เป็นไง

แพนด้าน้อย พังกำไล และหมาวัด ต่างกันอย่างไรตรงไหนบ้าง สถานภาพ ของนอก ของใน ความขี้เห่อของคนไทย ไฮโซ หรือยาจก ใครอิจฉาใคร
คำตอบ
not yet answered
จารุโส

ความคิดเห็น : ครั้งหนึ่งได้อ่านหนังสือพิมพ์(จำชื่อ และฉบับของหนังสือพิมพ์ไม่ได้) จึงรับทราบมาว่าการที่เมืองไทยมีหมีแพนด้านั้น มีเงือนไขข้อตกลง และค่าใช้จ่ายที่เมืองไทยต้องจ่ายเงินส่วนหนึ่งให้แก่ประเทศจีนด้วย จึงเป็นอีกประเด็นที่คนส่วนน้อยรับทราบ ถ้าหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นยังอยู่จะไปค้นรายละเอียดมาเพื่อแลกเปลี่ยนกันอ่านนะคะ

MR MANUCHA TAN2 NGOKCHAIYAPHUM

ไม่ว่าชีวิตใคร คนหรือ สัตว์ที่มีโอกาสได้มามองดูโลก แพนด้าน้อย พังกำไล และหมาวัด

อยู่ที่มุมมองของแต่ละคนว่าจะมองตรงไหน สิ่งไหนที่มีน้อยทุกคนก็ต้องการ สิ่งไหนที่มันมีมาก ทุกคนก็จะมองข้าม ไม่เห็นค่าของมันยิ่งอยู่ใกล้ตัวเรายิ่งไม่ใส่ใจด้วยซ้ำไป ทุกชีวิตต้องการความเป็นอิสระส่วนตัว แพนด้าน้อย พังกำไล ถูกจำกัดสถานที่ ด้วยคนเรา เพื่อต้องการ............ หมาวัดมีอิสระแต่ไปไหนไม่ได้เพาะต้องการข้าวจากพระ ไม่ถูกจำกัดสถานที่ ถ้ามองแบบ สายกลาง ก็เป็นสัจธรรมที่ต้องดิ้น เพื่อความอยู่ดีกินดี

บางทีสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา เราก็ละเลยไม่เห็นคุณค่า เวลาที่เราได้สูญเสียสิ่งนั้นไป เราจึงจักได้พบคำตอบ

เหมือนดั่งรองเท้าคู่เก่า ที่เชย และทิ้งไปแล้ว

แต่รองเท้าคู่ใหม่ทั้งกัด และใส่ไม่สบาย

สุดท้ายก็ต้องเสียดายรองเท้าคู่เก่าที่ใส่สบายกว่า

ศุภชัย TAN2 เกตติจักร

ความคิดเห็น : จำได้ว่าครั้งแรกเลยที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับช้างไทยของเราล้มป่วย ประสบอุบัติเหตุ (จากฝีมือมนุษย์)หรือแม้แต่เกิดจากการกระทำทารุณช้างเอง ผมรู้สึกใจหายพร้อมกับรู้สึกสงสารช้างเหล่านั้นมาก ผมแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ช้างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นช้างทรงของพระมหากษัตริย์ได้ร่วมออกรบปกป้อง และกู้ชาติกู้แผ่นดินมาก่อน มาในปัจจุบันจะต้องมาอยู่ในสภาพ และสถานะการณ์แบบนี้ได้ ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนไทยเราถึงได้ลืมกันง่ายขนาดนี้ ยิ่งได้เห็นข่าวที่คนไทยแห่ไปซื้อไปรษณียบัตรร่วมกันโหวตตั้งชื่อให้ลูกหมีแพนด้าแล้ว ยิ่งรู้สึกว่าคนไทยเรายิ่งลืมบุญคุณของช้างไทยเราลงไปทุกวัน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าหมีแพนด้ามันไม่ใช่ของเรา มันอยู่กับเราได้ไม่กี่ปีมันก็ต้องกลับไปอยู่ที่ประเทศที่มันมาอยู่ดี แต่ช้างของเรานี่สิอยู่กับมาตั้งแต่รุ่น ปู่ย่าตาทวดดดดดด เรา และจะต้องอยู่คู่บ้านคู่เมืองของเราไปอีกนาน ผมว่าเราน่าจะหันมาช่วยกันให้ความสนใจ และช่วยเหลือช้างไทยของเราให้มาก ๆจะดีกว่านะครับ ง่าย ๆ ลองเปลี่ยนจากที่แห่กันไปซื้อไปรษณียบัตรตั้งชื่อลูกหมีแพนด้า มาเป็นร่วมกันส่งไปรษณียบัตรไปให้กำลังใจพังกำไลกันบ้างหล่ะครับ ผมเชื่อว่าแค่นี้เราก็ช่วยเหลือช้างไทยของเราได้มากแล้วครับ ยิ่งที่อยู่ของช้างไทยทุกวันนี้ยิ่งเหลืออยู่น้อย(เพราะป่าไม้ถูกทำลาย) แต่หมีแพ้นด้ากลับมีที่อยู่ที่กินที่ดี (ที่อยู่ราคาเท่าไหร่คงทราบกันดีนะครับ) ผมเข้าใจครับว่าคนไทยเรากำลังเห่อ(หรือบ้าเห่อก็ไม่รู้) โดยส่วนแล้ว ผมเองก็ไม่ได้มีอคติอะไรกับหมีแพนด้าหรอกครับ ผมเพียงแค่อยากจะเตือนสติและเรียกสติของคนไทยเราที่กำลังเห่อหมีแพนด้าอยู่ให้กลับมานึกถึงบุญคุณของช้างไทยเราบ้าง(อย่าเห่อแพนด้าให้มาก) ถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่อีกไม่นานเราคงต้องนั่งเครื่องบินพาลูกหลานบินไปดูช้างที่ประเทศ ออสเตรเลีย แน่นอนเลยครับ....ฟันธง!!!!

คณิตนันท์ IE50 จันทร์เพ็ญ

คนเราผมว่ามันขึ้นอยู่กับข้านิยมของคนเราว่ามีผู้คนชอบอย่างใด อย่างไรมากกว่า เพื่อที่จะไม่ให้เราตกยุคทันสมัยกัน จึงมีผู้คนนิยมชมชอบมากและโดยที่ว่าแพนด้าน้อยและพังกำไร มันมีข่าวสารออกมากทุกหน่วยไม่ว่าทางทีวี และหนังสือพิมพ์ จำได้มีการช่วยเหลือด้วยกันหลายฝ่าย คนเรามักยึดติดกับค่านิยมซะส่วนใหญ่คับทำไงได้ละคับคนอื่นมีเราก็อยากได้บ้าง ควรคิดให้ดีก่อนว่าสิ่งไหนน่าตามและสิ่งไหนไม่น่าตามคับ อิอิ!!

ดร. ดร.ทินโน ขวัญดี

ผมอยากรู้ว่าชีวิตมนุษย์พันธุ์ไทยนั้นที่ทำงานกันอยู่ในอุตสาหกรรมเขาเคยคิดบ้างไหมว่าเขาจะอยู่รอดปลอดภัย มีชีวิตที่มีความสุข ความสมบูรณ์ มีอนาคตที่แน่นอน ไม่ตกทุกข์ได้ยาก ในยามเกษียรอายุงาน ก็มีความมั่นคง เหมือนกับคนที่รับราชการ ซึ่งผมก็อยากให้มันมีแบบนั้นจะได้ไม่ต้องมาดู วงเวียนชีวิตให้มันเศร้าอยู่ทุกวัน ในส่วนความคิดเห็นผมคิดว่าจะต้องทำ

1ความปลอดภัยที่เริ่มตั้งแต่การฝึกงาน ไม่อยากเห็นเช่น รร.ช่างขนส่งทหารบก

2ความปลอดภัยที่อยู่ระหว่างอายุงาน ขณะปฏิบัติงาน

3ความปลอดภัยหลังจากเกษียรอายุงาน ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นปัญหามาจากการทำงาน

ซึ่งผมเห็นว่าณ ปัจจุบัน แม้มีกฏหมายเข้ามาดูแลแล้วก็ตามแต่ยังไม่สิ้นสุดกระบวนการในการสร้างความมั่นใจและมั่นคงกับชีวิตคนงาน ในขณะเดียวกันการมุ่งเน้น จิตสำนึก และการผลักดันสู่การปฏิบัติยังไม่ดีพอ

แล้วท่านคิดว่าอย่างไร???????????????????????????????????

ช่วยตอบหน่อย

MR MANUCHA TAN2 NGOKCHAIYAPHUM

เกิดเป็นคนมันแสนลำบาก แย่งกันเกิด แย่งกันเรียน แย่งกันหางานทำ ชีวิตคนทำงานในงานอุตสาหกรรม คงหาความสุขได้ยาก ทำงานก็ต้องได้รับมลพิษ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ถึงแม้จะมีกฏหมายเข้ามาช่วยก็ไม่ดี หรือเรียกได้ว่าไม่มีผลใดๆเลยต่อสภาพแวดล้อมในการทำงาน ชีวิตทุกคนในอุตสาหกรรมรู้ดี ต้องรีบทำงานเพื่อเก็บเงินและเร่งที่จะทำโอทีที่จะได้เงินมากขึ้น ก็ยิ่งส่งผลให้รางกายความปลอดภัยน้อยลง จากการผักผ่อนไม่เติมที่