บทความนี้ เขียนด้วยความเป็นห่วงชาวนาไทยทุกคนครับ


(ภาพชานชลาสถานีรถไฟชุมทางเขาชุมทองครับ)

ผมได้มีโอกาสนั่งรถไฟจากในตัวเมืองนครศรีธรรมราชแล้วไปลงที่ สถานีรถไฟชุมทางเขาชุมทองเพื่อกลับบ้าน คุณทราบไหมครับ ว่าผมเห็นอะไร สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจมากคือ การเปลี่ยนทุ่งนามาเป็นสวนยาง แล้วเมื่อนั่งมองออกไปทางหน้าต่างข้างเส้นทางรถไฟ ไม่ว่าจะด้านซ้ายหรือด้านขวา ที่นาก็กลายเป็นสวนยางไปเยอะมากๆ แต่ที่น่าเศร้าอีกก็คือ ผมได้เห็นว่าสวนยางที่ได้กรีดกันไปแล้วนั่น ต้นเล็กนิดเดียวเอง ไม่แน่ใจว่าเพราะว่าอายุถึงหรืออะไรครบกำหนดที่กรีดได้แล้ว หรือว่าเพราะว่าช่วงนั้นยางราคาแพงคนเลยรีบกรีดกันก่อน

 
(ลองดูนะครับ ว่านี่ขนาดสวนยางที่ปลูกในทุ่งนาที่ผมเห็น สังเกตขนาดของลำต้นยางนะครับ สวนยางนี้เปิดกรีดไปเรียบร้อยแล้วครับ หากคุณสังเกตดีๆ จะเห็นที่รองน้ำยางดำๆ ที่ลำต้นนะครับ)

 เหตุนี้ยังไม่เศร้าเท่ากับเมื่อไปดูที่ทุ่งนาของพ่อและแม่ที่ทำอยู่ยิ่งหนักเข้าไปอีก เมื่อสามทิศทางรอบแปลงที่นาของพ่อแม่ ล้อมรอบไปด้วยสวนยางพารา เหลือทิศใต้ด้านเดียวที่ยังเป็นที่นาให้เชื่อมต่อกันอยู่ แต่อย่างว่าครับ ที่นาของเค้าเค้าจะปลูกอะไรใครจะไปว่าอะไรได้ ใช่ไหมครับ


(สวนยางแปลงนี้ ไม่อยากจะเรียกว่าสวนยางครับ ขอเรียกเป็นทุ่งยางนาแล้วกันนะครับ คุณจะสังเกตเห็นการยกร่องพร้อมน้ำขังในร่องคูนะครับ แล้วจินตนาการรากยาง น้ำในดิน ว่ามันจะเชื่อมต่อกันอย่างไรครับ)

ถามว่า ทำไมชาวนาจึงนิยมปลูกยางพาราในที่นา อันแรกคือ ต้นยางจะโตเร็วในช่วงสองสามปีแรกครับ เพราะว่าชาวนาจะยกร่องขึ้นมาก่อนครับ ก่อนจะปลูกแล้วก็จะปลูกยางบนร่อง นั่นคือ บนแนวร่องนั่นจะสูงจากระดับน้ำในเบื้องต้น พร้อมๆ กับรากของต้นยางนั้น ยังไม่ชอนไชในวงกว้างมากนัก อีกอย่างคือ การดูแลรักษาทำได้ง่ายมาครับ เพราะที่นาไม่ค่อยมีวัชพืชขึ้นมากอย่างที่บนที่ดอน หรือเนินเขา

 
(นี่คือแปลง ทุ่งยางนาอีกแปลงครับ เลยสวนยางนี้ไปจะเป็นที่นาของคุณพ่อคุณแม่ผมเองครับ ที่ล้อมรอบ สามทิศทางด้วยสวนยาง คุณลองจินตนาการเล่นๆ ครับ ว่าน้ำควรจะไหลไปทางไหน หากฝนตกหนักต้นยางจะปรับตัวกันอย่างไร แล้วหากหน้าแล้งการไหลของน้ำจะเหมาะกับการทำนาได้อย่างไร....สรุปว่าจุกกันทั้งคนทำนาและทำยางนา)

แต่ระยะให้หลังจากนั้น ชาวนาอาจจะเจอกับอาการจุกเสียดแน่นท้องครับ เมื่อเจอว่าปลูกไปห้าปีแล้วหรือเจ็ดปีแล้ว ทำไมต้นมันยังเท่าแข้งอยู่เลย นั่นคือ เส้นรอบวงของต้นยางไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ หากเทียบกับเพื่อนบ้านที่ปลูกเจ็ดปีบนเนินเขาที่พร้อมจะกรีดหรือได้กรีดไปแล้ว หรือที่ดอนที่สูงขึ้นจากท้องทุ่งนา จึงต้องจำใจกรีดยางไปครับ แล้วต้นยางนะครับ หากเส้นรอบวงน้อยนะครับ จะกรีดยางหนึ่งในสามส่วนของเส้นรอบวง ถามว่า บาดแผลที่กรีดมันจะยาวซักเท่าไหร่กันครับ

คราวนี้ เราไปดูคุณสมบัติของต้นยางครับ ว่าต้นยางนั้นชอบดินแบบใด ชอบดินแบบน้ำท่วมขังอย่างในที่นาหรือเปล่า ปกติดินในนาก็เป็นดินเหนียวเหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวเพราะว่า อุ้มน้ำได้ดี รากข้าวมันก็นิดเดียวดูดน้ำไปใช้ได้สะดวก และต้นข้าวชอบพื้นที่น้ำท่วมขังเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหากมาวิเคราะห์ต้นยางแล้ว ในที่นานั้นไม่ได้เป็นที่ที่เหมาะสมแต่อย่างใดเลย ด้วยเพราะโครงสร้างดินต่างกันและช่องว่างในดินก็สำคัญสำหรับรากต้นยาง ส่วนดินเหนียวนั้นเป็นดินที่มีขนาดโมเลกุลของดินเล็กมากทำให้น้ำท่วมขังได้ง่าย การชอนไชของรากต้นยางก็ไม่ง่ายเลยครับ พอต้นยางอายุได้สามปีเป็นต้นไป หรือก่อนหน้านั้นรากของต้นยางก็จะไปเจอกับการท่วมขังของน้ำครับ เพราะว่าอย่างน้อยในรอบปีจะต้องมีน้ำท่วมขังแน่ๆ ในที่นา หากใครคิดว่าน้ำในที่นาจะถูกเปลี่ยนให้เป็นน้ำยาง มีน้ำในนามากก็ได้น้ำยางมาก นั้นให้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่นะครับ เพราะว่าน้ำยางที่เราได้นั้นมันมาจากการกรีดท่ออาหารให้ขาด นั่นหมายถึงว่า น้ำยางที่ได้จากการกรีดนั้นเกิดจากการสังเคราะห์แสงของต้นยางนั่นเอง

นั่นคือ จะมีน้ำยางมากได้ใบยางก็ต้องมีสุขภาพที่ดี ใบยางจะมีสุขภาพที่ดีได้ ก็ต้องมีระบบลำต้นที่ดี และที่สำคัญมากๆ คือ ระบบรากของต้นยางจะสำคัญมากๆ เพราะจะเป็นตัวหาสารอาหารจากดินส่งขึ้นไปยังลำต้นและใบ เพือปรุงอาหาร แล้วได้ผลผลิตออกมาเป็นน้ำยาง และสารอาหาร ส่วนน้ำที่รากดูดขึ้นไปนั้นจะถูกลำเลียงผ่านท่อน้ำ ซึ่งคนละอย่างกับน้ำยางนะครับ เพราะน้ำยางจะถูกลำเลียงผ่านท่ออาหาร

ต่อมา มาดูว่าระบบรากต้นยางมันจะชอนไชได้ดีอย่างไรในระบบดินเหนียว ปกติแล้วดินเหนียวนี่เป็นดินโมเลกุลเล็กกว่าดินร่วนหรือดินทราย ทำให้การยึดติดกันระหว่างโมเลกุลมีสูงและมีช่องว่างระหว่างโมเลกุลเล็ก นั่นคือรากจะหาสารอาหาร ก็จะดูดเข้าไปในรูปไอออนซึ่งอยู่ในตามโมเลกุลดินแต่รากจะดูดไอออนนั้นเข้าไปได้ยากหากมีการยึดหรือเป็นการดักไม่ให้ไอออนนั้นวิ่งผ่านเข้าไปหารากได้ รากก็ไม่สามารถจะดูดปุ๋ยที่เราใส่ลงไปได้ แต่หากระบบดินมีช่องว่างมากขึ้นมีน้ำไหลผ่านบ้าง แต่ไม่ใช่น้ำแช่หรือท่วมขัง ก็อาจจะช่วยให้การลำเลียงได้ดีขึ้น ดังนั้นอย่าแปลกใจมากหากใส่ปุ๋ยแล้วยางไม่สามารถโตได้ทันใจ หากท่านปลูกยางในทุ่งนา  ซึ่งการใส่ปุ๋ยนั้นก็มีความจำเป็นต้องทราบว่าจะใส่ปุ๋ยบริเวณไหน อันนี้ก็สำคัญแต่จะไม่ขอกล่าวในที่นี้

นี่ผมจะกล่าวแค่ปัญหาจากระบบดิน ระบบน้ำที่ต่างๆกันจากที่ดอน หรือว่าที่เนินเขา หรือบริเวณภูเขานะครับ ผมยังไม่พูดถึงปัญหาอื่น เช่น ในช่วงหน้าฝน หรือหน้าแล้ง ที่มีนกกระยางลงมาหากินลูกปลาแล้วบินขึ้นไปเกาะบนยอดยางแล้วทำให้ยอดยางหัก คราวนี้ก็หล่ะปัญหาปรากฏการตายอดข่มตาข้างก็จะหมดไป ท่านจะเจอปัญหากับต้นยางของท่านตามมา คือ ตาข้างจะเจริญดีมาก ท่านก็ต้องตัดทิ้งกันสนุกแน่ครับ อีกปัญหาคือ ปัญหาทะเลาะกับเพื่อนชาวนาด้วยกันที่มีที่นาบริเวณที่ท่านปลูกยางเรื่องน้ำ เพราะท่านปลูกยางไม่ต้องการน้ำให้ไหลผ่านสวนยาง ส่วนชาวนาที่ปลูกข้าวต้องการน้ำ

คราวนี้ มองไปยังอนาคต เช่น อายุการกรีดยาง ท่านจะกรีดได้นานแค่ไหนกันครับ หากปลูกยางในที่นา เช่นเส้นรอบวงก็สั้นกว่า กรีดได้บาดแผลเล็กกว่า ระบบรากที่แย่กว่า แล้วอายุการกรีดหรืออายุต้นยางจะเป็นอย่างไรครับ รับประกันว่าสั้นกว่าแน่นอน

ต่อไปมองที่การขายต้นยางหลังจากที่ต้นยางเสื่อมสภาพ ปกติก่อนการโค่นต้นยาง ควรจะมีการเร่งน้ำยางด้วยฮอร์โมนก่อน เพื่อเอาน้ำยางออกมาให้มาที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนการโคนเพื่อเอาต้นยางไปทำเฟอร์นิเจอร์หรือวัตถุประสงค์อื่น แต่หากเราปลูกในนาเนี่ยครับ ถามว่าต้นยางเราจะเอาไปทำเฟอร์นิเจอร์ได้ไหมครับ อย่างดีก็มีคนมาซื้อไปทำไม้ฟืนครับ เพราะต้นมันเล็กไงครับ

หากท่านจะกลับใจจาก สวนยางไปเป็นทุ่งนาอย่างเดิม จะทำได้ง่ายไหมครับ อันนี้ก็น่าคิดครับ แต่ก็คิดว่าดีกว่า จะปลูกต้นยางต่อไปครับ

ผมเขียนมาเพื่อให้พี่น้องชาวนาที่อยากจะปลูกยางในทุ่งนาได้ลองทบทวนดูอีกรอบนะครับ ไม่อยากให้เห็นภาพแบบนี้เกิดขึ้นกับพี่น้องชาวนาเลยครับ ท่านเคยสงสัยไหมครับ ว่าหากท่านจะไปขอทุนเพื่อมาปลูกยางในนา ท่านคิดว่า กองทุนวิจัยยางจะอนุญาตท่านหรือครับ หรือว่าจะให้เงินสนับสนุนหรือครับ เพราะเค้ารู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ผลนะครับ

ผมอยากให้พี่น้องชาวนา หันมาทำนากันอย่างจริงจัง ลดการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี โดยหันมาฟื้นฟูที่นาโดยใช้ปุ๋ยชีวภาพแทน ให้เป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ มีปลาในนา มีลูกกุ้งในนา ให้จับมากินกันได้ ดีกว่าท่านเห็นปลาเปื่อยในนาที่วิ่งไปมาอย่างน่าสงสาร เพราะได้รับผลกระทบจากสารเคมี

 ดินแห่งใดไม่มีจุลินทรีย์ในดิน ดินนั้นก็จะเป็นดินที่เสื่อมสภาพ มีปัญหา ปุ๋ยอินทรีย์นั้นมีจุลินทรีย์ผสมอยู่ข้างใน ต้องให้จุลินทรีย์ช่วยย่อยเพื่อให้อยู่ในรูปที่พืชจะนำไปใช้ได้ ส่วนปุ๋ยเคมีอยู่ในรูปไอออนหรือธาตุประกอบทางเคมี ที่อาศัยการแตกตัวเป็นไอออนแม้ว่าจะเป็นการฉีดให้ต้นไม้เพื่อให้ต้นไม้กินได้ทันทีก็ตาม แต่มันจะไม่ครบวัฎจักรของระบบ

ผมเป็นห่วงว่าวันหนึ่ง ชาวนาจะขายที่นาของตัวเองให้บริษัท บริษัทจะหันมาทำนาแล้วให้ชาวนาไปทำนาจ้างในที่นาของตัวเอง แล้วท่านคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ตอนนี้เวียดนามก็ได้เข้าร่วม WTO แล้ว เวียดนามก็จะเป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับสองรองจากไทยนะครับ วันหนึ่งหากเราไม่คิดทำนา เราจะมีโอกาสกินข้าวของเวียดนามเหมือนกับประเทศที่สั่งนำข้าวจากประเทศไทยนะครับ

ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันแก้ไข พูดคุยและสานต่อนะครับ

หากสิ่งที่ผมเขียนผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยด้วยแต่เขียนข้อแนะนำไว้ด้านล่างได้เลยครับ ผมเป็นนักคณิตศาสตร์คอมพิวเตอร์นะครับ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญไรมากทางด้านยางพารา เพียงแต่ที่บ้านทำสวนยางพาราและเรียนวิทย์คณิต พื้นฐานทางเกษตรมาหกปีในระดับมัธยม ศึกษา อาจจะจำไรผิดพลาดไป ก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ แต่พร้อมจะรับฟังความเห็นจากทุกคน เสมอครับ

สุดท้ายแถมภาพภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนรู้จักกันดี ในนาม ภูเขาชุมทอง จากแนวทางของเพลงลูกทุ่ง ชุมทางเขาชุมทอง


(เลยทุ่งนานี้ไปที่กลางภาพก็จะเจอบ้านผมครับ ทุ่งนาผืนใหญ่นี้เดิน คลุกดินโคลน น้ำ หาปลา วิ่งเล่นว่าวหน้าร้อน จับกบ ตกเป็ด ยั่วเบ็ด ครบเครื่องมาหมดแล้ว คุณอาจจะเห็นสีขาวๆ ในนานั้นคือ นกกระยางครับ ซึ่งยามค่ำคืนนกกระยางส่วนหนึ่งจะไปนอนที่ป่าที่พอจะเหลืออยู่นิดหนึ่งที่ข้างบ้านผม พื้นที่ทำมาหากินของนกและสัตว์ก็เริ่มหายากขึ้นทุกที)

ภาพนี้มองจากทุ่งนาไปยังภูเขาสองลูกนั้น ทางขวามือคือภูเขาชุมทอง ส่วนภูเขาทางซ้ายมือชื่อภูเขาหอมภูเขาไห.... เมื่อการพัฒนาบ้านเมืองพัฒนาไปยังยุคของทุนนิยมมากขึ้น...การทำลายภูเขาก็มีมากขึ้น และก็มีหลายๆ คนเริ่มจะหากินโดยการไปทำลายภูเขากันมากขึ้น.... หลายๆ รายก็ได้เจออาการจุกเสียดของหัวใจในการทำลายทรัพยากรที่มีความสำคัญ 

ด้วยมิตรภาพ

 สมพร ช่วยอารีย์ (เม้ง)