GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

คนส่วนใหญ่...ไม่สมบูรณ์แบบ (not perfect)

เหตุผลเป็นเรื่องของ "สมอง" เรื่องของความคิด ส่วนการให้อภัย ความรัก ความเมตตา เป็นเรื่องที่มาจาก "จิตใจ" โปรดอย่าได้เอาเรื่องเหตุผลซึ่งอยู่ตรงสมองมาเกี่ยวข้องกับเรื่องเมตตาที่มาจากส่วนของจิตใจเลยครับ ...เชื่อผมเถอะครับ จะได้ไม่ต้องเป็นแบบผม ที่ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ อย่างไม่รู้จักจบสิ้น ...

 

 ...และผมก็เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น จากการที่ต้องไปบรรยายในที่ต่างๆ ทำให้ผมได้สัมผัสกับความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ของผู้ที่ต้องติดต่อประสานกับผมอยู่เป็นประจำ  บ้างก็เป็นเรื่องในจดหมายเชิญบรรยาย ที่อาจใส่ชื่อ-นามสกุลผมผิดเพี้ยนไป เช่น จาก ประพนธ์ กลายเป็น ประพันธ์   หรือจาก  ผาสุขยืด  มาเป็น  ผาสุขยืน  เป็นต้น   ในช่วงแนะนำวิทยากรก็เช่นกัน บางแห่งก็ไม่ได้ใช้คำนำหน้าชื่อผมว่า "ดอกเตอร์"  หากแต่ใช้คำว่า "คุณ"  แทน    ตอนได้ยินครั้งแรกๆ จำได้ว่ารู้สึกหงุดหงิดใจอยู่พอสมควร เพราะรู้สึกเหมือนกับถูก "ลดขั้น" จากวุฒิการศึกษาปริญญาเอกมาเป็นปริญญาตรี อะไรทำนองนั้น ....ทำให้เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า "ตัวอัตตา  ego"  นี้ ช่างแรงเสียจริงๆ บางแห่งเวลาแนะนำประวัติวิทยากร ก็พูดสั้นเสียจนรู้สึกว่าไม่ให้ความสำคัญกับวิทยากร แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือ มีผู้แนะนำบางรายเมื่อเห็นประวัติ-ประสบการณ์ที่ค่อนข้างยาวของวิทยากร ก็พูดจนวิทยากรเริ่ม "รู้สึกผิด" ที่ตนใส่ประสบการณ์ด้านต่างๆ มาอย่างมากมาย (เกินไป !!)...... นี่ก็เป็นผลแห่ง "อัตตา  ego" อีกเช่นกันครับ

ผมเพิ่งจะรู้ตัวว่าอดีตที่ผ่านมา ผมเสียเวลา "หลง" หงุดหงิดไปกับเรื่องที่ "ไร้สาระ" ทำนองนี้ค่อนข้างมาก  ...จริงๆ แล้ว ไม่ว่านามสกุลของผมจะเป็น  "ผาสุขยืน" หรือ "ผาสุขยืด"  มันก็เป็นเพียงแค่นามสมมติ ไม่ว่าคำนำหน้าชื่อของผมจะเป็น "ดอกเตอร์" หรือเป็น "คุณ"  มันก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่เรา "สมมติ"  ขึ้นมาอีกเช่นกัน  อันที่จริงความผิดพลาดอะไรๆในทำนองนี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่คอขาดบาดตายหรือที่จะต้องมาซีเรียสอะไรนักหนา  ถ้าผมเป็นหัวหน้าของคนเหล่านี้ผมก็คงจะต้องทำหน้าที่เตือนให้เขาระมัดระวังยิ่งขึ้น  แต่นี่ผมไม่ใช่ "เจ้านาย" พวกเขา ผมคงต้องหันมาเล่นบทบาทเสียใหม่ให้ถูกต้อง....บทบาทที่ว่านี้ก็คือ จะต้องไม่ทุกข์ใจไปกับข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้น   ก็อย่างที่รู้กันแหละครับว่า  Nobody is perfect ! ไม่มีผู้ใดที่จะสมบูรณ์แบบเพรียบพร้อมไปทั้งหมด ดูตัวเราเองซิครับว่าสมบูรณ์แบบแค่ไหน  ถ้าเราสมบูรณ์แบบ เราก็คงจะไม่เก็บเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มาทำให้ตนต้องทุกข์รำคาญใจ  ถ้าเราสมบูรณ์แบบ เราก็คงจะสามารถ "ให้อภัย"  ได้แม้ในความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้

ผมเอง "โง่" ที่ไปทุกข์กับเรื่องทำนองนี้โดยไม่รู้ตัว บทเรียนที่ผมได้รับก็คือ จะต้องฝึกใจไม่ให้หงุดหงิดกับเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ และจะต้องฝึกใจให้รู้จัก "ปล่อยวาง" เรียนรู้ที่จะ "ให้อภัย" ได้โดย "ไม่ต้องใช้เหตุผล"  เหตุผลเป็นเรื่องของ "สมอง" เรื่องของความคิด  ส่วนการให้อภัย ความรัก ความเมตตา เป็นเรื่องที่มาจาก "จิตใจ" โปรดอย่าได้เอาเรื่องเหตุผลซึ่งอยู่ตรงสมองมาเกี่ยวข้องกับเรื่องเมตตาที่มาจากส่วนของจิตใจเลยครับ ...เชื่อผมเถอะครับ จะได้ไม่ต้องเป็นแบบผม ที่ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ อย่างที่ไม่รู้จักจบสิ้น

....เราลองมาฝึกพัฒนาเป็นมนุษย์ที่แท้ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบกันดีไหมครับ ...... ใครมีเทคนิคอะไรดีๆ ช่วยแบ่งปันเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ ...ขอต้อนรับ "กัลยาณมิตร" บนเส้นทางเพื่อการ "ก้าวข้ามอัตตาตัวตน" ทุกๆ คน...ครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): developmentholistichrdattitude
หมายเลขบันทึก: 9134
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 11
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (11)

สุขหรือทุกข์  อยู่ที่ใจ  มิใช่หรือ

ถ้าใจถือ  ก็เป็นทุกข์  ไม่สุกใส

ถ้าไม่ถือ  ก็เป็นสุข  ไม่ทุกข์ใจ

เราอยากได้  ความสุข  หรือทุกข์เอย

ผมเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์เล่าให้ฟัง ผมใช้วิธีฝึกเสมอๆว่า ความคิดที่ถืออัตตานี่เป็นเหมือนสิ่งแปลกปลอม ที่เข้ามารบกวนจิตใจ เกิดขึ้นเมื่อไรให้รู้ตัวว่า มีตัวแปลกปลอมนี่เกิดขึ้นแล้วปล่อยมันไป ทันบ้างไม่ทันบ้าง ในชีวิตประจำวันถ้าเกิดบ่อยๆก็ใช้มันเป็นแบบฝึกหัดไปเลยครับ 
ผมเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์เล่าให้ฟัง ผมใช้วิธีฝึกเสมอๆว่า ความคิดที่ถืออัตตานี่เป็นเหมือนสิ่งแปลกปลอม ที่เข้ามารบกวนจิตใจ เกิดขึ้นเมื่อไรให้รู้ตัวว่า มีตัวแปลกปลอมนี่เกิดขึ้นแล้วปล่อยมันไป ทันบ้างไม่ทันบ้าง ในชีวิตประจำวันถ้าเกิดบ่อยๆก็ใช้มันเป็นแบบฝึกหัดไปเลยครับ 

ผมเรียนจบวุฒิการศึกษา ม.6 ก็สุขสบายดีครับ ไม่ได้คิดว่าคนเรียนป. 4 จะต้องโง่ หรือคนจบดอกเตอร์จะต้องเป็นเทวดา ...ขอถือโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนะครับ

การปล่อยวางนั้น ใครเป็นผู้วาง และวางอะไร

การให้อภัย ใครเป็นผู้ให้อภัย และให้อภัยใคร

การปล่อยวาง การให้อภัยเป็นที่อยู่ของอัตตาทั้งนั้นครับ เมื่อมีการวางก็แปลว่ามีผู้ถือของ เอาของที่วางนั้นเป็นอารมณ์ เมื่อมีการให้อภัยแปลว่ามีผู้ถือโทษ เอาโทษนั้นเป็นอารมณ์

เช่นเมื่อมีคนเรียกชื่อเราผิดหรือแม้แต่เขามาทำร้ายร่างกายหรือจิตใจเรา เหตุคือเขาเพียงแต่ไม่สมบูรณ์ แต่เรารับเอาความไม่สมบูรณ์นั้นมาเป็นอารมณ์จนต้องปล่อยวาง จนต้องให้อภัย ทั้งยังโดยไม่มีเหตุผล แท้ที่จริงมีเหตุผลครับ ในเมื่อเขาไม่ได้ทำผิด เราก็ไม่มีเหตุให้ต้องปล่อยวาง ไม่มีเหตุให้ต้องให้อภัย วิธีการวางตัวของเรานั้นพระพุทธองค์ก็มีบัญญัติไว้ครับ ไม่ใช่ปล่อยวางและให้อภัย หากแต่คือเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา อุเบกขานี้ไม่ใช้ให้ "วาง" นะครับ แต่คือการไม่ถือเป็นอารมณ์

ในหนังสือเล่มหนึ่งของ Osho เคยกล่าวถึงสมัยที่พระพุทธเจ้าโดนพราหมณ์ผู้หนึ่งถ่มน้ำลายใส่ พระองค์ไม่ได้ปล่อยวาง และไม่ได้ให้อภัยพราหมณ์ครับ ท่านเพียงแปลกใจ สงสัย และถามพราหมณ์ว่า "พราหมณ์คับค้องใจอะไรหรือ มีเหตุขัดข้องอะไรจึงได้ทำกริยาเช่นนี้"  พระองค์ท่านไม่ได้ถือน้ำลายนั้นเป็นอารมณ์ แต่ท่านมองไกลไปกว่านั้นแล้ว

ขออาราธนาโอวาทธรรมของหลวงปู่ดูลย์ อตุโลมาณ.ที่นี้ด้วยครับ

จิตที่ส่งออกนอก                    เป็นสมุทัย

ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก  เป็นทุกข์

จิตเห็นจิต                             เป็นมรรค

ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต           เป็นนิโรธ

เตือนใจดีครับ เมื่อก่อนผมก็รู้สึกหงุดหงิดในใจเมือนกันเวลามีคนเรียกผมว่าพี่ แทนที่จะเรียกหมอ ก็ยึดติดตัวกูของกูเหมือนกัน ตอนนี้ก็ดีขึ้นเยอะ

ดิฉันอ่านแล้วอดเขียนไม่ได้ค่ะ เพราะเป็นเรื่องเล็กมากๆ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่มากเกินเหตุไปได้ด้วยอัตตาและการคิดที่แตกต่างกันไปนะคะ

โดยส่วนตัว ดิฉันมักจะเรียกผู้ที่ดิฉันรู้สึกคุ้นเคยว่า 'อาจารย์' แม้ว่าท่านผู้นั้นอาจจะมีตำแหน่งเป็นอธิการบดี หรือรอง ๆ ลงไป เลยรู้สึกได้จากข้อเขียนของอาจารย์ว่า เป็นไปได้มากที่ขัดหูผู้ใหญ่หลายท่านได้นะคะ แต่หากรู้ว่าเรียกไปเพราะรู้สึกดี ท่านอาจจะดีใจนะคะ

ที่จริง เวลารู้จักคนให้มากขึ้น รู้ว่าคิดและพูดเพราะอะไร เราน่าจะเข้าใจและปฏิบัติตนได้ดีขึ้นตามไปด้วย ว่ามั้ยคะ?

 

ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งคะที่เรียก ดร.ประพนธ์ว่าอาจารย์  เนื่องจากรู้สึกว่าเป็นความเคารพส่วนตัวในด้านความรู้ความสามารถ จึงยกย่องท่านว่าเป็นอาจารย์  ไม่ทราบว่าจะเหมาะสมหรือไม่ คราวหน้าคงต้องปรับตัวเองเสียใหม่แล้ว (จริง ๆ แล้วไม่รู้จักดร.ประพนธ์หรอกคะ เพียงแต่อ่านบล็อก และผลงานเขียนเท่านั้นเอง)

เคยมีประสบการณ์ในการใช้คำแทนผู้ที่เราพูดคุยด้วย มีอยูครั้งหนึ่ง ใช้คำแทนนายแพทย์ที่ดูแลคุณแม่ ว่าอาจารย์ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ ผมไม่ได้เป็นช่างทำผม ไม่ต้องมาเรียกอาจารย์ ก็เลยงง และไม่กล้าเรียกใครที่ไม่รู้จักว่าอาจารย์อีกเลย

...จำได้ว่าครั้งหนึ่งมีนักศึกษาปริญญาโทที่เรียนอยู่กับผม เรียกผมว่า "ด็อกเตอร์..." ผมฟังแล้วรู้สึกไม่ค่อยดีเลย อยากให้เขาเรียกว่า "อาจารย์" มากกว่า รู้สึกใกล้ชิดกว่า ....เห็นไหมครับว่า สิ่ง "แปลกปลอม" หรือ "สมมุติบัญญัติ" เหล่านี้ แท้จริงแล้วมันก็ไม่ตายตัว บางครั้งไม่เรียก "ด็อกเตอร์" ก็โกรธ แต่บางครั้งพอใช้คำว่า "ด็อกเตอร์" ก็กลับไม่พอใจ เอาแน่อะไรไม่ได้

...ผมเคยไปซื้อของในตลาดนัดที่เขาจัดในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผมเห็นแม่ค้าคนหนึ่งเขาขายของดีมาก ลูกค้ารุมซื้อมากมาย ได้สังเกตว่านอกจากอัธยาศัยของเขาจะดีแล้ว ยังได้ยินเขาใช้สรรพนามเรียกผู้ที่ซื้อของทุกคนว่า "อาจารย์"  ดูสีหน้าลูกค้าแล้วรู้สึกว่าพอใจกับการใช้สรรพนามนั้น ...วันนี้แค่นี้ก่อนนะครับ ขอบคุณทุกท่านสำหรับ Comment ...ทำให้ผมได้เรียนรู้ขึ้นอีกเยอะเลยครับ

...ขอต่ออีกนิดนะครับ ข้อสรุปหรือหลักปฏิบัติที่ผมใช้ในตอนนี้ก็คือ ...ไม่ว่าคนอื่นจะเรียกเราว่าอะไรก็ตาม เราจะต้องไม่ "ฟู" และจะต้องไม่ "แฟบ" แต่ตอนที่เราจะใช้สรรพนามเรียกใครก็ตาม อาจจะต้องศึกษาหน่อยว่าเขาชอบ (หรือไม่ชอบ) ที่จะถูกเรียกอย่างไร (ถ้ามีข้อมูลนะครับ) เพื่อจะทำให้เขาพอใจสูงสุด ...ทำได้แค่นี้ ก็มีความสุขแล้วล่ะครับ ...ผมมักจะเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า "แท้จริงแล้ว ชีวิตนี้แสนจะเรียบง่าย เบาสบาย เราเองต่างหากที่ไปทำให้มันหนัก และเกิดเป็นความทุกข์ใจ" ....ขอให้ทุกท่านมีสติที่ว่องไว เพื่อจะได้มีความสุขในทุกวินาที ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่หรือปีไหนก็ตามครับ

กำลังพักสมองก่อนทำงานต่อ เลยเข้ามาอ่านค่ะ

เห็นด้วยกับอาจารย์ประพนธ์ว่าอาจต้องศึกษาว่าผู้ถูกเรียกจะชอบแบบไหน แต่ในที่สุดแล้ว ใครจะไปตามรู้ใจใครได้ตลอด นอกจากตัวเราที่จะทำตัวเรียบง่าย เพราะเรายังไม่ค่อยรู้ใจเราเล้ยนะคะ!

เรื่องคำที่ใช้เรียกผู้อื่น เลยเป็นเรื่องของลางเนื้อชอบลางยาทั้งสิ้น และถ้าใจเรานิ่ง แถมคิดเชิงบวก ก็เป็นเรื่องดีทั้งนั้นนะคะ

ดิฉันเองขอแก้การเรียกนำหน้าจาก  'ดร.' มาเป็น 'คุณ' จนอ่อนใจ ก็เลยคิดขอบคุณในใจสำหรับการให้เกียรติเราอย่างมาก (แม้ยังรู้สึกเขิน ๆ ชอบกลอยู่ดีไงคะ เลยบอกกับตัวเองว่า จะเรียกไง จะรับหมดเลยค่ะ แม้แต่เรียกว่า Professor Dr. ก็เคย เลยรับไว้ในใจอย่างมีความสุข)

ต้องทำงานต่อแล้วค่ะ

ptk