กจ.2 สรุปเครื่องมือทางการบริหารจัดการ(11/08/52)

กจ.2 สรุปเครื่องมือทางบริหารจัดการ1 ที่เพื่อนๆนำเสนอเมื่อวันที่ (11/08/52) 1. Activity-Based Management 2. Balanced Scorecard 3. Key Performance Indicators 4. Re-Engineering 5. Knowledge Management 6. Six Sigma 7. Benchmarking
คำตอบ
not yet answered

Tools Management

1.Activity-Based Management

(AMB) คือ เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจในการปฏิบัติการ บนสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ

ตัวอย่าง

- การวิเคราะห์ตัวผลักดันต้นทุน

- สนับสนุนต่อการตัดสินใจ

- การวิเคราะห์กิจกรรม (Activity Analysis)

- และการวัดผลการปฏิบัติการ

ประโยชน์ของ ABM

1.จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการปฏิบัติงานตามกิจกรรมต่างๆ ได้ดี

2.ทำให้สามารถใช้ต้นทุนในการวางแผนพัฒนา กำหนดกลยุทธ์ของกิจการ และพัฒนากิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

3.ทำให้สามารถรู้เป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง ที่เป็นผลจากการวิเคราะห์ ในด้านต่าง ๆ ได้

4.สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทั้งด้านราคา และคุณภาพของสินค้า

5.ช่วยด้านระบบต้นทุนกิจกรรมมิได้มุ่งเน้นที่จะลดต้นทุนอย่างเดียว แต่จะมีการปรับปรุง และทบทวนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศของธุรกิจ

ตัวอย่างการนำ ABMไปใช้ ซึ่งเหมาะสำหรับธุรกิจค้าปลีก

ABM เป็นกลยุทธ์เชิงรุก และการตัดสินใจในการปฏิบัติการ บนฐานสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ สำหรับธุรกิจค้าปลีก ABM จะ ช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถประเมินค่าใช้จ่ายการออกใบเสร็จ ค่าใช้จ่ายของการจัดวางสินค้าค่าใช้จ่ายคลังสินค้า

--------------------------------------------------------

2.Balanced Scorecard

คือระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคนเป็นการจัดหาแนวทางแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงาน โดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นของกระบวนการทำงานภายในองค์กร

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้BSC

- ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน

- ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารทุกระดับ

- ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร

- ช่วยให้มีการจัดแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับแต่ละกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม

- เป็นการรวมแผนกลยุทธ์ของทุกหน่วยงานเข้ามาไว้ด้วยกัน ด้วยแผนธุรกิจขององค์กร ทำให้แผนกลยุทธ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน

- สามารถวัดผลได้ทั้งลักษณะเป็นทีมและตัวบุคคล

--------------------------------------------------------

3.Key Performance Indicators

(KPI) คือเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพประสิทธิผลในการปฏิบัติงานขององค์กร

ขั้นตอนการสร้าง KPI

-กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ

-ที่สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์กำหนดปัจจัยสู่ความสำเร็จ

-กำหนดตัวชี้วัดที่สามารถบ่งชี้ความสำเร็จ/ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์

-กลั่นกรองดัชนีชี้วัดเพื่อหาดัชนีชี้วัดหลัก จัดลำดับและกำหนดน้ำหนักความสำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

-กระจายดัชนีชี้วัดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

-จัดทำ KPI Dictionary โดยระบุรายละเอียดที่สำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

ลักษณะของ KPI ที่ดี

-สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์ขององค์กร

-ควรแสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร

-ซึ่งดัชนีชี้วัดที่มีความสำคัญต่อองค์กรและหน่วยงานมี 2 ลักษณะ คือ ดัชนีชี้วัดที่แสดงผลการดำเนินงานและดัชนีชี้วัดกิจกรรม

-ประกอบด้วยดัชนีชี้วัดที่เป็นเหตุและดัชนีชี้วัดที่เป็นผล

--------------------------------------------------------4.Re-Engineering

คือ การ ปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงาน ทั้งระบบภาษาชาวบ้าน คือ โล๊ะ เป็นการ ปรับเปลี่ยน โครงสร้าง ขององค์กร บริษัททั้งระบบ จุดไหนที่ก่อให้เกิน ความล่าช้า เช่น คนงาน พนักงาน ผู้บริหาร ไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะทำการ เปลี่ยนแปลงทั้งระบบ (ไม่ใช่การปรับปรุง) เป็นการเปลี่ยนใหญ่

หัวใจสำคัญของการ Re-engineering อยู่ที่กระบวนการ

ลักษณะสำคัญหรือจุดเน้นของการรื้อปรับระบบ หรือ การทำรีเอ็นจิเนียริ่งอยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนที่แนวคิดพื้นฐาน สมมุติฐาน หรือหลักเกณฑ์เดิม การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน และการมุ่งสู่ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่หรือผลลัพธ์อันใหญ่หลวง

ขั้นตอนการรื้อปรับระบบมี 4 ขั้นตอน

1. การคิดค้นทบทวนใหม่ (Rethink)

2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign)

3. การเสริมเทคโนโลยี(Retool)

4. การฝึกอบรมบุคลากร (Retrain)

ประโยชน์ของ Reengineering

1. เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพด้านผลผลิตของพนักงานและเพิ่มผลกำไรให้แก่องค์กร

2. เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้วิธีการ ทักษะ และเทคโนโลยีที่ล้าสมัยให้การปฏิบัติงานของทุกระดับในองค์กร

3. เพื่อพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้ก้าวหน้าไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นตามขีดศักยภาพสูงสุดที่มีอยู่ตลอดจนให้มีทัศนคติที่เอื้ออำนวยต่อการไปปฏิบัติงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่าเดิม

การนำเครื่องมือมาใช้ (Reengineering)ของบริษัท IBM

- การจัดให้มี The Customer Action Council ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการจัดการกับปัญหา วิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา และคอยติดตามว่าบริษัททำอะไรและอย่างไรกับลูกค้า

- การให้ความสนใจการร้องทุกข์ของลูกค้า โดยเปิดรับเรื่องราวร้องทุกข์ของลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง และมีแผนปฏิบัติงานชั่วคราวที่จะตกลงกับลูกค้าภายใน 7วัน และภายใน 30 วัน เรื่อง ร้องทุกข์ของลูกค้าต้องจบลง

- การมี a customer advisory council เพื่อให้สมาชิกหรือลูกค้าแสดงความคิดเห็นของตนออกมา

--------------------------------------------------------

5.Knowledge Management

การจัดการความรู้(KM)หมายถึง กระบวนการอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูล สารสนเทศ ความคิด การกระทำ ตลอดจนประสบการณ์ของบุคคลเพื่อสร้างเป็นความรู้หรือนวัตกรรม และจัดเก็บในลักษณะของแหล่งข้อมูลที่บุคคลสามารถเข้าถึงได้โดยอาศัยช่องทางต่าง ๆ ที่องค์การจัดเตรียมไว้ เพื่อนำความรู้ที่มีอยู่ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ซึ่งก่อให้เกิดการแบ่งปันความรู้ที่มีอยู่จะแพร่กระจายและไหลเวียนทั่วทั้งองค์กรอย่างสมดุล

เหตุผลของการนำ KM มาใช้

1. การเปลี่ยนแปลงเทคนิคในการบริหารงาน

2. การเปลี่ยนแปลงด้านราคา

3. ลดความผิดพลาดในการแข่งขันด้านการตลาด

4. สร้างวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด

5. การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ

เครื่องมือที่ใช้ในการทำ KM

ระบบสารสนเทศ ประกอบด้วย

1. ระบบสำนักงานอัตโนมัติ

2. ระบบสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้

3. ระบบสนับสนุนการทำงานกลุ่ม

4. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

ประโยชน์ของ KM

1.เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

2.ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา

3.เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์

4.ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว

การนำ KM มาใช้ในบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)

ในเรื่อง KM ปูนซิเมนต์ไทยให้ความสำคัญใน 3 องค์ประกอบใหญ่ (3P)

1.People เป็นการพูดถึงการพัฒนาคน

2.Process กล่าวถึงกระบวนการที่ต้องมองตั้งแต่การค้นหา ช่องว่าง ในองค์กร ต้องรู้ว่าความรู้ที่บริษัทต้องการนั้นมีความรู้อะไรบ้าง เมื่อทราบแล้วก็จะได้วางแผนต่อว่าความรู้ที่ต้องการไปหาจากที่ใครที่ไหนได้บ้าง

3.Platform ความรู้ที่พัฒนาได้จะเป็นนโยบายที่ชัดเจน

--------------------------------------------------------

6.Six Sigma

Six sigma เป็นการบริหารที่เกิดขึ้นปี พ.ศ. 2533 โดยกลุ่มวิศวกรของบริษัท Motorola นำมาใช้กับการออกแบบผลิตภัณฑ์ของบริษัทจนประสบความสำเร็จอย่างสูง six sigma เป็นการบริหารที่มุ่งเน้นในการลดความผิดพลาด ลดความสูญเปล่า และลดการแก้ไขตัวชิ้นงาน และสอนให้พนักงานรู้แนวทางในการทำธุรกิจอย่างมีหลักการ

หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six sigma

การบรรลุกลยุทธ์ที่สำคัญของ six sigma ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอน 4 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย

-Measure ในขั้นนี้เป็นการขั้นตอนการวัด วัดว่าองค์การอยู่ที่ใด

-Analyze เป็นการวิเคราะห์ว่าปัญหาต่าง ๆ เริ่มมาจากที่ใด

-Improve การแก้ไขกระบวนการ ในขั้นนี้จะระบุลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ต้องปรับปรุง

-Control การควบคุม ในขั้นนี้ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อช่วยกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อเป็นตัวควบคุมตัวแปรที่สำคัญ

ขั้นตอนหรือกระบวนการในการนำไปใช้ของเครื่องมือ

วิธีของ Six Sigma ขึ้นอยู่กับการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาทางที่ง่ายในการปรับปรุงกระบวนการทุกขั้นตอนเพื่อที่จะได้ผลิตที่คุณภาพสูง จุดมุ่งหมายในการปรับปรุงคุณภาพโดยใช้ Six Sigma คือ ความพยายามที่จะลดความคลาดเคลื่อนและการเปลี่ยนแปลงแบบหลากหลาย (Variability) ในกระบวนการ ซึ่งจะมีวิธีการอยู่ 5

ขั้นตอน คือ DMAIC ( ดี -เม-อิก) ดังนี้

1.กำหนดปัญหา (Define)

2.การวัด (Measure) การวัดประสิทธิภาพ

3.การวิเคราะห์ (Analyze)

4.การปรับปรุง (Improve)

5.การควบคุม (Control)

ประโยชน์ ข้อดีของการนำ Six Sigma

1.สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกลยุทธ์ใหม่ให้ธุรกิจ

2.สามารถลดความสูญเสียโอกาสอย่างมีระบบและรวดเร็ว

3.พัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีศักยภาพสูงขึ้นตอบสนองต่อกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว และปรับองค์การให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)

การนำเครื่องมือมาใช้กับองค์กร

บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำหลักการนี้มาใช้จนประสบความสำเร็จและได้รับรางวัลต่างๆ อาทิ เช่น Six Sigma Operating Excellence 2 ปีซ้อน, Six Sigma Best Practice เป็นต้น

--------------------------------------------------------

7. Benchmarking

คือวิธีการในการวัดและเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ บริการ และวิธีการปฏิบัติกับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า เพื่อนำผลการเปรียบเทียบมาใช้ในการปรับปรุงองค์กรของตนเพื่อมุ่งความเป็นเลิศทางธุรกิจ

ขั้นตอนในการจัดทำ Benchmarking

-การกำหนดหัวข้อที่จะทำ Benchmark

-การสร้างทีมงาน

-ระบุผู้ร่วมทำ Benchmark

-การเก็บรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล

-การปฏิบัติการ

กระบวนการของ Benchmarking

-การวางแผน

-การวิเคราะห์

-การรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการกำหนดกลุ่ม เป้าหมายและกลยุทธ์ไว้ในขั้นวางแผน

-การลงมือปฏิบัติ

-ขั้นเสร็จสมบูรณ์

ประโยชน์ของการทำ Benchmarking

1.การ Benchmark ทำให้ธุรกิจรู้จักตนเองจากการวัดผลการดำเนินงาน เปรียบเทียบกับองค์กรอื่นที่มีการดำเนินงานที่ดี (ที่สุด)

2.การ Benchmark เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมที่สามารถวัดและตรวจสอบได้ มิใช่แค่เพียงนึกหรือคิดเอาเองเท่านั้น

3.การ Benchmark เป็นการสั่งสมความรู้ ทักษะ และ ประสบการณ์ที่จะเป็น

ประโยชน์ ในการแก้ปัญหาขององค์กรในอนาคต

4.การ Benchmark ไม่ใช่เทคนิคการปฏิบัติการเพื่อสร้างคุณภาพประสิทธิภาพและผลิตภาพในการผลิตและบริการเท่านั้นแต่จะเป็นเครื่องมือในระดับกลยุทธ์ที่จะพัฒนาศักยภาพ แสดงความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

กระบวนการทำ Benchmarking

ระยะที่ 1 การวางแผน

ระยะที่ 2 การวิเคราะห์

ระยะที่ 3 การบูรณาการ

ระยะที่ 4 การปฏิบัติ

ระยะที่ 5 การเติบโตเต็มที่

การนำเครื่องมือไปใช้กับองค์กร

องค์กรที่นำเอา Benchmarking มาใช้เป็นองค์กรแรกคือ Xerox Corporation ประเทศสหรัฐอเมริกา

ประโยชน์การทำ Benchmarking ของบริษัท

ขณะนั้นประสบปัญหาการตลาดอย่างรุนแรง ไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องถ่ายXerox จึงต้องค้นหาเครื่องมือเพื่อการปรับปรุงองค์กร และ Benchmarking คือเครื่องมือหลักที่ Xerox เลือกใช้ท้ายที่สุดทำให้ Xerox สามารถกลับมาเป็นผู้นำทางการตลาดได้อีกครั้งในเวลาที่รวดเร็ว

--------------------------------------------------------

เครื่องมือทางการบริหารจัดการ

1.Balanced Scorecard ระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร

เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน โดยใช้วัดและประเมินผลใน 4 ด้านหลัก คือ

1 มุมมองด้านการเงิน 2 มุมมองด้านลูกค้า 3 มุมมองด้านการดำเนินการภายใน4 มุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ

องค์กรในประเทศไทยนำเอา BSC มาใช้ด้วยวัตถุประสงค์ 2 ประการ

1. เป็นเครื่องมือในการประเมินผลระดับต่างๆ

2. เป็นเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างแผนกลยุทธ์กับแผนปฏิบัติการ

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้BSC

- ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน

- ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารระดับสูง

- ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร

- มีการแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆได้อย่างเหมาะสม

- เป็นการรวมแผนกลยุทธ์ไว้ด้วยกัน ทำให้แผนกลยุทธ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน

- สามารถวัดผลได้

--------------------------------------------------------

2. Key Performance Indicators

คือเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณ

ขั้นตอนการสร้าง KPI

•กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ

กำหนดตัวชี้วัดที่บ่งชี้ความสำเร็จ

•จัดลำดับและกำหนดน้ำหนักความสำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

•กระจายดัชนีชี้วัดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

•จัดทำ KPI Dictionary โดยระบุรายละเอียดที่สำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

BSC และ KPI แตกต่างกันอย่างไร

BSC ก็คือระบบบริหารหรือเครื่องมือบริหารจัดการชนิดหนึ่งนั่นเอง ที่ต้องอาศัย KPI เป็นเครื่องมือที่จะช่วยวัดผลความสำเร็จ

--------------------------------------------------------

3.six sigma

เป็นการพัฒนาที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศ ซึ่งได้มีการกำหนดแนวทางในด้านต่าง ๆ เพื่อให้การปรับปรุงองค์การเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของพนักงานที่มีความสามารถ มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงเพื่อให้ความผิดพลาดในการผลิตและการบริการมีน้อยที่สุดแนวความคิดการบริหารปรับปรุงองค์การแบบ six sigma มีความแตกต่างจากแนวความคิดในการบริหารแบบเดิม ที่เน้นการปรับปรุงการทำงานโดยเริ่มจากผู้บริหาร แล้วจึงกระจายให้หน่วยงานต่าง ๆ ในองค์การปรับปรุง

หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six sigma

กลยุทธ์ที่สำคัญของ six sigma ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอน 4 ขั้นตอน

ซึ่งประกอบด้วย Measure - Analyze - Improve – Control

ขั้นตอนหรือกระบวนการนำเครื่องมือไปใช้ จะมีวิธีการอยู่ 5 ขั้นตอน

1.กำหนดปัญหา 2.การวัด 3.การวิเคราะห์

4. การปรับปรุง 5. การควบคุม

ประโยชน์ ของการนำ Six Sigma

1.สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.ลดความสูญเสียโอกาสอย่างมีระบบและรวดเร็ว

3.พัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีศักยภาพสูงขึ้นปรับองค์การให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้

4.สามารถเทียบข้ากลุ่มอุตสาหกรรมได้

5.บริหารจัดการและพัฒนาองค์กรโดยใช้ข้อมูลจริง

6.สร้างทีมงานในองค์กรให้แข็งแกร่ง

--------------------------------------------------------4.Knowledge Management (KM)

การบริหารจัดการความรู้ (KM) คือ ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ครบถ้วน ง่ายต่อ การเรียกใช้ จัดเก็บตามความต้องการ ซึ่ง (KM)ประกอบจะไปด้วย คน สถานที่ ข้อมูล

องค์ประกอบหลักในการพัฒนาKM 1.ผู้นำ 2.วัฒนธรรม 3.การเข้าถึงแหล่งความรู้ 4.เทคโนโลยี 5.วัฒนธรรมการเรียนรู้ 6.บรรยากาศอิสระ

ขั้นตอนการพัฒนา KM

1. การจัดหาหรือการสร้างความรู้ 2. การจัดเก็บ

3. การเผยแพร่ความรู้ 4. การใช้โปรแกรมการจัดการความรู้

ประโยชน์ของ KM

1.เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

2.ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา

3.เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์

4.ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว

5.ผู้บังคับบัญชาทำงานเชื่อมโยงกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

6.เมื่อพบข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน ก็สามารถหาวิธีแก้ไขได้ทัน

7.เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและความอยู่รอด

8.แปรรูปความรู้ให้เป็นทุน

9.เพื่อการสร้างสรรค์ และบรรลุเป้าหมายของจินตนาการที่ยิ่งใหญ่

10.ความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่น

--------------------------------------------------------

5. Activity Based Management

คือ เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจในการปฏิบัติการ บนสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ ABM ใช้วิเคราะห์คุณลักษณะ วิเคราะห์กลยุทธ์ เทียบเคียงวิเคราะห์การปฏิบัติการ วิเคราะห์ความสามารถทำกำไร วิเคราะห์กิจกรรม และใช้ปรับปรุงกระบวนการ

ประโยชน์จากการใช้ ABM

1.จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการปฏิบัติงานตามกิจกรรมต่างๆ ได้ดี

2.ทำให้สามารถใช้ต้นทุนในการวางแผนพัฒนากิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

3.ทำให้สามารถรู้เป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง

4.สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทั้งด้านราคา และคุณภาพของสินค้า

5.ช่วยด้านระบบต้นทุนกิจกรรมมิได้มุ่งเน้นที่จะลดต้นทุนอย่างเดียว แต่จะมีการปรับปรุง และทบทวนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศของธุรกิจ

--------------------------------------------------------

6. Reengineering

คือ การ ปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ ลักษณะสำคัญอยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนที่แนวคิดพื้นฐาน เปลี่ยนแปลงอย่างถอน สามารถดำเนินการให้บรรลุถึงผลลัพธ์หรือเป้าหมายขององค์การ โดยใช้ตัวชี้วัดในการปฏิบัติงาน 4 ด้าน คือด้านการลงทุนทางการศึกษา ด้านคุณภาพทางการศึกษา ด้านการให้บริการ และด้านความสำเร็จ

ขั้นตอนการรื้อปรับระบบมี 4 ขั้นตอน

1. การคิดค้นทบทวนใหม่ 2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่

3. การเสริมเทคโนโลยี 4. การฝึกอบรมบุคลากร

ข้อดี ของ Reengineering

1.เป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ทั้งหมด 2.มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า

3.พนักงานทำงานได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น 4.ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการ

--------------------------------------------------------

7. Benchmarking การเปรียบเทียบความสามารถอย่างเป็นระบบ

คือ กระบวนการวัดและเปรียบเทียบกับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า และนำผลการเปรียบเทียบมาใช้ในการปรับปรุงองค์กรของตนเพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

ขั้นตอนในการจัดทำ Benchmarking

1.กำหนดหัวข้อที่จะทำ Benchmark

2.สร้างทีมงาน โดยควรจะต้องเลือกมาจากหลายๆ ส่วนในองค์กร ที่มีความต่อเนื่องกัน

3.ระบุผู้ร่วมทำ Benchmark โดยเริ่มจากค้นหาหน่วยงาน นอกองค์การที่ประสบผลสำเร็จในด้านที่ทำBenchmark

4.เก็บรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล

5.ปฏิบัติการ ลงมือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามแผนใหม่ที่วางไว้

ประโยชน์ของการทำ Benchmarking

1.ทำให้ธุรกิจรู้จักตนเองจากการวัดผลการดำเนินงาน เปรียบเทียบกับองค์กรอื่นที่มีการดำเนินงานที่ดี (ที่สุด)

2.เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมที่สามารถวัดและตรวจสอบได้

3.เป็นการสั่งสมความรู้ ทักษะ และ ประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ ในการแก้ปัญหาขององค์กรในอนาคต

4.เป็นเครื่องมือในระดับกลยุทธ์ที่จะพัฒนาศักยภาพ แสดงความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

--------------------------------------------------------

เครื่องมือทางการบริหารจัดการ

1.Balanced Scorecard ระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร

เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน โดยใช้วัดและประเมินผลใน 4 ด้านหลัก คือ

1 มุมมองด้านการเงิน 2 มุมมองด้านลูกค้า 3 มุมมองด้านการดำเนินการภายใน4 มุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ

องค์กรในประเทศไทยนำเอา BSC มาใช้ด้วยวัตถุประสงค์ 2 ประการ

1. เป็นเครื่องมือในการประเมินผลระดับต่างๆ 2. เป็นเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างแผนกลยุทธ์กับแผนปฏิบัติการ

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้BSC

- ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน

- ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารระดับสูง

- ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร

- มีการแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆได้อย่างเหมาะสม

- เป็นการรวมแผนกลยุทธ์ไว้ด้วยกัน ทำให้แผนกลยุทธ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน

- สามารถวัดผลได้

--------------------------------------------------------

2.Key Performance Indicators

คือเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณ

ขั้นตอนการสร้าง KPI

•กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ

•กำหนดตัวชี้วัดที่บ่งชี้ความสำเร็จ

•จัดลำดับและกำหนดน้ำหนักความสำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

•กระจายดัชนีชี้วัดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

•จัดทำ KPI Dictionary โดยระบุรายละเอียดที่สำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

BSC และ KPI แตกต่างกันอย่างไร

BSC ก็คือระบบบริหารหรือเครื่องมือบริหารจัดการชนิดหนึ่งนั่นเอง ที่ต้องอาศัย KPI เป็นเครื่องมือที่จะช่วยวัดผลความสำเร็จ

--------------------------------------------------------

3.six sigma

เป็นการพัฒนาที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศ ซึ่งได้มีการกำหนดแนวทางในด้านต่าง ๆ เพื่อให้การปรับปรุงองค์การเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของพนักงานที่มีความสามารถ มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงเพื่อให้ความผิดพลาดในการผลิตและการบริการมีน้อยที่สุดแนวความคิดการบริหารปรับปรุงองค์การแบบ six sigma มีความแตกต่างจากแนวความคิดในการบริหารแบบเดิม ที่เน้นการปรับปรุงการทำงานโดยเริ่มจากผู้บริหาร แล้วจึงกระจายให้หน่วยงานต่าง ๆ ในองค์การปรับปรุง

หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six sigma

การบรรลุกลยุทธ์ที่สำคัญของ six sigma ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอน 4 ขั้นตอน

ซึ่งประกอบด้วย Measure - Analyze - Improve – Control

ขั้นตอนหรือกระบวนการนำเครื่องมือไปใช้ จะมีวิธีการอยู่ 5 ขั้นตอน

1.กำหนดปัญหา 2.การวัด 3.การวิเคราะห์

4. การปรับปรุง 5. การควบคุม

ประโยชน์ ของการนำ Six Sigma

1.สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.ลดความสูญเสียโอกาสอย่างมีระบบและรวดเร็ว

3.พัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีศักยภาพสูงขึ้นปรับองค์การให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้

4.สามารถเทียบข้ากลุ่มอุตสาหกรรมได้

5.บริหารจัดการและพัฒนาองค์กรโดยใช้ข้อมูลจริง

6.สร้างทีมงานในองค์กรให้แข็งแกร่ง

--------------------------------------------------------

4.Knowledge Management (KM)

การบริหารจัดการความรู้ (KM) คือ ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ครบถ้วน ง่ายต่อ การเรียกใช้ จัดเก็บตามความต้องการ ซึ่ง(KM)ประกอบจะไปด้วย คน สถานที่ ข้อมูล

องค์ประกอบหลักในการพัฒนา KM 1.ผู้นำ 2.วัฒนธรรม 3.การเข้าถึงแหล่งความรู้ 4.เทคโนโลยี 5.วัฒนธรรมการเรียนรู้ 6.บรรยากาศอิสระ

ขั้นตอนการพัฒนา KM

1. การจัดหาหรือการสร้างความรู้ 2. การจัดเก็บ

3. การเผยแพร่ความรู้ 4. การใช้โปรแกรมการจัดการความรู้

ประโยชน์ของ KM

1.เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

2.ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา

3.เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์

4.ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว

5.ผู้บังคับบัญชาทำงานเชื่อมโยงกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

6.เมื่อพบข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน ก็สามารถหาวิธีแก้ไขได้ทัน

7.เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและความอยู่รอด

8.แปรรูปความรู้ให้เป็นทุน

9.เพื่อการสร้างสรรค์ และบรรลุเป้าหมายของจินตนาการที่ยิ่งใหญ่

10.ความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่น

--------------------------------------------------------

5. Activity Based Management

คือ เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจในการปฏิบัติการ บนสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ ABM ใช้วิเคราะห์คุณลักษณะ วิเคราะห์กลยุทธ์ เทียบเคียงวิเคราะห์การปฏิบัติการ วิเคราะห์ความสามารถทำกำไร วิเคราะห์กิจกรรม และใช้ปรับปรุงกระบวนการ

ประโยชน์จากการใช้ ABM

1.จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการปฏิบัติงานตามกิจกรรมต่างๆ ได้ดี

2.ทำให้สามารถใช้ต้นทุนในการวางแผนพัฒนากิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

3.ทำให้สามารถรู้เป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง

4.สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทั้งด้านราคา และคุณภาพของสินค้า

5.ช่วยด้านระบบต้นทุนกิจกรรมมิได้มุ่งเน้นที่จะลดต้นทุนอย่างเดียว แต่จะมีการปรับปรุง และทบทวนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศของธุรกิจ

--------------------------------------------------------6.Reengineering

คือ การ ปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ ลักษณะสำคัญอยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนที่แนวคิดพื้นฐาน เปลี่ยนแปลงอย่างถอน สามารถดำเนินการให้บรรลุถึงผลลัพธ์หรือเป้าหมายขององค์การ โดยใช้ตัวชี้วัดในการปฏิบัติงาน 4 ด้าน คือด้านการลงทุนทางการศึกษา ด้านคุณภาพทางการศึกษา ด้านการให้บริการ และด้านความสำเร็จ

ขั้นตอนการรื้อปรับระบบมี 4 ขั้นตอน

1.การคิดค้นทบทวนใหม่ 2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่

3.การเสริมเทคโนโลยี 4. การฝึกอบรมบุคลากร

ข้อดี ของ Reengineering

1.เป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ทั้งหมด 2.มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า

3.พนักงานทำงานได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น 4.ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการ

--------------------------------------------------------

7. Benchmarking การเปรียบเทียบความสามารถอย่างเป็นระบบ

คือ กระบวนการวัดและเปรียบเทียบกับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า และนำผลการเปรียบเทียบมาใช้ในการปรับปรุงองค์กรของตนเพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

ขั้นตอนในการจัดทำ Benchmarking

1.กำหนดหัวข้อที่จะทำ Benchmark

2.สร้างทีมงาน โดยควรจะต้องเลือกมาจากหลายๆ ส่วนในองค์กร ที่มีความต่อเนื่องกัน

3.ระบุผู้ร่วมทำ Benchmark โดยเริ่มจากค้นหาหน่วยงาน นอกองค์การที่ประสบผลสำเร็จในด้านที่ทำBenchmark

4.เก็บรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล

5.ปฏิบัติการ ลงมือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามแผนใหม่ที่วางไว้

ประโยชน์ของการทำ Benchmarking

1.ทำให้ธุรกิจรู้จักตนเองจากการวัดผลการดำเนินงาน เปรียบเทียบกับองค์กรอื่นที่มีการดำเนินงานที่ดี (ที่สุด)

2.เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมที่สามารถวัดและตรวจสอบได้

3.เป็นการสั่งสมความรู้ ทักษะ และ ประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ ในการแก้ปัญหาขององค์กรในอนาคต

4.เป็นเครื่องมือในระดับกลยุทธ์ที่จะพัฒนาศักยภาพ แสดงความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

--------------------------------------------------------

***หมายเหตุ งานนี้เป็นอันเดียวกันกับงานที่ส่งไปก่อนหน้า เวลา 14.02 เนื่องจากไม่ได้ใส่ชื่อค่ะ จึงส่งมาใหม่ค่ะ

                         Balanced Scorecard (BSC)
        Balanced Scorecard หมายถึง ระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ และแผนกลยุทธ์ แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กร
ปัญหาสำคัญในการนำ BSC มาใช้
        1.การที่ผู้บริหารระดับสูงไม่มองว่าBSC เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร
        2. การที่ผู้บริหารมองว่า BSC เป็นเพียงโครงการ (Project) ที่มีกำหนดหรือระยะเวลาสิ้นสุดทำให้องค์กรไมสามารถใช้ประโยชนจาก BSC ไดอย่างเต็มที่
        3. การที่ผู้บริหารมองว่า BSC เป็นเพียงสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาเพียงปีละครั้ง
ขั้นตอนที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ ประกอบด้วย
        1.การวิเคราะห์ (SWOT Analysis) ขององค์กรเพื่อให้ ทราบถึงสถานะ พื้นฐานขององค์กร
        2. การพัฒนาวิสัยทัศน์ (Vision) ขององค์กร
        3. การกำหนดมุมมอง (Perspective) ด้านต่าง ๆ
        4. การกำหนดกลยุทธ์ (Strategy) และ วัตถุประสงค์ (Objective)
        5. การจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์และวัตถุประสงค์ด้านต่าง ๆ ในลักษณะของเหตุและผล
        6. การกำหนดตัวชี้วัด (Key Performance Indicators : KPI) และเป้าหมาย
        7. การจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan)
ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้  BSC
        1. ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน
        2. ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารทุกระดับ
        3. ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร
        4. ช่วยให้มีการจัดแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับแต่ละกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม
        5. เป็นการรวมแผนกลยุทธ์ของทุกหน่วยงานเข้ามาไว้ด้วยกัน ด้วยแผนธุรกิจขององค์กร ทำให้แผนกลยุทธ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน
        6. สามารถวัดผลได้ทั้งลักษณะเป็นทีมและตัวบุคคล 

*************************

                         Key Performance Indicators (KPI)
        Key Performance Indicators หมายถึง เครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กร
ลักษณะที่ดีของ Key Performance Indicators
        1. สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์ขององค์กร
        2. ควรแสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร
        3. ซึ่งดัชนีชี้วัดที่มีความสำคัญต่อองค์กรและหน่วยงานมี 2 ลักษณะ คือ ดัชนีชี้วัดที่แสดงผลการดำเนินงานและดัชนีชี้วัดกิจกรรม   
        4. ประกอบด้วยดัชนีชี้วัดที่เป็นเหตุและดัชนีชี้วัดที่เป็นผล
        5. ดัชนีชี้วัดที่สร้างขึ้นควรเป็นดัชนีชี้วัดที่องค์กรสามารถควบคุมผลงานได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ80
        6. เป็นดัชนีชี้วัดที่สามารถวัดผลได้ และบุคคลทั่วไปเข้าใจ
        7. ต้องช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขององค์กรได้
ขั้นตอนการสร้าง Key Performance Indicators
        1. กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ
        2. ที่สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์กำหนดปัจจัยสู่ความสำเร็จ
        3. กำหนดตัวชี้วัดที่สามารถบ่งชี้ความสำเร็จ/ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์
        4. กลั่นกรองดัชนีชี้วัดเพื่อหาดัชนีชี้วัดหลัก จัดลำดับและกำหนดน้ำหนักความสำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว
        5. กระจายดัชนีชี้วัดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
        6. จัดทำ KPI Dictionary โดยระบุรายละเอียดที่สำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

*************************

                         Six Sigma
ประวัติความเป็นมาและความหมาย ของ Six Sigma
        Six sigma เกิดขึ้นปี พ.ศ. 2533 โดยกลุ่มวิศวกรของบริษัท Motorola ภายใต้การนำของ Dr.Mikel Harry
        Six sigma เป็นการบริหารที่มุ่งเน้นในการลดความผิดพลาด ลดความสูญเปล่า และลดการแก้ไขตัวชิ้นงาน และสอนให้พนักงานรู้แนวทางในการทำธุรกิจอย่างมีหลักการ และจะไม่พยายามจัดการกับปัญหาแต่จะพยายามกำจัดปัญหาทิ้ง
        six sigma เป็นการพัฒนาที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศ ซึ่งได้มีการกำหนดแนวทางในด้านต่าง ๆ เพื่อให้การปรับปรุงองค์การเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของพนักงานที่มีความสามารถ
หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six sigma
        1. Measurement เป็นการขั้นตอนการวัด เพื่อวัดจุดวิกฤตต่อคุณภาพ หรือการวัดสิ่งที่มีผลกระทบต่อลักษณะคุณภาพหรือผลการปฏิบัติงาน
        2. Analyze เป็นการวิเคราะห์ว่าปัญหาต่าง ๆ เพื่อหาทางแก้ไข โดยการเปรียบเทียบศักยภาพขององค์การและคู่แข่ง
        3. Improvement การแก้ไขกระบวนการ ระบุลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ต้องปรับปรุง เพื่อให้บรรลุผลในการปฏิบัติงาน
        4. Control การควบคุม กำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อเป็นตัวควบคุมตัวแปรที่สำคัญ
ขั้นตอนหรือกระบวนการในการนำไปใช้ของเครื่องมือ
        1. กำหนดปัญหา (Define) กำหนดปัญหาที่สำคัญ อะไรคือสิ่งที่เหมาะสมสำหรับลูกค้า
        2. การวัด (Measure) การวัดประสิทธิภาพ ควรต้องทำอย่างไร กระบวนการอะไรที่มีผลต่อมูลค่าของลูกค้า
        3. การวิเคราะห์ (Analyze) อะไรคือสิ่งที่สามารถทำได้ดีที่สุด
        4. การปรับปรุง (Improve) วางแผนกลยุทธ์สำหรับการปรับปรุงและการทดสอบ แก้ไขปัญหาและปรับปรุงกระบวนการทำงาน
        5. การควบคุม (Control) การนำชุดของเครื่องมือและเทคนิคไปใช้ในกระบวนการที่ได้รับการปรับปรุงใหม่แล้ว
ประโยชน์ ข้อดีของการนำ Six Sigma
        1. แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกลยุทธ์ใหม่
        2. ลดความสูญเสียโอกาสอย่างมีระบบและรวดเร็ว
        3. พัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีศักยภาพสูงขึ้น และปรับองค์การให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)
        4. ช่วยหารระดับคุณภาพของอุตสาหกรรม
        5. บริหารจัดการและพัฒนาองค์กรโดยใช้ข้อมูลจริง และใช้หลักการทางสถิติ
        6. สร้างทีมงานในองค์กรให้แข็งแกร่ง
        7. เพิ่มผลประกอบการด้านการเงินจากโครงการประหยัดต้นทุน เพิ่มผลกำไรจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์

*************************

                         Re-Engineering
ประวัติความเป็นมาของ Re-Engineering 
        กระบวนการทางธุรกิจเป็นแนวคิดทางธุรกิจในทศวรรษที่ 1990 แต่ในทางปฏิบัติจริงก็ยังไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่าแนวคิด เป็นคำที่ ไมเคิล แฮมเมอร์ และเจมส์ แชมปี้ ริเริ่มใช้ในหนังสือชื่อ Reengineering the Corporation ในฐานะที่เป็นคำประกาศการปฏิวัติธุรกิจ Revolution เมื่อปี 1993 คำนิยามที่ถูกต้องและเป็นทางการของการรื้อปรับระบบ หรือ Reengineering คือ การพิจารณาหลักการพื้นฐานของกระบวนการทางธุรกิจ และการออกแบบขึ้นใหม่อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อมุ่งบรรลุผลลัพธ์ของการปรับปรุงอันยิ่งใหญ่ โดยใช้มาตรวัดผลการปฏิบัติงานที่ทันสมัย 
        Re-Engineering หมายถึง การ ปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ เป็นการ ปรับเปลี่ยน โครงสร้าง ขององค์กร บริษัท ทั้งระบบจุดไหนที่ก่อให้เกิน ความล่าช้า ไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะทำการ เปลี่ยนแปลงทั้งระบบ
หัวใจสำคัญของ Re-Engineering
        ลักษณะสำคัญหรือจุดเน้นของการรื้อปรับระบบ หรือ การทำรีเอ็นจิเนียริ่งอยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนที่แนวคิดพื้นฐาน สมมุติฐาน หรือหลักเกณฑ์เดิม การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน และการมุ่งสู่ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่
ขั้นตอนในการนำ Re-Engineering มาใช้
        1. การคิดค้นทบทวนใหม่ (Rethink)
        2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign)
        3. การเสริมเทคโนโลยี(Retool)
        4. การฝึกอบรมบุคลากร (Retrain)
ประโยชน์และข้อดีของ Re-Engineering
        1. เป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ทั้งหมด (holistic approach) ที่การปรับเปลี่ยนทีละน้อยอาจไม่ได้แก้ปัญหา
        2. มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า
        3. พนักงานสามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น
        4. ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการ ซึ่งเป็นหัวใจของการปรับปรุงงาน

*************************

                         Knowledge Management (KM)
        Knowledge Management หมายถึง ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบครบถ้วน ง่ายต่อการเรียกใช้ จัดเก็บตามความต้องการ เก็บรักษาความรู้ให้ควบคู่กับองค์กรตลอดไปโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาให้ในการจัดการ
องค์ประกอบหลักในการพัฒนา Knowledge Management
        1. ผู้นำ (Leadership)
        2. วัฒนธรรม (Culture)
        3. การเข้าถึงแหล่งความรู้ (Access)
        4. เทคโนโลยี (Technology)
        5. วัฒนธรรมการเรียนรู้
        6. บรรยากาศอิสระ
ขึ้นตอนการพัฒนา Knowledge Management
        1. การจัดหาหรือสร้างความรู้
        2. การจัดเก็บ
        3. การเผยแพร่ความรู้
        4. การใช้โปรแกรมการจัดการความรู้
ประโยชน์ของ Knowledge Management
        1. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร
        2. ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา
        3. เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและความอยู่รอด
        4. เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์
        5. ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว และดีขึ้น
        6. ผู้บังคับบัญชาสามารถทำงานเชื่อมโยงกับผู้บังคับบัญชาให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น
        7. เมื่อพบข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน ก็สามารถหาวิธีแก้ไข ได้ทันที
        8. แปรรูปความรู้ให้เป็นทุน
        9. เพื่อสร้างสรรค์ และบรรลุเป้าหมายของจิตนาการที่ยิ่งใหญ่
        10. เปลี่ยนวัฒนธรรมจาก วัฒนธรรมอำนาจในแนวดิ่ง ไปสู่วัฒนธรรมความรู้ในแนวราบ

*************************

                         Activity-Based Management (ABM)
        Activity-Based Management หมายถึง เครื่องมือที่การตัดสินใจในการปฏิบัติการ บนฐานสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องาน
วัตถุประสงค์หลักของ Activity-Based Management
        1.การขจัดความสูญเปล่า
        2.สร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่มุ่งการปรับปรุงกระบวนการธุรกิจและเกิดผลิตผลดี (Yield) มากขึ้น
        3.ค้นหาสาเหตุหลักของปัญหาและทำการแก้ไข
        4.ขจัดความบิดเบือนที่เกิดจากการตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาดและการจัดสรรต้นทุนที่ไม่เหมาะสม
แนวทางการใช้ประโยชน์ ABM
        1.จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการปฏิบัติงานตามกิจกรรมต่างๆ ได้ดี
         2.ทำให้สามารถใช้ต้นทุนในการวางแผนพัฒนา กำหนดกลยุทธ์ของกิจการ และพัฒนากิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
        3. ทำให้สามารถรู้เป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง ที่เป็นผลจากการวิเคราะห์ ในด้านต่าง ๆ ได้
        4. สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทั้งด้านราคา และคุณภาพของสินค้า
        5. ช่วยด้านระบบต้นทุนกิจกรรมมิได้มุ่งเน้นที่จะลดต้นทุนอย่างเดียว แต่จะมีการปรับปรุง และทบทวนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศของธุรกิจ

*************************

                         Benchmarking
ความเป็นมาของ Benchmarking Benchmark

        มิใช่ศัพท์ใหม่ที่เพิ่งกำหนดขึ้น แต่ใช้เป็นศัพท์ในการสำรวจทางธรณีวิทยาที่ใช้ในการวัดระยะโดยเปรียบเทียบกับจุดอ้างอิง ซึ่งถูกยืมมาใช้ในการพัฒนาระบบการบริหารงานที่ถูกพัฒนาขึ้นในทศวรรษที่ 1980 และต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
        Benchmarking มีมานานกว่า 50 ปีแล้ว แต่ยังไม่นำมาใช้เป็นแนวทางในการศึกษาและนำหลักการ Benchmark มาใช้ให้เป็นรูปธรรมและจริงจังในประเทศไทย
        Benchmarking หมายถึง วิธีการในการวัดและเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ บริการ และวิธีการปฏิบัติกับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า เพื่อนำผลการเปรียบเทียบมาใช้ในการปรับปรุงองค์กรของตนเพื่อมุ่งความเป็นเลิศทางธุรกิจ 
ขั้นตอนในการจัดทำ Benchmarking
        1. การกำหนดหัวข้อที่จะทำ Benchmark (Determine What to Benchmark)
        2. การสร้างทีมงาน (Benchmarking Team)
        3. ระบุผู้ร่วมทำ Benchmark (Identify Benchmarking Partners)
        4. การเก็บรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล (Collecting and Analyzing Benchmarking Information)
        5. การปฏิบัติการ (Taking Action)
ลักษณะสำคัญของ Benchmarking
        1. การหาข้อเท็จจริงด้วยวิธีปฏิบัติงานที่มีระบบที่ดีที่สุด 
        2. เป็นวิธีการสร้างเป้าหมายของวิธีปฏิบัติและพัฒนางานให้มีคุณภาพที่ดี
        3. เป็นกระบวนการการเปรียบเทียบตัวของเราเองกับบริษัทที่ดีที่สุด ในอุตสาหกรรมเดียวกัน
        4. เป็นเครื่องมือใหม่สำหรับระบบงานที่ต้องการคุณภาพ
        5. กระบวนการเปรียบเทียบระหว่างผลผลิต บริการ และวิธีการปฏิบัติของบริษัท เปรียบเทียบกับคู่แข่งที่เหนือเราที่สุด หรือเป็นบริษัทที่อยู่ในแนวหน้า ก
กระบวนการของ Benchmarking
        1. การวางแผน
        2. การวิเคราะห์ 
        3. การรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการกำหนดกลุ่ม เป้าหมายและกลยุทธ์ไว้ในขั้นวางแผน
        4. การลงมือปฏิบัติ
        5. ขั้นเสร็จสมบูรณ์
ข้อดีของการทำ Benchmarking
        1. เพื่อความยั่งยืนขององค์กร
        2. เพื่อการปรับปรุงอย่างก้าวกระโดด
        3. เพื่อสนับสนุนรางวัลคุณภาพแห่งชาติ
ประโยชน์ของการทำ Benchmarking
        1. ทำให้ธุรกิจรู้จักตนเองจากการวัดผลการดำเนินงาน
        2. เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม
        3. เป็นการสั่งสมความรู้ ทักษะ และ ประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ ในการแก้ปัญหา
         4. เป็นเครื่องมือในระดับกลยุทธ์ที่จะพัฒนาศักยภาพ แสดงความสามารถในการแข่งขัน

วิเคราะห์ Balanced Scorecard (BSC)

Balanced Scorecard หมายถึงระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน

ระบบการวัดและประเมินผลใน 4 ด้านหลัก

1 มุมมองด้านการเงิน (Financial Perspective; F)

2  มุมมองด้านลูกค้า (Customer Perspective; C)

3  มุมมองด้านการดำเนินการภายใน

 (Internal Perspective; I)

4  มุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ (Learning and Growth; L)

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้BSC

ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน  ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารทุกระดับ     ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร    ช่วยให้มีการจัดแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับแต่ละกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม  เป็นต้น

 

วิเคราะห์Key Performance Indicators( KPI )

Key Performance Indicators คือ เครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพประสิทธิผลในการปฏิบัติงานขององค์กร

ลักษณะของ KPI ที่ดี

                   สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์ขององค์กร

                   ควรแสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร

                   ซึ่งดัชนีชี้วัดที่มีความสำคัญต่อองค์กรและหน่วยงานมี 2 ลักษณะ     คือ       ดัชนีชี้วัดที่แสดงผลการดำเนินงานและดัชนีชี้วัดกิจกรรม

                   ประกอบด้วยดัชนีชี้วัดที่เป็นเหตุและดัชนีชี้วัดที่เป็นผล

                   ดัชนีชี้วัดที่สร้างขึ้นควรเป็นดัชนีชี้วัดที่องค์กรสามารถควบคุมผลงานได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ80

                   เป็นดัชนีชี้วัดที่สามารถวัดผลได้ และบุคคลทั่วไปเข้าใจ

                   ต้องช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขององค์กรได้

 

 

วิเคราะห์ Activity-Based Management ( ABM )

 (Activity – Based Management) หมายถึงเครื่องมือที่การตัดสินใจในการปฏิบัติการ (Operation Decision) บนฐานสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ABM

ตัวอย่างเช่น

- การวิเคราะห์ตัวผลักดันต้นทุน

-  สนับสนุนต่อการตัดสินใจ

- การวิเคราะห์กิจกรรม (Activity Analysis)

- และการวัดผลการปฏิบัติการ

แนวทางการใช้ ABM สนับสนุนต่อการตัดสินใจ การปรับปรุงการดำเนินงาน และการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่ได้ลงทุนไว้ โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง ที่เป็นผลจากการใช้วิเคราะห์ในด้านต่าง ๆ

การวิเคราะห์คุณลักษณะ (Attribute Analysis) ที่ทำการจำแนกประเภทและรวมต้นทุนและข้อมูลสมรรถนะเป็นกลุ่มที่สามารถจัดการและควบคุมได้ คุณลักษณะข้อมูลจะช่วยให้องค์กรดำเนินการวิเคราะห์ในหลายมิติที่แตกต่างของปัญหาการจัดการ

หัวใจของการวิเคราะห์คุณค่ากระบวนการ คือการวิเคราะห์กิจกรรม การวิเคราะห์กิจกรรมเป็นกระบวนการของการระบุ การอธิบาย และการประเมินค่าผลลัพธ์ของกิจกรรมขององค์กร การวิเคราะห์กิจกรรมควรจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ 4 ประการคือ

ประการแรก       กิจกรรมใดที่ต้องทำ

ประการที่สอง    จะใช้คนจำนวนเท่าใดในการทำกิจกรรมนั้น ๆ

ประการที่สาม     เวลาและทรัพยากรที่ต้องการเพื่อการทำกิจกรรมที่จำเป็น

ประการที่สี่         การประเมินค่าคุณค่าของกิจกรรมขององค์กรรวมถึงการให้ข้อแนะนำถึง   การเลือกและดำรงไว้ซึ่งกิจกรรมที่เพิ่มคุณค่าเท่านั้น

ABMมุ่งวัตถุประสงค์หลักคือ
1.การขจัดความสูญเปล่า

2.สร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่มุ่งการปรับปรุงกระบวนการธุรกิจและเกิดผลิตผลดี (Yield) มากขึ้น

3.ค้นหาสาเหตุหลักของปัญหาและทำการแก้ไข

4.ขจัดความบิดเบือนที่เกิดจากการตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาดและการจัดสรรต้นทุนที่ไม่เหมาะสม

 

 

วิเคราะห์ Six Sigma

แนวความคิดการบริหารปรับปรุงองค์การแบบ Six sigma มีความแตกต่างจากแนวความคิดในการบริหารแบบเดิม ที่เน้นการปรับปรุงการทำงานโดยเริ่มจากผู้บริหาร แล้วจึงกระจายให้หน่วยงานต่าง ๆ ในองค์การปรับปรุง โดยขาดระบบการให้คำปรึกษาแนะนำและการช่วยเหลือที่เหมาะสม แนวคิดแบบ six sigma เน้นให้พนักงานแต่ละคนสร้างผลงานขึ้นมาโดย

หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six sigma

การบรรลุกลยุทธ์ที่สำคัญของ Six sigma ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอน 4 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย

 Measure - Analyze - Improve - Control

Measurement

ในขั้นนี้เป็นการขั้นตอนการวัด วัดว่าองค์การอยู่ที่ใด black belt จะกระทำเพื่อวัดจุดวิกฤตต่อคุณภาพ (Critical to Quality : CTQ) หรือการวัดสิ่งที่มีผลกระทบต่อลักษณะคุณภาพหรือผลการปฏิบัติงานมากที่สุด 

Analyze

เป็นการวิเคราะห์ว่าปัญหาต่าง ๆ เริ่มมาจากที่ใด  เพื่อหาทางแก้ไข โดยการเปรียบเทียบศักยภาพขององค์การและคู่แข่ง  วิเคราะห์ช่องว่างของกระบวนการทำงานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในองค์การ 

Improvement

การแก้ไขกระบวนการ ในขั้นนี้ Black belt จะเป็นผู้ระบุลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ต้องปรับปรุง เพื่อให้บรรลุผลในการปฏิบัติงาน

Control

การควบคุม ในขั้นนี้ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อช่วยให้ Black belt กำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อเป็นตัวควบคุมตัวแปรที่สำคัญ ให้อยู่ในช่วงมาตรฐานใหม่ที่ระดับการทำงานที่ได้รับการปรับปรุงแล้วในขั้นตอนของการปรับปรุง  จนมั่นใจว่าความสำเร็จต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการปรับปรุงกระบวนการจริง ๆ

การประยุกต์ใช้     แนวทางการปรับปรุง Six Sigma นั้น คือ การวิเคราะห์ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าพอใจ หรืออะไรเป็นสิ่งที่องค์การสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ และจะลดความผิดพลาดที่จะกระทบต่อลูกค้าได้อย่างไร               สิ่งที่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้านั้นมาจากหลายองค์ประกอบ ซึ่งได้แก่ คุณภาพ องค์การต้องมีกระบวนการการทดสอบคุณภาพการทำงาน  การประกอบ  การบรรจุหีบห่อ เป็นต้น

ขั้นตอนและกระบวนการนำไปใช้   วิธีของ Six Sigma ขึ้นอยู่กับการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาทางที่ง่ายในการปรับปรุงกระบวนการทุกขั้นตอนเพื่อที่จะได้ผลิตที่คุณภาพสูง จุดมุ่งหมายในการปรับปรุงคุณภาพโดยใช้ Six Sigma คือ ความพยายามที่จะลดความคลาดเคลื่อนและการเปลี่ยนแปลงแบบหลากหลาย (Variability) ในกระบวนการซึ่งจะมีวิธีการอยู่ 5   ขั้นตอน คือ DMAIC ( ดี -เม-อิก)  ดังนี้

1.              กำหนดปัญหา (Define)

2.              การวัด (Measure)

3.              การวิเคราะห์ (Analyze)

4.              การปรับปรุง (Improve)

5.              การควบคุม (Control)  

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ      

1. ผู้บริหารระดับสูงต้องแสดงวิสัยทัศน์และความเป็นผู้นำในการปรับปรุง และคัดเลือกพนักงานที่มีความรู้ความสามารถในการปรับปรุงเพื่อให้เกิดความสำเร็จ    

2. องค์กรต้องมีความพร้อม เช่น จัดทีมงานที่มีความรู้ด้าน Six Sigma งบประมาณ วัฒนธรรมที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และระบบสารสนเทศที่สามารถตรวจสอบได้    

3. มีนโยบายคุณภาพที่เน้นการปรับปรุงองค์กรให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า

 

วิเคราะห์ Knowledge Management (KM)

การบริหารจัดการความรู้  Knowledge Management (KM)      คือ ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ครบถ้วน ง่ายต่อ การเรียกใช้ จัดเก็บตามความต้อง การ เก็บรักษาความรู้ให้ควบคู่กับองค์กรตลอดไป โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการ

เหตุผลของการนำ KM มาใช้

1.  การเปลี่ยนแปลงเทคนิคในการบริหารงาน

2.  การเปลี่ยนแปลงด้านราคา

3. ลดความผิดพลาดในการแข่งขันด้านการตลาด

4.  สร้างวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด

5.  การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ

แนวทางการพัฒนา KM

1.  กำหนดให้มีหัวหน้าคณะทำงาน                                                  

2. ระบุข้อมูลหรือความรู้ที่ต้องการใช้เพื่อการตัดสินใจให้ชัดเจน

3. จัดทำ Workflow พัฒนากระบวนการทำงาน

4. การสร้างและการถ่ายทอดความรู้ของบุคคลในองค์กรช่วยจะแก้ปัญหาให้งานสำเร็จ

5.  พัฒนาศูนย์ข้อมูลโดยอาศัยทักษะการถ่ายทอด    หรือการเคลื่อนย้าย

6. ทำระบบเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเพื่อการประสาน งานความร่วมมือ และการส่งเสริมการใช้ความรู้

เครื่องมือที่ใช้ในการทำ KM

ระบบสารสนเทศ  ประกอบด้วย

1.   ระบบสำนักงานอัตโนมัติ

2.   ระบบสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้

3.   ระบบสนับสนุนการทำงานกลุ่ม

4.   เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

วิเคราะห์ Re- Engineering

หัวใจสำคัญของ Re- Engineering

ลักษณะสำคัญหรือจุดเน้นของการรื้อปรับระบบ หรือ การทำรีเอ็นจิเนียริ่งอยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนที่แนวคิดพื้นฐาน สมมุติฐาน หรือหลักเกณฑ์เดิม การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน และการมุ่งสู่ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่หรือผลลัพธ์อันใหญ่หลวง

องค์ประกอบ ของ การรื้อปรับระบบ มี 6 ข้อ ดังนี้

 1. จัดโครงสร้าง ให้เป็น At come เหมาะแก่ประสิทธิภาพ และ Output เหมาะแก่ประสิทธิผล

2.มีการกำหนดหน่วยงาน

3. หน่วยงานแต่ละหน่วยงาน ต้องมีการเก็บข้อมูล

4. เสมือนกระจุกตัว ถามอะไรรู้หมด

5. มีการเชื่อมโยงกระบวนการต่างๆไปพร้อมกัน

6. มีลักษณะ Online

ขั้นตอนการรื้อปรับระบบมี 4 ขั้นตอน

1. การคิดค้นทบทวนใหม่ (Rethink)

2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign)

3. การเสริมเทคโนโลยี(Retool)

4. การฝึกอบรมบุคลากร (Retrain)

ข้อดี ของ Reengineering

1. เป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ทั้งหมด (holistic approach) ที่การปรับเปลี่ยนทีละน้อยอาจไม่ได้แก้ปัญหา

2. มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า

3. พนักงานสามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น

4. ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการ ซึ่งเป็นหัวใจของการปรับปรุงงาน

 

วิเคราะห์ Benchmarking

หลักในการทำ Benchmarking

1. ต้องชี้แนะให้ผู้บริหารระดับสูงรับทราบ และให้การสนับสนุนโครงการเสียก่อนให้ชัดเจน

2. สามารถทราบผลที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน

3. สามารถหาวิธีการทำงานต่างๆ ให้ดีขึ้น

4. สร้างทีมงาน ที่ทำให้ความรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการ และกระบวนการที่จะพัฒนาให้ได้

5. พยายามหาข้อมูล เพื่อนำมาวิเคราะห์ทำ Benchmark จากแหล่งต่างๆ เท่าที่จะหาได้

6. วางเป้าประสงค์ให้ชัดเจน และสามารถลำดับความสำคัญของโครงงานได้

ข้อควรระวังในการใช้

1. อย่าเน้น BENCHMARKING เพียงแค่การวัดเปรียบเทียบ

2. อย่

วิเคราะห์ Balanced Scorecard (BSC)

Balanced Scorecard หมายถึงระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน

ระบบการวัดและประเมินผลใน 4 ด้านหลัก

1 มุมมองด้านการเงิน (Financial Perspective; F)

2  มุมมองด้านลูกค้า (Customer Perspective; C)

3  มุมมองด้านการดำเนินการภายใน

 (Internal Perspective; I)

4  มุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ (Learning and Growth; L)

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้BSC

ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน  ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารทุกระดับ     ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร    ช่วยให้มีการจัดแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับแต่ละกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม  เป็นต้น

 

วิเคราะห์Key Performance Indicators( KPI )

Key Performance Indicators คือ เครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพประสิทธิผลในการปฏิบัติงานขององค์กร

ลักษณะของ KPI ที่ดี

                    สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์ขององค์กร

                    ควรแสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร

                    ซึ่งดัชนีชี้วัดที่มีความสำคัญต่อองค์กรและหน่วยงานมี 2 ลักษณะ คือ ดัชนีชี้วัดที่แสดงผลการดำเนินงานและดัชนีชี้วัดกิจกรรม

                    ประกอบด้วยดัชนีชี้วัดที่เป็นเหตุและดัชนีชี้วัดที่เป็นผล

                    ดัชนีชี้วัดที่สร้างขึ้นควรเป็นดัชนีชี้วัดที่องค์กรสามารถควบคุมผลงานได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ80

                    เป็นดัชนีชี้วัดที่สามารถวัดผลได้ และบุคคลทั่วไปเข้าใจ

                    ต้องช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขององค์กรได้

 

 

วิเคราะห์ Activity-Based Management ( ABM )

 (Activity – Based Management) หมายถึงเครื่องมือที่การตัดสินใจในการปฏิบัติการ (Operation Decision) บนฐานสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ABM

แนวทางการใช้ ABM สนับสนุนต่อการตัดสินใจ การปรับปรุงการดำเนินงาน และการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่ได้ลงทุนไว้ โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง ที่เป็นผลจากการใช้วิเคราะห์ในด้านต่าง ๆ

การวิเคราะห์คุณลักษณะ (Attribute Analysis) ที่ทำการจำแนกประเภทและรวมต้นทุนและข้อมูลสมรรถนะเป็นกลุ่มที่สามารถจัดการและควบคุมได้ คุณลักษณะข้อมูลจะช่วยให้องค์กรดำเนินการวิเคราะห์ในหลายมิติที่แตกต่างของปัญหาการจัดการ

หัวใจของการวิเคราะห์คุณค่ากระบวนการ คือการวิเคราะห์กิจกรรม การวิเคราะห์กิจกรรมเป็นกระบวนการของการระบุ การอธิบาย และการประเมินค่าผลลัพธ์ของกิจกรรมขององค์กร การวิเคราะห์กิจกรรมควรจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ 4 ประการคือ

ประการแรก       กิจกรรมใดที่ต้องทำ

ประการที่สอง    จะใช้คนจำนวนเท่าใดในการทำกิจกรรมนั้น ๆ

ประการที่สาม     เวลาและทรัพยากรที่ต้องการเพื่อการทำกิจกรรมที่จำเป็น

ประการที่สี่         การประเมินค่าคุณค่าของกิจกรรมขององค์กรรวมถึงการให้ข้อแนะนำถึง   การเลือกและดำรงไว้ซึ่งกิจกรรมที่เพิ่มคุณค่าเท่านั้น

ABMมุ่งวัตถุประสงค์หลักคือ
1.การขจัดความสูญเปล่า

2.สร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่มุ่งการปรับปรุงกระบวนการธุรกิจและเกิดผลิตผลดี (Yield) มากขึ้น

3.ค้นหาสาเหตุหลักของปัญหาและทำการแก้ไข

4.ขจัดความบิดเบือนที่เกิดจากการตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาดและการจัดสรรต้นทุนที่ไม่เหมาะสม

 

 วิเคราะห์ Six Sigma

แนวความคิดการบริหารปรับปรุงองค์การแบบ Six sigma มีความแตกต่างจากแนวความคิดในการบริหารแบบเดิม ที่เน้นการปรับปรุงการทำงานโดยเริ่มจากผู้บริหาร แล้วจึงกระจายให้หน่วยงานต่าง ๆ ในองค์การปรับปรุง โดยขาดระบบการให้คำปรึกษาแนะนำและการช่วยเหลือที่เหมาะสม แนวคิดแบบ six sigma เน้นให้พนักงานแต่ละคนสร้างผลงานขึ้นมาโดย

หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six sigma

การบรรลุกลยุทธ์ที่สำคัญของ Six sigma ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอน 4 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย

 Measure - Analyze - Improve - Control

Measurement

ในขั้นนี้เป็นการขั้นตอนการวัด วัดว่าองค์การอยู่ที่ใด black belt จะกระทำเพื่อวัดจุดวิกฤตต่อคุณภาพ (Critical to Quality : CTQ) หรือการวัดสิ่งที่มีผลกระทบต่อลักษณะคุณภาพหรือผลการปฏิบัติงานมากที่สุด 

Analyze

เป็นการวิเคราะห์ว่าปัญหาต่าง ๆ เริ่มมาจากที่ใด  เพื่อหาทางแก้ไข โดยการเปรียบเทียบศักยภาพขององค์การและคู่แข่ง  วิเคราะห์ช่องว่างของกระบวนการทำงานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในองค์การ 

Improvement

การแก้ไขกระบวนการ ในขั้นนี้ Black belt จะเป็นผู้ระบุลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ต้องปรับปรุง เพื่อให้บรรลุผลในการปฏิบัติงาน

Control

การควบคุม ในขั้นนี้ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อช่วยให้ Black belt กำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อเป็นตัวควบคุมตัวแปรที่สำคัญ ให้อยู่ในช่วงมาตรฐานใหม่ที่ระดับการทำงานที่ได้รับการปรับปรุงแล้วในขั้นตอนของการปรับปรุง  จนมั่นใจว่าความสำเร็จต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการปรับปรุงกระบวนการจริง ๆ

การประยุกต์ใช้       แนวทางการปรับปรุง Six Sigma นั้น คือ การวิเคราะห์ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าพอใจ หรืออะไรเป็นสิ่งที่องค์การสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ และจะลดความผิดพลาดที่จะกระทบต่อลูกค้าได้อย่างไร       สิ่งที่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้านั้นมาจากหลายองค์ประกอบ ซึ่งได้แก่ คุณภาพ องค์การต้องมีกระบวนการการทดสอบคุณภาพการทำงาน  การประกอบ  การบรรจุหีบห่อ เป็นต้น

ขั้นตอนและกระบวนการนำไปใช้         วิธีของ Six Sigma ขึ้นอยู่กับการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาทางที่ง่ายในการปรับปรุงกระบวนการทุกขั้นตอนเพื่อที่จะได้ผลิตที่คุณภาพสูง จุดมุ่งหมายในการปรับปรุงคุณภาพโดยใช้ Six Sigma คือ ความพยายามที่จะลดความคลาดเคลื่อนและการเปลี่ยนแปลงแบบหลากหลาย (Variability) ในกระบวนการซึ่งจะมีวิธีการอยู่ 5   ขั้นตอน คือ DMAIC ( ดี -เม-อิก)  ดังนี้

1.               กำหนดปัญหา (Define)

2.               การวัด (Measure)

3.               การวิเคราะห์ (Analyze)

4.               การปรับปรุง (Improve)

5.               การควบคุม (Control)  

                                                                                                

 วิเคราะห์ Knowledge Management (KM)

การบริหารจัดการความรู้  Knowledge Management (KM)               คือ ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ครบถ้วน ง่ายต่อ การเรียกใช้ จัดเก็บตามความต้อง การ เก็บรักษาความรู้ให้ควบคู่กับองค์กรตลอดไป โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการ

เหตุผลของการนำ KM มาใช้

1.  การเปลี่ยนแปลงเทคนิคในการบริหารงาน

2.  การเปลี่ยนแปลงด้านราคา

3. ลดความผิดพลาดในการแข่งขันด้านการตลาด

4.  สร้างวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด

5.  การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ

แนวทางการพัฒนา KM

1.  กำหนดให้มีหัวหน้าคณะทำงาน                                         

2. ระบุข้อมูลหรือความรู้ที่ต้องการใช้เพื่อการตัดสินใจให้ชัดเจน

3. จัดทำ Workflow พัฒนากระบวนการทำงาน

4. การสร้างและการถ่ายทอดความรู้ของบุคคลในองค์กรช่วยจะแก้ปัญหาให้งานสำเร็จ

5.  พัฒนาศูนย์ข้อมูลโดยอาศัยทักษะการถ่ายทอด    หรือการเคลื่อนย้าย

6. ทำระบบเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเพื่อการประสาน งานความร่วมมือ และการส่งเสริมการใช้ความรู้

เครื่องมือที่ใช้ในการทำ KM

ระบบสารสนเทศ  ประกอบด้วย

1.   ระบบสำนักงานอัตโนมัติ

2.   ระบบสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้

3.   ระบบสนับสนุนการทำงานกลุ่ม

4.   เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

วิเคราะห์ Re- Engineering

หัวใจสำคัญของ Re- Engineering

ลักษณะสำคัญหรือจุดเน้นของการรื้อปรับระบบ หรือ การทำรีเอ็นจิเนียริ่งอยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนที่แนวคิดพื้นฐาน สมมุติฐาน หรือหลักเกณฑ์เดิม การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน และการมุ่งสู่ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่หรือผลลัพธ์อันใหญ่หลวง

องค์ประกอบ ของ การรื้อปรับระบบ มี 6 ข้อ ดังนี้

 1. จัดโครงสร้าง ให้เป็น At come เหมาะแก่ประสิทธิภาพ และ Output เหมาะแก่ประสิทธิผล

2.มีการกำหนดหน่วยงาน

3. หน่วยงานแต่ละหน่วยงาน ต้องมีการเก็บข้อมูล

4. เสมือนกระจุกตัว ถามอะไรรู้หมด

5. มีการเชื่อมโยงกระบวนการต่างๆไปพร้อมกัน

6. มีลักษณะ Online

ขั้นตอนการรื้อปรับระบบมี 4 ขั้นตอน

1. การคิดค้นทบทวนใหม่ (Rethink)

2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign)

3. การเสริมเทคโนโลยี(Retool)

4. การฝึกอบรมบุคลากร (Retrain)

ข้อดี ของ Reengineering

1. เป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ทั้งหมด (holistic approach) ที่การปรับเปลี่ยนทีละน้อยอาจไม่ได้แก้ปัญหา

2. มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า

3. พนักงานสามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น

4. ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการ ซึ่งเป็นหัวใจของการปรับปรุงงาน

 

วิเคราะห์ Benchmarking

หลักในการทำ Benchmarking

1. ต้องชี้แนะให้ผู้บริหารระดับสูงรับทราบ และให้การสนับสนุนโครงการเสียก่อนให้ชัดเจน

2. สามารถทราบผลที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน

3. สามารถหาวิธีการทำงานต่างๆ ให้ดีขึ้น

4. สร้างทีมงาน ที่ทำให้ความรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการ และกระบวนการที่จะพัฒนาให้ได้

5. พยายามหาข้อมูล เพื่อนำมาวิเคราะห์ทำ Benchmark จากแหล่งต่างๆ เท่าที่จะหาได้

6. วางเป้าประสงค์ให้ชัดเจน และสามารถลำดับความสำคัญของโครงงานได้

ข้อควรระวังในการใช้

1. อย่าเน้น BENCHMARKING เพียงแค่การวัดเปรียบเทียบ

2. อย่าลืมที่จะเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล

3. อย่าลอกเลียนแบบการ BENCHMARKING ของคนอื่น

4. อย่าละเลยการเตรียมความพร้อมขององค์กร

ข้อดีของการทำ  Benchmarking

- เพื่อความยั่งยืนขององค์กร : สภาพการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น การที่องค์กรจะยั่งยืนจำเป็นต้องรักษาและยกระดับ ความสามารถของตนเองเพื่อให้แข่งขันได้ จึงต้องมีการเรียน รู้และปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่อง

- เพื่อการปรับปรุงอย่างก้าวกระโดด : ความเร็วในการปรับปรุงตนเองเป็นเงื่อนไขสำคัญของความได้เปรียบในการแข่งขัน Benchmarking เป็นเครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นนวัตกรรม (Innovation) ในองค์กร ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลงในเชิงปรับปรุงในระยะเวลาอันสั้น

ประโยชน์ของการทำ Benchmarking

1. ทำให้ธุรกิจรู้จักตนเองจากการวัดผลการดำเนินงาน เปรียบเทียบกับองค์กรอื่นที่มีการดำเนินงานที่ดี (ที่สุด)

Tools Management

Balanced Scorecard

Balanced Scorecard คือระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร และไม่ใช่เฉพาะเป็นระบบการวัดผลเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคนโดยระบบของBalanced Scorecardจะเป็นการจัดหาแนวทางแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานโดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นของกระบวนการทำงานภายในองค์กร และผลกระทบจากลูกค้าภายนอกองค์กร มานำมาปรับปรุงสร้างกลยุทธ์ให้มีประสิทธิภาพดีและประสิทธิผลดียิ่งขึ้น

สามารถวัด และประเมินได้จากการมองผ่านมุมมองของระบบการวัดและประเมินผลใน 4 ด้านหลัก คือ

1.มุมมองด้านการเงิน

2.มุมมองด้านลูกค้า

3.มุมมองด้านการดำเนินการภายใน

4.มุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ

ดังนั้น BSC จึงเป็นเสมือนเครื่องมือหรือกลไกในการวางแผนและบริหารกลยุทธ์ที่มีการกำหนดมุมมองทั้ง 4 ด้าน เพื่อให้เกิดความสมดุลในการพัฒนาองค์กร จนบรรลุแผนกลยุทธ์ที่ได้วางไว้ในที่สุด

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้ Balanced Scorecard

1.ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน

2.ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารทุกระดับ

3.ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร

4.ช่วยให้มีการจัดแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับแต่ละกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม

5.เป็นการรวมแผนกลยุทธ์ของทุกหน่วยงานเข้ามาไว้ด้วยกัน ด้วยแผนธุรกิจขององค์กร ทำให้แผนกลยุทธ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน

6.สามารถวัดผลได้ทั้งลักษณะเป็นทีมและตัวบุคคล

Key Performance Indicators คือ เครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพประสิทธิผลในการปฏิบัติงานขององค์กร

ลักษณะของ KPI ที่ดี

-สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์ขององค์กร

-ควรแสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร

-ประกอบด้วยดัชนีชี้วัดที่เป็นเหตุและดัชนีชี้วัดที่เป็นผล

-ดัชนีชี้วัดที่สร้างขึ้นควรเป็นดัชนีชี้วัดที่องค์กรสามารถควบคุมผลงานได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ80

-เป็นดัชนีชี้วัดที่สามารถวัดผลได้ และบุคคลทั่วไปเข้าใจ

-ต้องช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขององค์กรได้

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Six Sigma

Six Sigma คือ กระบวนการเพื่อลดความผิดพลาด (Defect) ที่เกิดขึ้นในกระบวนการต่างๆโดยมุ่งเน้นให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด

แนวทางหลักการของ Six Sigma

ประกอบด้วย 5 ชั้นตอน ได้แก่

1. กำหนดเป้าหมาย (Define Target)

2. การวัดความสามรถของกระบวนการ (Measure)

3. การวิเคราะห์สาเหตุปัญหา (Analyze)

4. การปรับปรุงโดยเน้นที่ต้นเหตุของปัญหา (Improve)

5. การควบคุมกระบวนการที่มีผลกระทบ (Control)

ผู้มีบทบาทสำคัญใน Six Sigma

Championในการบริหารแบบ Six Sigms แบ่ง Champion ออกเพื่อรับผิดชอบงานด้านต่างๆ ดังนี้

1. Executive Champion เป็นบุคคลที่ CEO แต่งตั้งขึ้นหรืออาจจะเป็น CEO เอง เพื่อเป็นผู้ดูแลการบริหารและรับผิดชอบในระดับองค์กรโดยรวมต่อโครงการ Six Sigma ทั้งหมด มักจะต้องเป็นผู้มีภาวะผู้นำ

2. Deployment Champion เป็นบุคคลที่รายงานตรงกับ Executive Champion และจะอยู่ในระดับหน่วยธุรกิจ หรือ หน่วยปฏิบัติการหรือโรงงาน ดูแลรับผิดชอบในด้านการสร้างระบบ และลงมือปฏิบัติงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับโครงการ Six Sigma

3. Project Champion เป็นบุคคลที่รายงานตรงกับ Executive Champion ดูแลรับผิดชอบทางด้านการกำหนด คัดเลือก ลงมือปฏิบัติ และติดตามผลงานโปรเจ็กต์ต่างๆให้กับ Black Belt

Master Black Belt : เป็นผู้ฝึกสอนและให้คำปรึกษาแก่ Black Belt , ให้คำปรึกษากับ Champion ในการวางระบบ วางแผน คัดเลือกโครงการ คัดเลือกบุคลากร การอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และเป็นผู้บริหารโครงการโดยรวมทั้งหมด

Black Belt : Black Belt จะเป็นหัวหน้าโครงการ ผู้ที่จะบริหารลูกทีมที่มักจะมีลักษณะแบบข้ามสายงาน ( Cross Functional ) ลงมือทำโปรเจ็กต์ และรับผิดชอบต่อผลสำเร็จของโปรเจ็กต์ต่างๆ

Green Belt : เป็นผู้ช่วยของ Black Belt ในการทำโปรเจ็กต์ แต่จะทำงานแบบไม่เต็มตัว

Six Sigma Project : เป็นโครงการย่อยที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่หยิบยกขึ้น หรือผลงานของโปรเจ็กต์ ทุกโปรเจ็กต์จะต้องดำเนินการผ่านขั้นตอนของ Six sigma ที่เรียกว่า D-M-A-I-C หรือ Define , Measure , Analyze , Improve และ Control

ประโยชน์ ของ Six Sigma

1.สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.ลดความสูญเสียโอกาสอย่างมีระบบและรวดเร็ว

3.พัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีศักยภาพสูงขึ้น

4.สามารถเทียบเท่ากลุ่มอุตสาหกรรมได้

5.บริหารจัดการและพัฒนาองค์กรโดยใช้ข้อมูลจริง

6.สร้างทีมงานในองค์กรให้แข็งแกร่ง

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Re-Engineering

Re-Engineering หมายถึง การ ปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ เป็นการ ปรับเปลี่ยน โครงสร้าง ขององค์กร

หัวใจสำคัญของ Re-Engineering

ลักษณะสำคัญหรือจุดเน้นของการรื้อปรับระบบ หรือ อยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนที่แนวคิดพื้นฐาน สมมุติฐาน หรือหลักเกณฑ์เดิม การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน หรือการมุ่งสู่ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่

ขั้นตอนในการนำ Re-Engineering มาใช้

1. การคิดค้นทบทวนใหม่ (Rethink)

2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign)

3. การเสริมเทคโนโลยี(Retool)

4. การฝึกอบรมบุคลากร (Retrain)

ประโยชน์และข้อดีของ Re-Engineering

1. เป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ทั้งหมด

2. มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า

3. พนักงานสามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น

4. ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการ ซึ่งเป็นหัวใจของการปรับปรุงงาน

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Benchmarking

Benchmarking หมายถึง วิธีการในการวัดและเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ บริการ และวิธีการปฏิบัติกับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า เพื่อนำผลการเปรียบเทียบมาใช้ในการปรับปรุงองค์กรของตนเพื่อมุ่งความเป็นเลิศทางธุรกิจ

ขั้นตอนในการจัดทำ Benchmarking

1. การกำหนดหัวข้อที่จะทำ Benchmark (Determine What to Benchmark)

2. การสร้างทีมงาน (Benchmarking Team)

3. ระบุผู้ร่วมทำ Benchmark (Identify Benchmarking Partners)

4. การเก็บรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล (Collecting and Analyzing Benchmarking Information)

5. การปฏิบัติการ (Taking Action)

ประโยชน์ของการทำ Benchmarking

1.ทำให้ธุรกิจรู้จักตนเองจากการวัดผลการดำเนินงาน เปรียบเทียบกับองค์กรอื่นที่มีการดำเนินงานที่ดีที่สุด

2.เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

3.เป็นการสั่งสมความรู้ ทักษะ และ ประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ ในการแก้ปัญหาขององค์กรในอนาคต

4.เป็นเครื่องมือในระดับกลยุทธ์ที่จะพัฒนาศักยภาพ แสดงความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Knowledge Management

หมายถึง กระบวนการอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูล สารสนเทศ ความคิด การกระทำ ตลอดจนประสบการณ์ของบุคคลเพื่อสร้างเป็นความรู้หรือนวัตกรรม เพื่อนำความรู้ที่มีอยู่ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน และเกิดการแพร่กระจายทั่วทั้งองค์กรอย่างสมดุล

เครื่องมือที่ใช้ในการทำ KM

1. ระบบสำนักงานอัตโนมัติ

2. ระบบสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้

3. ระบบสนับสนุนการทำงานกลุ่ม

4. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

ประโยชน์ของ KM

1.เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

2.ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา

3.เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์

4.ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Activity – Based Management

ABM หมายถึงเครื่องมือที่การตัดสินใจในการปฏิบัติการ (Operation Decision) บนฐานสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ

แนวทางการใช้ ABM สนับสนุนต่อการตัดสินใจ การปรับปรุงการดำเนินงาน และการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่ได้ลงทุนไว้ โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง ที่เป็นผลจากการใช้วิเคราะห์ในด้านต่าง ๆ

ABMมุ่งวัตถุประสงค์หลักคือ

1.การขจัดความสูญเปล่า

2.สร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่มุ่งการปรับปรุงกระบวนการธุรกิจและเกิดผลิตผลดี (Yield) มากขึ้น

3.ค้นหาสาเหตุหลักของปัญหาและทำการแก้ไข

4.ขจัดความบิดเบือนที่เกิดจากการตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาดและการจัดสรรต้นทุนที่ไม่เหมาะสม

ประโยชน์จากการใช้ ABM

1.จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการปฏิบัติงานตามกิจกรรมต่างๆ ได้ดี

2.ทำให้สามารถใช้ต้นทุนในการวางแผนพัฒนากิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

3.ทำให้สามารถรู้เป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าด้วยต้นทุนที่ลดลง

4.สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทั้งด้านราคา และคุณภาพของสินค้า

5.ช่วยด้านระบบต้นทุนกิจกรรมและจะมีการปรับปรุงทบทวนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศของธุรกิจ

1.Balanced Scorecard และ Key Performance Indicators

                BSC คือระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ และแผนกลยุทธ์ แล้วแปลไปทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายโดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นของกระบวนการทำงาน  ระบบการวัดและประเมินผล 1.ด้านการเงิน  2.ด้านลูกค้า 3.ด้านการดำเนินการภายใน  4.ด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ  BSC ในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือเป็นเครื่องมิในการประเมินผลและเป็นเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมโยงแผนกลยุทธ์กับแผนปฏิบัติการ มีประโยชน์คือช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ เป็นกรอบในการกำหนดแนวทาง ช่วยในการจัดสรรงบประมาณ วัดผลได้ทั้งทีมและบุคคล

                KPI คือเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่างๆ สามารถแสดงผลในรูปข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพในการทำงาน   KPI ที่ดีต้อง สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์ แสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญกับองค์กร ดัชนีชี้วัดสามารถวัดผลได้และบุคคลทั่วไปเข้าใจ

                ความแตกต่างระหว่าง BSC และ KPI แท้จริงแล้ว BSC คือระบบบริหารหรือเครื่องมือบริหารจัดการชนิดหนึ่ง ที่ต้องอาศัย KPI เป็นเครื่องมือช่วยวัดผลความสำเร็จ

                กรณีศึกษา บริษัท ทีวีไทยจำกัด มหาชน

                มีการนำมาวิเคราะห์เชิงปริมาณ อัตราส่วนทางการเงิน ในด้านต่าง ๆ ดังนี้1.ด้านสภาพคล่อง 2.ด้านความสามารถในการใช้ทรัพย์สิน 3.ด้านความสามารถในการชำระหนี้ และ 4.ด้านความสามารถในการทำกำไร

 

2. Six sigma

                เป็นการบริหารที่มุ่งเน้นในการลดความผิดพลาด ลดความสูญเปล่า และลดการแก้ไขตัวชิ้นงาน สอนให้พนักงานรู้แนวทางในการทำธุรกิจอย่างมีหลักการ และจะไม่พยายามจัดการกับปัญหาแต่จะพยายามกำจัดปัญหาทิ้ง  แนวความคิดการบริหารปรับปรุงองค์การแบบ six sigma มีความแตกต่างจากแนวความคิดในการบริหารแบบเดิม  ที่เน้นการปรับปรุงการทำงานโดยเริ่มจากผู้บริหาร  แล้วจึงกระจายให้หน่วยงานต่าง ๆ ในองค์การปรับปรุง    หลักการสำคัญ คือ Measurement วัดว่าองค์กรอยู่ที่ดี Analyze วิเคราะห์ว่าปัญหาต่างๆ เริ่มมาจากไหน Improvement  การแก้ไขกระบวนการ Control การควบคุม    ขั้นตอนหรือการบวนการนำไปใช้  1.กำหนดปัญหา  2.การวัด  3.การวิเคราะห์  4.การปรับปรุง  5.การควบคุม    ข้อดีของการนำ Six sigma ไปใช้ สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย พัฒนาบุคลากรในองค์กร บริหารโดยใช้ข้อมูลจริง สร้างทีมงานให้แข็งแกร่ง

                กรณีศึกษา บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี(ประเทศไทย) จำกัด ใช้เทคนิค  ภาวะผู้นำที่แข็งแกร่ง การวางแผนการกระจายนโยบายและติดตาม การสื่อสารภายในที่มีประสิทธิผล และ - การจูงใจการให้ค่าตอบแทน

 

3.Re-engineering

                การกลับมาคิดและปรับปรุงกระบวนการทำธุรกิจอย่างฉีกแนว หัวใจสำคัญคือการมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน องค์ประกอบ 1.จัดโครงสร้างให้เป็น At come 2.มีการกำหนดหน่วยงาน 3.หน่วยแต่ละหน่วยต้องเก็บข้อมูล 4.ทำเหมือนกระจุกตัวถามอะไรรู้หมด 5.มีการเชื่อมโยงไปพร้อมๆ กัน 6.มีลักษณะออนไลน์ มีขั้นตอนการนำไปใช้อยู่ 4 ขั้น 1. การคิดค้นทบทวนใหม่ 2.ออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ 3.เสริมเทคโนโลยี 4.ฝึกอบรมบุคลากร ข้อดีของการนำไปใช้  เป็นการเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทำงานได้อย่างอิสระมากขึ้น  มีประโยชน์คือ 1.เพิ่มผลกำไรให้กับองค์กร 2.หลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยีที่ล้าสมัย 3.พัฒนาศักยภาพของพนักงาน แต่จะมีข้อจำกัดคือ ลงทุนสูง มีความเสี่ยงสูงและยังต้องเจอกับปัญหาพนักงานไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง

                กรณีศึกษา บริษัทไอบีเอ็ม นำมาใช้โดย 1.จัดให้มีการวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาและติดตามว่าต้องทำอย่างไรกับลูกค้า 2.ให้ความสนใจในการร้องทุกข์ของลูกค้า 3.มี a customer advisory council  เพื่อให้สมาชิกหรือลูกค้าแสดงความคิดเห็นได้

 

4.Knowledge Management

                คือระบบจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ง่ายต่อการเรียกใช้ ให้อยู่คู่กับองค์กรตลอดไป มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์  และเพื่อนำองค์ความรู้ที่มีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ องค์ประกอบของ KM มีคน สถานที่และข้อมูล กระบวนการในการสร้าง KM 1.ต้องวางโครงสร้างพื้นฐาน 2.ประเมินระบบการจัดการความรู้ 3. พัฒนาระบบ 4.ประเมินระบบที่สร้างได้ แนวทางการพัฒนาต้อง มีการกำหนดหัวหน้า ระบุข้อมูลที่ต้องใช่ แล้วทำ Workflow หลังจากนั้นสร้างแล้วถ่ายทอดความรู้ แล้วจึงพัฒนาข้อมูล สุดท้ายทำระบบเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและส่งเสริมการใช้ความรู้ร่วมกัน ประโยชน์ของ KM 1.เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร 2. ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา 3.แปรรูปความรู้ให้เป็นทุน ปัญหาของ KM คือเช่นการที่พนักงานไปอบรมมาแต่ไม่สามารถนำความรู้ที่ได้รับมาถ่ายทอดได้ หรือการไม่นำความรู้ที่มีมาใช้ในการแข่งขัน และการไม่นำความรู้มาปรับใช้อาจทำให้ตามสถานการณ์ภายนอกไม่ทัน

                กรณีศึกษา กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น นำเอาเครื่องมือมาใช้โดย ทำเป็น 7 ขั้นตอนดังนี้ 1. การบ่งชี้ความรู้ 2. สร้างและแสวงหา 3. จัดการให้เป็นระบบ 4.ประมวลผลและกลั่นกรอง 5.เข้าถึงความรู้ 6.แบ่งปันแลกเปลี่ยน 7. เรียนรู้

 

5.Activity – Based Management

                หมายถึงเครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจในการปฏิบัติการบนฐานสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องาน แนวทางการใช้ ABM เป็นการจัดการทั่วทั้งองค์กรโดยเริ่มจากสารสนเทศที่ถูกต้อง และสนับสนุนการตัดสินใจ มีเป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง เป็นผลมาจากการใช้วิเคราะห์ในด้านต่างๆ ดังนี้

1.วิเคราะห์คุณลักษณะ 2.วิเคราะห์กลยุทธ์ 3.การเทียบเคียง 4.วิเคราะห์การปฏิบัติงาน 5.วิเคราะห์ความสามารถทำกำไร 6.วิเคราะห์กิจกรรม 7.กิจกรรมที่เพิ่มคุณค่า ก่อให้เกิดคุณค่าแก่ลูกค้า ช่วยองค์กรให้บรรลุเป้าหมายได้  8.กิจกรรมไม่เพิ่มมูลค่า ไม่จำเป็นและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ กับใคร 9.การปรับปรุงกระบวนการ    ABM มุ่งวัตถุประสงค์หลักคือ ขจัดความสูญเปล่า สร้างประสิทธิภาพมากขึ้น ค้นหาสาเหตุของปัญหาแล้วทำการแก้ไข

กรณีศึกษา ABM เหมาะสำหรับธุรกิจค้าปลีก ABM เป็นกลยุทธ์เชิงรุกและการตัดสินใจในการทำการบนฐานสารสนเทศ สำหรับค้าปลีก ABM จะช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถประเมินค่าใช้จ่ายการออกใบเสร็จ ค่าใช้จ่ายการวางสินค้า ค้าโสหุ้ยการจัดเก็บสินค้า ฯลฯ จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถ ลดค่าใช้จ่ายได้

 

6.Benchmarking

                คือวิธีการในการวัดและเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ บริการ และวิธีการปฏิบัติกับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า เพื่อนำผลการเปรียบเทียบมาใช้ในการปรับปรุงองค์กรของตน มีลักษณะสำคัญคือ เป็นการเปรียบเทียบตัวเองกับบริษัทที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมเดียวกัน เป็นเครื่องมือใหม่สำหรับงานที่ต้องการคุณภาพ แนวทางการทำมีแบบเดี่ยวและแบบกลุ่ม มีประโยชน์คือ ไม่ใช่แค่สร้างคุณภาพงานเท่านั้นแต่ยังเป็นเครื่องมือในการปรับกลยุทธ์ในการแข่งขัน เป็นการสะสมความรู้ ประสบการณ์ เป็นแนวทางการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีกระบวนการดังนี้ 1.วางแผน .วิเคราะห์ 3.บูรณาการ 4.ปฏิบัติ 5.การเติบโตเต็มที่

                กรณีศึกษา บริษัท Xerox Corporation นำมาใช้เป็นองค์กรแรก Xerox ได้ทำตามกระบวนการทำ Benchmarking ทั้ง 5 ขั้นตอน ทำให้ Xerox นั้นกลับมาเป็นผู้นำทางการตลาดได้อย่างรวดเร็ว ๆทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นประสบปัญหาการตลาดอย่างรุนแรง

เครื่องมือทางการบริหารจัดการ

Balanced Scorecard

คือระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน เป็นการจัดหาแนวทางแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงาน โดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นของกระบวนการทำงานภายในองค์กร

ปัญหาสำคัญในการนำ BSC มาใช้

    1.การที่ผู้บริหารระดับสูงไม่มองว่าBSC เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร

   2. การที่ผู้บริหารมองว่า BSC เป็นเพียงโครงการ (Project) ที่มีกำหนดหรือระยะเวลาสิ้นสุดทำให้องค์กรไมสามารถใช้ประโยชนจาก BSC ไดอย่างเต็มที่

   3. การที่ผู้บริหารมองว่า BSC เป็นเพียงสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาเพียงปีละครั้ง

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้BSC

-  ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน

-   ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารทุกระดับ

-  ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร

-  ช่วยให้มีการจัดแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับแต่ละกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม

-  เป็นการรวมแผนกลยุทธ์ของทุกหน่วยงานเข้ามาไว้ด้วยกัน ด้วยแผนธุรกิจขององค์กร ทำให้แผนกลยุทธ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน

-  สามารถวัดผลได้ทั้งลักษณะเป็นทีมและตัวบุคคล

                                            Key Performance Indicators

KPI คือเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพประสิทธิผลในการปฏิบัติงานขององค์กร

ขั้นตอนการสร้าง KPI

-                   กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ

-                   กำหนดตัวชี้วัดที่บ่งชี้ความสำเร็จ

-                   จัดลำดับและกำหนดน้ำหนักความสำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

-                   กระจายดัชนีชี้วัดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

-                   จัดทำ KPI Dictionary โดยระบุรายละเอียดที่สำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

BSC และ KPI แตกต่างกันอย่างไร

BSC ก็คือระบบบริหารหรือเครื่องมือบริหารจัดการชนิดหนึ่งนั่นเอง ที่ต้องอาศัย KPI เป็นเครื่องมือที่จะช่วยวัดผลความสำเร็จ

six sigma

คือ เป็นการพัฒนาที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศ ซึ่งได้มีการกำหนดแนวทางในด้านต่าง ๆ เพื่อให้การปรับปรุงองค์การเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของพนักงานที่มีความสามารถ มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงเพื่อให้ความผิดพลาดในการผลิตและการบริการมีน้อยที่สุดแนวความคิดการบริหารปรับปรุงองค์การแบบ six sigma มีความแตกต่างจากแนวความคิดในการบริหารแบบเดิม ที่เน้นการปรับปรุงการทำงานโดยเริ่มจากผู้บริหาร แล้วจึงกระจายให้หน่วยงานต่าง ๆ ในองค์การปรับปรุง

หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six sigma

การบรรลุกลยุทธ์ที่สำคัญของ six sigma ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอน 4 ขั้นตอน

ซึ่งประกอบด้วย Measure - Analyze - Improve – Control

ขั้นตอนหรือกระบวนการนำเครื่องมือไปใช้ จะมีวิธีการอยู่ 5 ขั้นตอน

1.กำหนดปัญหา

 2.การวัด

3.การวิเคราะห์

4. การปรับปรุง

5. การควบคุม

ประโยชน์ ของการนำ Six Sigma

1.สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.ลดความสูญเสียโอกาสอย่างมีระบบและรวดเร็ว

3.พัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีศักยภาพสูงขึ้นปรับองค์การให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้

4.สามารถเทียบข้ากลุ่มอุตสาหกรรมได้

5.บริหารจัดการและพัฒนาองค์กรโดยใช้ข้อมูลจริง

6.สร้างทีมงานในองค์กรให้แข็งแกร่ง

Knowledge Management (KM)

การบริหารจัดการความรู้ (KM) คือ ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ครบถ้วน ง่ายต่อ การเรียกใช้ จัดเก็บตามความต้องการ ซึ่ง(KM)ประกอบจะไปด้วย คน สถานที่ ข้อมูล

องค์ประกอบหลักในการพัฒนา KM

1.ผู้นำ

2.วัฒนธรรม

3.การเข้าถึงแหล่งความรู้

4.เทคโนโลยี

5.วัฒนธรรมการเรียนรู้

6.บรรยากาศอิสระ

ขั้นตอนการพัฒนา KM

1. การจัดหาหรือการสร้างความรู้

2. การจัดเก็บ

3. การเผยแพร่ความรู้

4. การใช้โปรแกรมการจัดการความรู้

ประโยชน์ของ KM

1.เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

2.ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา

3.เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์

4.ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว

5.ผู้บังคับบัญชาทำงานเชื่อมโยงกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

6.เมื่อพบข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน ก็สามารถหาวิธีแก้ไขได้ทัน

7.เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและความอยู่รอด

8.แปรรูปความรู้ให้เป็นทุน

9.เพื่อการสร้างสรรค์ และบรรลุเป้าหมายของจินตนาการที่ยิ่งใหญ่

10.ความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่น

 Activity Based Management

คือ เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจในการปฏิบัติการ บนสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ ABM ใช้วิเคราะห์คุณลักษณะ วิเคราะห์กลยุทธ์ เทียบเคียงวิเคราะห์การปฏิบัติการ วิเคราะห์ความสามารถทำกำไร วิเคราะห์กิจกรรม และใช้ปรับปรุงกระบวนการ

ประโยชน์จากการใช้ ABM

1.จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการปฏิบัติงานตามกิจกรรมต่างๆ ได้ดี

2.ทำให้สามารถใช้ต้นทุนในการวางแผนพัฒนากิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

3.ทำให้สามารถรู้เป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง

4.สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทั้งด้านราคา และคุณภาพของสินค้า

5.ช่วยด้านระบบต้นทุนกิจกรรมมิได้มุ่งเน้นที่จะลดต้นทุนอย่างเดียว แต่จะมีการปรับปรุง และทบทวนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศของธุรกิจ

Reengineering

คือ การ ปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ ลักษณะสำคัญอยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนที่แนวคิดพื้นฐาน เปลี่ยนแปลงอย่างถอน สามารถดำเนินการให้บรรลุถึงผลลัพธ์หรือเป้าหมายขององค์การ โดยใช้ตัวชี้วัดในการปฏิบัติงาน 4 ด้าน คือด้านการลงทุนทางการศึกษา ด้านคุณภาพทางการศึกษา ด้านการให้บริการ และด้านความสำเร็จ

ขั้นตอนการรื้อปรับระบบมี 4 ขั้นตอน

1.การคิดค้นทบทวนใหม่

2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่

3.การเสริมเทคโนโลยี

4. การฝึกอบรมบุคลากร

ข้อดี ของ Reengineering

1.เป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ทั้งหมด

2.มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า

3.พนักงานทำงานได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น

4.ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการ

 

Benchmarking

คือ กระบวนการวัดและเปรียบเทียบกับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า และนำผลการเปรียบเทียบมาใช้ในการปรับปรุงองค์กรของตนเพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

ขั้นตอนในการจัดทำ Benchmarking

1.กำหนดหัวข้อที่จะทำ Benchmark

2.สร้างทีมงาน โดยควรจะต้องเลือกมาจากหลายๆ ส่วนในองค์กร ที่มีความต่อเนื่องกัน

3.ระบุผู้ร่วมทำ Benchmark โดยเริ่มจากค้นหาหน่วยงาน นอกองค์การที่ประสบผลสำเร็จในด้านที่ทำBenchmark

4.เก็บรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล

5.ปฏิบัติการ ลงมือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามแผนใหม่ที่วางไว้

ประโยชน์ของการทำ Benchmarking

1.ทำให้ธุรกิจรู้จักตนเองจากการวัดผลการดำเนินงาน เปรียบเทียบกับองค์กรอื่นที่มีการดำเนินงานที่ดี (ที่สุด)

2.เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมที่สามารถวัดและตรวจสอบได้

3.เป็นการสั่งสมความรู้ ทักษะ และ ประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ ในการแก้ปัญหาขององค์กรในอนาคต

4.เป็นเครื่องมือในระดับกลยุทธ์ที่จะพัฒนาศักยภาพ แสดงความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

เครื่องทางการบริหารจัดการ

 

Balanced Scorecard

ระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร

ความหมายของ   Balanced Scorecard  คือระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน เป็นการจัดหาแนวทางแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงาน โดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นของกระบวนการทำงานภายในองค์กร

BSC ในประเทศไทย องค์กรในประเทศไทยนำเอา BSC มาใช้ด้วยวัตถุประสงค์ 2 ประการ

1. เป็นเครื่องมือในการประเมินผลระดับต่างๆ

2. เป็นเครื่องมือที่ชวยเชื่อมโยงระหว่างแผนกลยุทธ์กับแผนปฏิบัติการ

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้BSC

1.  ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน

2.  ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารทุกระดับ

3.  ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร

4.  ช่วยให้มีการจัดแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับแต่ละกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม

5.  เป็นการรวมแผนกลยุทธ์ของทุกหน่วยงานเข้ามาไว้ด้วยกัน

6. สามารถวัดผลได้ทั้งลักษณะเป็นทีมและตัวบุคคล

การนํา BSC ไปใชใหเกิดผลสําเร็จนั้น มีปัจจัยดังนี้ 

1. ผู้บริหารระดับสูงถือเปนปจจัยสําคัญที่สุดในการนํา BSC มาใชใหเกิดผลสําเร็จ จะต้องมีความเข้าใจในหลักการของ BSC และมีทัศนคติที่ดีในการนําBSC มาใช้

2. การบริหารการเปลี่ยนแปลง การนํา BSC มาใชใหเกิดผลจะตองนําแนวคิดในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเขามาใช้ร่วมด้วย

3. การนำ BSC มาใช้ต้องเน้นที่ความเร็วในการพัฒนาและนำเอา BSC ไปใช้ เป็นประจำ

4. การผูกผลของ BSC กับสิ่งที่จูงใจบุคลากร

5. BSC ถือเป็นเครื่องมือทางกลยุทธ์ ดังนั้นถ้าจะนำมาใช้ให้เกิดผลที่สุด ควรจะนำมาใช้ในด้านของกลยุทธเป็นหลัก ไมใช่เพียงแคการประเมินผลให้ครบทั้ง 4 ด้านเท่านั้น

 

QQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQ

 

Key Performance Indicators

เครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ

ความหมายของKPI   คือเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ                      ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพประสิทธิผลในการปฏิบัติงานขององค์กร

ลักษณะของ KPI ที่ดี

!  สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์ขององค์กร

!  ควรแสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร

!  ซึ่งดัชนีชี้วัดที่มีความสำคัญต่อองค์กรและหน่วยงานมี 2 ลักษณะ คือ ดัชนีชี้วัดที่แสดงผลการดำเนินงานและดัชนีชี้วัดกิจกรรม  ประกอบด้วยดัชนีชี้วัดที่เป็นเหตุและดัชนีชี้วัดที่เป็นผล

!  ดัชนีชี้วัดที่สร้างขึ้นควรเป็นดัชนีชี้วัดที่องค์กรสามารถควบคุมผลงานได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ80

!  เป็นดัชนีชี้วัดที่สามารถวัดผลได้ และบุคคลทั่วไปเข้าใจ

!  ต้องช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขององค์กรได้

ขั้นตอนการสร้าง KPI

1.  กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ ที่สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์กำหนดปัจจัยสู่ความสำเร็จ

2.  กำหนดตัวชี้วัดที่สามารถบ่งชี้ความสำเร็จ/ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์

3.  กลั่นกรองดัชนีชี้วัดเพื่อหาดัชนีชี้วัดหลัก

4.  จัดทำ KPI Dictionary โดยระบุรายละเอียดที่สำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

 

QQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQ

 

Six Sigma

ความหมายของ Six Sigma  คือ  การบริหารที่มุ่งเน้นในการลดความผิดพลาด  ลดความสูญเปล่า และลดการแก้ไขตัวชิ้นงาน และสอนให้พนักงานรู้แนวทางในการทำธุรกิจอย่างมีหลักการ  และจะไม่พยายามจัดการกับปัญหาแต่จะพยายามกำจัดปัญหาทิ้ง

หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six sigma

การบรรลุกลยุทธ์ที่สำคัญของ six sigma ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอน 4 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย

1.  Measurement   ในขั้นนี้เป็นการขั้นตอนการวัด

2.  Analyze   เป็นการวิเคราะห์ว่าปัญหาต่าง ๆ เริ่มมาจากที่ใด

 3.  Improvement   การแก้ไขกระบวนการ

4.  Control  การควบคุม

การประยุกต์ใช้ six sigma

           แนวทางการปรับปรุง Six Sigma นั้น คือ การวิเคราะห์ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าพอใจ หรืออะไรเป็นสิ่งที่องค์การสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้  และจะลดความผิดพลาดที่จะกระทบต่อลูกค้าได้อย่างไร                      สิ่งที่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้านั้นมาจากหลายองค์ประกอบ ซึ่งได้แก่ คุณภาพ  องค์การต้องมีกระบวนการการทดสอบคุณภาพการทำงาน  การประกอบ  การบรรจุหีบห่อ เป็นต้น

ขั้นตอนหรือกระบวนการในการนำไปใช้ของเครื่องมือ

             วิธีของ Six Sigma ขึ้นอยู่กับการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาทางที่ง่ายในการปรับปรุงกระบวนการทุกขั้นตอนเพื่อที่จะได้ผลิตที่คุณภาพสูง จุดมุ่งหมายในการปรับปรุงคุณภาพโดยใช้ Six Sigma คือ ความพยายามที่จะลดความคลาดเคลื่อนและการเปลี่ยนแปลงแบบหลากหลาย (Variability) ในกระบวนการซึ่งจะมีวิธีการอยู่                            5   ขั้นตอน คือ DMAIC ( ดี -เม-อิก)  ดังนี้

1.  กำหนดปัญหา (Define) กำหนดปัญหาที่สำคัญ

2.  การวัด (Measure) การวัดประสิทธิภาพ

3.  การวิเคราะห์ (Analyze) อะไรคือสิ่งที่สามารถทำได้ดีที่สุด

4.  การปรับปรุง (Improve) วางแผนกลยุทธ์สำหรับการปรับปรุงและการทดสอบ

5.  การควบคุม (Control)  

ประโยชน์ ข้อดีของการนำ Six Sigma  มาใช้

1. สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกลยุทธ์ใหม่ให้ธุรกิจ

2. สามารถลดความสูญเสียโอกาสอย่างมีระบบและรวดเร็วโดยการนำกระบวนการทางสถิติมาใช้

3. พัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีศักยภาพสูงขึ้นตอบสนองต่อกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว

4. ช่วยหารระดับคุณภาพของอุตสาหกรรม โดยสามารถเทียบข้ากลุ่มอุตสาหกรรมได้ (Benchmarking)

5. บริหารจัดการและพัฒนาองค์กรโดยใช้ข้อมูลจริง และใช้หลักการทางสถิติซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

6. สร้างทีมงานในองค์กรให้แข็งแกร่ง โดยประสานความร่วมมือของพนักงานแต่ละส่วน

7. เพิ่มผลประกอบการด้านการเงินจากโครงการประหยัดต้นทุน

8. พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพสูงขึ้น และปรับองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

 

QQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQ

 

Re-Engineering

ความหมายของ รีเอ็นจิเนียริ่ง”  (Reengineering) 

            โปรเฟสเซอร์ ไมเคิล  แฮมเมอร์ ได้ ให้ความหมายของคำว่า รีเอ็นจิเนียริ่ง ไว้ในหนังสือรีเอ็นจิเนียริ่ง เดอะคอร์เปอเรชั่น ไว้ว่าคือ การกลับมาคิดและปรับปรุงกระบวนการทำธุรกิจอย่างฉีกแนว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ในประเด็นสมรรถภาพที่สำคัญคือ ต้นทุน คุณภาพ และความรวดเร็วในการสนองความต้องการของลูกค้า” 

Re-Engineering คือ การ ปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ ภาษาชาวบ้าน คือ โล๊ะ เป็นการ ปรับเปลี่ยน โครงสร้าง ขององค์กร บริษัท ทั้งระบบจุดไหนที่ก่อให้เกิน ความล่าช้า เช่น คนงาน พนักงาน ผู้บริหาร ไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะทำการ เปลี่ยนแปลงทั้งระบบ (ไม่ใช่การปรับปรุง) เป็นการเปลี่ยนใหญ่ ตัวอย่าง บริษัทหนึ่ง มียอดการผลิต ลดลงทุก ไตรมาศ ผู้บริหารระดับสูง หรือ เจ้าของกิจการ ก็อาจจะ พิจารณา กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ แล้วก็เห็นว่า เป็นการยากที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น เพราะอาจจะใช้เวลามาก จึงตัดสินใจเอาพนักงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ออก (ล้างไพ่) แล้วทำการวางตำแหน่งงาน และดำเนินงานกันใหม่ เหมือนเปิด บริษัทใหม่ยังไงยังงั้น

หัวใจสำคัญของการ Re-engineering อยู่ที่กระบวนการ

              ลักษณะสำคัญหรือจุดเน้นของการรื้อปรับระบบ หรือ การทำรีเอ็นจิเนียริ่งอยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการ

Balanced Scorecard

หมายถึง ระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน

เป็นการจัดหาแนวทางแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงาน โดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นของกระบวนการทำงานภายในองค์กร

ระบบการวัดและประเมินผลใน 4 ด้านหลัก คือ

1 มุมมองด้านการเงิน (Financial Perspective; F)

2 มุมมองด้านลูกค้า (Customer Perspective; C)

3 มุมมองด้านการดำเนินการภายใน

(Internal Perspective; I)

4มุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ (Learning and Growth; L)

ปัญหาสำคัญในการนำ BSC มาใช้

1.การที่ผู้บริหารระดับสูงไม่มองว่าBSC เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร

2. การที่ผู้บริหารมองว่า BSC เป็นเพียงโครงการ (Project) ที่มีกำหนดหรือระยะเวลาสิ้นสุดทำให้องค์กรไมสามารถใช้ประโยชนจาก BSC ไดอย่างเต็มที่

3. การที่ผู้บริหารมองว่า BSC เป็นเพียงสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาเพียงปีละครั้ง

ขั้นตอนที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ ประกอบด้วย

1.การวิเคราะห์ (SWOT Analysis)ขององค์กรเพื่อให้ ทราบถึงสถานะพื้นฐานขององค์กร

2. การพัฒนาวิสัยทัศน์ (Vision) ขององค์กร

3. การกำหนดมุมมอง (Perspective) ด้านต่าง ๆ

4. การกำหนดกลยุทธ์ (Strategy) และ วัตถุประสงค์ (Objective)

5. การจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์และวัตถุประสงค์ด้านต่าง ๆ ในลักษณะของเหตุและผล

6. การกำหนดตัวชี้วัด (Key Performance Indicators : KPI) และเป้าหมาย

7. การจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan)

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้BSC

- ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน

- ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารทุกระดับ

- ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร

- เป็นการรวมแผนกลยุทธ์ของทุกหน่วยงานเข้ามาไว้ด้วยกัน ด้วยแผนธุรกิจขององค์กร - - ทำให้แผนกลยุทธ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน

- สามารถวัดผลได้ทั้งลักษณะเป็นทีมและตัวบุคคล

Key Performance Indicators

หมายถึง เครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ

KPI คือเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพประสิทธิผลในการปฏิบัติงานขององค์กร

ลักษณะของ KPI ที่ดี

•สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์ขององค์กร

•ควรแสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร

•ซึ่งดัชนีชี้วัดที่มีความสำคัญต่อองค์กรและหน่วยงานมี 2 ลักษณะ คือ ดัชนีชี้วัดที่แสดงผลการดำเนินงานและดัชนีชี้วัดกิจกรรม

•ประกอบด้วยดัชนีชี้วัดที่เป็นเหตุและดัชนีชี้วัดที่เป็นผล

•ดัชนีชี้วัดที่สร้างขึ้นควรเป็นดัชนีชี้วัดที่องค์กรสามารถควบคุมผลงานได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ80

•เป็นดัชนีชี้วัดที่สามารถวัดผลได้ และบุคคลทั่วไปเข้าใจ

•ต้องช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขององค์กรได้

ขั้นตอนการสร้าง KPI

1 กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ

2 ที่สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์กำหนดปัจจัยสู่ความสำเร็จ

3 กำหนดตัวชี้วัดที่สามารถบ่งชี้ความสำเร็จ/ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลจากการ ดำเนินการตามวัตถุประสงค์

4 กลั่นกรองดัชนีชี้วัดเพื่อหาดัชนีชี้วัดหลัก จัดลำดับและกำหนดน้ำหนักความสำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

5 กระจายดัชนีชี้วัดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

6 จัดทำ KPI Dictionary โดยระบุรายละเอียดที่สำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

BSC และ KPIs. แตกต่างกันอย่างไร

BSC และ KPIs. แท้ที่จริงแล้ว BSC ก็คือระบบบริหารหรือเครื่องมือบริหารจัดการชนิดหนึ่งนั่นเอง ที่ต้องอาศัย KPIs. เป็นเครื่องมือที่จะช่วยวัดผลความสำเร็จ หรือระบบบริหาร ISO 9001:2000 ก็มีการใช้ KPIs.วัดผลดังนั้น BSC ก็คือชื่อเรียกระบบ องค์กรสามารถนำเอา KPIs. มาใช้ได้โดยไม่สนใจแนวคิดของ BSC เพราะการวัดผลความสำเร็จอาจจะเริ่มที่การกำหนด Areas

------------------------------------------------------------------------------------------

Six Sigma

ประวัติความเป็นมาและความหมาย ของ Six Sigma

Six sigma เป็นการบริหารที่เกิดขึ้นปี พ.ศ. 2533 โดยกลุ่มวิศวกรของบริษัท Motorola ภายใต้การนำของ Dr.Mikel Harry ซึ่งได้เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดนี้ และนำมาใช้กับการออกแบบผลิตภัณฑ์ของบริษัทจนประสบความสำเร็จอย่างสูง ต่อมาบริษัทต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกาจึงได้นำแนวคิดการบริหารจัดการแบบ Six sigma เข้ามาใช้ และประสบความสำเร็จสามารถลดค่าใช้จ่ายของบริษัทได้อย่างมาก

แนวคิดการบริหารองค์การแบบเดิม

1.ใช้การแก้ปัญหาแบบวันต่อวัน ทักษะในการเรียนรู้ของพนักงานจะเน้นที่การเรียนรู้จาการทำงานจริงเป็นหลัก

2. ผลของการแก้ไขปัญหาจะต้องหายขาด

3. คัดเลือกพนักงานที่ทำงานประจำมาทำการแก้ไขปัญหา โดยแก้ไขเฉพาะหน่วยงานของตนเอง ถ้าปัญหาเกิดจากหน่วยงานอื่นก็จะขอร้องให้หน่วยงานนั้น ๆ ทำการแก้ไข

4. ผู้นำคือผู้ที่สามารถแก้ไขปัญหาในปัจจุบันได้

5. ใช้ประสบการณ์และความชำนาญเป็นหลักในการปรับปรุง เพราะเห็นผลสำเร็จได้ง่าย

หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six sigma

การบรรลุกลยุทธ์ที่สำคัญของ six sigma ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอน 4 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย

Measure - Analyze - Improve - Control

องค์ประกอบสำคัญที่มีบทบาทต่อ six sigma

1.Champion เป็นชื่อเรียกผู้ที่มีความรับผิดชอบสูงสุดต่อผลสำเร็จในงาน

2. Six sigma Director มีหน้าที่นำและบริหารองค์การให้สำเร็จบรรลุ

3. Master Black Belt คือ ผู้ชำนาญการด้านเทคนิค และเครื่องมือสถิติ

4. Black belt คือ ผู้บริหารโครงการ (Project Manager) และผู้ประสานงาน

5. Green belt คือพนักงานที่ทำหน้าที่โครงการ เป็นผู้ที่รับการรับรองว่ามีความสามารถเทียบเท่านักกีฬายูโดในระดับสายเขียว

6. Team Member ในโครงการทุกโครงการจะต้องมีสมาชิกทำงาน 4-6 คน โดยเป็นตัวแทนของคนที่ทำงานในกระบวนการที่อยู่ในขอบข่ายของโครงการ

ส่วนสำคัญที่สุดในการทำ Six sigma คือ โปรเจ็ก แชมเปี้ยน ซึ่งจะมีหน้าที่ในการดูแลให้การสนับสนุน และจัดหางบประมาณที่เพียงพอให้แต่ละ Six sigma และยังคอยสนับสนุน แบล็กเบลต์

ขั้นตอนหรือกระบวนการในการนำไปใช้ของเครื่องมือ

1.กำหนดปัญหา (Define)

2. การวัด (Measure)

3. การวิเคราะห์ (Analyze)

4. การปรับปรุง (Improve)

5. การควบคุม (Control)

ประโยชน์ ข้อดีของการนำ Six Sigma

1. สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกลยุทธ์ใหม่ให้ธุรกิจ

2.สามารถลดความสูญเสียโอกาสอย่างมีระบบและรวดเร็วโดยการนำกระบวนการทางสถิติมาใช้

3.พัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีศักยภาพสูงขึ้นตอบสนองต่อกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว และปรับองค์การให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)

4.ช่วยหารระดับคุณภาพของอุตสาหกรรม โดยสามารถเทียบข้ากลุ่มอุตสาหกรรมได้ (Benchmarking)

5. บริหารจัดการและพัฒนาองค์กรโดยใช้ข้อมูลจริง และใช้หลักการทางสถิติซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

6. สร้างทีมงานในองค์กรให้แข็งแกร่ง โดยประสานความร่วมมือของพนักงานแต่ละส่วนซึ่งมีผลการปฏิบัติงานโดดเด่น และสามารถวัดผลได้

ปัจจัยที่แห่งความสำเร็จ

1. ผู้บริหารระดับสูงต้องแสดงวิสัยทัศน์และความเป็นผู้นำในการปรับปรุง และคัดเลือกพนักงานที่มีความรู้ความสามารถในการปรับปรุงเพื่อให้เกิดความสำเร็จ

2. องค์กรต้องมีความพร้อม เช่น จัดทีมงานที่มีความรู้ด้าน Six Sigma งบประมาณ วัฒนธรรมที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และระบบสารสนเทศที่สามารถตรวจสอบได้

3. มีนโยบายคุณภาพที่เน้นการปรับปรุงองค์กรให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า

---------------------------------------------------------------------------------------

รีเอ็นจิเนียริ่ง

ความหมายของ

Re-Engineering คือ การ ปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ

ภาษาชาวบ้าน คือ โล๊ะ เป็นการ ปรับเปลี่ยน โครงสร้าง ขององค์กร บริษัท ทั้งระบบจุดไหนที่ก่อให้เกิน ความล่าช้า เช่น คนงาน พนักงาน ผู้บริหาร ไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะทำการ เปลี่ยนแปลงทั้งระบบ (ไม่ใช่การปรับปรุง) เป็นการเปลี่ยนใหญ่

ลักษณะสำคัญ

ลักษณะสำคัญหรือจุดเน้นของการรื้อปรับระบบ หรือ การทำรีเอ็นจิเนียริ่งอยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนที่แนวคิดพื้นฐาน สมมุติฐาน หรือหลักเกณฑ์เดิม การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน และการมุ่งสู่ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่หรือผลลัพธ์อันใหญ่หลวง

องค์ประกอบ ของ การรื้อปรับระบบ มี 6 ข้อ ดังนี้

1. จัดโครงสร้าง ให้เป็น At come เหมาะแก่ประสิทธิภาพ และ Output เหมาะแก่ ประสิทธิผล

2.มีการกำหนดหน่วยงาน

3. หน่วยงานแต่ละหน่วยงาน ต้องมีการเก็บข้อมูล

4. เสมือนกระจุกตัว ถามอะไรรู้หมด

5. มีการเชื่อมโยงกระบวนการต่างๆไปพร้อมกัน

6. มีลักษณะ Online

หลักสำคัญของรีเอ็นจิเนียริ่ง

1. หลักการขั้นพื้นฐาน : ทบทวนสิ่งที่เราทำอยู่ใหม่ทั้งหมด และต้องถือเป็นงานหลัก คือ อย่าไปยึดติดกับของเดิม

2. การเปลี่ยนแปลงที่ถอนรากถอนโคน : ไม่ติดยึดกับของเดิม คือ ออกแบบใหม่ทั้งหมด แล้วลองทำตามแบบใหม่

3. การเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ยิ่งใหญ่ : ปรับเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ถึงร้อยละ 10 ถือว่าไม่รื้อระบบ

4. เน้นกระบวนการ : ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการรื้อปรับระบบจากเดิมงานจะต้องเดินผ่านไปยังจุดต่าง ๆ โดยใช้คนหลายคนเปลี่ยนเป็นให้งานหยุดกับที่ ทำโดยคนเดียว แต่มีข้อมูลมาประกอบการดำเนินงาน

ขั้นตอนการรื้อปรับระบบมี 4 ขั้นตอน

1. การคิดค้นทบทวนใหม่ (Rethink)

2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign)

3. การเสริมเทคโนโลยี(Retool)

4. การฝึกอบรมบุคลากร (Retrain

ในการรื้อปรับระบบ

1. การเริ่มคิด มองที่ความว่างเปล่า (Zero-Base) หรือเริ่มต้นที่จุดใหม่ สลัดความคิดเก่าออกไป

2. มองหาความพึงพอใจของลูกค้า (ครู – นักเรียน-ผู้ปกครอง-ในฐานะผู้บริหารโรงเรียน) และแสวงหาวิธีสร้างความพึงพอใจให้แก่เขา โดยการคิดหาวิธีทำงานใหม่กับการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ที่มีประสิทธิภาพ (Customer Satisfaction) จนกระทั่งถึงจุดพอใจสูงสุดของลูกค้า (Total optimization)

กระบวนการ/ขั้นตอนของ Reengineering

แฮมเมอร์ ได้เสนอกระบวนการรื้อปรับระบบออกเป็น 4 ขั้นตอนใหญ่ ดังนี้

1.ขั้นระดมพลัง

- สร้างรูปแบบของกระบวนการธุรกิจ

- ตั้งผู้รับผิดชอบ

- กำหนดยุทธศาสตร์

- กำหนดความสำคัญของกระบวนการ

2.ขั้นวิเคราะห์

- ศึกษาความต้องการของลูกค้า

- ศึกษาขบวนการปัจจุบัน

- หาจุดอ่อนของระบบปัจจุบัน

- กำหนดเป้าหมายของระบบใหม่

3. ขั้นตอนออกแบบใหม่

- กำหนด Concept ของกระบวนการ

- ออกแบบใหม่ทั้งหมด

- พัฒนารายละเอียดของระบบใหม่

- สร้างแบบเพื่อทดสอบ

- ทดสอบและดูผลทดสอบ

4. ขั้นนำไปใช้

- ทดลองนำไปใช้โดยนำร่อง

- เรียนรู้จากผลของโครงการนำร่อง

- ปรับระบบธุรกิจ

- พัฒนาระบบสนับสนุนพื้นฐาน

- นำระบบใหม่ใช้ทั้งหมด

ข้อดี ของ Reengineering

1. เป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ทั้งหมด (holistic approach) ที่การปรับเปลี่ยนทีละน้อยอาจไม่ได้แก้ปัญหา

2. มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า

3. พนักงานสามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น

4. ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการ ซึ่งเป็นหัวใจของการปรับปรุงงาน

ข้อจำกัด ของ Reengineering

ข้อจำกัด ของ Reengineering (70% ของ reengineering ล้มเหลว)

- ลงทุนสูง มีความเสี่ยงสูง

- มีลักษณะ Top - Down ละเลยในเรื่องคน มีปัญหาต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

- เป็นสูตรนำไปใช้เหมือนกันหมด ไม่ได้คำนึงถึง วัฒนธรรมองค์การ

-----------------------------------------------------------------------------------------

Knowledge Management (KM)

การบริหารจัดการความรู้ Knowledge Management (KM)

คือ ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ครบถ้วน ง่ายต่อ การเรียกใช้ จัดเก็บตามความต้อง การ เก็บรักษาความรู้ให้ควบคู่กับองค์กรตลอดไป โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการ

วัตถุประสงค์ของ KM

1. เพื่อปรับปรุงกระบวนการดําเนินงานทางธุรกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

2. เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ

3. เพื่อเป็นการปรับปรุงเทคนิค กระบวนการโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และนําความรู้นั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์

องค์ประกอบของ KA

- คน หมายถึง พนักงาน ลูกจ้าง ลูกค้า หรือผู้มีผลกระทบกับองค์กร KM

- สถานที่ หมายถึง ที่ที่ทุกคนในองค์กรสามารถระดมความคิดร่วม

- ข้อมูล หมายถึง ทุกสิ่งที่นำเก็บและให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้

องค์ประกอบหลักในการพัฒนา KM

1. ผู้นำ (Leadership

2. วัฒนธรรม (Culture)

3. การเข้าถึงแหล่งความรู้ (Access)

4. เทคโนโลยี (Technology)

5. วัฒนธรรมการเรียนรู้

6. บรรยากาศอิสระ

ขั้นตอนการพัฒนา KA

1. การจัดหาหรือการสร้างความรู้

2. การจัดเก็บ

3. การเผยแพร่ความรู้

4. การใช้โปรแกรมการจัดการความรู้

กระบวนการการสร้าง KA

1. ขั้นการวางโครงสร้างพื้นฐานของการจัดการความรู้

2. ขั้นการประเมินระบบการจัดการความรู้การออกแบบ และการพัฒนา

3. ขั้นตอนการพัฒนาระบบที่ได้มีการประเมินแล้ว

4. ขั้นตอนการประเมินระบบการจัดการความรู้ที่ได้สร้าง

แนวทางการพัฒนา KM

1. กำหนดให้มีหัวหน้าคณะทำงาน

2. ระบุข้อมูลหรือความรู้ที่ต้องการใช้เพื่อการตัดสินใจให้ชัดเจน

3. จัดทำ Workflow พัฒนากระบวนการทำงาน

4. การสร้างและการถ่ายทอดความรู้ของบุคคลในองค์กรช่วยจะแก้ปัญหาให้งานสำเร็จ

5. พัฒนาศูนย์ข้อมูลโดยอาศัยทักษะการถ่ายทอด หรือการเคลื่อนย้าย

6. ทำระบบเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเพื่อการประสานงานความร่วมมือ และการส่งเสริมการใช้ความรู้ร่วมกัน

ขั้นตอนการทำเหมืองความรู้

1. กลั่นกรองข้อมูล 2. รวบรวมข้อมูล

3. คัดเลือกข้อมูล 4. แปรรูปข้อมูล

5. data mining 6. ประเมินรูปแบบ

7. เสนอความรู้สู่ผู้ใช้

เครื่องมือที่ใช้ในการทำ KM

ระบบสารสนเทศ ประกอบด้วย

1. ระบบสำนักงานอัตโนมัติ

2. ระบบสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้

3. ระบบสนับสนุนการทำงานกลุ่ม

4. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

เทคโนโลยีสนับสนุน

1. เทคโนโลยีการสื่อสาร

2. เทคโนโลยีการทำงานร่วมกัน

3. เทคโนโลยีการจัดเก็บ

ประโยชน์ของ KA

1. เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

2. ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา

3. เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์

4. ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว

5. ผู้บังคับบัญชาทำงานเชื่อมโยงกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

ปัญหาของ KA

1. การถ่ายทอดความรู้ระหว่างบุคคลกับองค์กร

2. การจัดเก็บความรู้ขององค์กร

3. การไม่นำความรู้ขององค์กรมาสร้างความสามารถในการแข่งขัน

4. การสร้างความรู้ใหม่

5. การไม่นำความรู้ภายนอกมาปรับ

6. ความรู้ในองค์กร

------------------------------------------------------------------------------------------

ABM (Activity Based Management)

เครื่องมือที่ใช้จัดการต่อกิจกรรม เพื่อการปรับปรุงมูลค่าที่ส่งมอบสู่ลูกค้าและสร้างผลกำไรให้กับผู้ประกอบการ

ตัวอย่างเช่น

- การวิเคราะห์ตัวผลักดันต้นทุน

- สนับสนุนต่อการตัดสินใจ

- การวิเคราะห์กิจกรรม (Activity Analysis)

- การวัดผลการปฏิบัติการ

แนวทางการใช้ ABM

• การวิเคราะห์คุณลักษณะ

• การวิเคราะห์กลยุทธ์

• การเทียบเคียง

• การวิเคราะห์การปฏิบัติการ

• การวิเคราะห์ความสามารถทำกำไร

• การปรับปรุงกระบวนการ

ABMมุ่งวัตถุประสงค์หลักคือ

1.การขจัดความสูญเปล่า

2.สร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่มุ่งการปรับปรุงกระบวนการธุรกิจและเกิดผลิตผลดี (Yield) มากขึ้น

3.ค้นหาสาเหตุหลักของปัญหาและทำการแก้ไข

4.ขจัดความบิดเบือนที่เกิดจากการตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาดและการจัดสรรต้นทุนที่ไม่เหมาะสม

แนวทางการใช้ประโยชน์ ABM

1.จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการปฏิบัติงานตามกิจกรรมต่างๆ ได้ดี

2.ทำให้สามารถใช้ต้นทุนในการวางแผนพัฒนา กำหนดกลยุทธ์ของกิจการ และพัฒนากิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

3. ทำให้สามารถรู้เป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง ที่เป็นผลจากการวิเคราะห์ ในด้านต่าง ๆ ได้

4. สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทั้งด้านราคา และคุณภาพของสินค้า

5. ช่วยด้านระบบต้นทุนกิจกรรมมิได้มุ่งเน้นที่จะลดต้นทุนอย่างเดียว แต่จะมีการปรับปรุง และทบทวนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศของธุรกิจ

ประโยชน์ของ ABM ที่มีต่อผู้ค้าปลีก

1.การจัดทำเกณฑ์สมรรถนะ สำหรับผู้ส่งมอบ

2.ให้คำแนะนำผู้ส่งมอบในแนวทางเลือกของแหล่งจัดหาหรือการส่งมอบสินค้า

3.ลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้า

4.สะท้อนค่าใช้จ่ายทางธุรกรรมการเงิน อย่างถูกต้อง สำหรับการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า

5.แนะนำผู้ส่งมอบในการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ

-----------------------------------------------------------------------------------------

Benchmarking

ความเป็นมาของ Benchmarking Benchmark

มิใช่ศัพท์ใหม่ที่เพิ่งกำหนดขึ้น แต่ใช้เป็นศัพท์ในการสำรวจทางธรณีวิทยาที่ใช้ในการวัดระยะโดยเปรียบเทียบกับ จุดอ้างอิง ซึ่งถูกยืมมาใช้ในการพัฒนาระบบการบริหารงานที่ถูกพัฒนาขึ้นในทศวรรษที่ 1980 และต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

Benchmarking หมายถึง วิธีการในการวัดและเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ บริการ และวิธีการปฏิบัติกับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า เพื่อนำผลการเปรียบเทียบมาใช้ในการปรับปรุงองค์กรของตนเพื่อมุ่งความเป็น เลิศทางธุรกิจ

ขั้นตอนในการจัดทำ Benchmarking

1. การกำหนดหัวข้อที่จะทำ Benchmark (Determine What to Benchmark)

2. การสร้างทีมงาน (Benchmarking Team)

3. ระบุผู้ร่วมทำ Benchmark (Identify Benchmarking Partners)

4. การเก็บรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล (Collecting and Analyzing Benchmarking Information)

5. การปฏิบัติการ (Taking Action)

ลักษณะสำคัญของ Benchmarking

1. การหาข้อเท็จจริงด้วยวิธีปฏิบัติงานที่มีระบบที่ดีที่สุด

2. เป็นวิธีการสร้างเป้าหมายของวิธีปฏิบัติและพัฒนางานให้มีคุณภาพที่ดี

3. เป็นกระบวนการการเปรียบเทียบตัวของเราเองกับบริษัทที่ดีที่สุด ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

4. เป็นเครื่องมือใหม่สำหรับระบบงานที่ต้องการคุณภาพ

5. กระบวนการเปรียบเทียบระหว่างผลผลิต บริการ และวิธีการปฏิบัติของบริษัท เปรียบเทียบกับคู่แข่งที่เหนือเราที่สุด หรือเป็นบริษัทที่อยู่ในแนวหน้า

กระบวนการของ Benchmarking

1. การวางแผน

2. การวิเคราะห์

3. การรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการกำหนดกลุ่ม เป้าหมายและกลยุทธ์ไว้ในขั้นวางแผน

4. การลงมือปฏิบัติ

5. ขั้นเสร็จสมบูรณ์

ข้อดีของการทำ Benchmarking

1. เพื่อความยั่งยืนขององค์กร

2. เพื่อการปรับปรุงอย่างก้าวกระโดด

3. เพื่อสนับสนุนรางวัลคุณภาพแห่งชาติ

ประโยชน์ของการทำ Benchmarking

1. ทำให้ธุรกิจรู้จักตนเองจากการวัดผลการดำเนินงาน

2. เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

3. เป็นการสั่งสมความรู้ ทักษะ และ ประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ ในการแก้ปัญหา

4. เป็นเครื่องมือในระดับกลยุทธ์ที่จะพัฒนาศักยภาพ แสดงความสามารถในการแข่งขัน

Balanced Scorecard

ความหมาย

BSC ระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ และแผนกลยุทธ์ แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน

ระบบการวัดและประเมินผลใน 4 ด้านหลัก คือ

1 มุมมองด้านการเงิน

2 มุมมองด้านลูกค้า

3 มุมมองด้านการดำเนินการภายใน

4 มุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ

ขั้นตอนที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ

.1. การวิเคราะห์ (SWOT Analysis)

2. การพัฒนาวิสัยทัศน์ ขององค์กร

3. การกำหนดมุมมอง ด้านต่าง ๆ

4. การกำหนดกลยุทธ์ และ วัตถุประสงค์

5. การจัดทำแผนกลยุทธ์

6. การกำหนดตัวชี้วัด และเป้าหมาย

7. การจัดทำแผนปฏิบัติการ

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้BSC

1. ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน

2. ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารทุกระดับ

3. ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร

4. สามารถวัดผลได้ทั้งลักษณะเป็นทีมและตัวบุคคล

Key Performance Indicators

ความหมาย

KPI คือเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กร

ลักษณะของ KPI ที่ดี

1. สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์ขององค์กร

2. ควรแสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร

3. ช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขององค์กรได้

4. ควรแสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร

กรณีศึกษาบริษัท ทีวีไทย จำกัด (มหาชน)

ใช้กลยุทธ์ที่เน้นทางด้านการผสมผสานทั้งสามกลยุทธ์เข้าด้วยกัน คือ กลยุทธ์เน้นทางด้านเสถียรภาพหรือความมั่นคงได้แก่ กลยุทธ์การเจาะตลาด กลยุทธ์การพัฒนาตลาด กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และกลยุทธ์เน้นทางด้านการถอยหรือหดตัว

................................................................................................................

Six Sigma

ความหมาย

Six sigma เป็นการบริหารที่มุ่งเน้นในการลดความผิดพลาด และลดการแก้ไขตัวชิ้นงาน

แนวคิดพื้นฐาน

เป็นการพัฒนาที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศ มีการกำหนดแนวทางในด้านต่าง ๆ เช่น การสื่อสาร สร้างนโยบายเน้นการมีส่วนร่วมของพนักงาน

หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six sigma

1. Measure เป็นขั้นตอนการวัด ประเมินปัญหาและระบุปัญหา

2. Analyzeเป็นการวิเคราะห์ว่าปัญหาต่าง ๆ เริ่มมาจากที่ใด เพื่อหาทางแก้ไข

3. Improve ระบุลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ต้องปรับปรุง

4. Control การควบคุม

ขั้นตอนการนำ Six sigma มาใช้

1. กำหนดปัญหา (Define)

2. การวัด (Measure)

3. การวิเคราะห์ (Analyze)

4. การปรับปรุง (Improve)

5. การควบคุม (Control)

ประโยชน์ ข้อดีของการนำ Six Sigma

1. สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. สามารถลดความสูญเสียโอกาส

3. พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพสูงขึ้น

4. สร้างทีมงานในองค์กรให้แข็งแกร่ง

กรณีศึกษาบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัดประกอบด้วย

1. ภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง

2. การวางแผนการกระจายนโยบายและการติดตาม

3. การสื่อสารภายในองค์กรที่มีประสิทธิผล

4. การจูงใจและการให้ค่าตอบแทน

................................................................................................................

Re-Engineering

ความหมาย

การกลับมาคิดและปรับปรุงกระบวนการทำธุรกิจอย่างฉีกแนว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น คือ การปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงานทั้งระบบโครงสร้างขององค์กร

หัวใจของ Re-Engineering

1. จัดโครงสร้าง ให้เป็น At come เหมาะแก่ประสิทธิภาพ และ Output เหมาะแก่ประสิทธิผล

1. 2.มีการกำหนดหน่วยงาน

2. หน่วยงานแต่ละหน่วยงาน ต้องมีการเก็บข้อมูล

3. เสมือนกระจุกตัว ถามอะไรรู้หมด

4. มีการเชื่อมโยงกระบวนการต่างๆไปพร้อมกัน

5. มีลักษณะ Online

ขั้นตอนการนำไปใช้

1.การคิดค้นทบทวนใหม่

2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่

3. การเสริมเทคโนโลยี

4. การฝึกอบรมบุคลากร

ประโยชน์ของ Reengineering

1. เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพด้านผลผลิตของพนักงานและเพิ่มผลกำไรให้แก่องค์กร

2. เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้วิธีการ ทักษะ และเทคโนโลยีที่ล้าสมัย

3. เพื่อพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้ก้าวหน้า

กรณีศึกษาบริษัทไอบีเอ็ม

1. การจัดให้มี The Customer Action Council ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการจัดการกับปัญหา วิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา

2. การให้ความสนใจการร้องทุกข์ของลูกค้า

3. ทำการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเสมอมา

................................................................................................................

Knowledge Management (KM)

ความหมาย

ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ครบถ้วน ง่ายต่อ การเรียกใช้

เหตุผลของการนำ KM มาใช้

1. การเปลี่ยนแปลงเทคนิคในการบริหารงาน

2. การเปลี่ยนแปลงด้านราคา

3. ลดความผิดพลาดในการแข่งขันด้านการตลาด

4. สร้างวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด

5. การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ

ขั้นตอนการทำเหมืองความรู้

1. กลั่นกรองข้อมูล 2. รวบรวมข้อมูล

3. คัดเลือกข้อมูล 4. แปรรูปข้อมูล

5. data mining 6. ประเมินรูปแบบ

7. นำเสนอความรู้สู่ผู้ใช้

ประโยชน์ของ KM

1. เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

2. ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา

3. เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์

4. ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว

5. ผู้บังคับบัญชาทำงานกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

6. เมื่อพบข้อผิดพลาดสามารถหาวิธีแก้ไขได้ทัน

กรณีศึกษาบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)

การนำ KM มาใช้ในบริษัทให้ความสำคัญใน 3 องค์ประกอบใหญ่ (3P)

People การพัฒนาคน, Process กระบวนการค้นหา ช่องว่าง ในองค์กร, Platform นโยบายที่ชัดเจน

................................................................................................................

Activity-Based Management

ความหมาย

เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจในการปฏิบัติการ บนสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ

แนวทางการใช้ ABM

1. การวิเคราะห์คุณลักษณะ

2. การวิเคราะห์กลยุทธ์

3. การเทียบเคียง

4. การวิเคราะห์การปฏิบัติการ

5. การวิเคราะห์ความสามารถทำกำไร

6. การวิเคราะห์กิจกรรม

7. การปรับปรุงกระบวนการ

ประโยชน์ ABM

1. ช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการปฏิบัติงานตามกิจกรรมต่างๆ ได้ดี

2. สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทั้งด้านราคา และคุณภาพของสินค้า

3. ช่วยด้านระบบต้นทุนกิจกรรมไม่ได้มุ่งเน้นที่จะลดต้นทุนอย่างเดียว

4. ทำให้สามารถรู้เป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง

กรณีศึกษาสำหรับธุรกิจค้าปลีก

ABM จะ ช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถประเมินค่าใช้จ่ายการออกใบเสร็จ ค่าใช้จ่ายของการจัดวางสินค้าค่าใช้จ่ายคลังสินค้า

................................................................................................................

Benchmarking

ความหมาย

วิธีการในการวัดและเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ บริการ และวิธีการปฏิบัติกับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า เพื่อนำผลการเปรียบเทียบมาใช้ในการปรับปรุงองค์กรของตน

ประโยชน์ของ Benchmarking

1. ทำให้ธุรกิจรู้จักตนเองจากการวัดผลการดำเนินงาน เปรียบเทียบกับองค์กรอื่น

2. เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมที่สามารถวัดและตรวจสอบได้

3. เป็นการสั่งสมความรู้ ทักษะ และ ประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ ในการแก้ปัญหาขององค์กรในอนาคต

กรณีศึกษาบริษัท Xerox Corporation

1.การวางแผน (Planning) เป็นการกำหนดหัวข้อการทำ benchmarking โดยพิจารณาว่าองค์กรควรมีการปรับปรุงเรื่องใดก่อน เริ่มต้นจากการวิเคราะห์องค์กรของตนเอง

2.การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นการหาช่วงห่างระหว่างตัวเรากับองค์กรที่เราไปเปรียบเทียบด้วย ทำให้ทราบว่าประสิทธิภาพหรือความสามารถของเราห่างจากคู่แข่ง

3. การบูรณาการ (Integration) เป็นขั้นตอนของการนำผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล มาสื่อให้ผู้เกี่ยวข้องยอมรับ และตั้งเป้าหมายในการปรับปรุงร่วมกัน

4.การปฏิบัติ (Action) เป็นการนำผลของการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด มาจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน

................................................................................................................

สรุป Balanced Scorecard

Balanced Scorecard เป็นกลยุทธ์ในการบริหารงานสมัยใหม่ และได้รับความนิยมไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย Balanced Scorecard ได้ถูกพัฒนาขึ้นเมื่อปี 1990 โดย Drs. Robert Kaplan จาก Harvard Business School และ David Norton จาก Balanced Scorecard Collaborative โดยตั้งชื่อระบบนี้ว่า “Balanced Scorecard” เพื่อที่ผู้บริหารขององค์กรจะได้รับรู้ถึงจุดอ่อน และความไม่ชัดเจนของการบริหารงานที่ผ่านมา balanced scorecard จะช่วยในการกำหนดกลยุทธ์ในการจัดการองค์กรได้ชัดเจน โดยดูจากผลของการวัดค่าได้จากทุกมุมมอง เพื่อให้เกิดดุลยภาพในทุก ๆ ด้าน มากกว่าที่จะใช้มุมมองด้านการเงินเพียงด้านเดียว อย่างที่องค์กรธุรกิจส่วนใหญ่คำนึงถึง เช่น รายได้ กำไร ผลตอบแทนจากเงินปันผล และราคาหุ้นในตลาด เป็นต้น การนำ balanced scorecard มาใช้ จะทำให้ผู้บริหารมองเห็นภาพขององค์กรชัดเจนยิ่งขึ้น

Balance Scorecard จะทำให้เราได้เห็นภาพขององค์กรใน 4 มุมมอง และนำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือวัดผล โดยวิธีการรวบรวมข้อมูลและนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ มุมมองทั้ง 4 ดังกล่าว ประกอบด้วย

1.The Learning and Growth Perspective เป็นมุมมองด้านการเรียนรู้และการเติบโต เช่น การพัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงาน, ความพึงพอใจของพนักงาน, การพัฒนาระบอำนวยความสะดวกในการทำงาน เป็นต้น

2.The Business Process Perspective เป็นมุมมองด้านกระบวนการทำงานภายในองค์กรเอง เช่น การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ, การจัดโครงสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพ, การประสานงานภายในองค์กร, การจัดการด้านสายงานผลิตที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น

3.The Customer Perspective เป็นมุมมองด้านลูกค้า เช่น ความพึงพอของลูกค้า, ภาพลักษณ์, กระบวนการด้านการตลาด, การจัดการด้านลูกค้าสัมพันธ์ เป็นต้น

4.The Financial Perspective เป็นมุมมองด้านการเงิน เช่น การเพิ่มรายได้, ประสิทธิภาพในการผลิตที่มีต้นทุนต่ำและมีการสูญเสียระหว่างผลิตน้อย, การหาแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำ เป็นต้น

Balance Scorecard (BSC) นั้นได้รับการพัฒนามาโดยตลอด ทำให้ภาพของ BSC จากเพียงเครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อวัดและประเมินผลองค์กร ไปสู่การเป็นเครื่องมือเชิงระบบสำหรับการวางแผนและบริหารยุทธศาสตร์ (Strategic Planning) โดยผู้พัฒนาเครื่องมือนี้ (Norton และ Kaplan) ยืนยันหนักแน่นว่า ความสมดุล (Balance) ในการพัฒนาองค์กรนั้น สามารถวัด และประเมินได้จากการมองผ่านมุมมองของระบบการวัดและประเมินผลใน 4 ด้านหลัก คือ

1.มุมมองด้านการเงิน (Financial Perspective; F)

2.มุมมองด้านลูกค้า (Customer Perspective; C)

3.มุมมองด้านการดำเนินการภายใน (Internal Perspective; I)

4.มุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ (Learning and Growth; L)

ดังนั้น BSC จึงเป็นเสมือนเครื่องมือหรือกลไกในการวางแผนและบริหารกลยุทธ์ที่มีการกำหนดมุมมองทั้ง 4 ด้าน เพื่อให้เกิดความสมดุลในการพัฒนาองค์กร จนบรรลุแผนกลยุทธ์ที่ได้วางไว้ในที่สุด

--------------------------------------------------------------------------------------------------

สรุป Six Sigma

Six Sigma เป็นกระบวนการทางธุรกิจที่ให้องค์กรต่างๆ ปรับปรุงขีดความสามารถอย่างมหาศาล โดยการออกแบบและตรวจสอบกิจกรรมทางธุรกิจประจำวัน เพื่อลดสิ่งสูญเปล่าและลดการใช้ทรัพยากร แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

Six Sigma เป็นแนวทางชี้แนะให้องค์กรทำให้เกิดข้อ ผิดพลาดน้อยที่สุด ตั้งแต่การจัดข้อมูลคำสั่งซื้อสินค้า ไปจนถึง การผลิตเครื่องยนต์เครื่องบิน โดยการลดช่องโหว่ของคุณภาพตั้งแต่ ที่ปรากฏขึ้นครั้งแรก

Six Sigma ไม่เพียงตรวจจับหรือแก้ไขจุดบกพร่อง แต่ยังนำเสนอวิธีการที่เฉพาะเจาะจง สำหรับการสร้างกระบวนการทำงานใหม่ ให้ไม่มีจุดผิดพลาดเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น

Six Sigma คือ กระบวนการเพื่อลดความผิดพลาด (Defect) ที่เกิดขึ้นในกระบวนการต่างๆโดยมุ่งเน้นให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุดและมีความสูญเสียได้ไม่เกิน 3.4 หน่วยในล้านหน่วย หรือเรียกอีกอย่างว่า ความสูญเสียโอกาสลงให้เหลือเพียงแค่ 3.4 หน่วยนั่นเอง (Defect per Million Opportunities, OPMO)

สัญลักษณ์ที่นิยมใช้กันทางสถิติคือ Sigma ตามความหมายของ Six Sigma ตามสถิติหมายถึงขอบเขตข้อกำหนด (Specification Limit) และการแจกแจงปกติ (Normal Distribution) ขอบเขตข้อกำหนดบนมีค้าเป็น 6 หมายถึง ที่ระดับ Sigma มีของเสียงเพียง 0.022 ชิ้น จากจำนวนของทั้งหมด 1,000,000 ชิ้นนอกจากนี้การประยุกต์ใช้ Six Sigma ภายในองค์การยังช่วยให้บริษัทสามารถตรวจสอบ ปัญหาภายในบริษัทด้วยข้อมูล ที่แม่นยำและเชื่อถือได้ (Data – Driven Business) แล้วทำการวิเคราะห์ปัญหาโดยหลักสถิติ (Statistical analysis Process) เพื่อการปรับปรุงและควบคุมไม่ให้ปัญหานั้นๆเกิดขึ้นซ้ำอีก เนื่องจากในการแก้ไขปรับปรุงใดๆนั้นต้องอาศัย ข้อมูลที่ถูกต้องเพียงพอและแม่นยำเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ และแก้ไขสิ่งที่บกพร่อง

--------------------------------------------------------------------------------------------------

สรุป Knowledge Management

Knowledge Management คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

นพ.วิจารณ์ พานิช ได้ให้ความหมายของคำว่า การจัดการความรู้ไว้ คือ สำหรับนักปฏิบัติ การจัดการความรู้คือ เครื่องมือ เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่

1. บรรลุเป้าหมายของงาน

2. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน

3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ และ

4. บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

--------------------------------------------------------------------------------------------------

สรุป Activity Based Management

Based Management คือ เครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจยุคใหม่ ในภาคธุรกิจเอกชนในปัจจุบันหลายแห่งได้นำแนวทาง การบริหารต้นทุนตามฐานกิจกรรม (Activity-Based Cost Management) หรือ ABCM เพื่อมุ่งการควบคุมค่าใช้จ่ายและปรับปรุงสมรรถนะกระบวนการทางธุรกิจ    ส่วนองค์กรภาครัฐก็ได้นำแนวทางดังกล่าวสำหรับการจัดการลงทุนภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อเป็นการให้บริการต่อประชาชนผู้เสียภาษี (Taxpayer) ดังนั้นแนวทางของ ABCM จึงมีบทบาทต่อการประเมิน การออกแบบและการปฏิบัติการ ด้วยการจัดเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ระบบโดยรวม ดังนั้นประสิทธิผลของ ABCM จึงให้ความสำคัญต่อสารสนเทศของกลยุทธ์ธุรกิจ (Strategic Business) ที่องค์กรต้องเผชิญและสนับสนุนสารสนเทศต่อผู้ตัดสินใจ ซึ่งการออกแบบ ABCM อย่างมีประสิทธิผลจะเริ่มตั้งแต่ช่วงการวางแผนเริ่มต้น (Initial Planning)

ถ้าหากองค์กรตัดสินใจต่อการปรับเปลี่ยนจากระบบการบริหารต้นทุนแบบเดิม (Traditional Cost System) ด้วยแนวทางตามฐานกิจกรรม (Activity Based Approach) ซึ่งมีขั้นตอนที่สำคัญ ดังนี้

1.การระบุกิจกรรมหลักที่สำคัญ (Major Activities)

2.การระบุค่าใช้จ่ายในแต่ละกิจกรรมและกำหนดให้กับศูนย์ต้นทุนหรือกลุ่มต้นทุน (Cost Pools) ของแต่ละกิจกรรม

3.กำหนดตัวผลักดันต้นทุน (Cost  Driver) สำหรับแต่ละกิจกรรมหลัก

4.กำหนดต้นทุนกิจกรรมเข้าสู่ผลิตภัณฑ์หรือบริการ

สำหรับแนวทางสามขั้นตอนแรก จะเป็นกระบวนการของการบริหารต้นทุนตามฐานกิจกรรม หรือ  ABCM แต่องค์กรที่มุ่งการปรับสู่แนวทางของ ABC อย่างเต็มรูปแบบจะเพิ่มขั้นตอนที่ 4 ที่มีการกำหนดต้นทุนกิจกรรมสู่ผลิตภัณฑ์หรือบริการ 

นิยามความแตกต่างระหว่าง ABC และ ABM  

ตามความหมายที่แท้จริงของ ABC และ ABM มักมีผู้สับสนและเข้าใจผิดเป็นจำนวนมาก ดังนั้นทาง CAM -I(Consortium Advanced Manufacturing-International) จึงได้ให้คำจัดกัดความว่าของคำทั้งสองว่า

Activity-Based Costing คือ วิธีการวัดต้นทุนและสมรรถนะของกิจกรรม ทรัพยากร และสิ่งที่ก่อให้เกิดต้นทุน (Cost Objects) ในรูปของสินค้าหรือบริการ โดยเฉพาะทรัพยากรจะถูกกำหนดสู่กิจกรรมตามฐานอัตราการใช้ (Consumption Rate) และกิจกรรมที่ถูกกำหนดเข้าสู่ Cost Objects ตามฐานกิจกรรมที่ใช้ ดังนั้น ABC จึงเป็นความสัมพันธ์ของตัวผลักดันต้นทุนกับกิจกรรม

--------------------------------------------------------------------------------------------------

สรุป Re-engineering

Re-engineering คือ การออกแบบกระบวนการทางธุรกิจใหม่แล้วนำกระบวนการใหม่ไปปฏิบัติให้เกิดผล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การลดต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจนั้น

รีเอ็นจิเนียริ่งเป็นเรื่องที่กำลังได้รับนิยมในหมู่บริษัทต่างๆ ในปัจจุบันกระแสความพยายามของการรีเอ็นจิเนียริ่งเกิดจากความจำเป็นในการแข่งขันเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด การแข่งขันที่สังเกตเห็นได้ชัดที่สุด คือ ในสินค้าอุปโภคบริโภคที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีน อุตสาหกรรมใหม่ที่ปรากฎขึ้นได้เกือบทุกแห่งและแข่งขันกันในตลาดทั่วโลก ล้วนมีแนวโน้มไปสู่การเป็นนานาชาติเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้การแข่งขันเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้มากกว่าในอดีตที่ผ่านมา

ธุรกิจในปัจจุบันได้รับรู้แล้วว่าการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพื่อเตรียมรับความกดดันที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจส่วนใหญ่พยายามลดต้นทุนเพื่อให้ต้นทุนของผลิตภัณฑ์หรือบริการอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ แต่ความพยายามที่จะลดต้นทุนเหล่านี้โดยทั่วไปจะมีการจำกัดอยู่ที่การลดจำนวนพนักงานแบบง่ายๆ และทำการตกแต่งดัดแปลงทางการเงินซึ่งจะเป็นผลในระยะสั้นเท่านั้นถ้าจะให้ส่งผลในระยะยาวต้องให้มีการเปลี่ยนแปลงของระบบการทำงานที่เกิดจากการวางแผนมาอย่างดีและมีการทำอย่างต่อเนื่องเท่านั้น

ในปัจจุบัน รีเอ็นจิเนียริ่ง ถูกมองโดยบริษัททั่วไปว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยทั่วไปการรีเอ็นจิเนียริ่งควรเริ่มต้นเมื่อเรามีการผลิตสินค้าใหม่ เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถลดต้นทุน หรือเมื่อมีการเปิดตลาดใหม่ เป็นต้น

การนำรีเอ็นจิเนียริ่งไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจต้องคำนึงถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จดังนี้

1. วิธีการที่เป็นระบบ การออกแบบกระบวนการธุรกิจขึ้นใหม่ต้องจัดทำอย่างเป็นระบบและลงรายละเอียดในทุกขั้นตอน

2. ความร่วมมือในการบริหารการเปลี่ยนแปลง ธุรกิจต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบ เทคโนโลยี และการปรับปรุงภายใน

3. การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง รีเอ็นจิเนียริ่งสามารถทำในลักษณะต่อเนื่อง แทนที่จะทำการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของทั้งบริษัทในครั้งเดียว ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงและลดความล่าช้าในการได้ประโยชน์

4. การวิเคราะห์ผลกระทบ การรีเอ็นจิเนียริ่งควรเอื้ออำนวยให้สามารถวิเคราะห์ผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อทุกหน่วยงานในองค์กรได้

5.การจัดรูปแบบและจำลองสถานการณ์ เป็นการค่อนข้างเสี่ยงที่เราจะต้องทำการรีเอ็นจิเนียริ่งโดยไม่มีการจำลองผลที่จะได้ การใช้คอมพิวเตอร์จะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการจำลองทางเลือกต่างๆได้

6.การใช้แผนแบบต่อเนื่อง แบบแผนสำหรับกระบวนการธุรกิจใหม่ไม่ควรนำไปใช้ปฏิบัติเสร็จแล้วทิ้งไป และไม่ควรนำไปเก็บบนหิ้งเพื่อให้ฝุ่นจับและกลายเป็นของล้าสมัย การรีเอนจิเนียริ่งมีต้นทุนสูงมากจึงควรใช้อย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด

7.การรวมตัวแปรทางการบริหารของบริษัท การเริ่มรีเอ็นจิเนียริ่ง คณะจัดทำโครงการจะต้องเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการธุรกิจที่จะทำการรีเอ็นจิเนียริ่งเพราะข้อมูลทั้งหมดจะมีผลต่อการตัดสินใจ

--------------------------------------------------------------------------------------------------

สรุป Benchmarking

Benchmarking คือ กระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ และวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) จากองค์กรอื่นภายใต้กฎกติกาสากล

โดยมีแนวคิดที่ว่า องค์กรไม่ได้เก่งทุกเรื่อง ยังมีองค์กรที่เก่งมากกว่าในบางเรื่อง การศึกษาจากประสบการณ์ตรงขององค์กรอื่นแล้วนำมาประยุกต์ให้เหมาะสม จะช่วยประหยัดเวลาและลดการลองผิดลองถูก Benchmarking จึงเป็นเส้นทางลัดสู่ความเป็นเลิศอย่างก้าวกระโดด

ผลที่ได้รับจากการทำ Benchmarking คือ ทำให้รู้ว่าใครเป็นผู้ปฏิบัติได้ดีที่สุดและมีวิธีปฏิบัติอย่างไร      

วัตถุประสงค์ของการทำBenchmarking คือ การแสวงหาตัวอย่างวิธีการปฏิบัติงานที่ดีกว่าเดิม รวมถึงการทำความเข้าใจกับกระบวนการและวิธีปฏิบัติต่างๆ ที่ผลักดันให้เกิดผลการปฏิบัติงานที่ดี ทั้งนี้ องค์กรต่างๆ จะปรับปรุงผลการดำเนินงานของตนโดยเลือกสรรและนำวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศเหล่านี้ไปใช้ในกระบวนการทำงานซึ่งไม่ใช่เป็นการลอกเลียนแบบแต่เป็นการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ

ประโยชน์ของ Benchmarking

-ปรับปรุงผลการทำงาน Benchmarking ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน รวมทั้งการออกแบบผลิตภัณฑ์ เช่น ลดระยะเวลาในการผลิต ลดของเสีย เป็นต้น

-ทำให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ Benchmarking ทำให้องค์กรหันมาสนใจกับทักษะความสามารถที่จำเป็นในการสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ ทั้งด้านการสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งมอบ

-เพิ่มอัตราการเรียนรู้ภายในองค์กร Benchmarking สร้างแนวคิดใหม่ให้แก่องค์กรและช่วยให้การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆ ง่ายขึ้น

-เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเรียนลัดเพื่อให้ก้าวทันองค์กรอื่นๆ  

ขั้นตอนการทำ Benchmarking (Xerox Corporation Model)

1.เตรียมความพร้อม

2.การวางแผน

-กำหนดเรื่องที่จะทำ Benchmarking

-กำหนดผู้ที่ต้องการเปรียบเทียบด้วย

-กำหนดวิธีการเก็บข้อมูล และเก็บข้อมูล

3.การวิเคราะห์

-วิเคราะห์ความแตกต่าง(GAP) ปัจจุบัน

-ประมาณแนวโน้มความแตกต่างในอนาคต

4.การบูรณาการ

-สื่อผลการวิเคราะห์ให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ

-ตั้งเป้าหมาย(Function Goals)

5.การปฏิบัติ

-จัดทำแผนปฏิบัติการ

-นำไปปฏิบัติจริงและติดตามผล

-ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

--------------------------------------------------------------------------------------------------

 

Six sigma

มุ่งเน้นการลดความผิดพลาด มุ่งเน้นความเป็นเลิศ พยายาม กำจัด ปัญหา เพื่อให้การปรับปรุ่งองค์การเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เน้นให้พนักงานสร้างผลงาน

การนำไปใช้

1. กำหนดปัญหาสำคัญ อะไรที่เหมาะสมกับลูกค้า

2. การวัดประสิทธิภาพ กระบวนการอะไรที่เป็นผลต่อลูกค้า

3. สิ่งที่สามารถทำได้ดีที่สุด

4. การปรับปรุง แก้ไขปรับปรุงการดำเนินงาน

5. การควบคุม การนำชุดเครื่องมือมากำหนดควบคุม

ประโยชน์

1. ลดความสูญเสียโอกาสอย่างมีระบบ

2. การบริหารจัดการในองค์การมีความคล่องตัวมากขึ้น

3. แก้ใขปัญหาได้ตรงจุด

Re-Engineering

การปรับเปลี่ยนทั้งระบบ

คือการพิจารณาพื้นฐานของกระบวนการทางธุรกิจและการออกแบบขึ้นใหม่อย่างการถอนรากถอนโคลน เพื่อมุ่งเน้นผลลัพท์ของการปรับปรุงอย่างยิ่งใหญ่

หลักการ

1. หลักการขั้นพื้นฐาน

2. การเปลี่ยนอย่างถอนรากถอนโคลน

3. การเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่

4. เป็นกระบวนการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนทั้งระบบ

การนำไปใช้

1. การคิดค้นทบทวนใหม่

2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่

3. การเสริมเทคโนโลยี

4. การฝึกอบรมบุคลากร

ข้อดีของ Re-Engineering

1. เป็นการปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด

2. มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า

3. ให้ความสำคัญของการปรับเปลี่ยน

Knowledge Management (KM)

ระบบการบริหารวัดระดับความรู้ให้เป็นระเบียบครบถ้วน ง่ายต่อการใช้ จัดเก็บตามความต้องการ

เหตุที่นำไปใช้ การเปลี่ยนแปลง

1. การเปลี่ยนแปลงเทคนิคในการบริหารงาน

2. การเปลี่ยนแปลงด้านราคา

3. ลดความผิดพลาดในการแข่งขันด้านการตลาด

4. สร้างวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด

5. การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ

ขึ้นตอนการพัฒนา KM

1. การจัดหาหรือสร้างความรู้

2. การจัดเก็บ

3. การเผยแพร่ความรู้

4. การใช้โปรแกรมการจัดการความรู้

Activity-Based Management

เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจในการปฏิบัติการ บนฐานสารสนเทศกิจกรรมประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องาน

แนวการนำไปใช้ ABM

ที่เป็นการดำเนินการจัดการทั้วทั้งองค์การ ABM0tสนับสนุนต่อการตัดสินใจ การปรับปรุงการดำเนินงาน และการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่ได้ลงทุนไว้

ประโยชน์จากการใช้ ABM

1.จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการปฏิบัติงานตามกิจกรรมต่างๆ ได้ดี

2.ทำให้สามารถใช้ต้นทุนในการวางแผนพัฒนากิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

3.ทำให้สามารถรู้เป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าด้วยต้นทุนที่ลดลง

Benchmarking

การช่วยวัดเปรียบเทียบกับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า และนำผลมาใช้ปรับปรุงองค์กรของตน เพื่อพัฒนาศักยภาพของธุรกิจ

กระบวนการนำไปใช้

1. วางแผน 2. วิเคราะห์ 3. บูรณาการ 4. ปฏิบัติ 5. การเติบโตเต็มที่

ประโยชน์ของการทำ Benchmarking

1. ทำให้ธุรกิจรู้จักตนเองจากการวัดผลการดำเนินงาน

2. เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

3. เป็นการสั่งสมความรู้ ทักษะ และ ประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ ในการแก้ปัญหา

Balanced Scorecard

ระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์และแผนกลยุทธ์ แล้วแปลผลไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงาน

มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ

1. เป็นเครื่องมือในการประเมินผลระดับต่างๆ

2. เป็นเครื่องมือที่ชวยเชื่อมโยงระหว่างแผนกลยุทธ์กับแผนปฏิบัติการ

การนํา BSC ไปใชใหเกิดผลสําเร็จ

1. ผู้บริหารเปนปจจัยสําคัญที่สุดในการนํา BSC มาใชใหเกิดผลสําเร็จ จะต้องมีความเข้าใจในหลักการของ BSC และมีทัศนคติที่ดีในการนําBSC มาใช้

2. การบริหารการเปลี่ยนแปลง การนํา BSC มาใชใหเกิดผลจะตองนําแนวคิดในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเขามาใช้ร่วมด้วย

3. การนำ BSC มาใช้ต้องเน้นที่ความเร็วในการพัฒนาและนำเอา BSC ไปใช้ เป็นประจำ

4. การผูกผลของ BSC กับสิ่งที่จูงใจบุคลากร

5. BSC ถือเป็นเครื่องมือทางกลยุทธ์ ถ้าจะนำมาใช้ให้เกิดผลที่สุด ควรจะนำมาใช้ในด้านของกลยุทธเป็นหลัก

Key Performance Indicators

เครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ

ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพประสิทธิผล

ขั้นตอนการจัดทำ KPI

1 กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ

2 ที่สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์กำหนดปัจจัยสู่ความสำเร็จ

3 กำหนดตัวชี้วัดที่สามารถบ่งชี้ความสำเร็จ/ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลจากการ ดำเนินการตามวัตถุประสงค์

4 กลั่นกรองดัชนีชี้วัดเพื่อหาดัชนีชี้วัดหลัก จัดลำดับและกำหนดน้ำหนักความสำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

5 กระจายดัชนีชี้วัดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

6 จัดทำ KPI Dictionary โดยระบุรายละเอียดที่สำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

Balanced Scorecard and Key Performance Indicators

Balanced Scorecard หมายถึง คือระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน เป็นการจัดหาแนวทางแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงาน โดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นของกระบวนการทำงานภายในองค์กร

วัตถุประสงค์ในการนำเอา BSC มาใช้

                1. เป็นเครื่องมือในการประเมินผลระดับต่างๆ

                2. เป็นเครื่องมือที่ชวยเชื่อมโยงระหว่างแผนกลยุทธ์กับแผนปฏิบัติการ

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้BSC

-          ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน

-          ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารทุกระดับ

-          ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร

-          ช่วยให้มีการจัดแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับแต่ละกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม

-          เป็นการรวมแผนกลยุทธ์ของทุกหน่วยงานเข้ามาไว้ด้วยกัน ด้วยแผนธุรกิจขององค์กร ทำให้แผนกลยุทธ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน

-          สามารถวัดผลได้ทั้งลักษณะเป็นทีมและตัวบุคคล

การนํา BSC ไปใช้ให้เกิดผลสําเร็จนั้น มีปัจจัยดังนี้ 

1. ผู้บริหารระดับสูงถือเป็นปัจจัยสําคัญที่สุดในการนํา BSC มาใช้ให้เกิดผลสําเร็จ จะต้องมีความเข้าใจในหลักการของ BSC และมีทัศนคติที่ดีในการนําBSC มาใช้

2. การบริหารการเปลี่ยนแปลง การนํา BSC มาใช้ให้เกิดผลจะต้องนําแนวคิดในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเข้ามาใช้ร่วมด้วย

3. การนำ BSC มาใช้ต้องเน้นที่ความเร็วในการพัฒนาและนำเอา BSC ไปใช้ เป็นประจำ

4. การผูกผลของ BSC กับสิ่งที่จูงใจบุคลากร

5. BSC ถือเป็นเครื่องมือทางกลยุทธ ดังนั้นถ้าจะนำมาใช้ให้เกิดผลที่สุด ควรจะนำมาใช้ในด้านของกลยุทธ์เป็นหลัก ไม่ใช่เพียงแค่การประเมินผลให้ครบทั้ง 4 ด้านเท่านั้น

Key Performance Indicators

KPI คือเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพประสิทธิผลในการปฏิบัติงานขององค์กร

ลักษณะของ KPI ที่ดี

-          สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์ขององค์กร

-          ควรแสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร

-          ซึ่งดัชนีชี้วัดที่มีความสำคัญต่อองค์กรและหน่วยงานมี 2 ลักษณะ คือ ดัชนีชี้วัดที่แสดงผลการดำเนินงานและดัชนีชี้วัดกิจกรรม

-          ประกอบด้วยดัชนีชี้วัดที่เป็นเหตุและดัชนีชี้วัดที่เป็นผล

-          ดัชนีชี้วัดที่สร้างขึ้นควรเป็นดัชนีชี้วัดที่องค์กรสามารถควบคุมผลงานได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ80

-          เป็นดัชนีชี้วัดที่สามารถวัดผลได้ และบุคคลทั่วไปเข้าใจ

-          ต้องช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขององค์กรได้

ขั้นตอนการสร้าง KPI

        กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ

        ที่สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์กำหนดปัจจัยสู่ความสำเร็จ

        กำหนดตัวชี้วัดที่สามารถบ่งชี้ความสำเร็จ/ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์

        กลั่นกรองดัชนีชี้วัดเพื่อหาดัชนีชี้วัดหลัก จัดลำดับและกำหนดน้ำหนักความสำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

        กระจายดัชนีชี้วัดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

        จัดทำ KPI Dictionary โดยระบุรายละเอียดที่สำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Six sigma

Six sigma เป็นการบริหารที่มุ่งเน้นในการลดความผิดพลาด  ลดความสูญเปล่า และลดการแก้ไขตัวชิ้นงาน และสอนให้พนักงานรู้แนวทางในการทำธุรกิจอย่างมีหลักการ  และจะไม่พยายามจัดการกับปัญหาแต่จะพยายามกำจัดปัญหาทิ้ง 

หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six sigma

การบรรลุกลยุทธ์ที่สำคัญของ six sigma ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอน 4 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย

1.        Measurement

ในขั้นนี้เป็นการขั้นตอนการวัด วัดว่าองค์การอยู่ที่ใด black belt จะกระทำเพื่อวัดจุดวิกฤตต่อคุณภาพ (Critical to Quality : CTQ) หรือการวัดสิ่งที่มีผลกระทบต่อลักษณะคุณภาพหรือผลการปฏิบัติงานมากที่สุด  วางแผนกำลังคน  ทำการวัดในสิ่งที่จำเป็น  ซึ่งเป็นการประเมินปัญหาและระบุปัญหา  บันทึกผลลัพธ์ที่ได้และประมาณการศักยภาพขององค์การและกระบวนการต่าง ๆ ในองค์การในระยะยาว

2.        Analyze

เป็นการวิเคราะห์ว่าปัญหาต่าง ๆ เริ่มมาจากที่ใด  เพื่อหาทางแก้ไข โดยการเปรียบเทียบศักยภาพขององค์การและคู่แข่ง  วิเคราะห์ช่องว่างของกระบวนการทำงานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในองค์การ  เพื่อระบุปัจจัยที่นำไปสู่ผลสำเร็จในกระบวนการปฏิบัติงาน  ในบางกรณีจะพบว่าองค์การมีความจำเป็นต้องออกแบบผลิตภัณฑ์  หรือกระบวนการใหม่ ๆ เพื่อเป็นการลดช่องว่าง  และปรับปรุงสมรรถนะของกระบวนการให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

3.        Improvement

การแก้ไขกระบวนการ ในขั้นนี้ black belt จะเป็นผู้ระบุลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ต้องปรับปรุง  เพื่อให้บรรลุผลในการปฏิบัติงานและบรรลุวัตถุประสงค์ทางด้านการเงิน  การปรับปรุงที่ CTQ จะช่วยในการปรับปรุงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งกระบวนการ

4.        Control

การควบคุม ในขั้นนี้ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อช่วยให้ black belt กำหนดมาตรการต่าง ๆ  เพื่อเป็นตัวควบคุมตัวแปรที่สำคัญ  ให้อยู่ในช่วงมาตรฐานใหม่ที่ระดับการทำงานที่ได้รับการปรับปรุงแล้วในขั้นตอนของการปรับปรุง  จนมั่นใจว่าความสำเร็จต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการปรับปรุงกระบวนการจริง ๆ

ประโยชน์ ข้อดีของการนำ Six Sigma

1. สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกลยุทธ์ใหม่ให้ธุรกิจ
2. สามารถลดความสูญเสียโอกาสอย่างมีระบบและรวดเร็วโดยการนำกระบวนการทางสถิติมาใช้
3. พัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีศักยภาพสูงขึ้นตอบสนองต่อกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว และปรับองค์การให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)

4. ช่วยหารระดับคุณภาพของอุตสาหกรรม โดยสามารถเทียบข้ากลุ่มอุตสาหกรรมได้ (Benchmarking)

5. บริหารจัดการและพัฒนาองค์กรโดยใช้ข้อมูลจริง และใช้หลักการทางสถิติซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
6. สร้างทีมงานในองค์กรให้แข็งแกร่ง โดยประสานความร่วมมือของพนักงานแต่ละส่วนซึ่งมีผลการปฏิบัติงานโดดเด่น และสามารถวัดผลได้

 7. เพิ่มผลประกอบการด้านการเงินจากโครงการประหยัดต้นทุน เพิ่มผลกำไรจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายการดำเนินงานเพื่อเพิ่มผลกำไร พร้อมทั้งมุ่งเน้นการตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้า
 8. พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพสูงขึ้น และปรับองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

 ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Knowledge Management (KM)

Knowledge Management (KM)  คือ  ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ครบถ้วน ง่ายต่อ การเรียกใช้ จัดเก็บตามความต้อง การ เก็บรักษาความรู้ให้ควบคู่กับองค์กรตลอดไป โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการ

กระบวนการในการสร้าง KM

1. ขั้นการวางโครงสร้างพื้นฐานของการจัดการความรู้

2. ขั้นการประเมินระบบการจัดการความรู้การออกแบบ และการพัฒนา
3. ขั้นตอนการพัฒนาระบบที่ได้มีการประเมินแล้ว
4. ขั้นตอนการประเมินระบบการจัดการความรู้ที่ได้สร้าง

แนวทางการพัฒนา KM

1.  กำหนดให้มีหัวหน้าคณะทำงาน                                         

2. ระบุข้อมูลหรือความรู้ที่ต้องการใช้เพื่อการตัดสินใจให้ชัดเจน

3. จัดทำ Workflow พัฒนากระบวนการทำงาน

4. การสร้างและการถ่ายทอดความรู้ของบุคคลในองค์กรช่วยจะแก้ปัญหาให้งานสำเร็จ

5.  พัฒนาศูนย์ข้อมูลโดยอาศัยทักษะการถ่ายทอดหรือการเคลื่อนย้าย

6. ทำระบบเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเพื่อการประสานงานความร่วมมือ และการส่งเสริมการใช้ความรู้ร่วมกัน

ประโยชน์ของ  KM

1.        เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

2.        ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา

3.        เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์

4.        ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว

5.        ผู้บังคับบัญชาทำงานเชื่อมโยงกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

6.        เมื่อพบข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน ก็สามารถหาวิธีแก้ไขได้ทัน

7.        เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและความอยู่รอด

8.        แปรรูปความรู้ให้เป็นทุน

9.        เพื่อการสร้างสรรค์ และบรรลุเป้าหมายของจินตนาการที่ยิ่งใหญ่

10. ความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่น

 ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Activity-Based Management

Activity-Based Management หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจในการปฏิบัติการ บนสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ

แนวทางการใช้ ABM

         การวิเคราะห์คุณลักษณะ

         การวิเคราะห์กลยุทธ์

         การเทียบเคียง

         การวิเคราะห์การปฏิบัติการ

         การวิเคราะห์ความสามารถทำกำไร

         การวิเคราะห์กิจกรรม

         การปรับปรุงกระบวนการ

ABMมุ่งวัตถุประสงค์หลักคือ
1.การขจัดความสูญเปล่า

2.สร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่มุ่งการปรับปรุงกระบวนการธุรกิจและเกิดผลิตผลดี (Yield) มากขึ้น

3.ค้นหาสาเหตุหลักของปัญหาและทำการแก้ไข

4.ขจัดความบิดเบือนที่เกิดจากการตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาดและการจัดสรรต้นทุนที่ไม่เหมาะสม

แนวทางการใช้ประโยชน์ ABM

1.จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการปฏิบัติงานตามกิจกรรมต่างๆ ได้ดี

2.ทำให้สามารถใช้ต้นทุนในการวางแผนพัฒนา กำหนดกลยุทธ์ของกิจการ และพัฒนากิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

3. ทำให้สามารถรู้เป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง ที่เป็นผลจากการวิเคราะห์   ในด้านต่าง ๆ ได้

4. สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทั้งด้านราคา และคุณภาพของสินค้า

 5. ช่วยด้านระบบต้นทุนกิจกรรมมิได้มุ่งเน้นที่จะลดต้นทุนอย่างเดียว แต่จะมีการปรับปรุง และทบทวนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศของธุรกิจ

 ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Reengineering

Reengineering  คือ การพิจารณาหลักการพื้นฐานของกระบวนการทางธุรกิจ และการออกแบบขึ้นใหม่อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อมุ่งบรรลุผลลัพธ์ของการปรับปรุงอันยิ่งใหญ่ โดยใช้มาตรวัดผลการปฏิบัติงานที่ทันสมัย และที่สำคัญได้แก่ ต้นทุน คุณภาพ การบริการ และความรวดเร็ว

หลักการของ Reengineering

1. หลักการขั้นพื้นฐาน :  ทบทวนสิ่งที่เราทำอยู่ใหม่ทั้งหมด และต้องถือเป็นงานหลัก คือ อย่าไปยึดติดกับของเดิม

                2. การเปลี่ยนแปลงที่ถอนรากถอนโคน : ไม่ติดยึดกับของเดิม คือ  ออกแบบใหม่ทั้งหมด แล้วลองทำตามแบบใหม่

                3. การเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ยิ่งใหญ่ :  ปรับเล็ก ๆ น้อย ๆ  ไม่ถึงร้อยละ 10 ถือว่าไม่รื้อระบบ

4. เน้นกระบวนการ  :   ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการรื้อปรับระบบจากเดิมงานจะต้องเดินผ่านไปยังจุดต่าง ๆ โดยใช้คนหลายคนเปลี่ยนเป็นให้งานหยุดกับที่ ทำโดยคนเดียว แต่มีข้อมูลมาประกอบการดำเนินงาน 

ขั้นตอนการรื้อปรับระบบมี 4 ขั้นตอน
1. การคิดค้นทบทวนใหม่ (Rethink)
2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign)
3. การเสริมเทคโนโลยี(Retool)
4. การฝึกอบรมบุคลากร (Retrain)

ประโยชน์ของ Reengineering

1. เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพด้านผลผลิตของพนักงานและเพิ่มผลกำไรให้แก่องค์กร ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างความอยู่รอดทางเศรษฐกิจและผลผลิตขององค์กร วิธีการที่ใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะช่วยพัฒนาทักษะในด้านการปฏิบัติงาน กระตุ้นให้มีแรงจูงใจในการทำงาน ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงด้านผลผลิตของพนักงานและมีการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ผลกำไรของบริษัทสูงตามขึ้นไปด้วย

2. เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้วิธีการ ทักษะ และเทคโนโลยีที่ล้าสมัยให้การปฏิบัติงานของทุกระดับในองค์กร โปรแกรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยใช้เทคโนโลยีจะช่วยพัฒนาทักษะ ในการทำงานตามความถนัดและความสนใจของพนักงานทุกระดับให้ทันสมัยควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร

3. เพื่อพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้ก้าวหน้าไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นตามขีดศักยภาพสูงสุดที่มีอยู่ตลอดจนให้มีทัศนคติที่เอื้ออำนวยต่อการไปปฏิบัติงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่าเดิม

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Benchmarking

Balanced Scorecard and Key Performance Indicators

Balanced Scorecard หมายถึง คือระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน เป็นการจัดหาแนวทางแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงาน โดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นของกระบวนการทำงานภายในองค์กร

วัตถุประสงค์ในการนำเอา BSC มาใช้

                1. เป็นเครื่องมือในการประเมินผลระดับต่างๆ

                2. เป็นเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างแผนกลยุทธ์กับแผนปฏิบัติการ

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้BSC

-          ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน

-          ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารทุกระดับ

-          ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร

-          ช่วยให้มีการจัดแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับแต่ละกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม

-          เป็นการรวมแผนกลยุทธ์ของทุกหน่วยงานเข้ามาไว้ด้วยกัน ด้วยแผนธุรกิจขององค์กร ทำให้แผนกลยุทธ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน

-          สามารถวัดผลได้ทั้งลักษณะเป็นทีมและตัวบุคคล

การนํา BSC ไปใช้ให้เกิดผลสําเร็จนั้น มีปัจจัยดังนี้ 

1. ผู้บริหารระดับสูงถือเป็นปัจจัยสําคัญที่สุดในการนํา BSC มาใช้ให้เกิดผลสําเร็จ จะต้องมีความเข้าใจในหลักการของ BSC และมีทัศนคติที่ดีในการนําBSC มาใช้

2. การบริหารการเปลี่ยนแปลง การนํา BSC มาใช้ให้เกิดผลจะต้องนําแนวคิดในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเข้ามาใช้ร่วมด้วย

3. การนำ BSC มาใช้ต้องเน้นที่ความเร็วในการพัฒนาและนำเอา BSC ไปใช้ เป็นประจำ

4. การผูกผลของ BSC กับสิ่งที่จูงใจบุคลากร

5. BSC ถือเป็นเครื่องมือทางกลยุทธ ดังนั้นถ้าจะนำมาใช้ให้เกิดผลที่สุด ควรจะนำมาใช้ในด้านของกลยุทธ์เป็นหลัก ไม่ใช่เพียงแค่การประเมินผลให้ครบทั้ง 4 ด้านเท่านั้น

Key Performance Indicators

KPI คือเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพประสิทธิผลในการปฏิบัติงานขององค์กร

ลักษณะของ KPI ที่ดี

-          สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์ขององค์กร

-          ควรแสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร

-          ซึ่งดัชนีชี้วัดที่มีความสำคัญต่อองค์กรและหน่วยงานมี 2 ลักษณะ คือ ดัชนีชี้วัดที่แสดงผลการดำเนินงานและดัชนีชี้วัดกิจกรรม

-          ประกอบด้วยดัชนีชี้วัดที่เป็นเหตุและดัชนีชี้วัดที่เป็นผล

-          ดัชนีชี้วัดที่สร้างขึ้นควรเป็นดัชนีชี้วัดที่องค์กรสามารถควบคุมผลงานได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ80

-          เป็นดัชนีชี้วัดที่สามารถวัดผลได้ และบุคคลทั่วไปเข้าใจ

-          ต้องช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขององค์กรได้

ขั้นตอนการสร้าง KPI

        กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ

        ที่สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์กำหนดปัจจัยสู่ความสำเร็จ

        กำหนดตัวชี้วัดที่สามารถบ่งชี้ความสำเร็จ/ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์

        กลั่นกรองดัชนีชี้วัดเพื่อหาดัชนีชี้วัดหลัก จัดลำดับและกำหนดน้ำหนักความสำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

        กระจายดัชนีชี้วัดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

        จัดทำ KPI Dictionary โดยระบุรายละเอียดที่สำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

 ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Six sigma

Six sigma เป็นการบริหารที่มุ่งเน้นในการลดความผิดพลาด  ลดความสูญเปล่า และลดการแก้ไขตัวชิ้นงาน และสอนให้พนักงานรู้แนวทางในการทำธุรกิจอย่างมีหลักการ  และจะไม่พยายามจัดการกับปัญหาแต่จะพยายามกำจัดปัญหาทิ้ง 

หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six sigma

การบรรลุกลยุทธ์ที่สำคัญของ six sigma ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอน 4 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย

1.        Measurement

ในขั้นนี้เป็นการขั้นตอนการวัด วัดว่าองค์การอยู่ที่ใด black belt จะกระทำเพื่อวัดจุดวิกฤตต่อคุณภาพ (Critical to Quality : CTQ) หรือการวัดสิ่งที่มีผลกระทบต่อลักษณะคุณภาพหรือผลการปฏิบัติงานมากที่สุด  วางแผนกำลังคน  ทำการวัดในสิ่งที่จำเป็น  ซึ่งเป็นการประเมินปัญหาและระบุปัญหา  บันทึกผลลัพธ์ที่ได้และประมาณการศักยภาพขององค์การและกระบวนการต่าง ๆ ในองค์การในระยะยาว

2.        Analyze

เป็นการวิเคราะห์ว่าปัญหาต่าง ๆ เริ่มมาจากที่ใด  เพื่อหาทางแก้ไข โดยการเปรียบเทียบศักยภาพขององค์การและคู่แข่ง  วิเคราะห์ช่องว่างของกระบวนการทำงานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในองค์การ  เพื่อระบุปัจจัยที่นำไปสู่ผลสำเร็จในกระบวนการปฏิบัติงาน  ในบางกรณีจะพบว่าองค์การมีความจำเป็นต้องออกแบบผลิตภัณฑ์  หรือกระบวนการใหม่ ๆ เพื่อเป็นการลดช่องว่าง  และปรับปรุงสมรรถนะของกระบวนการให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

3.        Improvement

การแก้ไขกระบวนการ ในขั้นนี้ black belt จะเป็นผู้ระบุลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ต้องปรับปรุง  เพื่อให้บรรลุผลในการปฏิบัติงานและบรรลุวัตถุประสงค์ทางด้านการเงิน  การปรับปรุงที่ CTQ จะช่วยในการปรับปรุงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งกระบวนการ

4.        Control

การควบคุม ในขั้นนี้ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อช่วยให้ black belt กำหนดมาตรการต่าง ๆ  เพื่อเป็นตัวควบคุมตัวแปรที่สำคัญ  ให้อยู่ในช่วงมาตรฐานใหม่ที่ระดับการทำงานที่ได้รับการปรับปรุงแล้วในขั้นตอนของการปรับปรุง  จนมั่นใจว่าความสำเร็จต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการปรับปรุงกระบวนการจริง ๆ

ประโยชน์ ข้อดีของการนำ Six Sigma

1. สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกลยุทธ์ใหม่ให้ธุรกิจ
2. สามารถลดความสูญเสียโอกาสอย่างมีระบบและรวดเร็วโดยการนำกระบวนการทางสถิติมาใช้
3. พัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีศักยภาพสูงขึ้นตอบสนองต่อกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว และปรับองค์การให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)

4. ช่วยหารระดับคุณภาพของอุตสาหกรรม โดยสามารถเทียบข้ากลุ่มอุตสาหกรรมได้ (Benchmarking)

5. บริหารจัดการและพัฒนาองค์กรโดยใช้ข้อมูลจริง และใช้หลักการทางสถิติซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
6. สร้างทีมงานในองค์กรให้แข็งแกร่ง โดยประสานความร่วมมือของพนักงานแต่ละส่วนซึ่งมีผลการปฏิบัติงานโดดเด่น และสามารถวัดผลได้

 7. เพิ่มผลประกอบการด้านการเงินจากโครงการประหยัดต้นทุน เพิ่มผลกำไรจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายการดำเนินงานเพื่อเพิ่มผลกำไร พร้อมทั้งมุ่งเน้นการตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้า
 8. พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพสูงขึ้น และปรับองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

 -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Knowledge Management (KM)

Knowledge Management (KM)  คือ  ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ครบถ้วน ง่ายต่อ การเรียกใช้ จัดเก็บตามความต้อง การ เก็บรักษาความรู้ให้ควบคู่กับองค์กรตลอดไป โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการ

กระบวนการในการสร้าง KM

1. ขั้นการวางโครงสร้างพื้นฐานของการจัดการความรู้ 

2. ขั้นการประเมินระบบการจัดการความรู้การออกแบบ และการพัฒนา
3. ขั้นตอนการพัฒนาระบบที่ได้มีการประเมินแล้ว
4. ขั้นตอนการประเมินระบบการจัดการความรู้ที่ได้สร้าง

แนวทางการพัฒนา KM

1.  กำหนดให้มีหัวหน้าคณะทำงาน                                         

2. ระบุข้อมูลหรือความรู้ที่ต้องการใช้เพื่อการตัดสินใจให้ชัดเจน

3. จัดทำ Workflow พัฒนากระบวนการทำงาน

4. การสร้างและการถ่ายทอดความรู้ของบุคคลในองค์กรช่วยจะแก้ปัญหาให้งานสำเร็จ

5.  พัฒนาศูนย์ข้อมูลโดยอาศัยทักษะการถ่ายทอดหรือการเคลื่อนย้าย

6. ทำระบบเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเพื่อการประสานงานความร่วมมือ และการส่งเสริมการใช้ความรู้ร่วมกัน

ประโยชน์ของ  KM

1.        เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

2.        ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา

3.        เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์

4.        ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว

5.        ผู้บังคับบัญชาทำงานเชื่อมโยงกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

6.        เมื่อพบข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน ก็สามารถหาวิธีแก้ไขได้ทัน

7.        เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและความอยู่รอด

8.        แปรรูปความรู้ให้เป็นทุน

9.        เพื่อการสร้างสรรค์ และบรรลุเป้าหมายของจินตนาการที่ยิ่งใหญ่

10. ความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่น

 -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Activity-Based Management

Activity-Based Management หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจในการปฏิบัติการ บนสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ

แนวทางการใช้ ABM

         การวิเคราะห์คุณลักษณะ

         การวิเคราะห์กลยุทธ์

         การเทียบเคียง

         การวิเคราะห์การปฏิบัติการ

         การวิเคราะห์ความสามารถทำกำไร

         การวิเคราะห์กิจกรรม

         การปรับปรุงกระบวนการ

ABMมุ่งวัตถุประสงค์หลักคือ
1.การขจัดความสูญเปล่า

2.สร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่มุ่งการปรับปรุงกระบวนการธุรกิจและเกิดผลิตผลดี (Yield) มากขึ้น

3.ค้นหาสาเหตุหลักของปัญหาและทำการแก้ไข

4.ขจัดความบิดเบือนที่เกิดจากการตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาดและการจัดสรรต้นทุนที่ไม่เหมาะสม

แนวทางการใช้ประโยชน์ ABM

1.จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการปฏิบัติงานตามกิจกรรมต่างๆ ได้ดี

2.ทำให้สามารถใช้ต้นทุนในการวางแผนพัฒนา กำหนดกลยุทธ์ของกิจการ และพัฒนากิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

3. ทำให้สามารถรู้เป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง ที่เป็นผลจากการวิเคราะห์   ในด้านต่าง ๆ ได้

4. สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทั้งด้านราคา และคุณภาพของสินค้า

 5. ช่วยด้านระบบต้นทุนกิจกรรมมิได้มุ่งเน้นที่จะลดต้นทุนอย่างเดียว แต่จะมีการปรับปรุง และทบทวนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศของธุรกิจ

 ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Reengineering

Reengineering  คือ การพิจารณาหลักการพื้นฐานของกระบวนการทางธุรกิจ และการออกแบบขึ้นใหม่อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อมุ่งบรรลุผลลัพธ์ของการปรับปรุงอันยิ่งใหญ่ โดยใช้มาตรวัดผลการปฏิบัติงานที่ทันสมัย และที่สำคัญได้แก่ ต้นทุน คุณภาพ การบริการ และความรวดเร็ว

หลักการของ Reengineering

1. หลักการขั้นพื้นฐาน :  ทบทวนสิ่งที่เราทำอยู่ใหม่ทั้งหมด และต้องถือเป็นงานหลัก คือ อย่าไปยึดติดกับของเดิม

                2. การเปลี่ยนแปลงที่ถอนรากถอนโคน : ไม่ติดยึดกับของเดิม คือ  ออกแบบใหม่ทั้งหมด แล้วลองทำตามแบบใหม่

                3. การเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ยิ่งใหญ่ :  ปรับเล็ก ๆ น้อย ๆ  ไม่ถึงร้อยละ 10 ถือว่าไม่รื้อระบบ

4. เน้นกระบวนการ  :   ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการรื้อปรับระบบจากเดิมงานจะต้องเดินผ่านไปยังจุดต่าง ๆ โดยใช้คนหลายคนเปลี่ยนเป็นให้งานหยุดกับที่ ทำโดยคนเดียว แต่มีข้อมูลมาประกอบการดำเนินงาน 

ขั้นตอนการรื้อปรับระบบมี 4 ขั้นตอน
1. การคิดค้นทบทวนใหม่ (Rethink)
2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign)
3. การเสริมเทคโนโลยี(Retool)
4. การฝึกอบรมบุคลากร (Retrain)

ประโยชน์ของ Reengineering

1. เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพด้านผลผลิตของพนักงานและเพิ่มผลกำไรให้แก่องค์กร ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างความอยู่รอดทางเศรษฐกิจและผลผลิตขององค์กร วิธีการที่ใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะช่วยพัฒนาทักษะในด้านการปฏิบัติงาน กระตุ้นให้มีแรงจูงใจในการทำงาน ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงด้านผลผลิตของพนักงานและมีการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ผลกำไรของบริษัทสูงตามขึ้นไปด้วย

2. เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้วิธีการ ทักษะ และเทคโนโลยีที่ล้าสมัยให้การปฏิบัติงานของทุกระดับในองค์กร โปรแกรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยใช้เทคโนโลยีจะช่วยพัฒนาทักษะ ในการทำงานตามความถนัดและความสนใจของพนักงานทุกระดับให้ทันสมัยควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร

3. เพื่อพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้ก้าวหน้าไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นตามขีดศักยภาพสูงสุดที่มีอยู่ตลอดจนให้มีทัศนคติที่เอื้ออำนวยต่อการไปปฏิบัติงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่าเดิม

 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Benchmarking

Balanced Scorecard

Balanced Scorecard คือระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร และไม่ใช่เฉพาะเป็นระบบการวัดผลเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน

Balance Scorecard จะทำให้เราได้เห็นภาพขององค์กรใน 4 มุมมอง และนำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือวัดผล โดยวิธีการรวบรวมข้อมูลและนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ มุมมองทั้ง 4 ดังกล่าว ประกอบด้วย

• 1. The Learning and Growth Perspective เป็นมุมมองด้านการเรียนรู้และการเติบโต เช่น การพัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงาน, ความพึงพอใจของพนักงาน, การพัฒนาระบอำนวยความสะดวกในการทำงาน เป็นต้น

• 2. The Business Process Perspective เป็นมุมมองด้านกระบวนการทำงานภายในองค์กรเอง เช่น การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ, การจัดโครงสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพ, การประสานงานภายในองค์กร, การจัดการด้านสายงานผลิตที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น

• 3. The Customer Perspective เป็นมุมมองด้านลูกค้า เช่น ความพึงพอของลูกค้า, ภาพลักษณ์, กระบวนการด้านการตลาด, การจัดการด้านลูกค้าสัมพันธ์ เป็นต้น

• 4. The Financial Perspective เป็นมุมมองด้านการเงิน เช่น การเพิ่มรายได้, ประสิทธิภาพในการผลิตที่มีต้นทุนต่ำและมีการสูญเสียระหว่างผลิตน้อย, การหาแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำ เป็นต้น

ในการพัฒนาองค์กรนั้น สามารถวัด และประเมินได้จากการมองผ่านมุมมองของระบบการวัดและประเมินผลใน 4 ด้านหลัก คือ

1. มุมมองด้านการเงิน (Financial Perspective; F)

2. มุมมองด้านลูกค้า (Customer Perspective; C)

3. มุมมองด้านการดำเนินการภายใน (Internal Perspective; I)

4. มุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ (Learning and Growth; L)

ดังนั้น BSC จึงเป็นเสมือนเครื่องมือหรือกลไกในการวางแผนและบริหารกลยุทธ์ที่มีการกำหนดมุมมองทั้ง 4 ด้าน เพื่อให้เกิดความสมดุลในการพัฒนาองค์กร จนบรรลุแผนกลยุทธ์ที่ได้วางไว้ในที่สุด

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้ Balanced Scorecard

 ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน

 ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารทุกระดับ ทำให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติงานได้สอดคล้องกันตามแผน

 ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร

 ช่วยให้มีการจัดแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับแต่ละกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม

 เป็นการรวมแผนกลยุทธ์ของทุกหน่วยงานเข้ามาไว้ด้วยกัน ด้วยแผนธุรกิจขององค์กร ทำให้แผนกลยุทธ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน

 สามารถวัดผลได้ทั้งลักษณะเป็นทีมและตัวบุคคล

...............................................................................................................................................................................

Key Performance Indicators

KPI คือเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพประสิทธิผลในการปฏิบัติงานขององค์กรหรือหน่วยงานภายในองค์กร

ลักษณะของ KPI ที่ดี

1.Balanced Scorecard (BSC)

คือคือระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน เป็นการจัดหาแนวทางแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงาน โดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นของกระบวนการทำงานภายในองค์กร

ระบบการวัดและประเมินผลใน 4 ด้านหลัก คือ

1 มุมมองด้านการเงิน (Financial Perspective; F)

2 มุมมองด้านลูกค้า (Customer Perspective; C)

3 มุมมองด้านการดำเนินการภายใน (Internal Perspective; I)

4 มุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ (Learning and Growth; L)

ปัญหาสำคัญในการนำ BSC มาใช้

1.การที่ผู้บริหารระดับสูงไม่มองว่าBSC เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร

2. การที่ผู้บริหารมองว่า BSC เป็นเพียงโครงการ (Project) ที่มีกำหนดหรือระยะเวลาสิ้นสุดทำให้องค์กรไมสามารถใช้ประโยชนจาก BSC ไดอย่างเต็มที่

3. การที่ผู้บริหารมองว่า BSC เป็นเพียงสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาเพียงปีละครั้ง

ขั้นตอนที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ ประกอบด้วย

1.การวิเคราะห์ (SWOT Analysis) ขององค์กรเพื่อให้ทราบถึงสถานะพื้นฐานขององค์กร

2. การพัฒนาวิสัยทัศน์ (Vision) ขององค์กร

3. การกำหนดมุมมอง (Perspective) ด้านต่าง ๆ

4. การกำหนดกลยุทธ์ (Strategy) และ วัตถุประสงค์ (Objective)

5. การจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์และวัตถุประสงค์ด้านต่าง ๆ ในลักษณะของเหตุและผล

6. การกำหนดตัวชี้วัด (Key Performance Indicators : KPI) และเป้าหมาย

7. การจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan)

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้BSC

- ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน

- ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารทุกระดับ

- ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร

- ช่วยให้มีการจัดแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับแต่ละกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม

2.Key Performance Indicators (KPI)

KPI คือเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพประสิทธิผลในการปฏิบัติงานขององค์กร

ลักษณะของ KPI ที่ดี

2.สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์ขององค์กร

3.ควรแสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร

4.ซึ่งดัชนีชี้วัดที่มีความสำคัญต่อองค์กรและหน่วยงานมี 2 ลักษณะ คือ ดัชนีชี้วัดที่แสดงผลการดำเนินงานและดัชนีชี้วัดกิจกรรม

5.ประกอบด้วยดัชนีชี้วัดที่เป็นเหตุและดัชนีชี้วัดที่เป็นผล

6.ดัชนีชี้วัดที่สร้างขึ้นควรเป็นดัชนีชี้วัดที่องค์กรสามารถควบคุมผลงานได้ไม่น้อยกว่า80%

7.เป็นดัชนีชี้วัดที่สามารถวัดผลได้ และบุคคลทั่วไปเข้าใจ

8.ต้องช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขององค์กรได้

ขั้นตอนการสร้าง KPI

2.กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ

3.ที่สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์กำหนดปัจจัยสู่ความสำเร็จ

4.กำหนดตัวชี้วัดที่สามารถบ่งชี้ความสำเร็จ/ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์

5.กลั่นกรองดัชนีชี้วัดเพื่อหาดัชนีชี้วัดหลัก จัดลำดับและกำหนดน้ำหนักความสำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

6.กระจายดัชนีชี้วัดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

7.จัดทำ KPI Dictionary โดยระบุรายละเอียดที่สำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

3. Six Sigma

แนวคิดพื้นฐานของ Six sigma

การพัฒนาองค์การแบบ six sigma เป็นการพัฒนาที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศ ซึ่งได้มีการกำหนดแนวทางในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านการสื่อสาร การสร้างกลยุทธ์ และนโยบาย การกระจายนโยบาย การจูงใจ และการจัดสรรทรัพยากรในองค์การให้เหมาะสม เพื่อให้การปรับปรุงองค์การเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

แนวคิดการบริหารองค์การแบบเดิม

1.ใช้การแก้ปัญหาแบบวันต่อวัน ทักษะในการเรียนรู้ของพนักงานจะเน้นที่การเรียนรู้จาการทำงานจริงเป็นหลัก โดยมีความเชื่อว่าถ้ามีคนเข้าไปดูปัญหาอย่างจริงจังจะสามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งบางครั้งการแก้ปัญหาได้มาจากการแก้ไขที่สาเหตุแต่ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้

2.ผลของการแก้ไขปัญหาจะต้องหายขาด

3.คัดเลือกพนักงานที่ทำงานประจำมาทำการแก้ไขปัญหา โดยแก้ไขเฉพาะหน่วยงานของตนเอง ถ้าปัญหาเกิดจากหน่วยงานอื่นก็จะขอร้องให้หน่วยงานนั้น ๆ ทำการแก้ไข

4.ผู้นำคือผู้ที่สามารถแก้ไขปัญหาในปัจจุบันได้

5.ใช้ประสบการณ์และความชำนาญเป็นหลักในการปรับปรุง เพราะเห็นผลสำเร็จได้ง่าย

6.ความรับผิดชอบเป็นหน้าที่ของพนักงานแต่ละคนต้องปฏิบัติ

หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six sigma

การบรรลุกลยุทธ์ที่สำคัญของ six sigma ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอน 4 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย

1.Measure

2.Analyze

3.Improve

4.Control

4.Re-Engineering

Re-Engineering คือ การ ปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ เป็นการ ปรับเปลี่ยน โครงสร้าง ขององค์กร บริษัท ทั้งระบบจุดไหนที่ก่อให้เกิน ความล่าช้า เช่น คนงาน พนักงาน ผู้บริหาร ไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะทำการ เปลี่ยนแปลงทั้งระบบ (ไม่ใช่การปรับปรุง) เป็นการเปลี่ยนใหญ่ ตัวอย่าง บริษัทหนึ่ง มียอดการผลิต ลดลงทุก ไตรมาศ ผู้บริหารระดับสูง หรือ เจ้าของกิจการ ก็อาจจะ พิจารณา กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ แล้วก็เห็นว่า เป็นการยากที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น เพราะอาจจะใช้เวลามาก จึงตัดสินใจเอาพนักงานที่ไม่มีประสิทธิภาพออก

หัวใจสำคัญของ Re-engineering

ลักษณะสำคัญหรือจุดเน้นของการรื้อปรับระบบ หรือ การทำรีเอ็นจิเนียริ่งอยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนที่แนวคิดพื้นฐาน สมมุติฐาน หรือหลักเกณฑ์เดิม การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน และการมุ่งสู่ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่หรือผลลัพธ์อันใหญ่หลวง

องค์ประกอบ ของ การรื้อปรับระบบ มี 6 ข้อ ดังนี้

1. จัดโครงสร้าง ให้เป็น At come เหมาะแก่ประสิทธิภาพ และ Output เหมาะแก่ประสิทธิผล

2.มีการกำหนดหน่วยงาน

3. หน่วยงานแต่ละหน่วยงาน ต้องมีการเก็บข้อมูล

4. เสมือนกระจุกตัว ถามอะไรรู้หมด

5. มีการเชื่อมโยงกระบวนการต่างๆไปพร้อมกัน

6. มีลักษณะ Online

หลักการของ Re-engineering

1.หลักการขั้นพื้นฐาน : ทบทวนสิ่งที่เราทำอยู่ใหม่ทั้งหมด และต้องถือเป็นงานหลัก คือ อย่าไปยึดติดกับของเดิม

2.การเปลี่ยนแปลงที่ถอนรากถอนโคน :ไม่ติดยึดกับของเดิม คือ ออกแบบใหม่ทั้งหมด แล้วลองทำตามแบบใหม่

3.การเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ยิ่งใหญ่ :ปรับเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ถึงร้อยละ 10 ถือว่าไม่รื้อระบบ

4.เน้นกระบวนการ :ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการรื้อปรับระบบจากเดิมงานจะต้องเดินผ่านไปยังจุดต่าง ๆ โดยใช้คนหลายคนเปลี่ยนเป็นให้งานหยุดกับที่ ทำโดยคนเดียว แต่มีข้อมูลมาประกอบการดำเนินงาน

5.Knowledge Management (KM)

การบริหารจัดการความรู้ Knowledge Management (KM)

คือ ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ครบถ้วน ง่ายต่อ การเรียกใช้ จัดเก็บตามความต้อง การ เก็บรักษาความรู้ให้ควบคู่กับองค์กรตลอดไป โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการ

วัตถุประสงค์ของ KM

1.เพื่อปรับปรุงกระบวนการดําเนินงานทางธุรกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

2.เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ

3.เพื่อเป็นการปรับปรุงเทคนิค กระบวนการโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และนําความรู้นั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์

องค์ประกอบของ KM

1.คน หมายถึง พนักงาน ลูกจ้าง ลูกค้า หรือผู้มีผลกระทบกับองค์กร KM

2.สถานที่ หมายถึง ที่ที่ทุกคนในองค์กรสามารถระดมความคิดร่วม

3.ข้อมูล หมายถึง ทุกสิ่งที่นำเก็บและให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้

ขั้นตอนการพัฒนา KM

1. การจัดหาหรือการสร้างความรู้

2. การจัดเก็บ

3. การเผยแพร่ความรู้

4. การใช้โปรแกรมการจัดการความรู้

6. Activity-Based Management (ABM)

เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจในการปฏิบัติการ บนสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ

แนวทางการใช้ ABM

•การวิเคราะห์คุณลักษณะ

•การวิเคราะห์กลยุทธ์

•การเทียบเคียง

•การวิเคราะห์การปฏิบัติการ

•การวิเคราะห์ความสามารถทำกำไร

•การวิเคราะห์กิจกรรม

•การปรับปรุงกระบวนการ

ABMมุ่งวัตถุประสงค์หลักคือ

1.การขจัดความสูญเปล่า

2.สร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่มุ่งการปรับปรุงกระบวนการธุรกิจและเกิดผลิตผลดีมากขึ้น

3.ค้นหาสาเหตุหลักของปัญหาและทำการแก้ไข

4.ขจัดความบิดเบือนที่เกิดจากการตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาดและการจัดสรรต้นทุนที่ไม่เหมาะสม

7.Benchmarking

Benchmarking หมายถึง กระบวนการวัดและเปรียบเทียบกับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า และนำผลการเปรียบเทียบมาใช้ในการปรับปรุงองค์กรของตนเพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

ขั้นตอนในการจัดทำ Benchmarking

1. การกำหนดหัวข้อที่จะทำ Benchmark (Determine What to Benchmark) การวางแผน และพิจารณากำหนดหัวข้อที่จะทำ Benchmark

2. การสร้างทีมงาน (Benchmarking Team) การจัดทีมงานนั้น ควรจะต้องเลือกมาจากหลายๆ ส่วนในองค์กร โดยมีความเกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน

3. ระบุผู้ร่วมทำ Benchmark (Identify Benchmarking Partners) โดยเริ่มจากค้นหาหน่วยงาน นอกองค์การที่สามารถเป็นตัวอย่างที่ดี หรือประสบผลสำเร็จในด้านที่จะทำ Benchmark

4.การเก็บรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล (Collecting and Analysing Benchmarking Information)

ทำการเก็บข้อมูล และทำการวิจัย มีความจำเป็นที่ต้องทำ

5.การปฏิบัติการ (Taking Action) ทำการลงมือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามแผนใหม่ที่วางไว้ โดยทำการนำเสนอข้อมูลที่ค้นพบ และหาแนวทางดำเนินการ เพื่อปรับปรุงกลวิธีดำเนินการ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ และอาจต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแผน ให้เข้ากับสถานการณ์

ข้อควรระวังในการใช้

•อย่าเน้น BENCHMARKING เพียงแค่การวัดเปรียบเทียบ

•อย่าลืมที่จะเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล

•อย่าลอกเลียนแบบการ BENCHMARKING ของคนอื่น

•อย่าละเลยการเตรียมความพร้อมขององค์กร

ประโยชน์ของการทำ Benchmarking

การ Benchmark ทำให้ธุรกิจรู้จักตนเองจากการวัดผลการดำเนินงาน เปรียบเทียบกับองค์กรอื่นที่มีการดำเนินงานที่ดี

2. การ Benchmark เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมที่สามารถวัดและตรวจสอบได้ มิใช่แค่เพียงนึกหรือคิดเอาเองเท่านั้น

3. การ Benchmark เป็นการสั่งสมความรู้ ทักษะ และ ประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ ในการแก้ปัญหาขององค์กรในอนาคต

4. การ Benchmark มิใช่เทคนิคการปฏิบัติการเพื่อสร้างคุณภาพ ประสิทธิภาพและผลิตภาพในการผลิตและบริการเท่านั้น แต่จะเป็นเครื่องมือในระดับกลยุทธ์ที่จะพัฒนาศักยภาพ แสดงความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

Balanced Scorecard

Balanced Scorecard คือระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร และไม่ใช่เฉพาะเป็นระบบการวัดผลเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน

ในการพัฒนาองค์กรนั้น สามารถวัด และประเมินได้จากการมองผ่านมุมมองของระบบการวัดและประเมินผลใน 4 ด้านหลัก คือ

1. มุมมองด้านการเงิน (Financial Perspective; F)

2. มุมมองด้านลูกค้า (Customer Perspective; C)

3. มุมมองด้านการดำเนินการภายใน (Internal Perspective; I)

4. มุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ (Learning and Growth; L)

ดังนั้น BSC จึงเป็นเสมือนเครื่องมือหรือกลไกในการวางแผนและบริหารกลยุทธ์ที่มีการกำหนดมุมมองทั้ง 4 ด้าน เพื่อให้เกิดความสมดุลในการพัฒนาองค์กร จนบรรลุแผนกลยุทธ์ที่ได้วางไว้ในที่สุด

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้ Balanced Scorecard

 ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน

 ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารทุกระดับทำให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติงานได้สอดคล้องกันตามแผน

 ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร

 ช่วยให้มีการจัดแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับแต่ละกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม

 เป็นการรวมแผนกลยุทธ์ของทุกหน่วยงานเข้ามาไว้ด้วยกัน ด้วยแผนธุรกิจขององค์กร ทำให้แผนกลยุทธ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน

 สามารถวัดผลได้ทั้งลักษณะเป็นทีมและตัวบุคคล

...............................................................................................................................................................................

Key Performance Indicators

KPI คือเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพประสิทธิผลในการปฏิบัติงานขององค์กรหรือหน่วยงานภายในองค์กร

ลักษณะของ KPI ที่ดี

 สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์ขององค์กร

 ควรแสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กรและหน่วยงานเท่านั้น ซึ่งดัชนีชี้วัดที่มีความสำคัญต่อองค์กรและหน่วยงานมี 2 ลักษณะ คือ ดัชนีชี้วัดที่แสดงผลการดำเนินงานที่สำคัญต่อองค์กร และดัชนีชี้วัดกิจกรรมหรืองานที่สำคัญซึ่งหากผิดพลาดจะก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงในองค์กรหรือหน่วยงาน

 ประกอบด้วยดัชนีชี้วัดที่เป็นเหตุและดัชนีชี้วัดที่เป็นผล

 ดัชนีชี้วัดที่สร้างขึ้นควรเป็นดัชนีชี้วัดที่องค์กรหรือหน่วยงานสามารถควบคุมผลงานได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ80

 เป็นดัชนีชี้วัดที่สามารถวัดผลได้ และบุคคลทั่วไปเข้าใจ ไม่ใช่มีเพียงผู้จัดทำเท่านั้นที่เข้าใจ

 ต้องช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขององค์กรได้ นอกเหนือจากการใช้ดัชนีชี้วัดเพื่อ การประเมินผลงาน

ขั้นตอนการสร้าง KPI

 กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ(What to measure?) ซึ่งควรสะท้อนถึงกลยุทธ์ที่องค์กรมุ่งเน้น

 กำหนดปัจจัยสู่ความสำเร็จหรือปัจจัยวิกฤต (Key Success Factor or Critical Success Factor) ที่สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ

 กำหนดตัวชี้วัดที่สามารถบ่งชี้ความสำเร็จ/ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ

 กลั่นกรองดัชนีชี้วัดเพื่อหาดัชนีชี้วัดหลัก โดยจัดลำดับและกำหนดน้ำหนักความสำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

 กระจายดัชนีชี้วัดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 จัดทำ KPI Dictionary โดยระบุรายละเอียดที่สำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว …………………………………………………………………………………………………………………………

Six Sigma

Six Sigma เป็นกระบวนการทางธุรกิจที่ให้องค์กรต่างๆ ปรับปรุงขีดความสามารถอย่างมหาศาล โดยการออกแบบและตรวจสอบกิจกรรมทางธุรกิจประจำวัน เพื่อลดสิ่งสูญเปล่าและลดการใช้ทรัพยากร แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six sigma

การบรรลุกลยุทธ์ที่สำคัญของ six sigma ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอน 4 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย

1. Measurement ในขั้นนี้เป็นการขั้นตอนการวัด

2. Analyze เป็นการวิเคราะห์ว่าปัญหาต่าง ๆ เริ่มมาจากที่ใด

3. Improvement การแก้ไขกระบวนการ

4. Control การควบคุม

ประโยชน์ ข้อดีของการนำ Six Sigma มาใช้

1. สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกลยุทธ์ใหม่ให้ธุรกิจ

2. สามารถลดความสูญเสียโอกาสอย่างมีระบบและรวดเร็วโดยการนำกระบวนการทางสถิติมาใช้

3. พัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีศักยภาพสูงขึ้นตอบสนองต่อกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว

4. ช่วยหารระดับคุณภาพของอุตสาหกรรม โดยสามารถเทียบข้ากลุ่มอุตสาหกรรมได้ (Benchmarking)

5. บริหารจัดการและพัฒนาองค์กรโดยใช้ข้อมูลจริง และใช้หลักการทางสถิติซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

6. สร้างทีมงานในองค์กรให้แข็งแกร่ง โดยประสานความร่วมมือของพนักงานแต่ละส่วน

7. เพิ่มผลประกอบการด้านการเงินจากโครงการประหยัดต้นทุน

8. พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพสูงขึ้น และปรับองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

.....................................................................................................................................

Knowledge Management (KM)

การบริหารจัดการความรู้ (KM) คือ ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ครบถ้วน ง่ายต่อ การเรียกใช้จัดเก็บตามความต้องการ ซึ่ง(KM)ประกอบจะไปด้วย คน สถานที่ ข้อมูล

ปัจจัยที่ทำให้ KM ประสพความสำเร็จในองค์กร

1. วัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนในองค์กรคน

2. ผู้นำและการสร้างกลยุทธ์ผู้บริหารระดับสูง

3. Technologyความพร้อมของอุปกรณ์ทันสมัยของเทคโนโลยีที่สามารถสนับสนุนการทำงาน

4. การวัดผลและการนำไปใช้จัดทำระบบการติดตามและวัดผล

5. โครงสร้างพื้นฐานการวางระบบการบริหารจัดการ

องค์ประกอบหลักในการพัฒนา KM

1.ผู้นำ 2.วัฒนธรรม 3.การเข้าถึงแหล่งความรู้ 4.เทคโนโลยี 5.วัฒนธรรมการเรียนรู้ 6.บรรยากาศอิสระ

ประโยชน์ของ KM

1.เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

2.ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา

3.เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์

4.ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว

............................................................................................................................

Activity – Based Management

ABM หมายถึงเครื่องมือที่การตัดสินใจในการปฏิบัติการ (Operation Decision) บนฐานสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ

ABMมุ่งวัตถุประสงค์หลักคือ

1.การขจัดความสูญเปล่า

2.สร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่มุ่งการปรับปรุงกระบวนการธุรกิจและเกิดผลิตผลดี (Yield) มากขึ้น

3.ค้นหาสาเหตุหลักของปัญหาและทำการแก้ไข

4.ขจัดความบิดเบือนที่เกิดจากการตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาดและการจัดสรรต้นทุนที่ไม่เหมาะสม

ประโยชน์จากการใช้ ABM

1.จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการปฏิบัติงานตามกิจกรรมต่างๆ ได้ดี

2.ทำให้สามารถใช้ต้นทุนในการวางแผนพัฒนากิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

3.ทำให้สามารถรู้เป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าด้วยต้นทุนที่ลดลง

4.สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทั้งด้านราคา และคุณภาพของสินค้า

5.ช่วยด้านระบบต้นทุนกิจกรรมและจะมีการปรับปรุงทบทวนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศของธุรกิจ

...........................................................................................................................

Re-engineering

(Re-engineering) คือ การออกแบบกระบวนการทางธุรกิจใหม่แล้วนำกระบวนการใหม่ไปปฏิบัติให้เกิดผล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การลดต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจนั้น

ขั้นตอนในการนำ Re-Engineering มาใช้

1. การคิดค้นทบทวนใหม่ (Rethink)

2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign)

3. การเสริมเทคโนโลยี(Retool)

4. การฝึกอบรมบุคลากร (Retrain)

ประโยชน์และข้อดีของ Re-Engineering

1. เป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ทั้งหมด

2. มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า

3. พนักงานสามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น

4. ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการ ซึ่งเป็นหัวใจของการปรับปรุงงาน

...................................................................................................................

Benchmarking

Benchmarking เป็นกระบวนการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงขององค์กร ในอันที่จะพิจารณาว่า มีสภาพใดบ้างที่จะสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม และทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับองค์กรอื่น แล้วนำความรู้ที่ได้มาจัดการวางแผนการปรับปรุงองค์กรของเรา ให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลดีขึ้น หรืออาจมองว่า เป็นกระบวนการเปรียบเทียบองค์กรกับหน่วยงานอื่น ในด้านต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะปรับปรุงให้ใกล้เคียง เพื่อเป็นผู้นำที่คนอื่นจะต้องใช้เราเป็น Benchmark ต่อไป

ขั้นตอนในการจัดทำ Benchmark

1. การกำหนดหัวข้อที่จะทำ Benchmark

2. การสร้างทีมงาน

3. ระบุผู้ร่วมทำ Benchmark

4. การเก็บรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล

5. การปฏิบัติการ

ประโยชน์ของการทำ Benchmarking

1.ทำให้ธุรกิจรู้จักตนเองจากการวัดผลการดำเนินงาน เปรียบเทียบกับองค์กรอื่นที่มีการดำเนินงานที่ดีที่สุด

2.เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

3.เป็นการสั่งสมความรู้ ทักษะ และ ประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ ในการแก้ปัญหาขององค์กรในอนาคต

4.เป็นเครื่องมือในระดับกลยุทธ์ที่จะพัฒนาศักยภาพ แสดงความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

......................................................................................................................................

สรุป (Balanced Scorecard: BSC) 

     Balanced Scorecard คือระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร และไม่ใช่เฉพาะเป็นระบบการวัดผลเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน โดยระบบของ Balanced Scorecard จะเป็นการจัดหาแนวทางแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงาน โดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นของกระบวนการทำงานภายในองค์กร และผลกระทบจากลูกค้าภายนอกองค์กร มานำมาปรับปรุงสร้างกลยุทธ์ให้มีประสิทธิภาพดีและประสิทธิผลดียิ่งขึ้น เมื่อองค์กรได้ปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบ Balanced Scorecard เต็มระบบแล้ว Balanced Scorecard จะช่วยปรับเปลี่ยนแผนกลยุทธ์ขององค์กรจากระบบ “การทำงานตามคำสั่งหรือสิ่งที่ได้เรียนรู้สืบทอดกันมา (academic exercise)” ไปสู่ระบบ “การร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวขององค์กร (nerve center of an enterprise)

 

     Balance Scorecard จะทำให้เราได้เห็นภาพขององค์กรใน 4 มุมมอง และนำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือวัดผล โดยวิธีการรวบรวมข้อมูลและนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ มุมมองทั้ง 4 ดังกล่าว ประกอบด้วย

1. The Learning and Growth Perspective เป็นมุมมองด้านการเรียนรู้และการเติบโต เช่น การพัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงาน, ความพึงพอใจของพนักงาน, การพัฒนาระบอำนวยความสะดวกในการทำงาน เป็นต้น

2. The Business Process Perspective เป็นมุมมองด้านกระบวนการทำงานภายในองค์กรเอง เช่น การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ, การจัดโครงสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพ, การประสานงานภายในองค์กร, การจัดการด้านสายงานผลิตที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น

3. The Customer Perspective เป็นมุมมองด้านลูกค้า เช่น ความพึงพอของลูกค้า, ภาพลักษณ์, กระบวนการด้านการตลาด, การจัดการด้านลูกค้าสัมพันธ์ เป็นต้น

4. The Financial Perspective เป็นมุมมองด้านการเงิน เช่น การเพิ่มรายได้, ประสิทธิภาพในการผลิตที่มีต้นทุนต่ำและมีการสูญเสียระหว่างผลิตน้อย, การหาแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำ เป็นต้น

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้ Balanced Scorecard

  • ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน
  • ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารทุกระดับ ทำให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติงานได้สอดคล้องกันตามแผน
  • ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร
  • ช่วยให้มีการจัดแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับแต่ละกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม
  • เป็นการรวมแผนกลยุทธ์ของทุกหน่วยงานเข้ามาไว้ด้วยกัน ด้วยแผนธุรกิจขององค์กร ทำให้แผนกลยุทธ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน
  • สามารถวัดผลได้ทั้งลักษณะเป็นทีมและตัวบุคคล

”””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””’”””””””” สรุป (Key Performance Indicator:KPI)

     KPI คือ เครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่างๆ ขององค์กร ซึ่งสามารถแสดงผลของการวัดหรือการประเมินในรูปข้อมูลเชิงประมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการปฏิบัติงานขององค์กรหรือหน่วยงานภายในองค์กร

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

• ความมุ่งมั่นของผู้บริหารในการสร้างดัชนีชี้วัด

• ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์รวบรวม ประมวลผลวิเคราะห์ข้อมูล แสดงผล และกระตุ้นเตือนผู้รับผิดชอบดัชนีชี้วัด

• กำหนดเงื่อนไขการให้คะแนนดัชนีชี้วัดแต่ละตัวให้อยู่บนพื้นฐานที่สามารถนำไปใช้ในการเปรียบเทียบผลงานที่เกิดขึ้นได้

• ประยุกต์ใช้ดัชนีชี้วัดในการบริหารเพื่อผลักดันให้เกิดการปรับปรุงองค์กรอย่างต่อเนื่อง

• เชื่อมโยงผลงานที่ได้จากดัชนีชี้วัดกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน

””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””” สรุป Six Singma

     Six Sigma เป็นแนวทางชี้แนะให้องค์กรทำให้เกิดข้อ ผิดพลาดน้อยที่สุด ตั้งแต่การจัดข้อมูลคำสั่งซื้อสินค้า ไปจนถึง การผลิตเครื่องยนต์เครื่องบิน โดยการลดช่องโหว่ของคุณภาพตั้งแต่ที่ปรากฏขึ้นครั้งแรก Six Sigma ไม่เพียงตรวจจับหรือแก้ไขจุดบกพร่อง แต่ยังนำเสนอวิธีการที่เฉพาะเจาะจง สำหรับการสร้างกระบวนการทำงานใหม่ ให้ไม่มีจุดผิดพลาดเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น

     Six Sigma คือ กระบวนการเพื่อลดความผิดพลาด (Defect) ที่เกิดขึ้นในกระบวนการต่างๆโดยมุ่งเน้นให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุดและมีความสูญเสียได้ไม่เกิน 3.4 หน่วยในล้านหน่วย หรือเรียกอีกอย่างว่า ความสูญเสียโอกาสลงให้เหลือเพียงแค่ 3.4 หน่วยนั่นเอง (Defect per Million Opportunities, OPMO)

ประโยชน์ในการนำ Six Sigma มาใช้ในองค์การ

1. สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกลยุทธ์ใหม่ให้ธุรกิจ

2. สามารถลดความสูญเสียโอกาสอย่างมีระบบและรวดเร็วโดยการนำกระบวนการทางสถิติมาใช้

3. พัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีศักยภาพสูงขึ้นตอบสนองต่อกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว และปรับองค์การให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)

4. ช่วยหารระดับคุณภาพของอุตสาหกรรม โดยสามารถเทียบข้ากลุ่มอุตสาหกรรมได้ (Benchmarking)

Six Sigma สำเร็จได้ด้วยองค์ประกอบ

1. ความเป็นผู้นำของผู้บริหารในองค์การ (Leadership)

2. การสื่อสารภายในองค์การที่มีประสิทธิภาพ (Communication) ผู้นำในองค์การจะต้องใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย (Concise) มีความคงเส้นคงวา ต่อเนื่อง (Consistent) มีความสมบูรณ์ (Complete) มีความคิดสร้างสรรค์ (Creative)

3. วางกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement Strategy)

4. การตั้งเป้าหมายที่เด่นชัดและกำหนดระยะเวลาที่เป็นรูปธรรม (Target Setting) 5. วิธีการคัดเลือกบุคลากรและกำหนดโครงการให้รับผิดชอบ (Project Selection and Responsibilities)

””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””’ สรุป (Knowledge Management : KM)

     การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

     1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

     2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

     สำหรับนักปฏิบัติ การจัดการความรู้คือ เครื่องมือ เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่

1. บรรลุเป้าหมายของงาน

2. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน

3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ และ

4. บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

KM เพื่อจัดทำแผนการจัดการความรู้ขององค์กร ได้ 4 แนวทาง คือ

แนวทางที่ 1 เป็นความรู้ที่จำเป็นและสนับสนุนวิสัยทัศน์ พันธกิจ ประเด็นยุทธศาสตร์ขององค์กร

แนวทางที่ 2 เป็นความรู้ที่สำคัญต่อองค์กร เช่น ความรู้เกี่ยวกับลูกค้า ประสบการณ์ความรู้ที่สั่งสมมา

แนวทางที่ 3 เป็นปัญหาที่องค์กรประสบอยู่ และสามารถนำ KM มาช่วยได้

แนวทางที่ 4 เป็นแนวทางผสมกันระหว่างแนวทางที่ 1 , 2 หรือ 3 หรือจะเป็นแนวทางอื่นที่องค์กรเห็นว่าเหมาะสม

””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””” สรุป (Activit Based Management:ABM)

     Activity-Based Management ที่เป็นแนวทางมุ่งการจัดการต่อกิจกรรม เพื่อการปรับปรุงมูลค่าที่ส่งมอบสู่ลูกค้าและสร้างผลกำไรให้กับผู้ส่งมอบ การดำเนิน ABM จึงรวมถึงการวิเคราะห์ตัวผลักดันต้นทุน การวิเคราะห์กิจกรรม (Activity Analysis) และการวัดผลการปฏิบัติการ (Performance Measurement) โดยที่ ABC จะถูกใช้สำหรับการตอบคำถามว่า "What do things cost ?" ขณะที่ ABM จะแสดงในมุมมองของกระบวนการ(Process View) ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัจจัยที่ก่อให้เกิดต้นทุน ด้วยการใช้การใช้ข้อมูล ABC และ ABM ทำให้สามารถสนับสนุนการปรับปรุงการใช้ทรัพยากร เพื่อเพิ่มมูลค่าที่ถูกสร้างสำหรับลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ซึ่ง ABM จะถูกใช้สำหรับการติดตามค่าโสหุ้ยและต้นทุนทางอ้อมที่เกิดจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องให้กับผลิตภัณฑ์หรือบริการ

แนวทางการใช้ประโยชน์ ABM

- การวิเคราะห์คุณลักษณะ (Attribute Analysis)

- การวิเคราะห์กลยุทธ์ (Strategic Analysis)

- การเทียบเคียง (Benchmarking)

- การวิเคราะห์การปฏิบัติการ (Operation Analysis)

- การวิเคราะห์ความสามารถทำกำไร (Profitability Analysis)

- การปรับปรุงกระบวนการ (Process Improvement)

ตัวอย่างการใช้ ABM สำหรับธุรกิจค้าปลีก

     ABM เป็นกลยุทธ์เชิงรุก (Proactive Strategic) และการตัดสินใจในการปฏิบัติการ (Operation Decision) บนฐานสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ สำหรับธุรกิจค้าปลีก ABM จะช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถประเมินค่าใช้จ่ายการออกใบเสร็จ ค่าใช้จ่ายของการจัดวางสินค้า ค่าใช้จ่ายคลังสินค้า และค่าโสหุ้ยการจัดเก็บสินค้า ซึ่งสารสนเทศเหล่านี้ จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถ

1.การจัดทำเกณฑ์สมรรถนะ (Performance Criteria) สำหรับผู้ส่งมอบ

2.ให้คำแนะนำผู้ส่งมอบในแนวทางเลือกของแหล่งจัดหาหรือการส่งมอบสินค้า

3.ลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้า

4.สะท้อนค่าใช้จ่ายทางธุรกรรม (Transaction Cost) อย่างถูกต้อง สำหรับการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า

5.แนะนำผู้ส่งมอบในการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ

””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””” สรุป (Reengineering:RE)

     Re-Engineering คือ การ ปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้าน คือ โล๊ะ เป็นการ ปรับเปลี่ยน โครงสร้าง ขององค์กร บริษัท ทั้งระบบจุดไหนที่ก่อให้เกิน ความล่าช้า เช่น คนงาน พนักงาน ผู้บริหาร ไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะทำการ เปลี่ยนแปลงทั้งระบบ เป็นการเปลี่ยนใหญ่ ตัวอย่าง บริษัทหนึ่ง มียอดการผลิต ลดลงทุก ไตรมาศ ผู้บริหารระดับสูง หรือ เจ้าของกิจการ ก็อาจจะ พิจารณา กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ แล้วก็เห็นว่า เป็นการยากที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น เพราะอาจจะใช้เวลามาก จึงตัดสินใจเอาพนักงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ออก (ล้างไพ่) แล้วทำการวางตำแหน่งงาน และดำเนินงานกันใหม่ เหมือนเปิดบริษัทเปิดใหม่

หัวใจสำคัญของการ Re-engineering อยู่ที่กระบวนการ

     ลักษณะสำคัญหรือจุดเน้นของการรื้อปรับระบบ หรือ การทำรีเอ็นจิเนียริ่งอยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนที่แนวคิดพื้นฐาน สมมุติฐาน หรือหลักเกณฑ์เดิม การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน และการมุ่งสู่ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่หรือผลลัพธ์อันใหญ่หลวง

องค์ประกอบ ของ การรื้อปรับระบบ มี 6 ข้อ ดังนี้

-จัดโครงสร้าง ให้เป็น At come เหมาะแก่ประสิทธิภาพ และ Output เหมาะแก่ประสิทธิผล

-มีการกำหนดหน่วยงาน

-หน่วยงานแต่ละหน่วยงาน ต้องมีการเก็บข้อมูล

-เสมือนกระจุกตัว ถามไรรู้หมด

-มีการเชื่อมโยงกระบวนการต่างๆไปพร้อมกัน

-มีลักษณะ Online

”””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””” สรุป (Benchmarking:BMK)

     Benchmarking เป็นกระบวนการที่เอาลักษณะ ที่มีอยู่เดิมเชื่อมต่อกัน ให้มีกระบวนการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างเป็นระบบ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดการพัฒนาให้ทัดเทียม กับองค์กร หรือประเทศที่อยู่ในแนวหน้าของเวทีโลกได้ และรักษาให้ทัดเทียมได้อย่างยั่งยืน

ประโยชน์ของ Benchmarking

• ปรับปรุงผลการทำงาน

• ทำให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์

• เพิ่มอัตราการเรียนรู้ภายในองค์กร

• เป็นเครื่องมือช่วยในการเรียนลัด

ปัจจัยแห่งความสำเร็จของ Benchmarking

1. การทำ Benchmarking จะต้องได้รับการสนับสนุนจารผู้บริหารระดับสูงอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

2. การฝึกอบรมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมงานเข้าใจกระบวนการทำ Benchmarking ที่ถูกต้องอย่างเป็นระบบ

3. Benchmarking ควรเป็นกิจกรรมที่ทำเป็นทีมโดยมีผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้บริหาร ผู้จัดการและผู้ที่รับผิดชอบในงานนั้นๆ

4. ทีมงานที่ทำ Benchmarking ต้องประกอบไปด้วยสมาชิกที่สามารถนำผลจากการทำ Benchmarking ไปประยุกต์ใช้กับหน่วยงานในองค์กรได้

5. กระบวนการ Benchmarking ต้องมุ่งเน้นที่การปฏิบัติที่เป็นเลิศมากกว่ามุ่งเน้นวัดผลงานที่ปฏิบัติงาน

6. Benchmarking ต้องมีการจัดการระบบ วางแผน และการจัดการที่ดี เพราะเป็นวิธีการที่มีโครงสร้างที่จำเป็นต้องมีการวางแผนและการติดตามที่ดี

7. ผู้บริหารต้องมีความมุ่งมั่น เพื่อทำให้ Benchmarking ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยถือว่าเป็นกลยุทธ์และกระบวนการ ในการพัฒนาองค์กร

8. องค์กรต้องเต็มใจแบ่งปันข้อมูลกับผู้ร่วมทำ Benchmarking ทั้งที่เป็นหน่วยงานภายใจและองค์กรภายนอก

9. เกณฑ์เปรียบเทียบสมรรถนะ ต้องปรับปรุงให้ทันสมัย อยู่เสมอและควรปรับปรุงกระบวนการ Benchmarking ในระหว่างการดำเนินการเช่นกัน

1. Balanced Scorecard ระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร

ความหมาย Balanced Scorecard คือระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน เป็นการจัดหาแนวทางแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงาน โดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นของกระบวนการทำงานภายในองค์กร ระบบการวัดและประเมินผลใน 4 ด้านหลัก คือ

1 มุมมองด้านการเงิน (Financial Perspective; F)

2 มุมมองด้านลูกค้า (Customer Perspective; C)

3 มุมมองด้านการดำเนินการภายใน(Internal Perspective; I)

4 มุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ (Learning and Growth; L)

ปัญหาสำคัญในการนำ BSC มาใช้

1.การที่ผู้บริหารระดับสูงไม่มองว่าBSC เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร

2. การที่ผู้บริหารมองว่า BSC เป็นเพียงโครงการ (Project) ที่มีกำหนดหรือระยะเวลาสิ้นสุดทำให้องค์กรไมสามารถใช้ประโยชนจาก BSC ไดอย่างเต็มที่

3. การที่ผู้บริหารมองว่า BSC เป็นเพียงสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาเพียงปีละครั้ง ขั้นตอนที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ ประกอบด้วย

1.การวิเคราะห์ (SWOT Analysis) ขององค์กรเพื่อให้ ทราบถึงสถานะ พื้นฐานขององค์กร

2. การพัฒนาวิสัยทัศน์ (Vision) ขององค์กร

3. การกำหนดมุมมอง (Perspective) ด้านต่าง ๆ

4. การกำหนดกลยุทธ์ (Strategy) และ วัตถุประสงค์ (Objective)

5. การจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์และวัตถุประสงค์ด้านต่าง ๆ ในลักษณะของเหตุและผล

6. การกำหนดตัวชี้วัด (Key Performance Indicators : KPI) และเป้าหมาย

7. การจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan)

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้BSC

 - ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน

- ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารทุกระดับ

- ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร

- ช่วยให้มีการจัดแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับแต่ละกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม

2. Key Performance Indicators

เครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ KPI คือเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพประสิทธิผลในการปฏิบัติงานขององค์กร ลักษณะของ KPI ที่ดี สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์ขององค์กร ควรแสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร ซึ่งดัชนีชี้วัดที่มีความสำคัญต่อองค์กรและหน่วยงานมี 2 ลักษณะ คือ ดัชนีชี้วัดที่แสดงผลการดำเนินงานและดัชนีชี้วัดกิจกรรม ประกอบด้วยดัชนีชี้วัดที่เป็นเหตุและดัชนีชี้วัดที่เป็นผล ดัชนีชี้วัดที่สร้างขึ้นควรเป็นดัชนีชี้วัดที่องค์กรสามารถควบคุมผลงานได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ80 เป็นดัชนีชี้วัดที่สามารถวัดผลได้ และบุคคลทั่วไปเข้าใจ ต้องช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขององค์กรได้

ขั้นตอนการสร้าง KPI

• กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ

• ที่สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์กำหนดปัจจัยสู่ความสำเร็จ

• กำหนดตัวชี้วัดที่สามารถบ่งชี้ความสำเร็จ/ประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์

• กลั่นกรองดัชนีชี้วัดเพื่อหาดัชนีชี้วัดหลัก จัดลำดับและกำหนดน้ำหนักความสำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

• กระจายดัชนีชี้วัดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

• จัดทำ KPI Dictionary โดยระบุรายละเอียดที่สำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

3. Activity Based Management

เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจในการปฏิบัติการ บนสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ

แนวทางการใช้ ABM

• การวิเคราะห์คุณลักษณะ

• การวิเคราะห์กลยุทธ์

• การเทียบเคียง

• การวิเคราะห์การปฏิบัติการ

 • การวิเคราะห์ความสามารถทำกำไร

• การวิเคราะห์กิจกรรม

• การปรับปรุงกระบวนการ ABMมุ่งวัตถุประสงค์หลักคือ

1.การขจัดความสูญเปล่า

2.สร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่มุ่งการปรับปรุงกระบวนการธุรกิจและเกิดผลิตผลดี (Yield) มากขึ้น

3.ค้นหาสาเหตุหลักของปัญหาและทำการแก้ไข

4.ขจัดความบิดเบือนที่เกิดจากการตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาดและการจัดสรรต้นทุนที่ไม่เหมาะสม

แนวทางการใช้ประโยชน์ ABM

1.จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการปฏิบัติงานตามกิจกรรมต่างๆ ได้ดี

2.ทำให้สามารถใช้ต้นทุนในการวางแผนพัฒนา กำหนดกลยุทธ์ของกิจการ และพัฒนากิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

3. ทำให้สามารถรู้เป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง ที่เป็นผลจากการวิเคราะห์ ในด้านต่าง ๆ ได้

4. สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทั้งด้านราคา และคุณภาพของสินค้า

5. ช่วยด้านระบบต้นทุนกิจกรรมมิได้มุ่งเน้นที่จะลดต้นทุนอย่างเดียว แต่จะมีการปรับปรุง และทบทวนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศของธุรกิจ

4. Reengineering

การรีเอ็นจิเนียริ่งกระบวนการทางธุรกิจเป็นแนวคิดทางธุรกิจในทศวรรษที่ 1990 แต่ในทางปฏิบัติจริงก็ยังไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่าแนวคิดของการพัฒนาคุณภาพทั่วทั้งองค์การ หรือ Total Quality Management (TQM) ซึ่งมุ่งเน้นที่กระบวนการ Reengineering หรือ “การรื้อปรับระบบ” เป็นคำที่ ไมเคิล แฮมเมอร์ และเจมส์ แชมปี้ ริเริ่มใช้ในหนังสือชื่อ Reengineering the Corporation ในฐานะที่เป็นคำประกาศการปฏิวัติธุรกิจ Revolution เมื่อปี 1993 ก่อนที่จะเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดที่จัดโดย นิวยอร์ก ไทม์ และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศกว่า 14 ภาษา ทำให้เป็นคำที่มีการกล่าวขานถึงอย่างกว้างขวางคำนิยามที่ถูกต้องและเป็นทางการของการรื้อปรับระบบ หรือ Reengineering คือ การพิจารณาหลักการพื้นฐานของกระบวนการทางธุรกิจ และการออกแบบขึ้นใหม่อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อมุ่งบรรลุผลลัพธ์ของการปรับปรุงอันยิ่งใหญ่ โดยใช้มาตรวัดผลการปฏิบัติงานที่ทันสมัย และที่สำคัญได้แก่ ต้นทุน คุณภาพ การบริการ และความรวดเร็ว ความหมาย Reengineering โปรเฟสเซอร์ ไมเคิล แฮมเมอร์ ได้ ให้ความหมายของคำว่า “รีเอ็นจิเนียริ่ง” ไว้ในหนังสือ”รีเอ็นจิเนียริ่ง เดอะคอร์เปอเรชั่น” ไว้ว่าคือ “การกลับมาคิดและปรับปรุงกระบวนการทำธุรกิจอย่างฉีกแนว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ในประเด็นสมรรถภาพที่สำคัญคือ ต้นทุน คุณภาพ และความรวดเร็วในการสนองความต้องการของลูกค้า” จากคำนิยามนี้ บัณฑูร ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ผู้มีประสบการณ์ในการทำรีเอ็นจิเนียริ่ง และประสบการณ์ความสำเร็จมาแล้ว มีคำศัพท์ที่สำคัญอยู่ 3 คำด้วยกัน คือ

1. กระบวนการทำธุรกิจ หมายถึง งานต่อเนื่องต่าง ๆ ที่รวมกันแล้วทำให้เกิดประโยชน์ต่อลูกค้าในทางตรงและทางอ้อมกระบวนการมักเป็นสิ่งที่ดีขึ้นจากหลาย ๆ หน่วยงานในโครงสร้างขององค์กร เพื่อรวบรวมข้อมูล วัตถุดิบ แรงงาน และปัจจัยอื่น ๆ เข้าไปเพื่อสร้างผลผลิตที่ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า

2. อย่างฉีกแนว การทำรีเอ็นจิเนียริ่ง กระบวนการจะถูกจัดใหม่อย่างฉีกแนว ผู้ทำต้องกล้าพอที่จะลืมของเก่าให้หมด โดยถือเสมือนเริ่มต้นจากศูนย์ ลืมสิ่งที่เคยทำหรืออนาคตว่าวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการแต่ละเรื่องคืออะไร

3. เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ การทำรีเอ็นจิเนียริ่ง เป็นการคาดถึงผลสำเร็จว่าจะเกิดขึ้น 10 – 20 เท่า ไม่ใช่เพียง 10% – 20% Re-Engineering คือ การ ปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ ภาษาชาวบ้าน คือ โล๊ะ เป็นการ ปรับเปลี่ยน โครงสร้าง ขององค์กร บริษัท ทั้งระบบจุดไหนที่ก่อให้เกิน ความล่าช้า เช่น คนงาน พนักงาน ผู้บริหาร ไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะทำการ เปลี่ยนแปลงทั้งระบบ (ไม่ใช่การปรับปรุง) เป็นการเปลี่ยนใหญ่ ตัวอย่าง บริษัทหนึ่ง มียอดการผลิต ลดลงทุก ไตรมาศ ผู้บริหารระดับสูง หรือ เจ้าของกิจการ ก็อาจจะ พิจารณา กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ แล้วก็เห็นว่า เป็นการยากที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น เพราะอาจจะใช้เวลามาก จึงตัดสินใจเอาพนักงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ออก (ล้างไพ่) แล้วทำการวางตำแหน่งงาน และดำเนินงานกันใหม่ เหมือนเปิด บริษัทใหม่ยังไงยังงั้น ลักษณะสำคัญหรือจุดเน้นของการรื้อปรับระบบ หรือ การทำรีเอ็นจิเนียริ่งอยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนที่แนวคิดพื้นฐาน สมมุติฐาน หรือหลักเกณฑ์เดิม การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน และการมุ่งสู่ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่หรือผลลัพธ์อันใหญ่หลวง องค์ประกอบ ของ การรื้อปรับระบบ มี 6 ข้อ ดังนี้ 1. จัดโครงสร้าง ให้เป็น At come เหมาะแก่ประสิทธิภาพ และ Output เหมาะแก่ประสิทธิผล 2.มีการกำหนดหน่วยงาน 3. หน่วยงานแต่ละหน่วยงาน ต้องมีการเก็บข้อมูล 4. เสมือนกระจุกตัว ถามอะไรรู้หมด 5. มีการเชื่อมโยงกระบวนการต่างๆไปพร้อมกัน 6. มีลักษณะ Online

หลักการสร้างReengineering

 1. หลักการขั้นพื้นฐาน : ทบทวนสิ่งที่เราทำอยู่ใหม่ทั้งหมด และต้องถือเป็นงานหลัก คือ อย่าไปยึดติดกับของเดิม

2. การเปลี่ยนแปลงที่ถอนรากถอนโคน : ไม่ติดยึดกับของเดิม คือ ออกแบบใหม่ทั้งหมด แล้วลองทำตามแบบใหม่

3. การเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ยิ่งใหญ่ : ปรับเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ถึงร้อยละ 10 ถือว่าไม่รื้อระบบ

4. เน้นกระบวนการ : ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการรื้อปรับระบบจากเดิมงานจะต้องเดินผ่านไปยังจุดต่าง ๆ โดยใช้คนหลายคนเปลี่ยนเป็นให้งานหยุดกับที่ ทำโดยคนเดียว แต่มีข้อมูลมาประกอบการดำเนินงาน

ขั้นตอนการรื้อปรับระบบมี 4 ขั้นตอน

1. การคิดค้นทบทวนใหม่ (Rethink)

2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign)

 3. การเสริมเทคโนโลยี(Retool)

4. การฝึกอบรมบุคลากร (Retrain)

5. Supply Chain Management and Logistic การจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain Management ; SCM) การจัดการโซ่อุปทาน คือ การรวบรวมการวางแผน และการจัดการของกิจกรรมทั้งหมดที่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดหา การจัดซื้อ การแปรสภาพ และกิจกรรมการจัดการทั้งหมด รวมถึงการประสานงาน (Coordination) และการทำงานร่วมกัน (Collaboration) กับหุ้นส่วนต่างๆในโซ่อุปทาน ซึ่งจะเป็นผู้จัดส่งวัตถุดิบ ตัวกลาง ผู้ให้บริการ และ ผู้ให้บริการลอจิสติกส์และลูกค้า แก่นสำคัญ คือ การจัดการโซ่อุปทานจะบูรณาการ (Integrate) ทั้งการจัดการอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งรวมถึงทั้งภายในและภายนอกบริษัท การบริหารห่วงโซ่อุปทานหรือ Supply Chain Management เป็นการบริหารการทำงานร่วมกัน ระหว่างกิจการที่อยู่ในสายการผลิตตลอดสาย ตั้งแต่ต้นกระบวนการผลิตไปจนจบกระบวนการที่ผู้บริโภค โดยมีการแบ่งปันข่าวสารข้อมูลที่จำเป็น และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดร่วมกัน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด และตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้สูงสุด

ขั้นตอนหรือกระบวนการในการนำไปใช้ของเครื่องมือ

1. การจับคู่ทางธุรกิจ(Business Matching)

2. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (Technology Information System)

3. การบริหารโครงสร้างการเปลี่ยนแปลง (Management of Structural Change)

4. การปรับปรุงกระบวนการจัดการให้มีประสิทธิภาพ (Operational Process Improvement)

5. การเจรจาต่อรองราคา (Price Negotiation)

 6. การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าทางธุรกิจ (Relationship Management)

เครื่องมือสนับสนุนให้องค์กรประสบความสำเร็จ (Management Tools)

- ระบบติดตามรถขนส่งด้วย GPS (Global Positioning System) หรือ GPRS (General Pocket Radio Service)

- การฝึกอบรม (Training)

- มีมาตรการตัววัดกิจกรรมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายกำหนด (KPI : Key Performance Indicator Measurement) ประโยชน์ ข้อดีของการนำเครื่องมือไปใช้ ประโยชน์ของ Supply Chain Management มีดังนี้  สนองตอบตรงตามความต้องการของลูกค้า  ลดค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ  ก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างองค์กร  ติดตามกระบวนการทำงานได้อย่างใกล้ชิด  บริหารสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่า

5. Six Sigma

 แนวคิดพื้นฐานของ Six sigma การพัฒนาองค์การแบบ six sigma เป็นการพัฒนาที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศ ซึ่งได้มีการกำหนดแนวทางในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านการสื่อสาร การสร้างกลยุทธ์ และนโยบาย การกระจายนโยบาย การจูงใจ และการจัดสรรทรัพยากรในองค์การให้เหมาะสม เพื่อให้การปรับปรุงองค์การเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของพนักงานที่มีความสามารถ มีความตั้งใจที่จะปรับปรุง ต้องได้รับความรู้ที่เพียงพอต่อการปรับปรุง รวมทั้งมีทีมที่มีความสามารถและมีความตั้งใจที่จะปรับปรุง มีทีมที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์สูงคอยให้ความช่วยเหลือสนับสนุน เพื่อให้ความผิดพลาดในการผลิตและการบริการมีน้อยที่สุด แนวความคิดการบริหารปรับปรุงองค์การแบบ six sigma มีความแตกต่างจากแนวความคิดในการบริหารแบบเดิม ที่เน้นการปรับปรุงการทำงานโดยเริ่มจากผู้บริหาร แล้วจึงกระจายให้หน่วยงานต่าง ๆ ในองค์การปรับปรุง โดยขาดระบบการให้คำปรึกษาแนะนำและการช่วยเหลือที่เหมาะสม แนวคิดแบบ six sigma เน้นให้พนักงานแต่ละคนสร้างผลงานขึ้นมาโดย หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six sigma การบรรลุกลยุทธ์ที่สำคัญของ six sigma ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอน 4 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย Measure - Analyze - Improve - Control องค์ประกอบสำคัญที่มีบทบาทต่อ six sigma

1.Champion เป็นชื่อเรียกผู้ที่มีความรับผิดชอบสูงสุดต่อผลสำเร็จในงาน หรือผู้บริหารระดับสูง (Executive-Level Management)

2. Six sigma Director มีหน้าที่นำและบริหารองค์การให้สำเร็จบรรลุแนวทาง six sigma ภายในหน่วยงานทางธุรกิจตนเอง เป็นผู้กำหนดแนวทางในการปฏิบัติและนโยบายการดำเนินงานของ six sigma สนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ที่สำคัญในการกระจายนโยบายให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

3. Master Black Belt คือ ผู้ชำนาญการด้านเทคนิค และเครื่องมือสถิติ เป็นผู้มีความรู้และความเชี่ยวชาญในการทำงานเป็นอย่างดี และสามารถถ่ายทอดและให้การอบรมเพื่อสร้างทีม Black Belt และ Green Belt ตลอดการปรับปรุงได้ เป็นผู้ช่วยเลือกโครงการปรับปรุงให้แก่ Champion และเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ในการคัดเลือกโครงการปรับปรุง โดยมองในภาพรวมใหญ่ขององค์การ

4. Black belt คือ ผู้บริหารโครงการ (Project Manager) และผู้ประสานงาน (Facilitator )ได้รับการรับรองว่าเป็นสายดำชั้นครู Black belt เป็นการบ่งบอกถึงระดับความสามารถสูงสุดของนักกีฬายูโด จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าโครงการ บริหารลูกทีมที่มีลักษณะข้ามสายงาน ซึ่งในการบริหาร six sigma จะประกอบไปด้วยการทำโครงการย่อยที่คัดเลือกจากปัญหาที่มีอยู่ในกระบวนการต่าง ๆ ขององค์การ

5. การมีตัวชี้วัด ตัวชี้วัดที่ดีที่สุด คือ ระดับคุณภาพที่พนักงานทุกคนรับทราบ และพยายามหาแนวทางปรับปรุงเพื่อบรรลุซึ่งระดับคุณภาพ

6.การบริหารจัดการความรู้ Knowledge Management (KM)

ความหมายของ KM การบริหารจัดการความรู้ Knowledge Management (KM) คือ ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ครบถ้วน ง่ายต่อ การเรียกใช้ จัดเก็บตามความต้อง การ เก็บรักษาความรู้ให้ควบคู่กับองค์กรตลอดไป โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการ

วัตถุประสงค์ของ KM

1. เพื่อปรับปรุงกระบวนการดําเนินงานทางธุรกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 2. เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ

3. เพื่อเป็นการปรับปรุงเทคนิค กระบวนการโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และนําความรู้นั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์

องค์ประกอบของ KM

1. คน หมายถึง พนักงาน ลูกจ้าง ลูกค้า หรือผู้มีผลกระทบกับองค์กร KM

2. สถานที่ หมายถึง ที่ที่ทุกคนในองค์กรสามารถระดมความคิดร่วม 3. ข้อมูล หมายถึง ทุกสิ่งที่นำเก็บและให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ ขั้นตอนการพัฒนา KM 1. การจัดหาหรือการสร้างความรู้ 2. การจัดเก็บ

3. การเผยแพร่ความรู้

4. การใช้โปรแกรมการจัดการความรู้

กระบวนการในการสร้าง KM

1. ขั้นการวางโครงสร้างพื้นฐานของการจัดการความรู้

2. ขั้นการประเมินระบบการจัดการความรู้การออก แบบ และการพัฒนา

3. ขั้นตอนการพัฒนาระบบที่ได้มีการประเมินแล้ว

4. ขั้นตอนการประเมินระบบการจัดการความรู้ที่ได้สร้าง เ

ครื่องมือที่ใช้ในการทำ KM ระบบสารสนเทศ ประกอบด้วย

1. ระบบสำนักงานอัตโนมัติ

2. ระบบสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้

3. ระบบสนับสนุนการทำงานกลุ่ม

4. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีสนับสนุน เทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องและมีบท

บาทในการบริหารจัดการความรู้ประกอบด้วย

1. เทคโนโลยีการสื่อสาร

2. เทคโนโลยีการทำงานร่วมกัน

3. เทคโนโลยีการจัดเก็บ

ประโยชน์ของ KM

1. เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

2. ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา

3. เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์

4. ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว

5. ผู้บังคับบัญชาทำงานเชื่อมโยงกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

6. เมื่อพบข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน ก็สามารถหาวิธีแก้ไขได้ทัน

7. เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและความอยู่รอด 8. แปรรูปความรู้ให้เป็นทุน

 9. เพื่อการสร้างสรรค์ และบรรลุเป้าหมายของจินตนาการที่ยิ่งใหญ่ 10. ความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่น

ปัญหาของ KM

1. การถ่ายทอดความรู้ระหว่างบุคคลกับองค์กร

2. การจัดเก็บความรู้ขององค์กร

3. การไม่นำความรู้ขององค์กรมาสร้างความสามารถในการแข่งขัน

4. การสร้างความรู้ใหม่

5. การไม่นำความรู้ภายนอกมาปรับ

6. ความรู้ในองค์กร

1.Balanced Scorecard และ Key Performance Indicators

BSC คือ ระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร กำหนดวิสัยทัศน์ และแผนกลยุทธ์

เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายโดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นของกระบวนการทำงาน  ระบบการวัดและประเมินผลด้านการเงิน  ด้านลูกค้า ด้านการดำเนินการภายใน ด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ  BSC ใน ประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ เป็นเครื่องในการประเมินผลและเป็นเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมโยงแผน               

KPI คือ เครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่างๆ สามารถแสดงผลในรูปข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพในการทำงาน   KPI ที่ดีต้อง สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์

 

กรณีศึกษา บริษัท ทีวีไทยจำกัด มหาชน

บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ควรใช้กลยุทธ์ที่เน้นทางด้านการผสมผสานทั้งสามกลยุทธ์เข้าด้วยกัน คือ กลยุทธ์เน้นทางด้านเสถียรภาพหรือความมั่นคงได้แก่ กลยุทธ์การเจาะตลาด  กลยุทธ์การพัฒนาตลาด กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และกลยุทธ์เน้นทางด้านการถอยหรือหดตัว ได้แก่ กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนในส่วนที่ไม่เหมาะสม 

################################################################

2. Six sigma

                เป็น การบริหารที่มุ่งเน้นในการลดความผิดพลาด ลดความสูญเปล่า และลดการแก้ไขตัวชิ้นงาน สอนให้พนักงานรู้แนวทางในการทำธุรกิจอย่างมีหลักการ และพยายามกำจัดปัญหาทิ้ง  six sigma มีความแตกต่างจากแนวความคิดในการบริหารแบบเดิม  ที่เน้นการปรับปรุงการทำงานโดยเริ่มจากผู้บริหาร  แล้วจึงกระจายให้หน่วยงานต่าง ๆ ในองค์การปรับปรุง   

หลักการสำคัญ คือ Measurement วัดว่าองค์กรอยู่ที่ดี Analyze วิเคราะห์ว่าปัญหาต่างๆ เริ่มมาจากไหน Improvement  การแก้ไขกระบวนการ Control การควบคุม    

ขั้นตอนหรือการบวนการนำไปใช้  1.กำหนดปัญหา  2.การวัด  3.การวิเคราะห์  4.การปรับปรุง  5.การควบคุม    ข้อดีของการนำ Six sigma ไปใช้ สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย พัฒนาบุคลากรในองค์กร บริหารโดยใช้ข้อมูลจริง สร้างทีมงานให้แข็งแกร่ง

 

                กรณีศึกษา บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี(ประเทศไทย) จำกัด ใช้เทคนิค 

ภาวะผู้นำที่แข็งแกร่ง

การวางแผนการกระจายนโยบายและติดตาม

                การสื่อสารภายในที่มีประสิทธิผล และ การจูงใจการให้ค่าตอบแทน

################################################################

3.Re-engineering

                การกลับมาคิดและปรับปรุงกระบวนการทำธุรกิจอย่างฉีกแนว หัวใจสำคัญคือการมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน องค์ประกอบด้วยการร่วมกลุ่มกันเป็นกระจุกและมีการเชื่อมโยงความคิดความสัมพันธ์พร้อมกับมีการออนไลน์บนเครือข่ายทำให้สามารถสื่อสารกันได้อย่างสะดวกสบาย ประโยชน์คือ สามารถเพิ่มผลกำไรให้กับองค์กร หลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยีที่ล้าสมัย การพัฒนาศักยภาพของพนักงาน แต่จะมีข้อจำกัดคือ ลงทุนสูง มีความเสี่ยงสูงและยังต้องเจอกับปัญหาพนักงานไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง

 

                กรณีศึกษา บริษัทไอบีเอ็ม นำมาใช้โดย

1.การจัดให้มี The Customer Action Council ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการจัดการกับปัญหา วิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา และคอยติดตามว่าบริษัททำอะไรและอย่างไรกับลูกค้า

2.การให้ความสนใจการร้องทุกข์ของลูกค้า โดยเปิดรับเรื่องราวร้องทุกข์ของลูกค้าจนกว่าเรื่องที่ลูกค้าร้องเรียนจะจบลง

3.มี a customer advisory council เพื่อให้สมาชิกหรือลูกค้าแสดงความคิดเห็นของตนออกมา 

################################################################

4.Knowledge Management

                คือ ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ครบถ้วน ง่ายต่อการเรียกใช้ จัดเก็บตามความต้องการ เก็บรักษาความรู้ให้ควบคู่กับองค์กรตลอดไป โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์  และเพื่อนำองค์ความรู้ที่มีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ แนวทางการพัฒนาต้อง มีการกำหนดหัวหน้า ระบุข้อมูลที่ต้องใช่ แล้วทำผังงาน หลังจากนั้น สร้างแล้วถ่ายทอดความรู้ แล้วจึงพัฒนาข้อมูลสุดท้ายทำระบบเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและส่งเสริมการใช้ความรู้ร่วมกัน ประโยชน์ของ KM เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรและป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญาแล้วแปรรูปความรู้ให้เป็นทุน

               

กรณี ศึกษา กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น นำเอาเครื่องมือมาใช้โดย ทำเป็น 7 ขั้นตอนดังนี้ 1. การบ่งชี้ความรู้ 2. สร้างและแสวงหา 3. จัดการให้เป็นระบบ 4.ประมวลผลและกลั่นกรอง 5.เข้าถึงความรู้ 6.แบ่งปันแลกเปลี่ยน 7. เรียนรู้

################################################################

5.Activity – Based Management

               หมายถึงเครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจในการปฏิบัติการบนฐานสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องาน แนวทางการใช้ ABM เป็น การจัดการทั่วทั้งองค์กรโดยเริ่มจากสารสนเทศที่ถูกต้อง และสนับสนุนการตัดสินใจ มีเป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง เป็นผลมาจากการใช้วิเคราะห์ในด้านต่างๆ และมุ่งวัตถุประสงค์หลักคือ ขจัดความสูญเปล่า สร้างประสิทธิภาพมากขึ้น ค้นหาสาเหตุของปัญหาแล้วทำการแก้ไข

 

กรณีศึกษา สำหรับธุรกิจค้าปลีก ABM จะ ช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถประเมินค่าใช้จ่ายการออกใบเสร็จ ค่าใช้จ่ายของการจัดวางสินค้าค่าใช้จ่ายคลังสินค้า ABM เป็นกลยุทธ์เชิงรุก และการตัดสินใจในการปฏิบัติการ บนฐานสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ

################################################################

6.Benchmarking

                คือ  เครื่องมือที่ใช้ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของบริษัทโดยเปรียบเทียบปรับปรุงกับบริษัทอื่นๆ กำจัดข้อด้อยของบริษัทแล้วทำการปรับปรุง เพื่อให้บริษัทเราดีเหนือกว่าคู่แข่งขันทุกๆ ด้านจึงจะทำให้บริษัทก้าวสู่ความเป็นเลิศ  &nb

(มีต่ออีกครับ)

<!-- /* Font Definitions */ @font-face {font-family:"Angsana New"; panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:roman; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:-2130706429 0 0 0 65537 0;} @font-face {font-family:"Cordia New"; panose-1:2 11 3 4 2 2 2 2 2 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:swiss; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:-2130706429 0 0 0 65537 0;} @font-face {font-family:"Cambria Math"; panose-1:2 4 5 3 5 4 6 3 2 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:roman; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:-1610611985 1107304683 0 0 159 0;} @font-face {font-family:Calibri; panose-1:2 15 5 2 2 2 4 3 2 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:swiss; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:-1610611985 1073750139 0 0 159 0;} /* Style Definitions */ p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal {mso-style-unhide:no; mso-style-qformat:yes; mso-style-parent:""; margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm; line-%; mso-pagination:widow-orphan; font-size:11.0pt; mso-bidi-font-size:14.0pt; font-family:"Calibri","sans-serif"; mso-ascii-font-family:Calibri; mso-ascii-theme-font:minor-latin; mso-fareast-font-family:Calibri; mso-fareast-theme-font:minor-latin; mso-hansi-font-family:Calibri; mso-hansi-theme-font:minor-latin; mso-bidi-font-family:"Cordia New"; mso-bidi-theme-font:minor-bidi;} .MsoChpDefault {mso-style-type:export-only; mso-default-props:yes; mso-ascii-font-family:Calibri; mso-ascii-theme-font:minor-latin; mso-fareast-font-family:Calibri; mso-fareast-theme-font:minor-latin; mso-hansi-font-family:Calibri; mso-hansi-theme-font:minor-latin; mso-bidi-font-family:"Cordia New"; mso-bidi-theme-font:minor-bidi;} .MsoPapDefault {mso-style-type:export-only; margin-bottom:10.0pt; line-%;} @page Section1 {size:595.3pt 841.9pt; margin:72.0pt 72.0pt 72.0pt 72.0pt; mso-header-margin:35.4pt; mso-footer-margin:35.4pt; mso-paper-source:0;} div.Section1 {page:Section1;} -->

################################################################

6.Benchmarking

                คือ  เครื่องมือที่ใช้ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของบริษัทโดยเปรียบเทียบปรับปรุงกับบริษัทอื่นๆ กำจัดข้อด้อยของบริษัทแล้วทำการปรับปรุง เพื่อให้บริษัทเราดีเหนือกว่าคู่แข่งขันทุกๆ ด้านจึงจะทำให้บริษัทก้าวสู่ความเป็นเลิศ               

 

กรณีศึกษา บริษัท Xerox Corporation นำมาใช้เป็นองค์กรแรก Xerox ได้ทำตามกระบวนการทำ Benchmarking ทั้ง 4 ขั้นตอนได้แก่

1.การวางแผน

โดยสรุปแล้วจะต้องดูในภาพรวมของบริษัทก่อนว่าจะเปรียบเทียบอะไรกับบริษัทอื่นๆ แล้วมา กำหนดองค์กรเปรียบเทียบ หรือการคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นผู้เปรียบเทียบข้อมูลกับเราโดยการจัดทำรายชื่อองค์กรที่ต้องการจะเปรียบเทียบและการคัดเลือกองค์กร แล้วจึงกำหนดวิธีการเก็บข้อมูลและการเก็บข้อมูลต้องวางแผนการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบวิธีการเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน คือมีการเก็บข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง หลายๆ แบบควบคู่กันไป ทั้งจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ และปฐมภูมิ

2.การวิเคราะห์

โดยสรุปแล้วเป็นการหาช่วงห่างระหว่างตัวเรากับองค์กรที่เราไปเปรียบเทียบด้วย และคาดคะเนหาช่วงห่างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การวิเคราะห์ช่วงห่าง (Gap Analysis) จะทำให้ทราบว่าประสิทธิภาพหรือความสามารถของเราห่างจากคู่แข่งและคาดคะเนความแตกต่างกับคู่เปรียบเทียบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาจคำนวณถึงช่วงห่างที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลา 3-5 ปี หรือได้ถึง 5-10 ปี

3.การบูรณาการ

โดยสรุปแล้วเป็นขั้นตอนของการนำผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล มาสื่อให้ผู้เกี่ยวข้องยอมรับ และตั้งเป้าหมายในการปรับปรุงร่วมกัน

4.การปฏิบัติ

โดยสรุปแล้วเป็นการนำผลของการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด มาจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ทั้งแผนระยะสั้นและแผนระยะยาว จะต้องมีการระบุถึงบุคคลผู้รับผิดชอบ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ผู้ดำเนินการ งบประมาณ วิธีที่ใช้ในการติดตามความคืบหน้า รวมทั้งระยะเวลาที่แผนเริ่มต้นและสิ้นสุด

การเขียนแผนต้องมีการเรียงลำดับกิจกรรมก่อนหลัง เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติได้ และการจัดทำแผนไม่ควรใช้เวลานานเกินไป แล้วนำแผนที่ทำขึ้นมาไปปฏิบัติจริง แต่ละขั้นตอนทางบริษัทได้คิดขึ้นมาเองมีหัวข้อขั้นตอนเพื่อให้ปรับใช้ได้กับงานทุกรูปแบบ ทำให้ Xerox นั้นกลับมาเป็นผู้นำทางการตลาดได้อย่างรวดเร็ว ๆทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นประสบปัญหาการตลาดอย่างรุนแรง

####################################################

ชื่อ นายกิตติพงศ์  ตันตินราศักดิ์  เลขที่ 3   ห้องกจ. 2

เครื่องมือทางการบริหารจัดการ

Tools Management

--------------------------------------------------------------------

Balanced Scorecard

Balanced Scorecard คือระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร และไม่ใช่เฉพาะเป็นระบบการวัดผลเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคนโดยระบบของBalanced Scorecardจะเป็นการจัดหาแนวทางแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานโดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นของกระบวนการทำงานภายในองค์กร และผลกระทบจากลูกค้าภายนอกองค์กร มานำมาปรับปรุงสร้างกลยุทธ์ให้มีประสิทธิภาพดีและประสิทธิผลดียิ่งขึ้น

สามารถวัด และประเมินได้จากการมองผ่านมุมมองของระบบการวัดและประเมินผลใน 4 ด้าน คือ 1.มุมมองด้านการเงิน

2.มุมมองด้านลูกค้า

3.มุมมองด้านการดำเนินการภายใน

4.มุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ

ดังนั้น BSC จึงเป็นเสมือนเครื่องมือหรือกลไกในการวางแผนและบริหารกลยุทธ์ที่มีการกำหนดมุมมองทั้ง 4 ด้าน เพื่อให้เกิดความสมดุลในการพัฒนาองค์กร จนบรรลุแผนกลยุทธ์ที่ได้วางไว้ในที่สุด

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้ Balanced Scorecard

1.ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน

2.ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารทุกระดับ

3.ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร

4.ช่วยให้มีการจัดแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับแต่ละกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม

5.เป็นการรวมแผนกลยุทธ์ของทุกหน่วยงานเข้ามาไว้ด้วยกัน ด้วยแผนธุรกิจขององค์กร ทำให้แผนกลยุทธ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน

6.สามารถวัดผลได้ทั้งลักษณะเป็นทีมและตัวบุคคล

Key Performance Indicators คือ เครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพประสิทธิผลในการปฏิบัติงานขององค์กร

ลักษณะของ KPI ที่ดี

-สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์ขององค์กร

-ควรแสดงถึงสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์กร

-ประกอบด้วยดัชนีชี้วัดที่เป็นเหตุและดัชนีชี้วัดที่เป็นผล

-ดัชนีชี้วัดที่สร้างขึ้นควรเป็นดัชนีชี้วัดที่องค์กรสามารถควบคุมผลงานได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ80

-เป็นดัชนีชี้วัดที่สามารถวัดผลได้ และบุคคลทั่วไปเข้าใจ

-ต้องช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขององค์กรได้

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Six Sigma

ประวัติความเป็นมาและความหมาย ของ Six Sigma

Six sigma เกิดขึ้นปี พ.ศ. 2533 โดยกลุ่มวิศวกรของบริษัท Motorola ภายใต้การนำของ Dr.Mikel Harry

Six sigma เป็นการบริหารที่มุ่งเน้นในการลดความผิดพลาด ลดความสูญเปล่า และลดการแก้ไขตัวชิ้นงาน และสอนให้พนักงานรู้แนวทางในการทำธุรกิจอย่างมีหลักการ และจะไม่พยายามจัดการกับปัญหาแต่จะพยายามกำจัดปัญหาทิ้ง

six sigma เป็นการพัฒนาที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศ ซึ่งได้มีการกำหนดแนวทางในด้านต่าง ๆ เพื่อให้การปรับปรุงองค์การเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของพนักงานที่มีความสามารถ

หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six sigma

1. Measurement เป็นการขั้นตอนการวัด เพื่อวัดจุดวิกฤตต่อคุณภาพ หรือการวัดสิ่งที่มีผลกระทบต่อลักษณะคุณภาพหรือผลการปฏิบัติงาน

2. Analyze เป็นการวิเคราะห์ว่าปัญหาต่าง ๆ เพื่อหาทางแก้ไข โดยการเปรียบเทียบศักยภาพขององค์การและคู่แข่ง

3. Improvement การแก้ไขกระบวนการ ระบุลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ต้องปรับปรุง เพื่อให้บรรลุผลในการปฏิบัติงาน

4. Control การควบคุม กำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อเป็นตัวควบคุมตัวแปรที่สำคัญ

ขั้นตอนหรือกระบวนการในการนำไปใช้ของเครื่องมือ

1. (Define) กำหนดปัญหา กำหนดปัญหาที่สำคัญ อะไรคือสิ่งที่เหมาะสมสำหรับลูกค้า

2. (Measure) การวัด การวัดประสิทธิภาพ ควรต้องทำอย่างไร กระบวนการอะไรที่มีผลต่อมูลค่าของลูกค้า

3. (Analyze) การวิเคราะห์ อะไรคือสิ่งที่สามารถทำได้ดีที่สุด

4. (Improve) การปรับปรุง วางแผนกลยุทธ์สำหรับการปรับปรุงและการทดสอบ แก้ไขปัญหาและปรับปรุงกระบวนการทำงาน

5. (Control) การควบคุม การนำชุดของเครื่องมือและเทคนิคไปใช้ในกระบวนการที่ได้รับการปรับปรุงใหม่แล้ว

ประโยชน์ ข้อดีของการนำ Six Sigma

1. แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกลยุทธ์ใหม่

2. ลดความสูญเสียโอกาสอย่างมีระบบและรวดเร็ว

3. พัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีศักยภาพสูงขึ้น และปรับองค์การให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้

4. ช่วยหารระดับคุณภาพของอุตสาหกรรม

5. บริหารจัดการและพัฒนาองค์กรโดยใช้ข้อมูลจริง และใช้หลักการทางสถิติ

6. สร้างทีมงานในองค์กรให้แข็งแกร่ง

7. เพิ่มผลประกอบการด้านการเงินจากโครงการประหยัดต้นทุน เพิ่มผลกำไรจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Re-Engineering

Re-Engineering หมายถึง การ ปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ เป็นการ ปรับเปลี่ยน โครงสร้าง ขององค์กร

หัวใจสำคัญของ Re-Engineering

ลักษณะสำคัญหรือจุดเน้นของการรื้อปรับระบบ หรือ อยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนที่แนวคิดพื้นฐาน สมมุติฐาน หรือหลักเกณฑ์เดิม การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน หรือการมุ่งสู่ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่

ขั้นตอนในการนำ Re-Engineering มาใช้

1. การคิดค้นทบทวนใหม่ (Rethink)

2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign)

3. การเสริมเทคโนโลยี(Retool)

4. การฝึกอบรมบุคลากร (Retrain)

ประโยชน์และข้อดีของ Re-Engineering

1. เป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ทั้งหมด

2. มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า

3. พนักงานสามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น

4. ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการ ซึ่งเป็นหัวใจของการปรับปรุงงาน

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Benchmarking

Benchmarking หมายถึง วิธีการในการวัดและเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ บริการ และวิธีการปฏิบัติกับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า เพื่อนำผลการเปรียบเทียบมาใช้ในการปรับปรุงองค์กรของตนเพื่อมุ่งความเป็นเลิศทางธุรกิจ

ขั้นตอนในการจัดทำ Benchmarking

1. การกำหนดหัวข้อที่จะทำ Benchmark (Determine What to Benchmark)

2. การสร้างทีมงาน (Benchmarking Team)

3. ระบุผู้ร่วมทำ Benchmark (Identify Benchmarking Partners)

4. การเก็บรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล (Collecting and Analyzing Benchmarking Information)

5. การปฏิบัติการ (Taking Action)

ประโยชน์ของการทำ Benchmarking

1.ทำให้ธุรกิจรู้จักตนเองจากการวัดผลการดำเนินงาน เปรียบเทียบกับองค์กรอื่นที่มีการดำเนินงานที่ดีที่สุด

2.เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

3.เป็นการสั่งสมความรู้ ทักษะ และ ประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ ในการแก้ปัญหาขององค์กรในอนาคต

4.เป็นเครื่องมือในระดับกลยุทธ์ที่จะพัฒนาศักยภาพ แสดงความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Knowledge Management

Knowledge Management คือ ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ครบถ้วน ง่ายต่อ การเรียกใช้ จัดเก็บตามความต้อง การ เก็บรักษาความรู้ให้ควบคู่กับองค์กรตลอดไป โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการ

กระบวนการในการสร้าง KM

1. ขั้นการวางโครงสร้างพื้นฐานของการจัดการความรู้

2. ขั้นการประเมินระบบการจัดการความรู้การออกแบบ และการพัฒนา

3. ขั้นตอนการพัฒนาระบบที่ได้มีการประเมินแล้ว

4. ขั้นตอนการประเมินระบบการจัดการความรู้ที่ได้สร้าง

แนวทางการพัฒนา KM

1. กำหนดให้มีหัวหน้าคณะทำงาน

2. ระบุข้อมูลหรือความรู้ที่ต้องการใช้เพื่อการตัดสินใจให้ชัดเจน

3. จัดทำ Workflow พัฒนากระบวนการทำงาน

4. การสร้างและการถ่ายทอดความรู้ของบุคคลในองค์กรช่วยจะแก้ปัญหาให้งานสำเร็จ

5. พัฒนาศูนย์ข้อมูลโดยอาศัยทักษะการถ่ายทอดหรือการเคลื่อนย้าย

6. ทำระบบเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเพื่อการประสานงานความร่วมมือ และการส่งเสริมการใช้ความรู้ร่วมกัน

ประโยชน์ของ KM

1. เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

2. ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา

3. เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์

4. ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว

5. ผู้บังคับบัญชาทำงานเชื่อมโยงกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

6. เมื่อพบข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน ก็สามารถหาวิธีแก้ไขได้ทัน

7. เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและความอยู่รอด

8. แปรรูปความรู้ให้เป็นทุน

9. เพื่อการสร้างสรรค์ และบรรลุเป้าหมายของจินตนาการที่ยิ่งใหญ่

10. ความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่น

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Activity – Based Management

ABM หมายถึงเครื่องมือที่การตัดสินใจในการปฏิบัติการ (Operation Decision) บนฐานสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ

แนวทางการใช้ ABM สนับสนุนต่อการตัดสินใจ การปรับปรุงการดำเนินงาน และการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่ได้ลงทุนไว้ โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง ที่เป็นผลจากการใช้วิเคราะห์ในด้านต่าง ๆ

แนวทางการใช้ ABM

- การวิเคราะห์คุณลักษณะ

- การวิเคราะห์กลยุทธ์

- การเทียบเคียง

- การวิเคราะห์การปฏิบัติการ

- การวิเคราะห์ความสามารถทำกำไร

- การวิเคราะห์กิจกรรม

- การปรับปรุงกระบวนการ

ABMมุ่งวัตถุประสงค์หลัก คือ

1.การขจัดความสูญเปล่า

2.สร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่มุ่งการปรับปรุงกระบวนการธุรกิจและเกิดผลิตผลดี มากขึ้น

3.ค้นหาสาเหตุหลักของปัญหาและทำการแก้ไข

4.ขจัดความบิดเบือนที่เกิดจากการตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาดและการจัดสรรต้นทุนที่ไม่เหมาะสม

ประโยชน์จากการใช้ ABM

1.จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการปฏิบัติงานตามกิจกรรมต่างๆ ได้ดี

2.ทำให้สามารถใช้ต้นทุนในการวางแผนพัฒนากิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

3.ทำให้สามารถรู้เป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าด้วยต้นทุนที่ลดลง

4.สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทั้งด้านราคา และคุณภาพของสินค้า

5.ช่วยด้านระบบต้นทุนกิจกรรมและจะมีการปรับปรุงทบทวนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศของธุรกิจ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เครื่องมือทางการบริหารจัดการ

Balanced Scorecard ระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร

เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงาน โดยใช้วัดและประเมินผลใน 4 ด้านหลัก คือ

1 มุมมองด้านการเงิน 2 มุมมองด้านลูกค้า 3 มุมมองด้านการดำเนินการภายใน4 มุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ

องค์กรในประเทศไทยนำเอา BSC มาใช้ด้วยวัตถุประสงค์ 2 ประการ

1. เป็นเครื่องมือในการประเมินผลระดับต่างๆ 2. เป็นเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างแผนกลยุทธ์กับแผนปฏิบัติการ

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้BSC

- ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน

- ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารระดับสูง

- ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร

- มีการแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆได้อย่างเหมาะสม

- เป็นการรวมแผนกลยุทธ์ไว้ด้วยกัน ทำให้แผนกลยุทธ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน

- สามารถวัดผลได้

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Key Performance Indicators

คือเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลของการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณ

ขั้นตอนการสร้าง KPI

•กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ

กำหนดตัวชี้วัดที่บ่งชี้ความสำเร็จ

•จัดลำดับและกำหนดน้ำหนักความสำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

•กระจายดัชนีชี้วัดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

•จัดทำ KPI Dictionary โดยระบุรายละเอียดที่สำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

BSC และ KPI แตกต่างกันอย่างไร

BSC ก็คือระบบบริหารหรือเครื่องมือบริหารจัดการชนิดหนึ่งนั่นเอง ที่ต้องอาศัย KPI เป็นเครื่องมือที่จะช่วยวัดผลความสำเร็จ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

six sigma

เป็นการพัฒนาที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศ ซึ่งได้มีการกำหนดแนวทางในด้านต่าง ๆ เพื่อให้การปรับปรุงองค์การเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของพนักงานที่มีความสามารถ

หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six sigma

กลยุทธ์ที่สำคัญของ six sigma ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอน 4 ขั้นตอน

ซึ่งประกอบด้วย Measure - Analyze - Improve – Control

ขั้นตอนหรือกระบวนการในการนำไปใช้ของเครื่องมือ

วิธีของ Six Sigma ขึ้นอยู่กับการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาทางที่ง่ายในการปรับปรุงกระบวนการทุกขั้นตอนเพื่อที่จะได้ผลิตที่คุณภาพสูง จุดมุ่งหมายในการปรับปรุงคุณภาพโดยใช้ Six Sigma คือ ความพยายามที่จะลดความคลาดเคลื่อนและการเปลี่ยนแปลงแบบหลากหลาย (Variability) ในกระบวนการ ซึ่งจะมีวิธีการอยู่ 5

ขั้นตอน คือ DMAIC ( ดี -เม-อิก) ดังนี้

1.กำหนดปัญหา (Define)

2.การวัด (Measure) การวัดประสิทธิภาพ

3.การวิเคราะห์ (Analyze)

4.การปรับปรุง (Improve)

5.การควบคุม (Control)

การนำเครื่องมือมาใช้กับองค์กร

บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำหลักการนี้มาใช้จนประสบความสำเร็จและได้รับรางวัลต่างๆ อาทิ เช่น Six Sigma Operating Excellence 2 ปีซ้อน, Six Sigma Best Practice

Knowledge Management (KM)

องค์ประกอบหลักในการพัฒนาKM 1.ผู้นำ 2.วัฒนธรรม 3.การเข้าถึงแหล่งความรู้ 4.เทคโนโลยี 5.วัฒนธรรมการเรียนรู้ 6.บรรยากาศอิสระ

ขั้นตอนการพัฒนา KM

1. การจัดหาหรือการสร้างความรู้ 2. การจัดเก็บ

3. การเผยแพร่ความรู้ 4. การใช้โปรแกรมการจัดการความรู้

ประโยชน์ของ KM

1.เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

2.ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา

3.เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์

4.ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว

5.ผู้บังคับบัญชาทำงานเชื่อมโยงกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

6.เมื่อพบข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน ก็สามารถหาวิธีแก้ไขได้ทัน

7.เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและความอยู่รอด

8.แปรรูปความรู้ให้เป็นทุน

9.เพื่อการสร้างสรรค์ และบรรลุเป้าหมายของจินตนาการที่ยิ่งใหญ่

10.ความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่น

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Activity Based Management

คือ เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจในการปฏิบัติการ บนสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ ABM ใช้วิเคราะห์คุณลักษณะ วิเคราะห์กลยุทธ์ เทียบเคียงวิเคราะห์การปฏิบัติการ

ประโยชน์จากการใช้ ABM

1.จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการปฏิบัติงานตามกิจกรรมต่างๆ ได้ดี

2.ทำให้สามารถใช้ต้นทุนในการวางแผนพัฒนากิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

3.ทำให้สามารถรู้เป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง

4.สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทั้งด้านราคา และคุณภาพของสินค้า

5.ช่วยด้านระบบต้นทุนกิจกรรมมิได้มุ่งเน้นที่จะลดต้นทุนอย่างเดียว แต่จะมีการปรับปรุง และทบทวนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศของธุรกิจ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Reengineering

คือ การ ปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ ลักษณะสำคัญอยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนที่แนวคิดพื้นฐาน เปลี่ยนแปลงอขั้นตอนการรื้อปรับระบบมี 4 ขั้นตอน

1.การคิดค้นทบทวนใหม่ 2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่

3.การเสริมเทคโนโลยี 4. การฝึกอบรมบุคลากร

ข้อดี ของ Reengineering

1.เป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ทั้งหมด 2.มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า

3.พนักงานทำงานได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น 4.ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการ

ย่างถอน สามารถดำเนินการให้บรรลุถึงผลลัพธ์หรือเป้าหมายขององค์การ

Benchmarking

คือ วิธีการในการวัดและเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ บริการ และวิธีการปฏิบัติกับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า เพื่อนำผลการเปรียบเทียบมาใช้ในการปรับปรุงองค์กรของตนเพื่อมุ่งความเป็นเลิศทางธุรกิจ

ขั้นตอนในการจัดทำ Benchmarking

-การกำหนดหัวข้อที่จะทำ Benchmark

-การสร้างทีมงาน

-ระบุผู้ร่วมทำ Benchmark

-การเก็บรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล

-การปฏิบัติการ

กระบวนการของ Benchmarking

-การวางแผน

-การวิเคราะห์

-การรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการกำหนดกลุ่ม เป้าหมายและกลยุทธ์ไว้ในขั้นวางแผน

-การลงมือปฏิบัติ

-ขั้นเสร็จสมบูรณ์

ประโยชน์ของการทำ Benchmarking

1.การ Benchmark ทำให้ธุรกิจรู้จักตนเองจากการวัดผลการดำเนินงาน เปรียบเทียบกับองค์กรอื่นที่มีการดำเนินงานที่ดี (ที่สุด)

2.การ Benchmark เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมที่สามารถวัดและตรวจสอบได้ มิใช่แค่เพียงนึกหรือคิดเอาเองเท่านั้น

3.การ Benchmark เป็นการสั่งสมความรู้ ทักษะ และ ประสบการณ์ที่จะเป็น

ประโยชน์ ในการแก้ปัญหาขององค์กรในอนาคต

4.การ Benchmark ไม่ใช่เทคนิคการปฏิบัติการเพื่อสร้างคุณภาพประสิทธิภาพและผลิตภาพในการผลิตและบริการเท่านั้นแต่จะเป็นเครื่องมือในระดับกลยุทธ์ที่จะพัฒนาศักยภาพ แสดงความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

กระบวนการทำ Benchmarking

ระยะที่ 1 การวางแผน

ระยะที่ 2 การวิเคราะห์

ระยะที่ 3 การบูรณาการ

ระยะที่ 4 การปฏิบัติ

ระยะที่ 5 การเติบโตเต็มที่

การนำเครื่องมือไปใช้กับองค์กร

องค์กรที่นำเอา Benchmarking มาใช้เป็นองค์กรแรกคือ Xerox Corporation ประเทศสหรัฐอเมริกา

ประโยชน์การทำ Benchmarking ของบริษัท

ขณะที่ประสบปัญหาการตลาดอย่างรุนแรง ไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องถ่ายXerox จึงต้องค้นหาเครื่องมือเพื่อการปรับปรุงองค์กร และ Benchmarking คือเครื่องมือหลักที่ Xerox เลือกใช้ท้ายที่สุดทำให้ Xerox สามารถกลับมาเป็นผู้นำทางการตลาดได้อีกครั้งในเวลาที่รวดเร็ว

Reengineering การปรับรื้อระบบ                                        การปรับปรุงกระบวนการทำธุรกิจอย่างฉีกแนว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นความรวดเร็วในการสนองความต้องการของลูกค้า โดยมีขั้นตอนการรื้อปรับระบบมี 4 ขั้นตอน การคิดค้นทบทวนใหม่ การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ การเสริมเทคโนโลยีการฝึกอบรมบุคลากร

Balanced Scorecard                                                      คือ ระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร กำหนดวิสัยทัศน์ และแผนกลยุทธ์ แล้วส่งไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงาน เพื่อช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงาน ช่วยให้มีการจัดแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับแต่ละกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม

Activity Based Management                                         เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจในการปฏิบัติการ บนสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ โดยวัตถุประสงค์หลักคือ การขจัดความสูญเปล่า สร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่มุ่งการปรับปรุงกระบวนการธุรกิจ ค้นหาสาเหตุหลักของปัญหาและทำการแก้ไข ขจัดความบิดเบือนที่เกิดจากการตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาดและการจัดสรรต้นทุนที่ไม่เหมาะสม

Knowledge Management (KM)                                    การบริหารจัดการความรู้ ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ง่ายต่อ การเรียกใช้โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการ โดยมีองค์ประกอบคือ คน สถานที่ ข้อมูล เพื่อประโยชน์ทางด้านเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว ผู้บังคับบัญชาทำงานเชื่อมโยงกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น Six Sigma เป็นการบริหารที่มุ่งเน้นในการลดความผิดพลาด ลดความสูญเปล่า และลดการแก้ไขตัวชิ้นงาน และสอนให้พนักงานรู้แนวทางในการทำธุรกิจอย่างมีหลักการ กลยุทธ์ที่สำคัญมี 4 ขั้นตอน คือ Measure - Analyze - Improve - Control และมีประโยชน์คือ สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียโอกาสอย่างมีระบบ พัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีศักยภาพ

Benchmarking                                                             กระบวนการวัดและเปรียบเทียบกับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า และนำผลการเปรียบเทียบมาใช้ในการปรับปรุงองค์กรของตนเพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง โดยมีกระบวนการคือ การวางแผน การวิเคราะห์เปรียบเทียบ การรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การลงมือปฏิบัติ และขั้นเสร็จสมบูรณ์ เพื่อประโยชน์ด้านความยั่งยืนขององค์กร เพื่อการปรับปรุงอย่างก้าวกระโดด

1.Balanced Scorecard (BSC) และ Key Performance Indicators(KPI)

ระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กรเป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน โดยใช้วัดและประเมินผลใน 4 ด้านหลัก คือ

1.มุมมองด้านการเงิน

2.มุมมองด้านลูกค้า

3.มุมมองด้านการดำเนินการภายใน

4.มุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ

องค์กรในประเทศไทยนำเอา BSC มาใช้ด้วยวัตถุประสงค์ 2 ประการ

1.เป็นเครื่องมือในการประเมินผลระดับต่างๆ

2.เป็นเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างแผนกลยุทธ์กับแผนปฏิบัติการ

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการใช้BSC

- ช่วยให้มองเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ชัดเจน

- ได้รับการความเห็นชอบและยอมรับจากผู้บริหารระดับสูง

- ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางการทำงานทั่วทั้งองค์กร

- มีการแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆได้อย่างเหมาะสม

- เป็นการรวมแผนกลยุทธ์ไว้ด้วยกัน ทำให้แผนกลยุทธ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน

- สามารถวัดผลได้

Key Performance Indicators (KPI)

คือเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานหรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรซึ่งสามารถแสดงผลขอการวัดหรือการประเมิน ในรูปข้อมูลเชิงปริมาณ

ขั้นตอนการสร้าง KPI

•กำหนดวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ

•กำหนดตัวชี้วัดที่บ่งชี้ความสำเร็จ

•จัดลำดับและกำหนดน้ำหนักความสำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

•กระจายดัชนีชี้วัดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

•จัดทำ KPI Dictionary โดยระบุรายละเอียดที่สำคัญของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

BSC และ KPI แตกต่างกันอย่างไร

BSC ก็คือระบบบริหารหรือเครื่องมือบริหารจัดการชนิดหนึ่งนั่นเอง ที่ต้องอาศัย KPI เป็นเครื่องมือที่จะช่วยวัดผลความสำเร็จ

กรณีศึกษา บริษัท ทีวีไทยจำกัด มหาชน

มีการนำมาวิเคราะห์เชิงปริมาณ อัตราส่วนทางการเงิน ในด้านต่าง ๆ ดังนี้1.ด้านสภาพคล่อง 2.ด้านความสามารถในการใช้ทรัพย์สิน 3.ด้านความสามารถในการชำระหนี้ และ 4.ด้านความสามารถในการทำกำไร

2.Six Sigma (SS)

เป็นการพัฒนาที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศ ซึ่งได้มีการกำหนดแนวทางในด้านต่าง ๆ เพื่อให้การปรับปรุงองค์การเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของพนักงานที่มีความสามารถ มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงเพื่อให้ความผิดพลาดในการผลิตและการบริการมีน้อยที่สุดแนวความคิดการบริหารปรับปรุงองค์การแบบ six sigma มีความแตกต่างจากแนวความคิดในการบริหารแบบเดิม ที่เน้นการปรับปรุงการทำงานโดยเริ่มจากผู้บริหาร แล้วจึงกระจายให้หน่วยงานต่าง ๆ ในองค์การปรับปรุง

หลักการสำคัญของกลยุทธ์ Six Sigma

กลยุทธ์ที่สำคัญของ six sigma ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอน 4 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย Measure - Analyze - Improve – Control

ขั้นตอนหรือกระบวนการนำเครื่องมือไปใช้ จะมีวิธีการอยู่ 5 ขั้นตอน

1.กำหนดปัญหา

2.การวัด

3.การวิเคราะห์

4.การปรับปรุง

5.การควบคุม

ประโยชน์ ของการนำ Six Sigma

1.สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.ลดความสูญเสียโอกาสอย่างมีระบบและรวดเร็ว

3.พัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีศักยภาพสูงขึ้นปรับองค์การให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้

4.สามารถเทียบข้ากลุ่มอุตสาหกรรมได้

5.บริหารจัดการและพัฒนาองค์กรโดยใช้ข้อมูลจริง

6.สร้างทีมงานในองค์กรให้แข็งแกร่ง

กรณีศึกษา บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี(ประเทศไทย) จำกัด ใช้เทคนิค – ภาวะผู้นำที่แข็งแกร่ง – การวางแผนการกระจายนโยบายและติดตาม – การสื่อสารภายในที่มีประสิทธิผล และ - การจูงใจการให้ค่าตอบแทน

3.Re-Engineering (RE)

เป็นกระบวนการทางธุรกิจเป็นแนวคิดทางธุรกิจในทศวรรษที่ 1990 แต่ในทางปฏิบัติจริงก็ยังไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่าแนวคิด เป็นคำที่ ไมเคิล แฮมเมอร์ และเจมส์ แชมปี้ ริเริ่มใช้ในหนังสือชื่อ Reengineering the Corporation ในฐานะที่เป็นคำประกาศการปฏิวัติธุรกิจ Revolution เมื่อปี 1993 คำนิยามที่ถูกต้องและเป็นทางการของการรื้อปรับระบบ หรือ Reengineering คือ การพิจารณาหลักการพื้นฐานของกระบวนการทางธุรกิจ และการออกแบบขึ้นใหม่อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อมุ่งบรรลุผลลัพธ์ของการปรับปรุงอันยิ่งใหญ่ โดยใช้มาตรวัดผลการปฏิบัติงานที่ทันสมัย

Re-Engineering หมายถึง การ ปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ เป็นการ ปรับเปลี่ยน โครงสร้าง ขององค์กร บริษัท ทั้งระบบจุดไหนที่ก่อให้เกิน ความล่าช้า ไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะทำการ เปลี่ยนแปลงทั้งระบบ

หัวใจสำคัญของ Re-Engineering

ลักษณะสำคัญหรือจุดเน้นของการรื้อปรับระบบ หรือ การทำรีเอ็นจิเนียริ่งอยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนที่แนวคิดพื้นฐาน สมมุติฐาน หรือหลักเกณฑ์เดิม การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน และการมุ่งสู่ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่

ขั้นตอนในการนำ Re-Engineering มาใช้

1.การคิดค้นทบทวนใหม่ (Rethink)

2.การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign)

3.การเสริมเทคโนโลยี(Retool)

4.การฝึกอบรมบุคลากร (Retrain)

ประโยชน์และข้อดีของ Re-Engineering

1. เป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ทั้งหมด (holistic approach) ที่การปรับเปลี่ยนทีละน้อยอาจไม่ได้แก้ปัญหา

2.มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า

3.พนักงานสามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น

4.ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการ ซึ่งเป็นหัวใจของการปรับปรุงงาน

กรณีศึกษา บริษัทไอบีเอ็ม นำมาใช้โดย 1.จัดให้มีการวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาและติดตามว่าต้องทำอย่างไรกับลูกค้า 2.ให้ความสนใจในการร้องทุกข์ของลูกค้า 3.มี a customer advisory council เพื่อให้สมาชิกหรือลูกค้าแสดงความคิดเห็นได้

4.Knowledge Management (KM)

การบริหารจัดการความรู้ Knowledge Management (KM) คือ ระบบบริหารจัดการความรู้ให้เป็นระเบียบ ครบถ้วน ง่ายต่อ การเรียกใช้ จัดเก็บตามความต้อง การ เก็บรักษาความรู้ให้ควบคู่กับองค์กรตลอดไป โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการ

เหตุผลของการนำ KM มาใช้

1.การเปลี่ยนแปลงเทคนิคในการบริหารงาน

2.การเปลี่ยนแปลงด้านราคา

3.ลดความผิดพลาดในการแข่งขันด้านการตลาด

4.สร้างวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด

5.การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ

แนวทางการพัฒนา KM

1.กำหนดให้มีหัวหน้าคณะทำงาน

2.ระบุข้อมูลหรือความรู้ที่ต้องการใช้เพื่อการตัดสินใจให้ชัดเจน

3.จัดทำ Workflow พัฒนากระบวนการทำงาน

4.การสร้างและการถ่ายทอดความรู้ของบุคคลในองค์กรช่วยจะแก้ปัญหาให้งานสำเร็จ

5.พัฒนาศูนย์ข้อมูลโดยอาศัยทักษะการถ่ายทอด หรือการเคลื่อนย้าย

6.ทำระบบเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเพื่อการประสาน งานความร่วมมือ และการส่งเสริมการใช้ความรู้

เครื่องมือที่ใช้ในการทำ KM

ระบบสารสนเทศ ประกอบด้วย

1.ระบบสำนักงานอัตโนมัติ

2.ระบบสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้

3.ระบบสนับสนุนการทำงานกลุ่ม

กรณีศึกษา กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น นำเอาเครื่องมือมาใช้โดย ทำเป็น 7 ขั้นตอนดังนี้ 1. การบ่งชี้ความรู้ 2. สร้างและแสวงหา 3. จัดการให้เป็นระบบ 4.ประมวลผลและกลั่นกรอง 5.เข้าถึงความรู้ 6.แบ่งปันแลกเปลี่ยน 7. เรียนรู้

5.Activity-Based Management (ABM)

คือ เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจในการปฏิบัติการ บนสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ

ตัวอย่าง

- การวิเคราะห์ตัวผลักดันต้นทุน

- สนับสนุนต่อการตัดสินใจ

- การวิเคราะห์กิจกรรม (Activity Analysis)

- และการวัดผลการปฏิบัติการ

ประโยชน์ของ ABM

1.จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการปฏิบัติงานตามกิจกรรมต่างๆ ได้ดี

2.ทำให้สามารถใช้ต้นทุนในการวางแผนพัฒนา กำหนดกลยุทธ์ของกิจการ และพัฒนากิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

3.ทำให้สามารถรู้เป้าหมายหลักในการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ลดลง ที่เป็นผลจากการวิเคราะห์ ในด้านต่าง ๆ ได้

4.สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทั้งด้านราคา และคุณภาพของสินค้า

5.ช่วยด้านระบบต้นทุนกิจกรรมมิได้มุ่งเน้นที่จะลดต้นทุนอย่างเดียว แต่จะมีการปรับปรุง และทบทวนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศของธุรกิจ

ตัวอย่างการนำ ABMไปใช้ ซึ่งเหมาะสำหรับธุรกิจค้าปลีก

ABM เป็นกลยุทธ์เชิงรุก และการตัดสินใจในการปฏิบัติการ บนฐานสารสนเทศกิจกรรมและประเมินมูลค่าเพิ่มของเนื้องานในกระบวนการธุรกิจ สำหรับธุรกิจค้าปลีก ABM จะ ช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถประเมินค่าใช้จ่ายการออกใบเสร็จ ค่าใช้จ่ายของการจัดวางสินค้าค่าใช้จ่ายคลังสินค้า

กรณีศึกษา ABM เหมาะสำหรับธุรกิจค้าปลีก ABM เป็นกลยุทธ์เชิงรุกและการตัดสินใจในการทำการบนฐานสารสนเทศ สำหรับค้าปลีก ABM จะช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถประเมินค่าใช้จ่ายการออกใบเสร็จ ค่าใช้จ่ายการวางสินค้า ค้าโสหุ้ยการจัดเก็บสินค้า ฯลฯ จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถ ลดค่าใช้จ่ายได้

6.Benchmarking

Benchmarking หมายถึง วิธีการในการวัดและเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ บริการ และวิธีการปฏิบัติกับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า เพื่อนำผลการเปรียบเทียบมาใช้ในการปรับปรุงองค์กรของตนเพื่อมุ่งความเป็นเลิศทางธุรกิจ

ขั้นตอนในการจัดทำ Benchmarking

1.การกำหนดหัวข้อที่จะทำ Benchmark (Determine What to Benchmark)

2.การสร้างทีมงาน (Benchmarking Team)

3.ระบุผู้ร่วมทำ Benchmark (Identify Benchmarking Partners)

4.การเก็บรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล (Collecting and Analyzing Benchmarking Information)

5.การปฏิบัติการ (Taking Action)

ประโยชน์ของการทำ Benchmarking

1.ทำให้ธุรกิจรู้จักตนเองจากการวัดผลการดำเนินงาน เปรียบเทียบกับองค์กรอื่นที่มีการดำเนินงานที่ดีที่สุด

2.เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

3.เป็นการสั่งสมความรู้ ทักษะ และ ประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ ในการแก้ปัญหาขององค์กรในอนาคต

4.เป็นเครื่องมือในระดับกลยุทธ์ที่จะพัฒนาศักยภาพ แสดงความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

กรณีศึกษา บริษัท Xerox Corporation นำมาใช้เป็นองค์กรแรก Xerox ได้ทำตามกระบวนการทำ Benchmarking ทั้ง 5 ขั้นตอน ทำให้ Xerox นั้นกลับมาเป็นผู้นำทางการตลาดได้อย่างรวดเร็ว ๆทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นประสบปัญหาการตลาดอย่างรุนแรง

PangKun

<!-- /* Font Definitions */ @font-face {font-family:"Cordia New"; panose-1:2 11 3 4 2 2 2 2 2 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:swiss; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:-2130706429 0 0 0 65537 0;} @font-face {font-family:"Cambria Math"; panose-1:2 4 5 3 5 4 6 3 2 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:roman; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:-1610611985 1107304683 0 0 159 0;} @font-face {font-family:Calibri; panose-1:2 15 5 2 2 2 4 3 2 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:swiss; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:-1610611985 1073750139 0 0 159 0;} /* Style Definitions */ p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal {mso-style-unhide:no; mso-style-qformat:yes; mso-style-parent:""; margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm; line-%; mso-pagination:widow-orphan; font-size:11.0pt; mso-bidi-font-size:14.0pt; font-family:"Calibri","sans-serif"; mso-ascii-font-family:Calibri; mso-ascii-theme-font:minor-latin; mso-fareast-font-family:Calibri; mso-fareast-theme-font:minor-latin; mso-hansi-font-family:Calibri; mso-hansi-theme-font:minor-latin; mso-bidi-font-family:"Cordia New"; mso-bidi-theme-font:minor-bidi;} .MsoChpDefault {mso-style-type:export-only; mso-default-props:yes; mso-ascii-font-family:Calibri; mso-ascii-theme-font:minor-latin; mso-fareast-font-family:Calibri; mso-fareast-theme-font:minor-latin; mso-hansi-font-family:Calibri; mso-hansi-theme-font:minor-latin; mso-bidi-font-family:"Cordia New"; mso-bidi-theme-font:minor-bidi;} .MsoPapDefault {mso-style-type:export-only; margin-bottom:10.0pt; line-%;} @page Section1 {size:595.3pt 841.9pt; margin:72.0pt 72.0pt 72.0pt 72.0pt; mso-header-margin:35.4pt; mso-footer-margin:35.4pt; mso-paper-source:0;} div.Section1 {page:Section1;} -->

สรุป Present ครั้งที่ 1-3 ส่งรวมที่นี่เลยนะครับ

มาตรฐานว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม

ISO 26000 Social Responsibility

องค์ประกอบของความรับผิดชอบต่อสังคม

1. ธรรมาภิบาลขององค์กร (organization governance)

2. การเคารพสิทธิมนุษยชน (human rights)

3. การปฏิบัติต่อผู้ใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม (labor practices)

4. ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (environment)

5. การดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม (fair operating practices)

6. การรับผิดชอบต่อผู้บริโภค(consumer issues)

7. การแบ่งปันสู่สังคมและชุมชน (contribution to the community and society)

ประเด็นหลัก 7 ด้าน

1 สิทธิมนุษยชน

2แรงงาน

3การดำเนินงานที่เป็นธรรม

4บริหารองค์กร

5ลูกค้า

6สิ่งแวดล้อม

7การมีส่วนร่วมกับชุมชนและการพัฒนาสังคม

หลักการประยุกต์ใช้ในธุรกิจ

สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ขั้น

ขั้นแรก เป็นการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด

ขั้นที่สอง เน้นในเรื่องประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ขั้นที่สาม เป็นเรื่องจรรยาบรรณทางธุรกิจ

ขั้นที่สี่ เป็นการดำเนินการขององค์กรตามเเนวทาง CSR ด้วยความสมัครใจ

Social Accountability 8000

(SA 8000)

คือ มาตรฐานระหว่างประเทศในเรื่องของความรับผิดชอบทางสังคม สำหรับหน่วยผลิต ต่างๆ

เรื่องสิทธิมนุษยชน แบ่งเป็น 9 หัวข้อ

1. แรงงานเด็ก

2. แรงงานบังคับ

3. สุขภาพและความปลอดภัย

4. เสรีภาพในสมาคมและสิทธิในการรวมกลุ่มเจรจาต่อรอง

5. การกีดกันหรือการแบ่งแยก

6. การลงโทษทางวินัย

7. ชั่วโมงทำงาน

8. ค่าตอบแทน

9. ระบบบริหาร

ประโยชน์ที่ได้รับการจัดทำระบบ SA 8000

1. ป้องกันการกีดกันด้านการค้า

2. ปรับปรุงสภาพการจ้างงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย

3. ปรับปรุงสภาพการทำงานให้เหมาะสม

4. ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในตัวสินค้าและบริการและมีความภักดีต่อองค์กร

5. มีช่องทางการตลาดใหม่

TQM

(Total Quality Management

เป็นระบบบริหารคุณภาพที่มุ่งเน้นการให้ความสำคัญสูงสุดต่อลูกค้าภายใต้ความร่วมมือของพนักงานทั่วทั้งองค์กรที่จะปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการได้ TQM จึงเป็นแนวทางที่หลายองค์กรนำมาใช้ปรับปรุงงาน

ส่วนประกอบของ

1. การให้ความสำคัญกับลูกค้า (Customer Oriented)

2. การพัฒนา/ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

(Continuous Improvement)

3. สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วม (Employees Involvement

แนวความคิดเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณภาพ

แนวความคิด

1.ความต้องการและความหวังของลูกค้า

2.กระบวนการและผลลัพธ์

3.ทีมงาน

4.ภาวะผู้นำ

5.การปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

ประโยชน์ของ TQM

1.ก่อให้เกิดคุณค่าของสินค้าและบริการเพื่อนำเสนอต่อ

ลูกค้า ซึ่งก็จะได้รับความพึงพอใจและเชื่อมั่นพร้อมทั้ง

ภัคดีต่อผลิตภัณฑ์ของเรา

2.ก่อให้เกิดศักยภาพในการแข่งขันและความได้เปรียบ

ทางธุรกิจ

3.ช่วยลดต้นทุนในการผลิตและการดำเนินงานในการ

เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด

ERP (Enterprise resource planning)

ระบบบริหารทรัพยากรองค์กร

คือ ระบบการวางแผนทรัพยากรขององค์กร เป็นระบบที่ใช้ในการจัดการและวางแผนการใช้ทรัพยากรต่างๆขององค์กร โดยเป็นระบบที่เชื่อมโยงระบบงานต่างๆขององค์กรเข้าด้วยกัน

ลักษณะสำคัญของระบบ ERP คือ

1 การบูรณาการระบบงานต่างๆ ของระบบ ERP

2 รวมระบบงานแบบ Real time ของระบบ ERP

3 ระบบ ERP มีฐานข้อมูล (database) แบบสมุดลงบัญชี

ประโยชน์ของ ERP

1. กระบวนการบริหาร

2. เทคโนโลยีพื้นฐาน

3. กระบวนการทำงานที่รวดเร็ว

ข้อดีของระบบ ERP

1. ความยืดหยุ่น ระบบ ERP ต้องยืดหยุ่นพอที่จะ

ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในองค์กรได้

2. ความเป็นสัดส่วนและง่ายต่อการแก้ไข ERP จะต้องมี

โครงสร้างที่ปรับเลี่ยนได้ง่าย นั่นคือ สามารถเพิ่มเติมส่วน

ต่าง ๆ ได้โดยง่ายและไม่กระทบต่อส่วนอื่น ๆ

3. ครอบคลุม ERP จะต้องเป็นการรวบรวมระหว่างส่วน

ต่าง ๆขององค์กรได้

Business Plan (แผนธุรกิจ)

องค์ประกอบที่สำคัญในการเขียนแผนธุรกิจ

1. ประวัติกิจการ / ภาพรวมของกิจการ

2. การวิเคราะห์สถานการณ์

3. บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

4. วัตถุประสงค์ และเป้าหมายทางธุรกิจ

5. แผนการตลาดและการวิจัย

6. แผนการบริหารจัดการและแผนการดำเนินงาน

7. แผนการผลิต/ปฏิบัติการ

8. แผนการเงิน

9. แผนฉุกเฉิน

10. ภาคผนวก

MC - STEPS

M = Market คือ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

C = Competition คือ สถานการณ์การแข่งขัน

S = Social คือ ค่านิยมทางวัฒนธรรมของสังคม

T = Technology คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

E = Economic คือ สถานการณ์

P = Political & Legal คือ สถานการณ์ของการเปลี่ยนแปลงเรื่องกฎ ระเบียบต่าง ๆ

S = Suppliers คือ กลุ่มผู้จำหน่ายวัตถุดิบ / กลุ่มผู้ผลิตและเครือข่าย

ประโยชน์ของการนำ Business Plan มาใช้

1 เป็นเครื่องมือสำหรับผู้ประกอบการ ในการวางแผนการดำเนินธุรกิจ ได้อย่างถูกต้อง

2 เป็นเครื่องมือ ที่ช่วยให้ธุรกิจ มีโอกาสประสบ ความสำเร็จสูง และลดโอกาสการเกิดความผิดพลาด

3 เป็นเครื่องมือเพื่อขอรับการสนับสนุนทางการเงิน

บรรษัทภิบาล

Corporate Governance

คือ หลักในการบริหารจัดการธุรกิจทุกประเภททุกขนาดให้เติบโตอย่างมั่นคง ด้วยการสร้างกลไกควบคุมการดำเนินงานขององค์กร ให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเกิดความเป็นธรรมต่อ ผู้ถือหุ้น คณะกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน คู่ค้า ลูกค้า ตลอดจนรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

บรรษัทภิบาลประกอบด้วย

1. การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้องและเท่าเทียม

2. ในการดำเนินการใดๆ ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องทุกราย

3. บทบาทของคณะกรรมการในฐานะที่เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท

4. องค์กรควรให้มีคู่มือในการบริหารงานและดำเนินการ

5. การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส

ประโยชน์ของบรรษัทภิบาล

1. เพิ่มศักยภาพในการสร้างสมรรถนะการแข่งขันให้แก่บริษัททั้งในระดับประเทศและระดับโลก

2. เพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดทุนของโลก

3. เพิ่มโอกาสในการเสาะหาพันธมิตรทางธุรกิจได้ง่ายขึ้นและเป็นพันธมิตรที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี

(Customer Relationship Management )

(CRM)

พัฒนาและรักษา ความสัมพันธ์ระยะยาว ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างองค์กรกับลูกค้าที่เป็นเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ (retention of profitable customers)

• ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ใช้วิธีการหลักผ่านทาง Webbasedและ internet หรือหมายถึง

e-commerce

• เป็นการดูแลให้บริการลูกค้า แบบหนึ่งต่อหนึ่ง รับฟังเสียงของลูกค้าและศึกษาความต้องการของลูกค้าเฉพาะราย

• เป็นแนวทางการบริหารที่องค์กร กำหนด (identify) ดึงดูดรักษาความสัมพันธ์ของลูกค้าเป้าหมาย ที่นำกำไรมาสู่บริษัท

ส่วนประกอบหลัก

1. ระบบการขายอัตโนมัติ

2. ระบบศูนย์เรียกใช้บริการ

3. ระบบการตลาดอัตโนมัติ

4. ระบบการจัดการข้อมูล

คุณสมบัติที่ดีของ CRM

- Market Automation (MA)

- Sales Automation

- Customer Service

ระบบต่าง ๆ ทีต้องการพัฒนาเพื่อใช้ CRM จะต้อง

- มีช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

- สามารถรองรับการทำงานบนระบบอินเทอร์เน็ตผ่าน Browserได้

- สามารถเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับระบบ ERP หรือ SCM ได้

- มีขนาดของฐานข้อมูลรองรับที่เหมาะสม

- วิเคราะห์และสามารถพยากรณ์ระบบธุรกิจได้

ประโยชน์ของการนำ Customer Relation Management มาใช้

1. ช่วยเพิ่มความสามารถในการให้บริการลูกค้าได้ดีขึ้น และยังเป็นช่องทางให้ลูกค้าแนะนำติชมต่อบริการขององค์กรได้ง่าย

2. ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับลูกค้าให้ดีขึ้น ทำให้องค์กรรู้ความสนใจ ความต้องการ และพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า

3. สร้างความจงรักภักดี (Loyalty) ของลูกค้าในระยะยาว ซึ่งองค์กรจะต้องถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่าและต้องดูแลรักษาเป็นอย่างดี

4. เพิ่มยอดขายในระยะยาว

5. สร้าง ประวัติ ชื่อเสียงและภาพพจน์ที่ดีของบริษัท เพราะลูกค้าจะบอกกันปากต่อปากถึงบริการหรือสินค้าที่ดี

6. เพิ่มโอกาสในการเติบโตของธุรกิจ

ประโยชน์ของการนำเครื่องมือ CRM มาใช้ในกิจการ

1. มีรายละเอียดข้อมูลของลูกค้าในด้านต่างๆ ได้แก่ Customer Profile, Customer Behavior

2. วางแผนทางด้านการตลาดและการขายอย่างเหมาะสม

3. ใช้กลยุทธ์ในการตลาด และการขายได้อย่างรวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพตรงความต้องการของลูกค้า

4. เพิ่มและรักษาส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจ

5. ลดการทำงานที่ซับซ้อน ลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน เพิ่มโอกาสในการแข่งขันก่อให้เกิดภาพพจน์ที่ดีต่อองค์การ

Supply Chain Management and Logistic

Supply Chain

- การรวมหัวใจสำคัญของกระบวนการทางธุรกิจ

- การแยกวัตถุดิบไปจนถึงการเสร็จสิ้นกระบวนการ

หรือถึงมือลูกค้าที่ใช้สินค้าจริงๆ

- กระบวนการที่อยู่ระหว่างกลางได้แก่

การขนส่ง

การเก็บสินค้า

การขายสินค้าให้กับลูกค้า

Supply Chain Management and Logistics

การจัดการโซ่อุปทาน

- การประสานงาน และการทำงานร่วมกัน

กับหุ้นส่วนต่างๆ

- ควบคุมการไหลทั้งไปและกลับอย่างมีประสิทธิภาพ

ของสินค้า บริการและสารสนเทศ เพื่อตอบสนอง

ความต้องการของลูกค้า

ขั้นตอนหรือกระบวนการในการนำไปใช้ของเครื่องมือ

1. การจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching)

2. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (Technology Information System)

3. การบริหารโครงสร้างการเปลี่ยนแปลง (Management of Structural Change)

4. การปรับปรุงกระบวนการจัดการให้มีประสิทธิภาพ (Operational Process Improvement)

5. การเจรจาต่อรองราคา (Price Negotiation)

6. การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าทางธุรกิจ (Relationship Management)

การนำ Supply Chain ไปใช้ในองค์กร

- กำหนดเป้าหมายกระบวนการที่จะทำการลดต้นทุนและระยะเวลา

- วางแผนการปฏิบัติ (Action Plan)

- อาศัยความร่วมมือภายในหน่วยงาน

- การให้รางวัล หรือผลตอบแทนให้กับทีมงาน

ประโยชน์ของ Supply Chain Management มีดังนี้

- สนองตอบตรงตามความต้องการของลูกค้า

- ลดค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ

- ก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างองค์กร

- ติดตามกระบวนการทำงานได้อย่างใกล้ชิด

- บริหารสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

- ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่า

Supply chain Management And Logistic

Supply chain Management (SCM)

หมายถึง กระบวนการโดยรวมของการไหลของวัตถุ สินค้า ตลอดจนข้อมูล และธุรกรรมต่างๆ ผ่านองค์การที่เป็นผู้ส่งมอบ ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ไปจนถึงลูกค้าหรือผู้บริโภค

ขั้นตอนกระบวนการในการนำเครื่องมือไปใช้

-กระบวนการจัดซื้อ Procurement

-การผลิต Manufacturing

-การจัดเก็บ Storage

-เทคโนโลยีสารสนเทศ Information Technology

-การจัดจำหน่าย Distribution

-การขนส่ง Transportation

การนำหลักการของ Supply chain Management

1.การจัดหาสินค้าโดยเน้นความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก

2.การวางแผนเพื่อให้ได้มาเพื่อสินค้า

3.การควบคุมระดับสต็อกสินค้า

4.การขนส่งสินค้าจากผู้ผลิตไปยังลูกค้า

ประโยชน์ของ Supply chain Management

-สนองตอบตรงความต้องการของลูกค้า

-ลดค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ

-ก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างองค์การ

-ติดตามกระบวนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

-ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่า

......................

Logistic ระบบการส่งกำลังบำรุง

Logistic หมายถึง กระบวนการวางแผนการดำเนินงานและการควบคุมการเคลื่อนย้ายทั้ง

ไปและกลับ การเก็บรักษาสินค้า บริการ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการผลิตไปสู่จุดสุดท้ายของการบริโภคเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

การนำเอาLogisticไปใช้ภายในองค์กร

เป็นรูปแบบการจัดการ ซึ่งธุรกิจได้นำเอาระบบLogisticเข้าไปขับเคลื่อนในกระบวนการต่างๆ องค์ประกอบของอุตสาหกรรมรมการผลิตอุตสาหกรรมรมการผลิตประกอบไปด้วย คู่ค้า หรือผู้ขายวัตถุดิบและลูกค้า และมีองค์ประกอบหลักๆ อยู่ 2 องค์ประกอบที่สอดคล้องระหว่างวัตถุดิบที่นำมาเพื่อผลิตเป็นสินค้าและส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้า โดยมีกระบวนการต่างๆ ของธุรกิจอันได้แก่

1.การคาดคะเนยอดขาย

2.การจัดซื้อ

3.คลังสินค้า

4.กระบวนการผลิต

5.การตลาด

6.การส่งมอบ

ประโยชน์ของ Logistic ที่มีต่อองค์กร

-ลดต้นทุนในการสั่งซื้อสินค้า

-ลดต้นทุนในการจัดเก็บสินค้า

-ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคอย่างเต็มประสิทธิภาพ

-เพิ่มความสะดวกรวดเร็ว และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

-สร้างความได้เปรียบในการเพิ่มกำไรเนื่องจากต้นทุนโดยรวมลดลง

-เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดและประสิทธิภาพในการผลิต ขนส่งและการบริการลูกค้า

ความแตกต่างระหว่าง

Supply chain Management And Logistic

Supply chain Management And Logistic เป็นสิ่งที่คู่กันเสมอ แต่ขอบข่ายในการกำหนดแผนงานของ ลอจิสติกส์ และการจัดการโซ่อุปทานจะแตกต่างกัน โดยแบ่งส่วนที่สนับสนุนต่อกันคือ การจัดการโซ่ระดับอุปทานจะเป็นการจัดการระดับเชิงกลุยทธ์ Strategis Level

ส่วนลอจิสติกส์เป็นการจัดการระดับยุทธวิธี Tagics และการปฏิบัติงานให้สอดคล้องและบรรลุต่อทิศทางและเป้าหมายในระดับการจัดการโซ่อุปทาน

*******************************************************

Corporate Governance

หมายถึง คำว่า“บรรษัทภิบาล” หรือ Corporate Governance ตามความหมายของสมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย คือ หลักในการบริหารจัดการธุรกิจทุกประเภททุกขนาดให้เติบโตอย่างมั่นคง ด้วยการสร้างกลไกควบคุมการดำเนินงานขององค์กร ให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเกิดความเป็นธรรมต่อ ผู้ถือหุ้น คณะกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน คู่ค้า ลูกค้า ตลอดจนรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม แนวคิดการทำธุรกิจตามหลัก"บรรษัทภิบาล

หลักการใช้ Corporate Governance

1.การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้องและเท่าเทียม

2.ในการดำเนินการใดๆ ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องทุกราย

3.บทบาทของคณะกรรมการในฐานะที่เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท

4. องค์กรควรให้มีคู่มือในการบริหารงานและดำเนินการ การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส

5.การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส

ประโยชน์ของ Corporate Governance

1.เพิ่มศักยภาพในการสร้างสมรรถนะการแข่งขันให้แก่บริษัททั้งในระดับประเทศและระดับโลก

2.เพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดทุนของโลก

3.เพิ่มโอกาสในการเสาะหาพันธมิตรทางธุรกิจได้ง่ายขึ้นและเป็นพันธมิตรที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี

********************************************************

Business Plan แผนธุรกิจ

ความหมายของแผนธุรกิจ

เอกสารสรุปรวมการวางแผน ซึ่งได้แสดงรายละเอียดอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการพัฒนาและปรับปรุงธุรกิจของธุรกิจที่ดำรงอยู่หรือธุรกิจที่ตั้งเป้าหมาย แผนนี้จะแสดงให้เห็นถึง สิ่งที่จะดำเนินการ วิธีการ และแหล่งที่มาของทรัพยากรของธุรกิจที่จะได้มาและใช้ประโยชน์ ซึ่งมีความจำเป็นในการที่จะประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของธุรกิจ

ขั้นตอนหรอกระบวนการในการนำไปใช้

แผนตลาด - พยากรณ์ยอดขาย

- ค่าใช้จ่ายในการตลาด

แผนการผลิต - การลงทุนเครื่องจักรการผลิต

- ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการผลิต

แผนองค์กรและการจัดการ - ค่าใช้จ่ายในการบริหาร

- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

องค์ประกอบที่สำคัญในการเขียนแผนธุรกิจ

1.บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

2.ประวัติกิจการ / ภาพรวมของกิจการ

3.การวิเคราะห์สถานการณ์

4.วัตถุประสงค์ และเป้าหมายทางธุรกิจ

5.แผนการตลาดและการวิจัย

6.แผนการบริหารจัดการและแผนการดำเนินงาน

7.แผนการผลิต/ปฏิบัติการ

8.แผนการเงิน

9.แผนฉุกเฉิน

10.ภาคผนวก

ประโยชน์ ข้อดีของการนำเครื่องมือไปใช้

1 .เป็นเครื่องมือสำหรับผู้ประกอบการ ในการวางแผนการดำเนินธุรกิจ ได้อย่างถูกต้อง

2. เป็นเครื่องมือ ที่ช่วยให้ธุรกิจ มีโอกาสประสบ ความสำเร็จสูง และลดโอกาสการเกิดความผิดพลาด

3. เป็นเครื่องมือเพื่อขอรับการสนับสนุนทางการเงิน

การนำเสนอแผนธุรกิจ

แผนธุรกิจ ต้องมี 20-40 หน้า

บทสรุปผู้บริหาร 250-500 คำ

แนะนำธุรกิจ 60-100 คำ

พันธกิจ 20-50 คำ

วิสัยทัศน์ 10-20 คำ

********************************************************

(Customer Relationship Management )

ความหมายของ CRM

• พัฒนาและรักษา ความสัมพันธ์ระยะยาว ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างองค์กรกับ

• ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ใช้วิธีการหลักผ่านทาง Webbasedและ internet

• เป็นการดูแลให้บริการลูกค้า แบบหนึ่งต่อหนึ่ง รับฟังเสียงของลูกค้าและศึกษาความต้องการของลูกค้าเฉพาะราย

• เป็นแนวทางการบริหารที่องค์กร กำหนด ดึงดูดรักษาความสัมพันธ์ของลูกค้าเป้าหมาย ที่นำกำไรมาสู่บริษัท

กระบวนการในการนำไปใช้ของเครื่องมือส่วนประกอบหลัก

1. ระบบการขายอัตโนมัติ

2. ระบบศูนย์เรียกใช้บริการ

3. ระบบการตลาดอัตโนมัติ

4. ระบบการจัดการข้อมูล

ระบบต่าง ๆ ทีต้องการพัฒนาเพื่อใช้ CRM จะต้อง

- มีช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

- สามารถรองรับการทำงานบนระบบอินเทอร์เน็ตผ่าน Browserได้

- สามารถเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับระบบ ERP หรือ SCM ได้

- มีขนาดของฐานข้อมูลรองรับที่เหมาะสม

- วิเคราะห์และสามารถพยากรณ์ระบบธุรกิจได้

CRM สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทที่สำคัญ ดังนี้

1. CRM เชิงปฏิบัติการ

2. CRM เชิงการวิเคราะห์

3. CRM เชิงการทำงานร่วมกัน

กระบวนการทำงานของระบบ CRM มี 4 ขั้นตอนดังนี้

1. Identify : เก็บข้อมูลว่าลูกค้าของบริษัทเป็นใคร

2. Differentiate : วิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าแต่ละคน

3. Interact : มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อเรียนรู้ความต้องการของ

4. Customize : นำเสนอสินค้าหรือบริการที่มีความเหมาะสมเฉพาะตัวกับลูกค้าแต่ละคน

หลัก 8 ประการของการใช้ Customer relationship management

หลักประการ 1 : CRM สามารถทำเงินได้

หลักการประการที่ 2 : องค์กรสามารถรับมือกับปัญหาของลูกค้าได้

หลักการประการที่ 3 : กลยุทธ์ในการขายสามารถทำการควบคุมได้

หลักการประการที่ 4 : การปรับกลยุทธ์ไปในเเนว 360 องศา โดยเน้นไปที่การบริการลูกค้าเป็นเกณฑ์

หลักการประการที่ 5 : หลักการบริการความเสี่ยง

หลักการประการที่ 6 : กลยุทธ์ในการรักษาลูกค้าคือการบริการเป็นเลิศ

หลักการประการที่ 7 : กลยุทธ์CRM เหมาะกับทุกๆสถานการณ์

หลักการประการที่ 8 : การสร้าง Website ให้เป็นประโยชน์ได้

ประโยชน์ของการนำเครื่องมือ CRM มาใช้ในกิจการ

1. มีรายละเอียดข้อมูลของลูกค้าในด้านต่างๆ ได้แก่ Customer Profile, Customer Behavior

2. วางแผนทางด้านการตลาดและการขายอย่างเหมาะสม

3. ใช้กลยุทธ์ในการตลาด และการขายได้อย่างรวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพตรงความต้องการของลูกค้า

4. เพิ่มและรักษาส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจ

5. ลดการทำงานที่ซับซ้อน ลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน เพิ่มโอกาสในการแข่งขันก่อให้เกิดภาพพจน์ที่ดีต่อองค์การ

********************************************************

ERP (Enterprise Resource Planning)

ความหมายของระบบ ERP

ระบบบริหารทรัพยากรองค์กร หรือ ERP คือ ระบบการวางแผนทรัพยากรขององค์กร

เป็นระบบที่ใช้ในการจัดการและวางแผนการใช้ทรัพยากรต่างๆขององค์กร โดยเป็นระบบ

ที่เชื่อมโยงระบบงานต่างๆขององค์กรเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ระบบงานทางด้านบัญชีและการเงิน

เพื่อช่วยให้การวางแผนและบริหารทรัพยากรขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

ลักษณะสำคัญของระบบ ERP คือ

1 การบูรณาการระบบงานต่างๆ ของระบบ ERP

2 รวมระบบงานแบบ Real time ของระบบ ERP

3 ระบบ ERP มีฐานข้อมูล (database) แบบสมุดลงบัญชี

ขั้นตอนการนำระบบ ERP มาใช้ในองค์การ

1. การศึกษาและการวางแนวคิด

2. การวางแผนนำระบบมาใช้

3. การพัฒนาระบบ

4. การใช้งานและปรับเพิ่มความสามารถ

ประโยชน์ของ ERP

1. กระบวนการบริหาร ERP เป็นระบบที่สามารถรวบรวมข้อมูลต่างๆ ให้กับผู้บริหารได้อย่างเที่ยงตรง ทำให้ผู้บริหารทราบผลการดำเนินงาน

2. เทคโนโลยีพื้นฐาน ERP ช่วยเชื่อมโยงระบบงานต่างๆที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกันเสมือนเป็นระบบเดียวกันทั้งองค์การการสร้างมาตรฐาน

3. กระบวนการทำงานที่รวดเร็ว การบูรณาการงานหลักต่างๆขององค์การเข้าด้วยกันช่วยให้ประสานงานทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อดีของระบบ ERP

1.ความยืดหยุ่น ระบบ ERP ต้องยืดหยุ่นพอที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

ในองค์กรได้

2.ความเป็นสัดส่วนและง่ายต่อการแก้ไข ERP จะต้องมีโครงสร้างที่ปรับเลี่ยนได้ง่าย

3.ครอบคลุม ERP จะต้องเป็นการรวบรวมระหว่างส่วนต่าง ๆขององค์กรได้

4.เหนือขอบเขตขององค์กร ERP ควรจะสนับสนุนการเชื่อมต่อกันกับระบบขององค์กรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท

********************************************************

TQM

(Total Quality Management)

หมายถึง ระบบบริหารคุณภาพที่มุ่งเน้นการให้ความสำคัญสูงสุดต่อลูกค้าภายใต้ความร่วมมือของพนักงานทั่วทั้งองค์กรที่จะปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการได้ TQM จึงเป็นแนวทางที่หลายองค์กรนำมาใช้ปรับปรุงงาน

โดยที่ Total Quality Management แบ่งออกเป็น

Total

- ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมในการบริหารระบบคุณภาพ

Quality

- การสร้างความพึงพอใจของลูกค้าโดยใช้แนวความคิดเชิงระบบของการจัดการ

Quality

- การสร้างความพึงพอใจของลูกค้าโดยใช้แนวความคิดเชิงระบบของการจัดการ

Management

- ระบบการบริหารจัดการคุณภาพ

วัตถุประสงค์ทั่วไปของ

TQM (Total Quality Management)

1. เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า

2. เพื่อพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่องในกิจกรรมทุกด้านและช่วยลดต้นทุน

3. เพื่อสร้างความพึงพอใจและยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานทุกคน

4. เพื่อความอยู่รอดขององค์กรและการเจริญเติบโตเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น

ส่วนประกอบของ

1. การให้ความสำคัญกับลูกค้า (Customer Oriented)

2. การพัฒนา/ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)

3.สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วม (Employees Involvement)

PDCA คือ วงจรการบริหารงานคุณภาพ ประกอบด้วย

P = Plan

คือ การวางแผนงานจากวัตถุประสงค์ และเป้าหมาย

D = Do

คือ การปฏิบัติตามขั้นตอนในแผนงานที่ได้เขียนไว้อย่างเป็นระบบและมีความต่อเนื่อง

C = Check

คือ การตรวจสอบผลการดำเนินงานในแต่ล่ะขั้นตอนของ แผนงานว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น

A = Action

คือ การปรับปรุงแก้ไขส่วนที่มีปัญหา หรือถ้าไม่มีปัญหาใดๆ ก็ยอมรับแนวทางการปฏิบัติตามแผนงานที่ได้ผลสำเร็จ

เมื่อได้ว่างแผนงานเสร็จแล้วก็จะนำ PDCA ไปใช้โดย

(P) นำไปปฏิบัติ

(D) ระหว่างการปฏิบัติก็ดำเนินการตรวจสอบ

(C) พบปัญหาก็ทำการแก้ไขหรือปรับปรุง

(A)การปรับปรุงก็เริ่มจากการวางแผนก่อน วนไปได้ เรื่อยๆ จึงเรียก “วงจร PDCA”

ประโยชน์ของ TQM

1.ก่อให้เกิดคุณค่าของสินค้าและบริการเพื่อนำเสนอต่อ ลูกค้า ซึ่งก็จะได้รับความพึงพอใจและเชื่อมั่นพร้อมทั้ง ภัคดีต่อผลิตภัณฑ์ของเรา

2.ก่อให้เกิดศักยภาพในการแข่งขันและความได้เปรียบ ทางธุรกิจ

3.ช่วยลดต้นทุนในการผลิตและการดำเนินงานในการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด

4.เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มผลผลิตเนื่องจากมีการ กระจายงาน และเอื้ออำนวยให้ทุกกระบวนการทำงานมีความ คล่องตัว

5.ทำให้มีการกำหนดจุดควบคุมที่เหมาะสม เพื่อติดตามผลของการดำเนินงานเป็นระยะและเมื่อผลเบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายก็จะมีระบบในการวิเคราะห์หาสาเหตุเพื่อทำการแก้ไข และป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

********************************************************

(SA 8000)

Social Accountability 8000

คือ มาตรฐานระหว่างประเทศในเรื่องของความรับผิดชอบทางสังคม สำหรับหน่วยผลิต ต่างๆ เช่น โรงงานนิคมอุตสาหกรรม โรงงานผลิตอาหารกระป๋อง เป็นต้น ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรฐานการจ้างแรงงานเพื่อลดความไม่เป็นธรรม

ขั้นตอนหรือกระบวนการในการนำไปใช้ของเครื่องมือ

อนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO Convention) เป็นบรรทัดฐานโดยเฉพาะในเรื่องการใช้แรงงานเด็กและในเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยจะแบ่งเป็น 9 หัวข้อและมีเนื้อหาในข้อกำหนดที่สำคัญ ดังนี้

1. แรงงานเด็ก

2. แรงงานบังคับ

3. สุขภาพและความปลอดภัย

4. เสรีภาพในสมาคมและสิทธิในการรวมกลุ่มเจรจาต่อรอง

5. การกีดกันหรือการแบ่งแยก

6. การลงโทษทางวินัย

7. ชั่วโมงทำงาน

8. ค่าตอบแทน

9. ระบบบริหาร

วิธีจัดการของ SA 8000

•นโยบาย บริษัทต้องจัดให้มีนโยบาย

•การทบทวน ผู้บริหารระดับสูง ต้องทบททวนแก้ไขปรับปรุงนโยบายและแผนปฏิบัติงาน

•ผู้แทนบริษัท บริษัทต้องแต่งและจัดให้มีผู้แทนบริษัท

•การวางแผนและการนำไปปฏิบัติ

ประโยชน์ที่ได้รับการจัดทำระบบ SA 8000

1. ป้องกันการกีดกันด้านการค้า

2. ปรับปรุงสภาพการจ้างงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย

3. ปรับปรุงสภาพการทำงานให้เหมาะสม

4. เพิ่มโอกาสทางการค้าโดยวาง Product Position ใหม่

5. สร้างภาพลักษณ์ของบริษัทให้เป็นที่ยอมรับในสังคมโดยเฉพาะในสายตาของผู้บริโภค

6. ทำให้แรงงานมีความจงรักภักดีต่อองค์กร

7. สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อสังคม

8. ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในตัวสินค้าและบริการและมีความภักดีต่อองค์กร

********************************************************

ISO 26000 Social Responsibility

มาตรฐานว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม

หมายถึง ISO 26000 Social Responsibility เป็นมาตรฐานการแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบของสังคมและสิ่งแวดล้อมจากการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของคนในสังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืนทางธุรกิจ

วัตถุประสงค์ของการมีมาตรฐานฉบับนี้

1.ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยความเคารพต่อความแตกต่างทางวัฒนธรรม สังคม สิ่งแวดล้อม

2.เน้นผลการดำเนินงานและการปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

3.เพิ่มความเชื่อมั่นและความพึงพอใจต่อองค์กรของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร

4.มีความสอดคล้องและไม่ขัดแย้งกับเอกสารที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น สนธิสัญญาระหว่างประเทศ

5.ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะลดทอนอำนาจหน้าที่ของภาครัฐเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรต่าง ๆ

6.ส่งเสริมคำนิยามทั่วไปที่ใช้ในวงการความรับผิดชอบทางสังคม

7.ทำให้เกิดความตระหนักในวงกว้างในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม

องค์ประกอบของความรับผิดชอบต่อสังคม

1.ธรรมาภิบาลขององค์กร (organization governance)

2.การเคารพสิทธิมนุษยชน (human rights)

3.การปฏิบัติต่อผู้ใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม (labor practices)

4.ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (environment)

5.การดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม (fair operating practices)

6.การรับผิดชอบต่อผู้บริโภค(consumer issues)

7.การแบ่งปันสู่สังคมและชุมชน (contribution to the community and society)

7 หลักการของความรับผิดชอบต่อสังคม

1.มีความรับผิดชอบ (Accountability)

2.มีความโปร่งใส (Transparency)

3.มีจริยธรรม (Ethical)

4.ห้ความสำคัญกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (Respect for and considering of stakeholder interests)

5.เคารพต่อหลักนิติธรรม (Respect for rule of law)

6.ยอมรับในมาตรฐานสากล (Respect for international norms)

7.เคารพต่อสิทธิมนุษยชน (Respect for human rights)

ประโยชน์ของ ISO 26000

1.ช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปด้วยความรอบคอบ โดยมีความเข้าใจต่อความคาดหวังของสังคม โอกาสต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ SR ความเสี่ยงต่าง ๆ หากไม่มี SR

2.ปรับปรุงแนวปฏิบัติต่อการบริหารความเสี่ยง

3.ช่วยสร้างเสริมชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือขององค์กรต่อสาธารณะชนความจงรักภักดี ขวัญ และ กำลังใจของลูกจ้างป้องกันและลดความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้บริโภคเกี่ยวกับสินค้าและการบริการ

5.การประหยัด อันเป็นผลมาจาก การเพิ่มผลผลิต และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

6.ช่วยสนับสนุนการคงอยู่ขององค์กรในระยะยาว

********************************************************

Customer Relationship Management

ความหมาย

พัฒนาและรักษา ความสัมพันธ์ระยะยาว ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างองค์กรกับลูกค้าที่เป็นเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ

CRM สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

1.CRM เชิงปฏิบัติการ (Operational CRM) จัดการกับการสร้างระบบอัตโนมัติให้ทีมงานขายและทางแก้ปัญหาในเรื่องการปฏิสัมพันธ์กับ

2.CRM เชิงการวิเคราะห์ (Analytical CRM) รวมเอาคลังข้อมูลและการแก้ไขปัญหาระบบข้อมูล

3. CRM เชิงการทำงานร่วมกัน (Collaborative CRM) เป็นการรวมเอาช่องทางการติดต่อสื่อสารที่ทำให้ธุรกิจสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยตรงกับลูกค้า

กระบวนการทำงานของระบบ CRM มี 4 ขั้นตอนดังนี้

1.Identify: เก็บข้อมูลว่าลูกค้าของบริษัทเป็นใคร เช่น ชื่อลูกค้า ข้อมูลสำหรับติดต่อกับลูกค้า

2.Differentiate: วิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าแต่ละคน และจัดแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่ม

3.Interact: มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อเรียนรู้ความต้องการของลูกค้า และเพื่อสร้างความพึงพอใจ

4.Customize: นำเสนอสินค้าหรือบริการที่มีความเหมาะสมเฉพาะตัวกับลูกค้าแต่ละคน

ประโยชน์

1.ช่วยเพิ่มความสามารถในการให้บริการลูกค้าได้ดีขึ้น

2. ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับลูกค้าให้ดีขึ้น

3. สร้างความจงรักภักดี (Loyalty) ของลูกค้าในระยะยาว

4. เพิ่มยอดขายในระยะยาว

5. สร้าง ประวัติ ชื่อเสียงและภาพพจน์ที่ดีของบริษัท

6. เพิ่มโอกาสในการเติบโตของธุรกิจ

Supply Chain Management and Logistic

ความหมาย

การจัดการโซ่อุปทาน คือ การรวบรวมการวางแผน และการจัดการของกิจกรรมทั้งหมดที่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดหา การจัดซื้อ การแปรสภาพ และกิจกรรมการจัดการทั้งหมด

กระบวนการในการนำไปใช้

1.การจับคู่ทางธุรกิจ

2.การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

3.การบริหารโครงสร้างการเปลี่ยนแปลง

4.การปรับปรุงกระบวนการจัดการให้มีประสิทธิภาพ

5.การเจรจาต่อรองราคา

6.การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าทางธุรกิจ

การนำ Supply Chain ไปใช้ในองค์กร

1.กำหนดเป้าหมายกระบวนการที่จะทำการลดต้นทุนและระยะเวลา

2.วางแผนการปฏิบัติ (Action Plan)

3.อาศัยความร่วมมือภายในหน่วยงาน

4.การให้รางวัล หรือผลตอบแทนให้กับทีมงาน

ประโยชน์

1.สนองตอบตรงตามความต้องการของลูกค้า

2.ลดค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ

3.ก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างองค์กร

4.ติดตามกระบวนการทำงานได้อย่างใกล้ชิด

5.บริหารสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6.ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่า

ข้อดี

สร้างประสิทธิภาพทางด้านการผลิตและการตลาด โดยครอบคลุมถึง ระบบการจัดหาวัตถุดิบ การบรรจุและการลำเลียงวัตถุดิบ การบริหารสินค้าคงเหลือ การจัดการด้านคลังสินค้า การจัดหาสินค้า และการจัดการด้านการขนส่ง

กรณีศึกษาบริษัท โตโยต้าประเทศไทย จำกัด

นำเอาแนวคิดการจัดการด้านโซ่อุปทานและโลจิสติกส์เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตรถยนต์ได้อย่างประสบความสำเร็จ คือ

ระบบ Just-In-Time (JIT) หรือ การผลิตแบบทันเวลาพอดี

ระบบ Zero inventory

ระบบ Kanban

SOCIAL ACCOUNTABILITY

8000 (SA 8000)

ความหมาย

มาตรฐาน SA 8000 เป็นมาตรฐานที่กำหนดให้ผู้ประกอบ การแสดงออกถึงความรับผิดชอบทางสังคมในเรื่องสิทธิแรงงาน ซึ่งรวมถึงเรื่องแรงงานเด็ก แรงงานบังคับ ความปลอดภัย และสุขภาพอนามัยในสถานที่ทำงาน เป็นต้น

การนำไปใช้

(SA 8000) กำหนดให้บริษัทต้องปฏิบัติตามกฎหมายภายในประเทศ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ รวมทั้งข้อกำหนดอื่น ๆ ที่บริษัทเป็นสมาชิก และที่กำหนดไว้ในมาตรฐานนี้

ประโยชน์ SA 8000

1. สร้างภาพลักษณ์ของบริษัทให้เป็นที่ยอมรับในสายตาผู้บริโภค

2. ปรับปรุงสภาพการทำงานให้เหมาะสม

3. สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อสังคม

4. ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในตัวสินค้าและบริการและมีความภักดีต่อองค์กร

5. มีช่องทางการตลาดใหม่

6. มีโอกาสในการเลือกแรงงานที่มีคุณภาพ

7. ลดขั้นตอนและต้นทุนในการตรวจสอบ

8. การป้องกันการกีดกั้นด้านการค้า

9. เพิ่มโอกาสทางการค้าโดยวาง Product Position ใหม่

Enterprise Resource Planning

ความหมาย

ระบบบริหารทรัพยากรองค์กร หรือ ERP (Enterprise resource planning) คือ ระบบการวางแผนทรัพยากรขององค์กร เป็นระบบที่ใช้ในการจัดการและวางแผนการใช้ทรัพยากรต่างๆขององค์กร โดยเป็นระบบที่เชื่อมโย