเบื่อ..

มีครั้งหนึ่งไปสิงคโปร์ผู้โดยสารชาวจีนนั่งข้างถามข้อสงสัย  ธรรมฐิตก็ครูพักลักจำกับภาษาจีนอยู่บ้างแต่เขาดันฟังไม่รู้เรื่องเลยเรียกแอร์ฯมาสื่อสารจึงจะเข้าใจได้

คนสนใจนะเยอะมากแต่คนนำเสนอนี่สิยิ่งน้อยลงๆทุกวัน..

(อ้าวพอๆก่อนแล้วนอกเรื่องมากไป)

อ่อแถมอีกนิด..ถ้าได้ประโยคสามขึ้นไปแล้วเขาเรียก..มหา..

แต่ถ้าประพฤติตัวปฏิบัติตนนอกกฏกติกามารยาทแห่งสมณะแล้วไซร้

ก็เปลี่ยน..ตัวหอมานำหน้าทันทีขอรับ...ธรรมฐิตเลยต้องตระหนักรู้อยู่ร่ำไป..

สาธุๆๆ..

blue_star

ตามที่ท่านธรรมฐิตบอกไว้ว่า สงสัยก็ให้ถามอย่าเก็บไว้...เพราะฉะนั้นท่านอาจารย์เตรียมปุจฉาวิสัชนาได้เลยเจ้าค่ะ เพราะดาวเป็นคนช่างสงสัย (เพราะสมองเล็กเท่าเมล็ดถั่วและมีความโง่ล้อมอยู่มาก จึงมักมีคำถามอยู่เสมอตามประสาผู้ไม่รู้)

เอาละ...เดี๋ยวท่านอาจารย์จะหาว่านอกเรื่อง คือดาวสงสัยว่าเวลาที่พระท่านสวดอภิธรรมงานศพเนี่ย แปลว่าอะไรเจ้าคะ? ไปนั่งฟังสวดอภิธรรมทีไรอดสงสัยไม่ได้ทุกที

ธรรมฐิต

Pงานเข้าแล้วสิธรรมฐิต..

สาธุในความสงสัยก่อนขอรับ..

ถ้าให้แปลจริงได้หลายเล่มอยู่นา..

การสวดงานศพเรียกว่าสวดพระอภิธรรม  ๗  คัมภีร์

ซึ่งเนื้อหาสาระเป็นธรรมชั้นปรมัตถ์

เอาเป็นว่าดาวฟ้ากดดูแบบย่อๆได้เลยนะ

http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=6372

คำสวดทุกบทไม่ว่าวานมงคลหรืออวมงคล

ล้วนแต่มีเนื้อหาสาระที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ทุกหน้าที่เลยทีเดียว

แม้เรานั่งฟังพระสวดภาษาบาลีไม่เข้าใจความ

แต่ฟังอย่าตั้งใจเมื่อจิตนิ่งสงบจดจ่อต่อเสียงสวดสติก็มาสมาธิก็เกิด

ไม่คิดฟุ้งซ่านขณะฟังสวดก็นับว่าเป็นคุณงามความดีอย่างหนึ่งได้เช่นกัน..

อ้าวงั้นถามกลับบ้าง..

ที่ไปร่วมงานศพนะไปทำไม?

ไปแล้วได้อะไรกลับมาบ้าง..

ธรรมฐิตเคยทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้ว..

ตอบ...........................

blue_star

วิสัชนาเจ้าค่ะ

คนอื่นเค้าไปทำไมไม่ทราบ...แต่ดาวไปงานศพด้วยเหตุผลสองประการคือ

1. ไปเพื่อร่วมงาน แสดงความเสียใจ ตามประเพณีของสังคมไทย (ก็คนเราอยู่ในสังคมนี่เจ้าค่ะ)

2. ไปเพื่อเตือนสติว่า เราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ สักวันหนึ่งคงถึงคราวของเราบ้าง...ถ้าบางงานศพเป็นญาิติที่รู้จักเค้าก็จะเปิดโลงให้ดูศพ ได้พิจารณาร่างกายสังขารของคนเเรา ตอนที่ยังมีชีวิตก็รักกันดี...พอตายไปเป็นศพไม่เห็นจะมีคนอยากเข้าใกล้(แต่ส่วนมากก็ไม่ค่อยได้ดูหรอกเจ้าค่ะ ที่ดูศพพิจารณาอย่างละเอียดก็ตอนที่ต้องออกไปชันสูตรศพมากกว่า...กรณีนั้นต้องบันทึกทุกบาดแผลร่องรอย)

ส่วนที่ว่าไปแล้วได้อะไรกลับมาบ้างนั้น....ก็ขึ้นกับแต่ละงานด้วยเจ้าค่ะ

ส่วนมากก็จะมีความรู้สึกว่าพิธีงานศพไทยนี่ที่ฟุ้งเฟ้อ สิ้นเปลือง...พวงหรีดดอกไม้ที่นำมาวางมากมาย บางครั้งไม่ได้ตั้งใจมาเคารพศพจริงๆ หากแต่ส่งมาเพราะมารยาททางสังคมหรืออะไรก็ตามแต่ ถ้าพวงหรีดดอกไม้เมืองนอก ราคาแพง ก็แสดงว่าคนใ้ห้มีฐานะดี เหมือนเป็นการอวดฐานะทางสังคมกันอยู่ในที (เคยนั่งนับพวงหรีดงานศพพ่อตัวเอง แล้วคิดมูลค่า...ถ้านำมาทำบุญอย่างอื่นน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า)

ขณะที่พระท่านสวดอภิธรรมก็ได้แต่นั่งฟัง แม้จะฟังไม่ออกแต่จิตก็จดจ่ออยู่กับคำที่พระท่านสวด พอจะบอกได้บ้างว่าบางบทท่านสวดไม่เหมือนกัน งานศพพ่อพี่นกไปเกือบทุกวันพระท่านสวดไม่เหมือนกันเลย ทำให้อยากรู้คำแปลว่าท่านสวดอะไรกัน น่าจะมีการสวดคำแปลด้วย เพราะคนที่ตายก็ไม่แน่ว่าจะได้ฟังหรือฟังภาษาบาลีรู้เรื่อง สวดให้คนเป็นที่มาร่วมงานพิจารณาน่าจะดีกว่า (เรื่องข้อสงสัยนี้เก็บมาตั้งแต่ตอนอยู่ชั้นประถมแล้วเจ้าค่ะ แต่่ไม่รู้จะถามใครดี ไม่ค่อยได้เข้าวัดสนทนาธรรมกับพระ ถามผู้เฒ่าผู้แก่ก็ไม่มีใครตอบได้)

หลังสวดอภิธรรมมักจะมีการเลี้ยงอาหารแขกที่มาร่วมงาน บางครั้งมีการเลี้ยงสุราด้วย...ตอนงานศพของคุณพ่อ (ตอนนั้นเรียนอยู่ ม.5) ดาวบอกคุณแม่ว่าไม่ให้มีเหล้าในงาน ถ้าใครจะดื่มก็หามาเอง เพราะงานศพไม่ใช่งานฉลอง...แล้วก็ดาวไม่สนับสนุนให้คนดื่มสุราอยู่แล้วด้วย แม่เล่าให้ฟังว่ามีคนพูดว่าแม่ตระหนี่ถี่เหนียว เพราะไม่เลี้ยงเหล้า...ทำให้แม่เก็บมาคิด ตอนนั้นบอกคุณแม่ไปว่า่ ไม่ต้องเก็บมาคิดให้ทุกข์ใจหรอก เดี๋ยวเค้าก็ลืมๆ ไป ใครจะว่าอะไรก็ช่าง เรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ก็พอ

ยังมีข้อละเอียดปลีกย่อยอีกมากเกี่ยวกับพิธีกรรมงานศพที่ดาวคิดว่าไม่เห็นด้วย เคยไปงานศพคนไข้รายหนึ่งกับพี่นก ไม่ได้รู้จักเค้าเป็นการส่วนตัวหรอกค่ะแต่เค้าเป็นคนไข้ที่ดาวเคยรักษา ครอบครัวเค้ายากจนมากแล้วเค้าคนเดียวที่เป็นเสาหลักของครอบครัว พอขาดเสาหลักไปครอบครัวก็ขาดที่พึ่ง...เลยอยากไปช่วยงานศพเค้าเผื่อว่าเงินเล็กๆ น้อยๆ ของเราจะพอช่วยครอบครัวเค้าได้บ้าง งานศพที่จัดก็เป็นงานเล็กๆ แทบจะไม่มีคนมา มีดอกไม้ประดับเล็กน้อย ไม่มีพวงหรีด เพราะผู้ตายไม่ใช่ผู้มีหน้ามีตาในสังคม...แต่ในความรู้สึกดาวกลับรู้สึกว่ามันเรียบง่ายดี เพราะเรามาเราก็ไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา...จะตายก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ จะทำให้มันยุ่งยากไปทำไมก็ไม่รู้

โอย...ชักจะยาวแล้ว ถ้านึกอะไรได้อีกจะมาตอบเพิ่มนะคะ อ้อ เคยคิดไว้ว่าจะเขียนพินัยกรรมพิธีงานศพตัวเองไว้ด้วยว่าจะจัดอะไรอย่างไร...(แค่คิดนะคะ ขืนเขียนจริงๆ เดี๋ยวคุณแม่ได้ดุเอา)

แล้วที่ท่านธรรมฐิตเคยทำวิจัยมา ผลการวิจัยเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?

Pคำวิสัชนามีสาระใช้ได้..

แต่ไปเพื่อแสดงความเสียใจนี่สิน่าคิด(คิดๆๆๆๆๆ)

ที่ธรรมฐิตเคยทำวิจัยมาสองสามครั้ง

เก้าสิบห้าเปอร์เซ็นยังไปงานศพแค่ร่วมพิธีตามปกติไม่ได้แก่นสาระที่ควรจะได้..

สำหรับธรรมฐิตเรื่องสรีระหลังลมหยุดคงไม่ต้องทำไรมากแล้ว

เพราะบริจาคให้โรงพยาบาลแล้วดวงตาก็ให้สภากาชาดตั้งแต่บวชใหม่ๆแล้ว..

พิธีเกี่ยวกับงานศพแฝงไปด้วยปริศนาธรรมที่ลุ่มลึกน่าศึกษามากมาย..

ไปงานศพทั้งทีต้องเอา..ธรรมะจากผี..ของดีจากพระ...มาให้ได้นะดาวฟ้า...

สาธุ...

blue_star

แสดงความเสียใจตามมารยาทประเพณีไทยเจ้าค่ะ....จะให้บอกว่าไปแสดงความยินดีที่ญาติเค้าตาย เดี๋ยวโดนเจ้าภาพรุมทำร้ายร่างกายด้วยอวัยวะเบื้องต่ำก่อนฟังสวดอภิธรรมจบเจ้าค่ะ

จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เสียใจอะไรมากมาย ขนาดคุณพ่อเสียชีวิตก็ยังคิดว่า จะไปเร็วไปช้า สักวันก็ต้องไปอยู่ดี เราไม่ได้ติดค้างอะไรท่านไว้ ไม่ได้ทำอะไรให้ท่านต้องมาเสียใจกังวล ขณะที่ท่านมีชีวิตก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ของลูกที่ดีเท่าที่จะทำได้แล้ว...เพราะฉะนั้นจึงไม่เสียใจเจ้าค่ะ

"พิธีเกี่ยวกับงานศพแฝงไปด้วยปริศนาธรรมที่ลุ่มลึกน่าศึกษามากมาย...." เช่น อะไรบ้างเจ้าคะ? แล้้วพระที่ไปงานศพท่านคิดยังไง...ได้อะไรกลับมาบ้างเจ้าคะ?

 

 

ธรรมฐิต

Pสาธุก่อนละกันดาวฟ้า

ธรรมฐิตเคยให้โยมตระหนักว่าไปเพื่อ

ได้แสดงความเป็นญาติธรรม

ได้หมั่นเรียนรู้เรื่องศาสนา(ที่แฝงอยู่)

ได้รักษาประเพณี

แล้วก็แสดงน้ำใจไมตรีต่อท่านเจ้าภาพ..(ดาวเฟ้าตระหนักรู้ได้นะไม่สงวนลิขสิทธิ์)

"พิธีเกี่ยวกับงานศพแฝงไปด้วยปริศนาธรรมที่ลุ่มลึกน่าศึกษามากมาย...." เช่น อะไรบ้างเจ้าคะ?

ปริศนาที่แฝงอยู่มากมายแบบสัจจธรรมอย่างดีเยี่ยม

ตอนพิธีอาบน้ำศพ ถ้าเป็นแบบบ้านๆจะเห็นได้ชัดมาก

ในเมืองไม่ค่อยมีพิธีมากมาย  เช่นทำไมต้องเอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ

หรือทำไมต้องมักตราสัง ที่คอ  มือ  เท้า  เขาคงไม่มัดเพราะกลัวศพหนีหรอกนะ  น่าคิด

หรือทำไมต้องนำอาหารวางไว้หน้าโลงศพเป็นต้น (ถ้าอธิบายเรื่องยาวอีกแน่ ให้คิดก่อน)

แล้้วพระที่ไปงานศพท่านคิดยังไง...ได้อะไรกลับมาบ้างเจ้าคะ?

ข้อนี้สำหรับพระรูปอื่นธรรมฐิตไม่รู้ว่าท่านคิดยังไง  ได้ไรบ้าง(เพราะธรรมฐิตยังเขลาอยู่)

ก็ตอบความคิดให้ตัวธรรมฐิตเองละกันว่า

ได้เห็นดีชั่วของผู้ตาย  ได้เห็นใจเจ้าภาพ  และได้ซึมซาบในสัจจธรรม

ความตายเปรียบดัง

เป็นเทวทูตของชีวิต   เป็นลิขิตจากศาลฎีกา  เป็นมหาโจรผู้ลือชา

เป็นหัวหน้าเพชฌฆาต   เป็นสมบัติของทุกรูปนาม  และเป็นสถานีท้ายสุดแห่งชีวิต

...ตอบยาวไปแล้วพอก่อนก็แล้วกัน  ค่อยกลับมาบ่นใหม่

สาธุๆๆ

 

 

blue_star

"ได้เห็นดีชั่วของผู้ตาย ...."

ดาวไม่ค่อยจะได้เห็นความชั่วของผู้ตายจากงานศพเลยเจ้าค่ะ ไม่ว่างานศพใครเห็นจะมีแต่ความดีเรื่องดีๆ ให้คนเป็นได้อาลัยรัก ทุกคนที่ตายมีเรื่องให้สรรเสริญมากมาย เท่าที่จะขุดออกมาพูดได้ บางคนดีจนไม่แน่ใจว่าเป็นผู้ตายที่เรารู้จักหรือเปล่า...ไม่เห็นเค้าจะพูดถึงความชั่วผู้ตายเลย

อ่อ พี่นกฝากบอกว่านอกจากสาระดังกล่าวมาแล้ว พี่นกได้ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งวิญญาณและช่วยคลายความทุกข์ของเหล่าญาติด้วยเจ้าค่ะ นอกจากนี้สิ่งที่ได้จากงานศพก็ได้แก่ ยาดม ยาหม่อง พัด หนังสือสวดมนต์ ฯลฯ เจ้าค่ะ

ดาวไม่ค่อยจะได้เห็นความชั่วของผู้ตายจากงานศพเลยเจ้าค่ะ..

ก็หมายความว่ายังเห็นอยู่บ้างใช่ใหม

การเห็นในที่นี้คือเห็นที่เราสัมผัสด้วยใจ

ถ้าไม่มีชั่วดีก็ไม่สามารถมีขึ้นมาได้ว่าใหม(รึดาวฟ้าว่าไง)

ฝากสาธุพี่นกด้วยละกัน 

ยาหอม  ยาดม  ยาหม่อง  เหล่านี้นี่นะเป็นธรรมะล้วนๆแหละดาวฟ้า(คิดๆๆๆๆ)

สาธุ

blue_star

โอย...คิดจนปวดหัวแล้วเจ้าค่ะ

รู้สึกช่วงนี้ท่านธรรมฐิตมีการบ้านให้คิดเยอะ ทำให้สมองน้อยๆ เท่าเมล็ดถั่วของดาวกำลังเริ่มพองบวม...

แล้วที่เค้าเอาอาหารวางไว้หน้าโลงศพ กับใช้น้ำมะพร้าวล้างหน้าศพล่ะเจ้าคะ? ทำไปเพื่ออะไร?

เรื่องบทสวดอภิธรรม อ่านคำแปลแล้วก็ยังงงๆ ค่ะ เอาบทพระสังคิณีก่อนนะเจ้าคะ...ธรรมที่เป็นกุศลและธรรมที่เป็นอกุศลเนี่ย นึกออกเจ้าค่ะแต่ว่าธรรมที่เป็นอัพยากฤตคืออะไร?

"....ธรรมเหล่าไหนเป็นกุศลในสมัยใด กามาวจรกุศลจิตที่สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุคด้วยญาณเกิดขึ้นปรารภอารมณ์ใดๆ จะเป็นรุปารมณ์ก็ดี คันธารมณ์ก็ดี รสารมณ์ก็ดี โผฏฐัพพารมณ์ก็ดี สัททารมณ์ก็ดี ธรรมารมณ์ก็ดี ในสมัยนั้น ผัสสะ ความฟุ้งซ่านย่อมมี อีกอย่างหนึ่งในสมัยนั้น ธรรมเหล่าใดแม้อื่น มีอยู่ เป็นธรรมที่ไม่มีรูป อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล...." อ่านแล้วไม่เข้าใจเจ้า... ขอความกรุณาพระคุณเจ้าช่วยอธิบายด้วยเจ้าค่ะ

ธรรมฐิต

Pลืมตอบไปเลยจะทยอยตอบให้นะดาวฟ้า

อัพยากฤต  คือกลางๆไม่ดีไม่ชั่ว

ข้างล่างเขาคงแปลแบบใช้ภาษาธรรมมากเกินไปยังเป็นตัวบาลีอยู่

เพื่อให้สละสลวย  แต่ละศัพท์ก็สามารถอธิบายขยายความได้อีกมากมาย

แต่ความหมายลึกซึ้งพอดู 

และเป็นเรื่องของจิตล้วนๆ  เดี๋ยวธรรมฐิตจะหาหนังสือที่อธิบายแบบละเอียดให้อ่าน

เพราะธรรมฐิตเองก็ยังเข้าไม่ถึงจิตมากนักเพียงแต่รู้ความหมายของพยัญชนะเท่านั้น

อภิธรรมเป็นธรรมขั้นปรมัตถ์  ต้องอ่านทีละนิดอ่านมากปวดหัว

ธรรมฐิตใช้เวลาเรียนอยู่สองปีก็พอดู 

เพียงแค่รู้แล้วมาปฏิบัติตามแบบฉบับของเราที่ถนัด

แต่บางครั้งเราไปติดในตัวความหมายของศัพท์เลยปฏิบัติไม่ค่อยเดิน

ว่างๆจะค้นมาให้อ่านนะขอรับ..

 

 

blue_star

กราบขอบพระคุณงามๆ สามครั้งเจ้าค่ะ

เห็นด้วยว่าอ่านมากแล้วปวดหัว ต้องค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ พิจารณา...เพราะขนาดดาวอ่านแค่นิดเดียว ยังรู้สึกว่าสมองบวมเลยเจ้าค่ะ

ถ้าเปรียบพระอภิธรรมกับยา...ก็คงเป็นยาขมมีฤทธิ์แรงที่ต้องค่อยๆ จิบ กินมากไปอาจจะอาเจียนออกมาได้

อ้อ...ขอบพระคุณล่วงหน้าสำหรับธรรมทานเจ้าค่ะ

ดาวจะตั้งหน้าตั้งตารออ่านนะเจ้าคะ

ธรรมฐิต

Pธรรมฐิตทำตัวให้ว่างก่อนแล้วจะส่งไปให้..

ของดีต้องอดใจรอก่อน..

blue_star

นมัสการเจ้าค่ะ

ทราบว่าท่านธรรมฐิตมีกิจธุระเยอะเพราะช่วงนี้ออกพรรษาแล้ว งานบุญจะเยอะมาก (ดาวได้ซองมาหลายซองแล้วเจ้าค่ะ)...อย่าลืมดูแลรูปนามด้วยนะเจ้าคะ รูปนามท่านไม่ปรกติ ญาติโยมเค้าจะเป็นกังวลเอาได้ว่าเหตุมาจากงานบุญ

อ้อ...เมื่อวานไปวัดมาเจ้าค่ะ ไปนั่งในโบสถ์แล้วมีรูปพุทธประวัติ ดาวนั่งๆดูก็เกิดสงสัยขึ้นมาอีกเจ้าค่ะว่า ทำไมพระอรหันต์ พระภิกษุมีแต่หัวโล้น แต่พระพุทธเจ้าท่านมีจุกล่ะเจ้าคะ? คนที่วาดภาพพระพุทธองค์ให้เป็นเช่นนั้นเค้าต้องการสื่อถึงอะไรเจ้าคะ?

Pประการแรกเพื่อให้รู้ว่าถ้ามียอดแหลมคือพระพุทธเจ้า

และเป็นปริศนาธรรมว่าพระองค์มีปัญญาแหลมคมไม่มีใครเสมอเหมือนพระองค์ได้..

ดาวฟ้าช่างสังเกตุนิ

เมล็ดถั่วเริ่มงอกงามขึ้นเพราะการตั้งข้อสงสัยแล้วพยายามทำลายความสงสัยนั้นๆๆให้ได้..

blue_star

กราบขอบพระคุณสำหรับข้อวิสัชนาเจ้าค่ะ...

มีข้อสงสัยประการใด จะนำมาถามท่านอาจารย์อีกนะเจ้าคะ...(ตามประสาคนช่างสงสัยน่ะเจ้าค่ะ)

blue_star

ท่านธรรมฐิตยังวิสัชนาเรื่องการสาธุครั้งเดียวกับสาธุสามครั้งไม่ชัดแจ้งเจ้าค่ะ เลยตามมาตามต่อเพราะยังไม่หมดข้อสงสัย

บอกแต่ว่า "เรื่องนี้คงยาวแน่ถ้าเล่าแต่มีที่มาที่ไปตามวิถีของชาวอินเดียตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่...."

แล้วก็ยังเรื่อง....ทุติยัมปิ ตติยัมปิ ที่ท่านมาเพิ่มความสงสัยให้ดาวอีก...

สรุปว่ามีความเป็นมาอย่างไรเจ้าคะ?

ธรรมฐิต

Pอ้าวเจ้าหนี้มาทวงหนี้แต่เช้าเลย..นึกว่าลืมแล้ว

งั้นอดใจรอให้ความสงสัยสุกงอมก่อนเนาะดาวฟ้า...

 

blue_star

ท่านธรรมฐิตอย่าให้รอคำวิสัชนาจนข้ามปีนะเจ้าคะ...

ดาวยังไม่ลืมหรอกนะ เพราะความสงสัยยังมีอยู่....ท่านธรรมฐิตมีเวลาว่างค่อยมาวิสัชนาก็ได้เจ้าค่ะ เพราะเห็นบอกว่าเรื่องยาว

ไม่ได้ตามมาทวงหนี้นะเจ้าคะ...แต่กลัวว่าท่านอาจารย์จะลืมตอบ 555

ธรรมฐิต

Pดาวฟ้าไม่ได้บอกว่า..สีดำ..แต่บอกว่าสีเหมือนถ่าน..

ก็ไม่มีไรมากหรอกดาวฟ้าธรรมฐิตแค่ทำให้สงสัยเล่นๆจะได้ประเทืองปัญญา

(รึเอามะพร้าวมาขายสวนอีกแล้วนี่)

เราจะสาธุก๊ครั้งก็ได้แหละที่สำคัญถามใจดูว่าสาธุด้วยรึเปล่า

มโนปุพฺพงฺคมา   ธมฺมา                  มโนเสฏฺา มโนมยา,

มนสา เจ ปทุฏฺเน                         ภาสติ วา กโรติ วา,

ตโต    น    ทุกฺขมเนฺวติ                จกฺกว   วหโต   ปทนฺติ.

                "ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นผู้นำ  มีใจเป็นใหญ่

                สมปรารถนาด้วยใจ  ถ้าใครมีใจร้ายแล้ว  พูดอยู่ก็ดี

                ทำอยู่ก็ดี  ทุกข์ย่อมติดตามเขาด้วยเหตุนั้น 

                ดุจล้ออันหมุนไปตามรอยเท้าโคซึ่งนำแอกไปอยู่ฉะนั้น,"

ที่บอกว่าทุติยัมปิ  ตติยัมปิ  นั้น  แปลว่า  แม้ครั้งที่สอง..ที่สาม

ก็ยังยืนยันคำเดิมว่าจะกระทำตามที่พูดนี้แหละ

เลยต้องกล่าวย้ำเพื่อความหนักแน่น

และอีกอย่างครั้งแรกอาจกล่าวผิดพลาดเลยกล่าวย้ำใหม่อีกสองครั้ง

ก็เท่านี้แหละไม่มีอะไรมากหรอกดาวฟ้า

..ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่กายและวาจาประพฤตินะ..ต้องให้ใจตัดสิน..

ว่าจะเอาด้วยหรือเปล่า...

ปลดหนี้แล้วนะ..หาข้อสงสัยใหม่ต่อไปนะขอรับ..

blue_star

กราบขอบพระคุณท่านธรรมฐิตมากๆเจ้าค่ะที่ช่วยไขข้อสงสัยให้กระจ่าง....

ท่านอาจารย์พูดยังกะดาวตามมาทวงนี้ ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้นะเจ้าคะ

เป็นลูกศิษย์ที่มาขอความเมตตา ให้อ่านอาจารย์ช่วยวิสัชนาเพิ่มความรู้ความเข้าใจ นำแสงสว่างแห่งปัญญามาให้ตะหากเจ้าค่ะ

เพราะความเขลามีมาก จึงมีคำถามมากเจ้าค่ะ

กราบเบญจางคประดิษฐ์งามๆ เจ้าค่ะ

ธรรมฐิต

Pธรรมฐิตก็เอื้อนเอ่ยไปอย่างนั้นแหละ

กลับกันแต่ละคำถามของทุกความคิดเป็นยาขนาดเอก

ที่ช่วยกระทุ้งความเขลาให้ธรรมฐิตด้วยซ้ำ 

ตอนที่เรียนอยู่วันไหนที่ธรรมฐิตไม่สงสัยหากยากมากแหละดาวฟ้า..

สงสัยก็ถามหากตอบได้ก็ตอบ

หากไม่รู้จะค้นคว้าสอบถามผู้รู้ให้เนาะ..

สาธุๆๆ