BM.chaiwut
พระมหาชัยวุธ โภชนุกูล ฉายา ฐานุตฺตโม

เจาะ (เพ่ง), ความว่างเปล่า... ใคร? เป็นอย่างนี้บ้าง


เจาะความว่างเปล่า

ตั้งแต่ผู้เขียนจำความได้ ใจของผู้เขียนจะ เพ่ง อยู่ซึ่งบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งสิ่งนั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่ภายในใจ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร....

อ่านหนังสือ เรียนรู้จากประสบการณ์จริงก็หลายอย่าง แต่ใจของผู้เขียนก็ยัง เพ่ง อยู่กับสิ่งนั้น ที่มีอยู่ในใจ...

ช่วงเวลาใดที่ไม่ได้ เพ่ง สิ่งนี้... ผู้เขียนก็จะเอาใจไปผูกกับสิ่งอื่นๆ เช่น อ่านหนังสือ ดูหนังดูละคร หรือพูดคุยกับเพื่อนๆ บางครั้งก็กินเหล้าเมายาไปตามประสาวัยรุ่น....ระยะแรกก็รู้สึกสนุกไปกับสิ่งนั้นๆ โดยเฉพาะสิ่งใหม่ๆ... แต่ต่อมา ผู้เขียนก็ตอบตัวเองได้ว่า สิ่งเหล่านั้นมิใช่สิ่งที่ปรารถนา... และใจของผู้เขียนมา เพ่ง สิ่งนี้ ซึ่งมีอยู่ในใจ ....และเป็นอย่างนี้เสมอมา...

เมื่อมาบวช ได้อ่านหนังสือธรรมะ ก็รู้สึกว่าชอบ คล้ายๆ กับว่า นี้แหละคือสิ่งที่ค้นหามา คงจะถูกกับความชอบส่วนตัว....แต่ ใจของผู้เขียนก็ยัง เพ่ง สิ่งที่มีอยู่ในใจเหมือนเดิม....

เคยคุยกับเพื่อน หรือผู้ที่นับถือว่า ฉลาด มีพูมรู้บางท่าน... เค้าก็อธิบายให้ฟังไม่ได้... เมื่อประมาณสิบปีก่อน ผู้เขียนก็ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนผู้คุ้นเคยรูปหนึ่ง (เพื่อนเป็นพระ) เค้าบอกว่า คุณต้องพบคนประเภทเดียวกับคุณ และเค้าได้ผ่านจุดนี้ไปแล้ว เค้าอาจแนะนำคุณได้ ทำนองนี้... แต่ผู้เขียนก็ยังไม่เคยเจอ

จนกระทั้งปัจจุบันนี้ ใจของผู้เขียนก็ยัง เพ่ง สิ่งที่มีอยู่ภายในใจ ยังเหมือนเดิม ยังไม่เปลี่ยนแปลง...

คล้ายๆ กับว่า  ใจของผู้เขียน กำลังจะเจาะสิ่งนี้ แต่สิ่งนี้เป็นเพียงความว่างเปล่า...

นอกจากผู้เขียนเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้ว... ผู้เขียนเรียนปรัชญา เคยอ่านหนังสือปรัชญามาบ้าง (ตามที่ชอบและถูกใจ) ก็เคยถามตัวเองว่า.. การที่ใจของผู้เขียนพยายามที่จะเพ่งเพื่อเจาะความว่างเปล่านี้ เป็น เจตจำนง (will) ตามที่นักปรัชญาดังๆ บางคนว่าไว้หรือไม่ (ไม่สามารถอ้างชื่อคนหนึ่งคนใดได้ เพราะประมวลมาเพื่อตอบปัญหาของผู้เขียนโดยเฉพาะ)

ดังนั้น จึงใคร่จะถามว่า ใคร ? เป็นอย่างนี้บ้าง

เจริญพร     

หมายเลขบันทึก: 86984เขียนเมื่อ 28 มีนาคม 2007 02:23 น. ()แก้ไขเมื่อ 15 พฤษภาคม 2012 16:07 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (21)

กราบนมัสการพระคุณเจ้าครับ

ถ้าจะให้ตอบ ผมคนหนึ่งล่ะครับที่ผมไม่เคยเพ่งอะไรเลยครับ

แล้วก็มาถึงคำถาม ในเมื่อพระคุณเจ้านั้นได้เพ่ง อะไรอยู่ในใจ ตลอดเวลานั้น สามารถที่จะ imply หรืออนุมานได้ไหมครับว่า พระคุณเจ้านั้นมีสติระลึกกำกับอยู่ตลอดเวลาครับ

แต่อีกอย่างคือ แล้ว "ความว่างเปล่า" คืออะไรหรอครับ

กราบนมัสการพระคุณเจ้าด้วยความเคารพอย่างสูงครับ

P

คำว่า มีสติกำกับอยู่ตลอดเวลา หมายถึง มีสติสมบูรณ์ ....นี้คือ คุณสมบัติของพระอรหันต์ ...หลวงพี่ ไม่ใช่

ใจของหลวงพี่จะค้นหาบางสิ่งบางอย่าง แต่ไม่รู้ว่าอะไร คล้ายๆ พยายามที่จะ เจาะ สิ่งนั้นให้ทะลุ..

เรื่องใจ ป็นนามธรรม... เมื่อไม่สามารถอธิบายได้ว่า สิ่งนั้น คืออะไร ก็เลยสมมุติว่าเป็น ความว่างเปล่า...

นานมาแล้วเคยถามตัวเองว่า สูเจ้าปรารถนาสิ่งใดในชีวิต (คำถามประจำใจ ปัจจุบันก็ยังคงถามอยู่) คืนหนึ่งก็คิดได้ว่า..

ความปรารถนา เป็นสภาวธรรมที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยที่จะเข้ามเกื้อหนุนหรือบั่นทอน..

หลวงพี่ เคยให้ความหมายมนุษย์เล่นๆ ว่า...

มนุษย์ คือ ผู้ปรารถนาที่ไร้ความสำเร็จอย่างแท้จริง...

เจริญพร

  • กราบนมัสการหลวงพี่
  • กระผมได้รับข้อความหนึ่งมาครับ เลยเอามาฝากครับ "ศึกษาให้จริง ใจต้องมั่น ค้นให้พบ จบให้ได้" ผมกำลังดำเนินตามนี้เหมือนกันครับ แต่ไม่ใช่ความว่างครับ เป็นการค้นหาเพื่อหาคำตอบครับทางการวิจัยครับ
  • กราบขอบพระคุณครับ

    นมัสการ พระคุณเจ้า

ผมว่าท่านลองเพ่งไปที่ความว่างเปล่านั้น

ความว่าง คือความมีอยู่ แต่จะเป็นอะไรไม่รู้

ขออภัย เณรน้อย บังอาจสอนสังฆราช  ขอให้ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

กราบนมัสการพระคุณเจ้าครับ

  • ผมไม่มีภูมิธรรมใดๆ เลยไม่ทราบภาวะที่พระคุณเจ้าเป็นอยู่ครับ
  • แต่อยากมาแสดงความคิดเห็นเล็กๆ ครับ ว่า
  • ถึงเวลาที่พระคุณเจ้าต้องหาพระอาจารย์สักรูปแล้วมั้งครับ
  • ผมไม่เคยได้ยินว่าใครเป็นเช่นนี้มาก่อน(จากประสบการณ์ตัวเอง) แต่ผมว่าน่าสนใจครับ
  • น่าจะดีที่เราจะได้ทำความรู้จักกับอะไรก็ไม่รู้ (ผมไม่อยากใช้คำว่าความว่างครับ) ที่อยู่กับเรามาหลายปี

กราบงามๆ สามครั้งครับ

P

เมื่อแรกบวชก็อ่านหนังสือ ออกท่องเที่ยวแสวงหาอาจารย์..

อยู่มาจนกระทั้ง เค้าเรียกอาจารย์..

ก็ยังไม่เจออาจารย์....

หลวงพี่เลิกแสวงหาอาจารย์มานานเป็นสิบปีแล้ว...

เจริญพร

กราบนมัสการหลวงพี่(ขออนุญาตเรียกหลวงพี่นะครับ)ครับ

  • งั้นคงต้อง อัตตาหิ อัตตโน นาโถ แล้วล่ะครับ

กราบงามๆ สามครั้งครับ

กราบนมัสการพระคุณเจ้า

สำหรับดิฉันไม่มีประสบการณ์ส่วนตัวเรื่องการเพ่งที่เหมือนกับพระคุณเจ้า (ต่อจากนี้ขออนุญาตเรียกหลวงพี่นะคะ) แต่ตอนนี้พยายามปฏิบัติโดยการฝึกสติให้อยู่กับการกระทำ ไม่ว่าจะพิมพ์อยู่ คิดอยู่ ดูอารมณ์ หรืออื่นๆ โดยหลักคือพยายามปฎิบัติไปในทางมหาสติปัฏฐาน ๔ เท่าที่ตัวเองมีปัญญาเข้าใจ แต่ทั้งนี้ก็ไม่แน่ใจว่าตนเองทำถูกตามหลักหรือไม่

จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องความถูกต้องของวิธีการสักเท่าใดค่ะ เน้นที่ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ถ้ารู้สึกว่าได้ผล คือมีสติ และเห็นอารมณ์ ทันอารมณ์ เข้าใจธรรมชาติของสิ่งที่เกิดทันการณ์ ก็จะถือว่าพอใช้ได้ไปก่อน เท่าที่ผ่านมาก็พบว่าส่วนใหญ่พอจะดูทันค่ะ แต่ก็มีที่หลุดไปบ้างเหมือนกัน

เท่าที่อ่านจากที่หลวงพี่ได้เขียนอธิบาย ดูเหมือนกับว่าหลวงพี่จะมีสติอยู่ที่กิจกรรมที่กระทำอยู่แล้ว เวลาที่ไม่ได้มีกิจกรรมใดทำ ก็เหมือนกับจะเป็นความว่างเปล่า (ขอตีความเป็นอุเบกขา) แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะใช่หรือไม่ คงไม่อาจแนะนำได้ค่ะ เพียงแต่อยากแลกเปลี่ยนเท่านั้นค่ะ

    นมัสการครับพระอาจารย์

   ผมมีความรู้่สึกว่าบางครั้งการได้อยู่ที่เงียบๆกับตัวเอง

ผมมีความรู้สึกว่าตัวเองได้ความคิดอะไรมากมายในชีวิต

แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าใจตัวเองมีความอิ่มเอิบไปกับสิ่งที่คิด

จนบางครั้งก็ไม่อยากจะพูดจากับใครเลยมันเหมือนว่า

อยู่ตัวคนเดียวรู้สึกว่างสบาย

    ผมอยากทราบว่าความรู้สึกอิ่มเอิบนี้เป็นความว่างหรือไม่ครับ 

P

เห็นด้วย ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน

โก หิ นาโถ ปโร สิยา คนอื่น ใครเล่า ? จะพึงเป็นที่พึ่งได้

......

P

ตามที่เล่ามา เป็นสภาพจิตของอาตมาตั้งแต่จำความได้... ซึ่งพยายาม สื่อ ออกมาเป็นภาษา...

.....  

ไม่มีรูป
ลูกศิษย์

ก็ต้องให้ความหมายว่า ความรู้สึกอิ่มเอบ ในขณะนั้น ซึ่งคิดว่าเป็น ความว่าง นะ เป็นอย่างไร ?

.....

อนุโมทนาทุกๆ ท่าน ที่เข้ามาเยี่ยม

เจริญพร

พระอาจารย์ครับ...มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมเคยเพ่ง...

เพ่งกาย...เมื่อสมัยเป็นวัยรุ่น...ตอนนั้นมีคนท้าทายผมว่ากล้าหรือไม่ ที่จะจุดเทียนหน้ากระจกเงา แล้วเพ่งมองตนเองสักชั่วโมง...ผมลองดูจริง ๆ ครับ...ชั่วโมงแรกไม่เห็นมีไร พอชั่วโมงที่สองผมเริ่มเห็นผิวหนังผมในกระจกละลายย้อยลง(ราวกับหนังแอนนิเมชั่นสมัยนี้เลย)...ผมเกิดอาการกลัวขึ้นมาทันที...รีบเข้านอนแล้วไม่ทำอีกเลย...

 

เพ่งศีล... สมัยเรียนจบใหม่ ๆ อ่านวารสารแสงสูรย์ของชาวอโศก...โดนใจเข้าอย่างจัง...ลองปฏิบัตอยู่ช่วงนึง...ปรากฎว่าตอนกินเจเขี่ยทำให้ร่างกายแย่ลงถนัดใจ...ก็เลิกอีกเหมือนกัน

 

เพ่งจิต...ช่วงที่ผมบวช 21 วัน ผมพยายามเรียนรู้การติดตามดูจิตของตนเอง...ว่าจะไปทางไหน แล้วก็ตามไม่ทันครับ(เสียดายไม่มีครูดี ๆ เช่นพระอาจารย์...555)

 

จนถึงตอนนี้ ถ้ามีโอกาสผมว่าผมจะเพ่งสิ่งต่อไปนี้...

เพ่งความเห็นแก่ตัว

เพ่งความกลัว...

เพ่งความสงสัย...

เพ่งความว่าง...

 

 

กราบนมัสการพระอาจารย์

ได้ตามลิงค์มาจากบันทึก อยู่ไปวันๆ ไม่ดีตรงไหน ? ที่พระอาจารย์กล่าวว่า

ความเห็นของอาจารย์มีคุณค่าสูงยิ่ง และรู้สึกว่าตรงประเด็นที่สุด ตามชื่อบันทึกนี้....

อันที่จริงปัญหาของคน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมบวกกับการมองโลกของแต่ละคน...

สำหรับอาตมาเอง ปัญหาอยู่ที่นี้....

คล้ายๆ กับถูกสาปมาให้เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิด  (.....)

  •    ขออนุญาตกราบเรียนว่าอ่านแล้วไม่เข้าใจแน่ชัดว่า การเพ่งในใจที่มีมาตั้งแต่เกิด จะเป็นเรื่องเดียวกับการมีสมาธิและสติกำกับการกระทำหรือไม่
  • หากอ่านตามตัวอักษรก็คิดว่า ไม่ใช่
  • เมื่อรวมสองบันทึกเข้าด้วยกัน....ทำให้เหมือนกำลังเห็นพระอาจารย์ตกอยู่ในสภาพที่อึดอัดว่ายังไม่ได้คำตอบแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถึงคำถาม เหมือนกำลังเดินมาถึงจุดที่อยากตัดสินใจแต่ก็ยังไม่อยากตัดสินใจ อยากหาเหตุผลมาชั่ง มากำกับการตัดสินใจ
  •  สภาวะที่อ่านจากตัวอักษร คิดว่าพระอาจารย์ไม่ได้ต้องการคำตอบว่าควรเลือกทำอย่างไรหรืออะไรต่อไปข้างหน้า แต่ต้องการฟังคำอธิบายเพื่อเป็นเหตุผลให้เกิดความสบายใจในคำตอบที่พระอาจารย์มีอยู่ลึกๆตั้งแต่ต้นแล้ว(แต่ไม่แน่ใจว่าพระอาจารย์ชัดเจนในคำตอบของตัวเองหรือไม่)
  • พระอาจารย์เคยรู้สึกไหมคะว่า การศึกษาทางทฤษฎีมามากและมีความเข้าใจธรรมจากการเรียนและการปฏิบัติ รวมทั้งการอยู่ในสภาพของสงฆ์มานาน ทำให้การชั่งน้ำหนักของเหตุผลจากหลายๆสิ่งนั้นใช้เวลามากกว่าคนอื่นๆทั่วไป และยากที่จะอธิบายความรู้สึกให้คนอื่นๆจะเข้าใจ

เมื่อเขียนความคิดเห็นนี้แล้ว..ก็นึกเกรงอยู่อย่างว่า การกราบเรียนให้ความเห็นเช่นนี้จะเป็นการล่วงละเมิดพระสงฆ์หรือไม่....หากไม่เป็นการสมควรก็ขออโหสิกรรมในกรรมที่ได้กระทำด้วยเจตจำนงค์แห่งการแลกเปลี่ยนเช่นนี้ด้วยค่ะ

กราบสามครั้ง


P

จันทรรัตน์

 

จะไม่ใช้คำว่า สมาธิ และ สติ ซึ่งเป็นคำชั้นสูงในทางพระศาสนา และอาจทำให้ความคิดเห็นผิดเพี้ยนไปได้...

ความรู้สึก ? อาจารย์คงจะเข้าใจคำนี้ เมื่อเราตื่นจากหลับ รู้สึกตัวขึ้นมา นั่นแหละ ความรู้สึก...

ใจ ซึ่งรู้สึกนี้ มี ความมุ่งหวัง...  ความปรารถา... เจตจำนง... หรือ อะไรสักอย่างตามที่จะเรียกชื่อ  อยู่ด้วย... (ใจและความรู้สึกคนอื่นๆ อาตมาไม่ทราบ พูดเฉพาะตนเอง)

ใจและความรู้สึกนี้แหละ ปกติจะส่ายหาบางอย่าง... แต่ถ้าเราปิดกั้นไว้ ...เข้าไปกำหนดจับแล้ว รู้สึกว่ากำลัง เพ่ง หรือ เล็ง เพื่อจะส่ายหาบางสิ่งบางอย่าง และวิ่งไปยังสิ่งนั้น...

บางสิ่งบางอย่าง ที่ว่านี้ คล้ายๆ กับ ความว่างเปล่า ใจต้องการจะ เจาะ สิ่งนั้นให้ทะลุ และเป็นอย่างนี้ตลอด...

ส่วน สิ่งอื่นๆ เช่น การอ่านหนังสือ การขุดคุ้ยความทรงจำเก่าๆ การฟังเพลง ดูหนัง สวดมนต์ หรือการยุ่งอยู่กับการทำงานอื่นๆ ฯลฯ เป็นเพียงการเบี่ยงเบนใจออกไปจากการที่จะ เจาะความว่างเปล่า ที่ว่านี้ ...

เมื่อเบี่ยงเบนไปยังสิ่งอื่นๆ ข้างต้น สักระยะหนึ่ง ความรู้สึกจะบอกว่า นั่น ! มิใช่สิ่งที่ปรารถนา แล้วก็มาเพ่ง เพื่อจะเจาะความว่างเปล่านี้ อีกต่อไป...

อาตมาเป็นอย่างนี้ มาตั้งแต่เกิด ดังนั้น จึงไม่ค่อยสนใจเรื่องอื่นๆ เพราะนั่นเป็นเพียงสิ่งอื่นๆ ที่นำมาเป็นเครื่องเล่นของใจเท่านั้น...

..................

ส่วนประเด็นปัญหาอื่นๆ ที่อาจารย์ว่ามา...

  • เมื่อ รวมสองบันทึกเข้าด้วยกัน....ทำให้เหมือนกำลังเห็นพระอาจารย์ตกอยู่ในสภาพ ที่อึดอัดว่ายังไม่ได้คำตอบแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถึงคำถาม เหมือนกำลังเดินมาถึงจุดที่อยากตัดสินใจแต่ก็ยังไม่อยากตัดสินใจ อยากหาเหตุผลมาชั่ง มากำกับการตัดสินใจ.... ฯลฯ

อาตมามิได้อึดอัดว่าไม่มีคำตอบในชีวิตความเป็นอยู่ปัจจุบัน และมิใช่ว่ากำลังตัดสินในเรื่องสำคัญว่าจะกระทำอะไรในปัจจุบัน...

............ 

  • พระ อาจารย์เคยรู้สึกไหมคะว่า การศึกษาทางทฤษฎีมามากและมีความเข้าใจธรรมจากการเรียนและการปฏิบัติ รวมทั้งการอยู่ในสภาพของสงฆ์มานาน ทำให้การชั่งน้ำหนักของเหตุผลจากหลายๆสิ่งนั้นใช้เวลามากกว่าคนอื่นๆทั่วไป และยากที่จะอธิบายความรู้สึกให้คนอื่นๆจะเข้าใจ...

ประเด็นนี้ก็มิใช่ และนอกประเด็นออกไป จึงละไว้ 

......... 

เจริญพร  

สิ่งที่รู้ไม่ได้ไม่...จะมีก็สิ่งที่ไม่ได้รู้.....จะตามหาให้เหนื่อยทำไมอาจารย์นะ...ก็อยู่ใกล้เราอยู่แล้ว...สมเด็จพระบรมศาสดาไงละครับ...ทำตามแนวทางพระองค์ท่านสิ..แล้วท่านอาจารย์จะเจาะความว่างเปล่าที่ว่าได้..ทั้งยังพบกับพุทธองค์แน่นอน..ขอฟันธง

โย  ธมฺมํ  ปสฺสติ,โส  มํ  ปสฺสติ  ฯ

กราบนมัสการ krutoi ด้อยปัญญา ขอเป็นผูอ่านเพราะไม่อยากพายเรือตามจับพระจันทร์ในนำ

กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

P krutoi

 

ก็คงจะเป็นดังที่ครูว่านั่นแหละ แต่อาตมาก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เกิด ปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนี้...

เคยคิดเข้าข้างตัวเองว่า อาจเป็นบารมีธรรม (หรือเป็นเวรเป็นกรรม) ที่สร้างสมมาแต่อดีตชาติ และบ่มเพาะต่อไปเรื่อยๆ...

เจริญพร

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี