GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ทฤษฎีโลกใบเล็ก หรือ Six Degrees of Separation

แหม! โลกมันกลมซะจริง ๆ วนไปเวียนมากลับมาเกี่ยวดองกันหมดได้!

 

เพื่อนๆ ชาว GotoKnow เคยเจอเหตุการณ์ทำนองนี้ไหมครับ? 

เฮ้ย! จำผมได้รึเปล่า ...ผม ช้างไง ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ...

นี่แฟนผมเอง ชื่อ หน่อย’ ...”  

พอคุยไปคุยมาสักพัก คุณก็พบว่า คุณหน่อยแฟนของเพื่อนคุณที่มาเจอกันโดยบังเอิญนั้น กลับกลายเป็นญาติห่าง ๆ ทางฝ่ายคุณแม่ของคุณเอง!

 

  พอรู้อย่างนี้เข้าทั้งคุณและเพื่อนก็อาจจะเปรยขึ้นมาว่า แหม ! โลกมันกลมซะจริง ๆ วนไปเวียนมากลับมาเกี่ยวดองกันหมดได้!

อย่างไรก็ดี คุณก็อาจจะไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่า กลับไปเล่าให้ที่บ้านฟังว่า ตอนนี้เพื่อนเก่าของคุณดันกลายเป็นญาติคุณไปเรียบร้อยแล้ว!

 

  แต่เหตุการณ์ที่เราเรียกว่า โลกมันกลม นี่ล่ะครับ ที่มีบางคนสนใจกันจริง ๆ จัง ๆ แถมตั้งชื่อว่า

ปรากฏการณ์โลกใบเล็ก (Small World Phenomenon)

หรือ

 ปริศนาโลกใบเล็ก (Small World Problem)

 

ในปี ค..1929 (..2472) มีนักเขียนชาวฮังกาเรียนคนหนึ่งชื่อ Frigyes Karinthy ได้จินตนาการไว้ในเรื่องสั้นของเขาว่า...ถ้าสุ่มใครก็ได้ในโลกนี้ขึ้นมา 2 คน จะพบว่าคน 2 คนนี้จะอยู่ห่างกันไม่เกิน 5 ช่วงของการเช็คแฮนด์

ยกตัวอย่างเช่น ระหว่างนาย A อยู่ในฮังการี กับ นาย ก. อยู่เมืองไทยนั้น จะเป็นไปได้ว่า นาย A รู้จักกับนาย B ชาวอังกฤษซึ่งเคยเดินทางมาฮ่องกงและรู้จักกับนาย C ชาวฮ่องกง ส่วนนาย C นั้นเคยมาเที่ยวเมืองไทย และเคยมาพบกับนาย ข . เพื่อนของนาย . อีกที อะไรทำนองนี้

อย่างนี้เรียกว่า ระหว่างนาย A และ นาย ก. มีคนเป็นสะพานคั่นอยู่แค่ 3 ทอด เท่านั้น คือ นาย B, นาย C และนาย ข

 

วลาผ่านไปอีกราว 30 ปี คือ ในราวทศวรรษที่ 1960 ถึงได้มีนักวิชาการเริ่มศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง คือ นักรัฐศาสตร์ของ MIT ชื่อ Ithiel de Sola Pool และนักคณิตศาสตร์ของ IBM ชื่อ Manfred Kochen ซึ่งได้ลองคำนวณปัญหาในทำนองเดียวกันนี้ และพบว่า ระหว่างคน 2 คน ใด ๆ ในโลก จะมีคนอื่นที่รู้จัก 2 คนนี้เชื่อมโยงกันเป็นทอด ๆ โดยเฉลี่ยแค่ 3 คนเท่านั้น!

 

แต่ระยะห่างแค่ 3 นี่มันช่างน้อยจนน่าสงสัยเสียจริง! เรื่องนี้ทำให้ สแตนลีย์ มิลแกรม (Stanley Milgram) นักจิตวิทยาสังคมของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สงสัยเป็นอย่างยิ่ง

Stanley Milgram

 

  ด้วยความที่เป็นนักทดลอง มิลแกรมจึงได้คิดวิธีการทดสอบขึ้นเอง โดยเขาได้สุ่มชื่อของคนในรัฐแคนซัสและเนบราสกา ราว 300 คน และขอให้คนกลุ่มนี้ส่งต่อเอกสารไปยัง เป้าหมายซึ่งเป็นคนที่อาศัยในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ โดยในการส่งนั้น ผู้เริ่มส่งจะส่งเอกสารนี้ไปยัง คนกลางที่เขารู้จักซึ่งเขาคิดว่าน่าจะส่งเอกสารต่อไปยังเป้าหมาย (ที่เขาไม่รู้จัก) ได้ใกล้เคียงกว่า

 

  มิลแกรมรายงานว่า จำนวนคนกลางในการส่งเอกสารต่อเป็นทอด ๆ จนภารกิจเสร็จสิ้นนั้นมีค่าเฉลี่ยประมาณ 6 เท่านั้น

  

นี่คือ ที่มาของคำว่า

 Six Degrees of Separation

ซึ่งเสนอแนวคิดว่า คน 2 คน ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ท่านประธานาธิบดีจนถึงเด็กตัวเล็ก ๆ

จะมีคนที่รู้จักกันเชื่อมเป็นทอด ๆ ไม่เกิน 6 ช่วง! 


  

ละคร (ซ้าย) & ภาพยนตร์เรื่อง Six Degrees of Separation

 

ทฤษฎี อยู่ห่างแค่ไหน ก็ไม่ไกลเกิน 6 ช่วงนี้ ถูกขยายผลโดยการนำไปทำเป็นละครบรอดเวย์และภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน แถมยังถูกดัดแปลงไปเป็นเกมที่เรียกว่า Six Degrees of Kevin Bacon ที่คุณพาธา อินทรธรรม เจ้าของคอลัมน์ Bite Me! ในนิตยสาร IMAGE ได้กรุณาขยายความให้ฟังว่า

  อย่างที่เขาบอกว่า เควิน เบคอน เป็นศูนย์กลางฮอลลีวู้ด ใช่มั้ยล่ะ เพราะสมมุติว่าจะโยงดาราคนหนึ่งเข้ากับอีกคนหนึ่ง ก็จะต้องผ่านพ่อเควินเสมอ

เช่น จะโยง จูเลีย โรเบิร์ตส เข้ากับทอม ครูซ ก็ต้องบอกว่า

  •  จูเลียเคยเล่นหนังกับเควินเรื่อง Flatliners
  •  แล้วเควินเคยเล่นหนังกับ เควิน (คอสต์เนอร์) เรื่อง JFK
  •  เรื่อง JFK ผู้กำกับคือ โอลิเวอร์สโตน
  •  ส่วนโอลิเวอร์เคยกำกับทอม ครูซ ใน Born on the Fourth of July เป็นต้น

  อย่างนี้เรียกว่า ... โยงได้แค่ 4 ทอดเท่านั้น

 

ที่น่าสนใจคือ มีคนนำข้อมูลจริง ๆ เกี่ยวกับดาราราว 100,000 คน ที่เกี่ยวข้องกับเควิน เบคอน ทั้งที่มีชีวิตอยู่และชีวิตหาไม่ไปแล้ว พบว่าระยะห่างจากดาราทั้ง 100,000 คน กับพ่อเบคอนนี่ มีค่าเฉลี่ยออกมาแค่ 2.918 เท่านั้น! (น่าสงสัยอีกแล้ว

 

เรื่องนี้ถูกทิ้งไว้เป็นปริศนาลึกลับในวงวิชาการมานาน จนถึงยุคเทคโนโลยีสารสนเทศครองโลก นักวิจัยของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียนำโดย ดันแคน วัตต์ส (Duncan Watts) ก็หยิบปริศนาโลกใบเล็กขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง คราวนี้จะทดสอบกันทั่วโลกบนอินเทอร์เน็ต โดยใช้อีเมล์

 

 

  Duncan Watts

 

 วิธีการโดยย่อคือ ขอให้ผู้ร่วมการทดลองกว่า 50,000 คน จาก 171 ประเทศทั่วโลก ส่งอีเมล์ไปยังเป้าหมายหนึ่งคน จากตัวเลือกทั้งหมด 18 คน ซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลก โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะทำการตรวจติดตามการเดินทางของอีเมล์ที่ส่งออกไปทุกฉบับว่า ไปถึงไหนและผ่านไปกี่มือแล้ว (ใครสนใจอยากร่วมสนุก ลองเข้าไปที่เว็บเพจที่ให้ไว้ท้ายบทความได้ครับ)

 

นักวิชาการที่สนใจขุดเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่บอกว่า ปรากฏการณ์นี้สำคัญ เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจเครือข่ายต่าง  ๆ ทั้งในธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น ตั้งแต่....

  • การทำงานของสมองซึ่งประกอบไปด้วยเครือข่ายของเซลล์ประสาทจำนวนมาก
  • การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตซึ่งมีคนใช้งานมหาศาล
  • ระบบเศรษฐกิจอันซับซ้อนที่มีผู้คนและองค์กรต่าง ๆ เกี่ยวข้องมากมาย
  • การแพร่ของข่าวลือ และ
  • การแพร่ระบาดของโรคต่างๆ อีกด้วย!

 

แต่ใช่ว่านักวิชาการจะเห็นด้วยกับแนวคิด Six Degrees of Separation ไปซะทั้งหมด อย่างเช่น จูดี ไคล์นเฟลด์ (Judith Kleinfeld) นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอลาสก้าในแฟร์แบงค์ส (University of Alaska in Fairbanks) ได้ลองไปสืบค้นงานวิจัยของมิลแกรม และพบหลักฐานบางอย่างที่ทำให้ข้องใจ เช่น จากจดหมายราว 300 ฉบับที่ส่งออกไปนั้น มีแค่ 29% ที่ไปถึงมือผู้รับเป้าหมาย และค่าเฉลี่ยที่อ้างว่าเท่ากับ 6 นี้ ก็คิดมาจากจดหมายที่ส่งแล้วถึงที่หมายเท่านั้น ไม่ได้คิดจากจดหมายเริ่มต้นทั้งหมด เป็นต้น

 

  ไคล์นเฟลด์ยังฟาดหางมาที่การทดลองชุดใหม่บนอินเทอร์เน็ตด้วยว่า การใช้อีเมล์นี่พลาดประเด็นสำคัญไป เพราะถ้ามองทั้งโลกจริง ๆ แล้ว แม้จะมีคนใช้คอมพิวเตอร์มาก แต่กลุ่มคนเหล่านี้มีรายได้และการศึกษาในระดับที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะคนที่มีรายได้น้อย หรือคนที่ด้อยโอกาสก็จะไม่มีทางได้รับการติดต่อโดยอีเมล์ 

 

เธอยังหยิกแถม (แกมหยอก) ด้วยว่า

  ดิฉันคิดว่า พวกนักวิทยาศาสตร์นี่อยู่ในโลกแคบของตนเองจริง ๆ

 

 


 

ได้รับฟังความคิดของฝรั่งมาพอสมควรแล้ว

เพื่อนๆ ชาว GotoKnow ล่ะครับคิดว่า

Six Degrees of Separation นี่มีส่วนจริงแค่ไหน? ภายใต้เงื่อนไขอย่างไร?

ในโลกของ Social Media ตัวเลขระยะห่างนี้ยังคงเป็น 6 อยู่หรือไม่? 

 


แนะนำขุมทรัพย์ทางปัญญา 


ประวัติของบทความ : เขียนโดย บัญชา ธนบุญสมบัติ

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร สารคดี และรวมเล่มในหนังสือ Know How & Know Why : กฎพิสดาร ปรากฏการณ์พิศวง

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): six degrees of separationsmall world phenomenon
หมายเลขบันทึก: 82678
เขียน:
แก้ไข:
ดอกไม้: 1
ความเห็น: 50
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (50)

เป็นทฤษฏีที่น่าสนใจมากๆเลยค่ะอาจารย์ ^__^

  • อ่านแล้วชวนให้คิด
  • แล้วก็ให้รู้สึกว่า อาจารย์มีสำนวนการเขียนที่น่าสนใจด้วยล่ะ  เป็นการเขียนบทความวิชาการ ให้อ่านเหมือนกับอ่านนิยายสืบสวนสอบสวนเลยค่ะ มีทั้งเรื่องราว การโยงใยดำเนินเรื่อง การหยอดทิ้งปริศนาให้ชวนติดตามอ่าน ตัวละครในบทความเหมือนกับมีการเจราจากันได้
  • ดังนั้นเวลาอ่านบทความของอาจารย์ ทำให้อ่านไปลุ้นไป ตื่นเต้น ว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไปนะ อย่างกับดูรายการสารคดีของช่อง discovery เลยน่ะค่ะ  สนุกดีค่ะ ชอบค่ะ
  • สนใจกลวิธีการเขียนของอาจารย์ด้วย ขอแอบศึกษาหน่อยนะคะ
  • ^___^

อยากอ่านหนังสือ และรวบรวมองค์ความรู้ได้อย่างอาจารย์บ้างครับ ต้องขอฝึกปรือวิทยายุทธกับอาจารย์บ้างซะแล้ว จะได้มีความรู้รอบแบบนี้บ้างครับ

ขอบคุณที่ให้ความรู้ใหม่ๆอีกแล้วครับ

  • อาจารย์เขียนสนุกน่าติดตามมาเลยครับ เป็นครั้งแรกที่เคยได้ยินเลยครับ
  • ผมว่าเราน่าจะลองกับ gotoknow ดูนะครับว่าเป็นไปตาม six degrees of seperation หรือเปล่าเริ่มจากผมกับ ดร.บัญชาไม้ครับ :>

เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจครับ...

แต่คงพิสูจน์ยากอยู่ครับ เพราะปัจจัยทางสังคมควบคุมยากครับ...

อ่านแล้วเพลินดีครับ...ขอบคุณครับ...

สวัสดีครับ อ. Kae ครับ

        ผมขอเดาว่า ระหว่างอาจารย์กับผม มีคนคั่นอยู่ไม่เกิน 3 คน ครับ - ทำไม?

       ผมรู้จัก ดร. เป็นหนึ่ง วานิชชัย ที่ AIT ดังนั้น

  • หากอาจารย์รู้จักกับ ดร. เป็นหนึ่ง อยู่แล้ว ก็แสดงว่า degree of separation = 1
  • หากอาจารย์ไม่รู้จัก ดร. เป็นหนึ่ง แต่ ดร.เป็นหนึ่ง รู้จักกับ Advisor ของอาจารย์ Kae อย่างนี้ degree of separation = 2
  • ในกรณีที่มากที่สุด ดร.เป็นหนึ่ง กับ Advisor ของอาจารย์ไม่รู้จักกัน แต่ทั้งคู่น่าจะรู้จักกับใครสักคนใน AIT (เช่น ท่านอธิการบดี - President) ในกรณีนี้ degree of separation = 3 

เขียนเป็นแผนภาพเชิงเส้นได้อย่างนี้ครับ

ผม-ดร.เป็นหนึ่ง-ท่านอธิการบดี AIT-Advisor ของอาจารย์ - อ.Kae

แต่เนื่องจากอาจารย์กับผมรู้จักกัน (แบบ virtual) ทาง GotoKnow แล้ว ก็ถือว่า degree of separation = 0 ก็แล้วกัน ;-)

 

สวัสดีครับ คุณ k-jira & คุณนักลงทุนเงินน้อย

          ข้อคิดเห็นที่ให้มาเป็นกำลังใจอย่างสูง ขอบคุณครับ :-)

          ผมมีความเชื่อลึกๆ ว่า เราทุกคนใน GotoKnow จะเติบโตไปด้วยกันครับ แค่ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความรู้สึก มุมมอง & ประสบการณ์ต่างๆ กันมานี่ ผมก็ได้เรียนรู้อะไรสนุกๆ และมีประโยชน์มากมายทีเดียว

          ก็เลยคิดว่าแต่ละท่านคงจะมีความรู้สึกคล้ายๆ กัน (เอ...เหมายกเข่งแบบนี้ใช้ได้ไหมหว่า?...แหะ...แหะ)

ขอขอบพระคุณอาจารย์บัญชา...

  • ก่อนอ่านบันทึกนี้... ผมคิดว่า คนในโลกห่างไกลกันหลายร้อย หลายพัน หลายหมื่นช่วง
  • บันทึกของอาจารย์ทำให้เข้าใจผลกระทบของความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย...

ขอขอบพระคุณครับ...

อ่านแล้วสนุกมากค่ะ ขอบคุณพี่ชิวมากค่ะ ขออนุญาตนำไปลิ้งค์ไว้ที่บันทีกนี้นะค่ะ http://gotoknow.org/blog/tutorial/82662

  • น่าแปลกใจนะครับ ที่บล็อกแรกของผมก็ชื่อ บันทึกโลกใบเล็กชั่วคราว ณ ดุนยาสถาน (my little world) ต่อมารู้สึกว่าชื่อยาวไปเลยตัดเหลือ "บันทึกโลกใบเล็ก"ครับ
  • ในมุมมองของศาสนาอิสลาม ระบุว่า มนุษย์ทุกคนในโลกใบนี้มีต้นกำเนิดมาจากมนุษย์คู่แรกของโลกคือ "อาดัม กับฮาวา" บางครั้งอัลกุรอานเรียกมนุษย์ว่า "อิบนุ อาดัม" หรือ "ลูกหลานอาดัม"
  • ถ้ามองจากมุมนี้ "มนุษยชาติก็เป็นพี่น้องกัน" ดังคำขวัญที่ว่า "We all are brothers"
  • ขอความสันติจงมีแด่ทุกท่านครับ
น่าสนใจมากครับ ขอขอบคุณอาจารย์มาก
  • ว้าว เคยเจอกับตัวมาแล้ว
  • มีนเล่น msn ประจำ มีคนใหม่เข้ามาคุยด้วย ซึ่งเขาเอาเมล์จากอีเมล์ส่งต่อกันมาเรื่อยๆ
  • พอคุยไปมา ก้อรู้ว่าเป็นเพื่อนของพี่ของมีนเอง
  • มีนรู้จัก blog นี้จาก หนังสือพิมพ์เสาร์สวัสดี พออ่านแล้วเป็นแฟนทันที อ่านทุกเสาร์เลย
  • ขอชื่นชมว่า blog ของพี่สุดยอดเลย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกท่าน

  • ขอบคุณอาจารย์จันทวรรณที่ช่วย link เรื่องนี้กับเรื่องดีๆ อย่างปาฏิหาริย์ GotoKnow นะครับ.... เป็นมงคลชีวิตอันหนึ่งทีเดียว :-)
  • เรื่อง โลกทั้งผอง...ล้วนพี่น้องกัน  อาจมองจากมุมทางภาษาก็ได้เหมือนกันครับ (ดู link ที่ให้ไว้)
  • สวัสดีครับคุณมีน ยินดีที่ได้เจอแฟนคอลัมน์จากเสาร์สวัสดี นะครับ พี่เพิ่งเขียนบทความสำหรับเสาร์ที่ 17 มีนา นี้เสร็จเมื่อวาน ตอนนี้กำลังปั่นต้นฉบับล่วงหน้าสำหรับสัปดาห์ต่อไปอยู่ครับ ดังคติสำหรับนักเขียนของ หนุ่ม เมืองจันท์ ที่ว่า

                     "อต้นฉบับค้างคา ปรมา ลาภา"

           "การไม่มีต้นฉบับค้างคา เป็นลาภอันประเสริฐ"

ไว้คุยกันใหม่ครับ ตอนนี้ขอไปปั่นต้นฉบับต่อ...วิ้วววว...

 

ดิฉันเคยได้ยินหลักการอันนี้มาพักหนึ่งแล้วค่ะ แล้วก็เคยสงสัยเหมือนกัน แต่ตอนหลังๆ ก็มาพบว่าโลกค่อนข้างกลมจริงๆ คือรู้จักกันไปมาไม่น่าจะเกิน 6 ทอดจริงๆ แต่ทฤษฎีนี้อาจใช้ได้เฉพาะกับคนที่รู้จักคนมากๆ

(ต่อค่ะ กดผิดอีกแล้ว ข้อเสียของการพิมพ์สัมผัสที่ไม่ชำนาญจริง)

.....ใช้ได้เฉพาะกับคนที่รู้จักคนมากๆ หรือ เป็นที่รู้จักมากๆ หรือเปล่าคะ อันนี้น่าจะเพิ่ม probability ได้พอสมควรค่ะ

 

สวัสดีครับ อ.กมลวัลย์

        แนวคิดเรื่อง Six Degrees of Separation นี้อ้างว่าใช้ได้กับทุกคนในโลกครับ แต่คนที่ยังสงสัย (skeptics ทั้งหลาย) ทักคล้ายๆ กับที่อาจารย์ว่ามาเลยว่า ใช้กับคนที่อยู่ในแวดวงเดียวกัน หรือคนที่มีการเชื่อมต่อ (connection) กับผู้คนค่อนข้างมากหรือเปล่า?

        ผมขอลองคิดเล่นๆ นะครับว่า อาจารย์กมลวัลย์ กับคนดังอย่างเช่น Al Gore ห่างกัน (ไม่เกิน) กี่ช่วง?

  • อาจารย์ รู้จักกับ ผม (ใน G2K)
  • ผม รู้จักกับ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์
  • ดร.ยงยุทธ รุ้จักกับ พลเอกสุรยุทธ์
  • พลเอกสุรยุทธ์ รู้จักกับ George W. Bush, Jr.
  • George W. Bush, Jr. รู้จัก Al Gore

       แบบนี้ระหว่างอาจารย์กับ Al Gore มีคนคั่นอยู่แค่ 4 คน เท่านั้น (Degree of Separation = 4)

       แต่ที่ว่าไปนี้คือกรณีที่มากที่สุด ติ๊งต่างว่า อาจารย์รู้จักกับ Al Gore อยู่แล้ว ก็จะทำให้ Degree of Separation = 0 ครับ (กรณีที่น้อยที่สุด)

เคยอ่านเจอสถิติแปลทำนองนี้ เช่น มีคนสักกี่คนมารวมกันในห้อง แล้วพบว่าเกิดวันเดือนเดียวกัน คำนวณแบบ combination/permutation ก็น่าจะเป็น 365-C-2 (ใช่ไหมหว่า? ชักเลือนๆไปแล้ว) หรือคำนวณดื้อๆก็คือสัก 365 คน เท่ากับจำนวนวันในหนึ่งปี

แต่ปรากฏว่าแค่ไม่กี่คนก็จะเจอปรากฏการณ์นี้

ผมหาเลขไม่เจอแล้ว เข้าใจว่าอ่านเจอตอนกำลังค้นเรื่องอะไรของ Carl Jung อยู่ก็ไม่รู้ และเขาได้สรุปประเด็นน่าสนใจไว้ว่า possibility ของอะไรที่น้อยๆ แต่เกิดจนเราคิดว่ามัน "ไม่บังเอิญ" หรือว่า "มีอะไรกำหนด" นั้นจนบางทีกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เวทมนต์คาถา แต่เป็น "กลทางสถิติบวกการรับรู้" ของมนุษย์

ปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้นที่บอกว่าโอกาสมีแค่ 1 ในล้านนี่น มนุษย์บนโลกมี 6,000,000,000 คน แปลว่าเกิดขึ้น 6000 episodes แถมนั่นเป้น ต่อ ณ เวลาหนึ่งๆ แต่เหตุการณ์ต่างๆของแต่ละปัจเจกมีเป็นหมื่นๆพันๆ events ต่อ subject คูณเข้าไป ปรากฏการณ์ที่เราเรียก "หนึ่งในล้าน" นั้น อาจจะเกิดวันละหลายหมื่น หรือแม้แต่แสนครั้งก็ยังได้

สวัสดีค่ะอาจารย์ P ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ

ดีนะคะที่ได้รู้จักกับอาจารย์ ใน G2K ไม่งั้นไม่มี connection กับดร.ยงยุทธ พล.อ. สุรยุทธ์  Bush แล้วก็ Gore ด้วยค่ะ ;o)

ประเด็นที่อาจารย์หมอ P Phoenix ว่าไว้ก็น่าสนใจทีเดียวค่ะ โอกาสที่ดิฉันจะได้รู้จักกับ Al Gore โดยตรง (0 degress of separation) ก็น่าจะเป็นไปได้ใช่ไหมคะ ; )

ผมเจอ reference เรื่อง birthdate แล้วครับ ลองอ่านดู น่าสนใจทีเดียวเจียว

สวัสดีค่ะอาจารย์บัญชา

  • แวะมาเยี่ยมบันทึกของอาจารย์อีกครั้งค่ะ
  • เคยเีรียนเรื่องทำนองนี้ค่ะ อาจารย์ท่านหนึ่งเลคเชอร์เรื่องนี้ในวิชา Bioinformatics นะคะ แต่ขออภัยที่จำรายละเอียดไม่ได้ค่ะ พอมาอ่านบันทึกของอาจารย์บัญชา จึงนึกถึงเลคเชอร์นั้นขึ้นมาได้ลาง ๆ ค่ะ
  • ขอบคุณสำหรับบันทึกดี ๆ นะคะ
..ณิช..

สวัสดีครับทุกท่าน

        ช่วงนี้ผมไปหลงระเริงอยู่กับงานสัปดาห์หนังสือฯ เลยเข้ามาตอบช้าหน่อยครับ ;-)

...................................................................................

สวัสดีครับ อาจารย์ Phoenix :

         ขอบคุณมากครับสำหรับ link เกี่ยวกับเรื่อง Coincidence ที่ส่งมาให้ ผมสนใจเรื่องพวกนี้มาก และเคยเขียนเรื่อง 'ทำไมเราถึงเจอคนที่เกิดวันเดียวกันอยู่บ่อยๆ' ไปลงนิตยสาร สารคดี และตีพิมพ์รวมเล่มไปแล้ว

         จากการคำนวณใน link ที่อาจารย์ส่งมาให้ แสดงให้เห็นว่า หากมีกลุ่มคนเพียงแค่ 23 คน ก็จะทำให้ความน่าจะเป็นที่จะมีคนสองคนในกลุ่มนี้ฉลองวันเกิดตรงกัน > 50%

        ตัวเลข 23 นี่น่าสนใจนะครับ ผมเลยลองเอาไปประยุกต์กับจำนวน อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย นับจนถึง พตท. ทักษิณ ซึ่งเป็นคนที่ 23 พอดี ซึ่งตามทฤษฎีนี้ทำนายว่า มีโอกาสเกิน 50% ที่จะมีอดีตนายกฯ 2 คนที่มีวันเกิดตรงกัน

        ปรากฏว่ามีถึง 3 คนครับ ได้แก่

  • ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ (เกิด 5 เมษา 2450)
  • นายธานินทร์ กรัยวิเชียร (เกิด 5 เมษา 2470)
  • พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน (เกิด 5 เมษา 2475)

       เรื่องของ Carl Jung ที่อาจารย์พูดถึงนี่ ใช่เรื่อง Synchronicity หรือเปล่าครับ ถ้าใช่ ก็เป็นเรื่องออกแนวลึกลับ ผสมพรหมลิขิตเหมือกันนะครับ

       ส่วนอันสุดท้ายนี่ น่าจะเป็น The Law of Large Numbers ครับ และเป็นอย่างที่อาจารย์ว่า คือ แม้โอกาสจะมีน้อยนิด แต่เกิดขึ้นทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง เพราะจำนวนคนในโลกมีมากเหลือเกิน

สวัสดีครับ อาจารย์กมลวัลย์

        แหม! ผมก็ยกตัวอย่างที่ว่าไปนั้น ให้ตัวเลขออกมาเยอะนะครับ จริงๆ แล้วอาจารย์อาจจะรู้จักกับใครสักคนที่อเมริกา ซึ่งคนๆ นี้อาจจะรู้จักกับ Al Gore อย่างนี้ Degree of Separation = 1 ครับ ;-)

       เคยเข้าไปค้นใน Net ปรากฏว่ามีคนเอาทฤษฎีนี้ไปเล่นสนุกๆ เช่น ระหว่าง ยายไฮ กับ บินลาดิน ห่างกันกี่ช่วง? แล้วเขาก็ไล่ให้ดูว่า

      ยายไฮ รู้จัก ทักษิณ ซึ่งรู้จัก George Bush ซึ่ง (ต้อง) รู้จัก บินลาดิน

      คือ ระหว่าง ยายไฮ กับ บินลาดิน นี่ห่างกันแค่ 2 ช่วงเท่านั้นครับ 8-)

 

สวัสดีครับ ณิช

       ไม่กล้าเรียก 'อาจารย์ณิช' แล้วครับ...กลัวคนโดนเรียก 'เขินนนนน...' 5555

       เดี๋ยวพี่จะแวะไปเยี่ยมที่ blog นะครับ

ขอบคุณนักวิทยาศาสตร์ ที่ค้นคว้าเรื่องกฎแห่งกรรม เป็นมุมมองที่พอจะเห็นได้อย่างรางๆ

คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาที่เขียนบนพรมไหม?

สมมุติว่าเราเคยเกิดมาแล้วแสนๆกัปป์ โอกาศที่เราทุกคนในโลกนี้ได้ก่อกรรมไว้ซึ่งกันและกันจึงมากกว่า 1 อย่างแน่นอน

เป็น set ที่มีสมาชิกสัมพันธ์กันโดยไม่ขึ้นกับกาล เช่น

  • กรรมดีที่ไอสไตน์ทำไว้ ให้ผลมาถึงพวกเราทุกคนจนถึงปัจจุบันนี้ ในทางตรงกันข้าม ผู้ใช้กรรมดีของเขาไปสร้างอาวุธทำลายล้างกัน ก็ส่งผลของกรรมดำมาถึงพวกเราทุกๆคนด้วย อย่างน้อยสุดคือความหวาดกลัวภัยสงครามนิวเคลียร์ เป็นต้น  

ไม่มีอะไรบังเอิญ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ มีผล โชคชะตาที่เขียนบนพรมก็เช่นเดียวกัน

 

 

อาจารย์จันทวรรณเคยเปรยเรื่องนี้นานแล้ว  รู้สึกว่าน่าสนใจ กะว่าจะไปหาอ่านเพิ่มแต่ยังไม่ได้ทำ  บันทึกนี้ของอาจารย์ทำให้กระจ่างมากขึ้นเลยค่ะ   แถมอ่านได้อย่างสนุก ชวนติดตามมากๆ  ขอบคุณค่ะ

สวัสดีครับ อาจารย์หมอปารมี

        ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ

        ทฤษฎี Six Degrees of Separation นี่ บางคนก็ขยายความเกินไปกว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนด้วยครับ คือ ตีความว่าเป็นสิ่งต่างๆ 2 สิ่ง อะไรก็ได้ จะมีความสัมพันธ์กันไม่เกิน 6 ช่วง 

        'สิ่งต่างๆ' ที่ว่านี้อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่ก็ได้ เช่น เป็นสิ่งของ เครื่องหมาย แนวคิดเชิงนามธรรม ฯลฯ (ใครที่แวะผ่านมาตรงนี้ แล้วสนใจก็ลองคิดเล่นๆ ดูได้ครับ) 

สวัสดีครับอาจารย์

มาลงชื่อ ขอนำบทความนี้ไปอ้างอิงด้วยคนครับ
ผมเขียนไว้ในบันทึกที่ http://gotoknow.org/blog/theink/182426 ครับ

ขอบคุณครับ

  • ลงชื่อเข้ามาอ่านครับ
  • กำลังคิดว่า  สิ่งต่างๆ 2 สิ่ง อะไรก็ได้ จะมีความสัมพันธ์กันไม่เกิน 6 ช่วง ??? เอ...

สวัสดีครับ คุณ P  TheInk

       เชิญตามสบายครับ ขอบคุณที่แจ้งมานะครับ

ปล. ว่าแต่ผมยังงงๆ อยู่กับ Web 2.0, Web 3.0 เลย ;-)

สวัสดีครับ คุณ P กวิน

       ใช่แล้วครับ มีคนขยายขอบเขตการใช้งานของทฤษฎนี้ไปใช้กับสิ่งต่างๆ อะไรก็ได้ ว่ามีความสัมพันธ์กันไม่เกิน 6 ช่วงด้วย

 

สวัสดีครับพี่ชิว

ขอนำทฤษฎี Six Degrees of Separation ที่พี่เขียนไว้ไปอ้างอิงในบทความที่ผมเขียนนิดนึงนะครับกระผม และขออนญาตทำลิงค์มาที่ บล็อกนี้นะครับ

ผมเขียนบทความเรื่อง เขียนคิ้วทาปาก ผู้รากมากดี @ 193836
แต่ยังเขียนไม่จบ นะครับ กำลังปั่นๆอยู่ ขอบคุณล่วงหน้าครับพี่ อ่านแล้ว ดำหนิดำเนียน (ติเตียน) ได้นะครับ

สวัสดีครับ น้องกวิน

          ได้เลยๆ

          ตามไปอ่านแล้ว แต่ยังไม่ได้เก็บรายละเอียด ซึ่งมีเยอะมั่กๆ

          พี่ว่าถ้ารวบรวม + ทำ final edit เสร็จ ลองพิมพ์ขายไหม?

 

อ.บัญชาคะ

ความจริงเคยมาอ่านแล้วค่ะ แต่สมองไม่ค่อยขยัน เลยไม่ยอมวิเคราะห์ค่ะ ... อ่านแล้วยิ้ม ผ่านเลยไปค่ะ...^_^...

แต่ที่รู้สึกขึ้นมาปัจจุบันทันด่วนก็คือ....โลกนี่แคบนิดเดียวเอง และ ความจริงแล้วในโลกนี้เราล้วนเป็นมีความเกี่ยวข้องกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอเลยค่ะ

(^__^)

สวัสดีครับ

         ใช่แล้วครับ บางทีคุยไปคุยมา อ้าว! เป็นเพื่อนของญาติ หรือของเพื่อนของเราแบบไม่น่าเชื่อ

  • ธุ อาจารย์ชิวค่ะ..

อ่านมาแล้วค่ะ  หนังสือ  Know How & Know Why : กฎพิสดาร ปรากฏการณ์พิศวง

โลกแคบจริงๆ ใช่ไหมคะ?  นับเป็น 3-4 ช่วงคนใช่ไหมคะ???????

ต้อม  >>  พี่จ๊ะ  >> เจ้  

ต้อม  >> เจ้  >>  พี่จ๊ะ

(พี่จ๊ะกะเจ้รู้จักใครอีกคนระหว่างกัน)

 

ต้อม  >>  พี่เหี้ยม  >> เจ้  

ต้อม >>  เจ้  >> พี่เหี้ยม

(พี่เหี้ยมกะเจ้รู้จักใครอีกคนระหว่างกัน)

สวัสดีครับ

       จำนวน degrees of separation หรือ ช่วงห่าง นี่ นับเฉพาะจำนวนคนที่คั่นอยู่ครับ

       อย่างกรณี ต้อม - เจ้ - พี่จ๊ะ นี่ ถ้าต้องถือว่าระหว่างต้อมกับพี่จ๊ะนี่มี degrees of separation = 1 คือ เจ้ คนเดียว

       แต่เนื่องจากต้อมรู้จักกับพี่จ๊ะ ต้อม-พี่จ๊ะ อย่างนี้ degrees of separation = 0 ครับ เพราะไม่มีคนคั่นกลาง (แปลได้ว่า รู้จักกันโดยตรง)

       คนเสนอทฤษฎีนี้ บอกว่า degrees of separation ของใครก็ได้ 2 คนในโลกใบนี้ ไม่เกิน 6 ครับ

เคยลองเล่นดูค่ะ ใกล้แค่เอื้อม อยากรู้จักกับนายกยังได้เลย 1 ทอดเท่านั้นเอง ซูซาน > คุณเกียรติ > นายกอภิสิทธิ์ แค่เนี้ยก็ถึงแว้ว ลองไล่จนเจอนายบุชด้วยค่ะ แค่ 4 ทอดเอง : )

เมื่อวันเด็กที่ผ่านมาก็มีเรื่องทำนองนี้ครับพี่ชิว โดยบังเอิญค้นพบว่า

ปอม >> แม่ของปอม >> แม่ของจ๊อบ >> จ๊อบ

แม่ปอมกับแม่จ๊อบเป็นเพื่อนกันสมัยเรียนจุฬาฯครับ

สวัสดีครับ

       ซูซาน : อยู่ใกล้กันจริงๆ ครับ อย่างนี้ ก็แสดงว่า ซูซานอยู่ห่างจากนายเนวินแค่ 2 ช่วง

           ซูซาน - คุณเกียรติ - นายกอภิสิทธิ์ - นายเนวิน

       ล้อเล่นสนุกๆ ครับ 5555

       ปอม : ทฤษฎี Six Degrees of Separation นี่ทำงานอีกแล้วครับ น่าทึ่งจริงๆ

สวัสดีครับ

น่าทดสอบดูครับ

เวรกรรม 555 อยากอยู่ห่างหลายๆ ช่วงกว่านี้หน่อยค่ะ

สวัสดีครับ

       บก.หมู : ลองเลยครับ เจออะไรแปลกๆ ก็เล่ามาให้ฟังบ้างครับ

       ซูซาน : แหม! อยู่ใกล้ "ว่าที่นายกฯ" (ในอนาคต) ไม่ดีหรือครับ :-P

                  ส่วนพี่อยู่ห่างจากนายเนวิน 3 ช่วงครับ เพราะมีซูซานคั่นอยู๋อีกคน ;-)

                  พี่ - ซูซาน - คุณเกียรติ - นายกอภิสิทธิ์ - นายเนวิน

                  ขอเสียมารยาท หัวเราะดังๆ อีกครั้งครับ 5555 (ไม่มีฟันปลอมให้กระเด็น...ไม่เป็นไร)

ขอบคุณจริงๆที่ช่วยไขปัญหาส่วนตัวของผมครับ...ฮา

ผมได้นำไปอ้างอิงกับเพื่อนด้วยครับ

สวัสดีค่ะ

ตามมาอ่านนะคะ

คุณหมอธนพันธ์แนะนำมา

แต่วันนี้เวลาน้อย

จะมาใหม่นะคะฃ

เป็นเรื่องแปลกจริงๆ ฮ่า ฮ่า

สวัสดีครับ พี่หมอแป๊ะ ;-)

        ลองใช้แล้ว ได้ผลหรือไม่ได้ผลยังไง ว่างๆ แวะมาเล่าฝากไว้ที่บันทึกนี้ก็ได้ครับ สนุกดี

สวัสดีครับ คุณปฐมธิดา

         ได้เลยครับ ถ้ามีข้อคิดเห็น หรือประสบการณ์เกี่ยวกับประเด็นนี้ ก็เล่าฝากไว้ได้นะครับ

มาทายทักท่านอาจารย์หมอเมฆ

สุขสันต์เทศกาลตรุษจีนแห่งความรักนะคะ

 

ตามมาอ่านค่ะพี่ชิว...น่าแปลกใจ น่าประหลาดใจกับปรากฎการณ์นี้จริงๆ

พี่ชิวลองใช้ดูหรือยังคะว่าจริงหรือเปล่า?

ตอนแรกเห็นชื่อเรื่องก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก แต่พออ่านแล้ว...เห็นด้วยกับทฤษฎีนี้ เพราะเจอกับตัวเองมาแล้วจ้ะ

มาเกี่ยวข้อมูลครับ

เพราะเป็น..

ทิดสึกใหม่...ยังไม่รู้เรื่องดี..555

 

แวะมาอ่านทฤษฎีครับผม อืม เจอเข้าไปหลายคนแล้วครับ สาเหตุนี้นี่เอง ^_^

ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นอีกแล้ว ขอบคุณพี่ชิวมากครับ ^/\^