GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

จดหมายถึงญาติมิตรพัฒนาสังคม ฉบับที่ 7 (5 ก.พ. 50)

ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมกำลังเคลื่อนตัวไป

            การขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคม โดยกระทรวง พม. ดูว่ากำลังเคลื่อนตัวไปอย่างเป็นรูปธรรม มีความก้าวหน้าในพื้นที่ชนบท พื้นที่เมือง ในขณะที่การขับเคลื่อนเชิงกลุ่มเป้าหมายและเชิงประเด็นทางสังคมก็ดำเนินควบคู่กันไป

            ขอทวนความจำว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคม ประกอบยุทธศาสตร์สังคมไม่ทอดทิ้งกัน ยุทธศาสตร์สังคมเข้มแข็ง (ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง และประชาสังคมเข้มแข็ง) และยุทธศาสตร์สังคมคุณธรรม โดยในการนำยุทธศาสตร์ไปปฏิบัตินั้น จะดำเนินการใน 3 บริบทหลัก คือบริบทพื้นที่ บริบทกลุ่มเป้าหมาย และบริบทประเด็นทางสังคม

            ตัวอย่างรูปธรรมที่เกิดขึ้น ในรอบประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ซึ่งผมได้ไปร่วมกิจกรรมด้วย ได้แก่การไปเปิดโครงการ บ้านมั่นคงชนบท และร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อปฏิบัติการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ สังคมไม่ทอดทิ้งกันด้วยขบวนการสวัสดิการชุมชน ที่ตำบลดอนยอ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เมื่อ 20 มกราคม 2550 ไปเปิดป้ายชุมชนแสดงการเสร็จสิ้นของโครงการ บ้านมั่นคง (ในเมือง) ที่ชุมชนคลองลำนุ่น เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อ 25 มกราคม 2550 และไปเปิดโครงการ บ้านมั่นคงชนบท ที่บ้านหัวคู ตำบลพระยาบันลือ อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อ 29 มกราคม 2550

            สังเกตว่าทุกโครงการที่กล่าวข้างต้น ได้ใช้หลักการสำคัญ 3 ข้อที่ผมย้ำอยู่บ่อยๆ ได้ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ คือ (1) พื้นที่เป็นตัวตั้ง (2) ประชาชน (ชุมชน) มีบทบาทสำคัญ และ(3) ทุกฝ่ายประสานความร่วมมือ ในทุกโครงการจะเห็นว่าชาวบ้านที่เกี่ยวข้องเป็นตัวตั้งตัวตีที่สำคัญ เป็นผู้คิด ผู้วางแผน ผู้ตัดสินใจ และผู้กำหนดภาระผูกพันของตนเอง ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งอบต. อบจ. และกทม. (ในกรณีบ้านมั่นคงชุมชนคลองลำนุ่น) ได้ให้การสนับสนุนอย่างดีในฐานะองค์กรที่ดูแลในเรื่องสวัสดิการสังคมและการพัฒนาท้องถิ่น พร้อมกันนั้นราชการส่วนภูมิภาค ได้แก่หน่วยงานของจังหวัด อำเภอ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ศูนย์พัฒนาสังคมจังหวัด (ศพส.) และหน่วยงานภาครัฐจากส่วนกลาง ซึ่งในกรณีโครงการดังกล่าวข้างต้น ได้แก่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ก็ร่วมสนับสนุนอยู่อย่างใกล้ชิด

            ในการลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อปฏิบัติการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ สังคมไม่ทอดทิ้งกันด้วยขบวนการสวัสดิการชุมชน ของจังหวัดนครนายก ผู้ร่วมลงนามได้แก่ตัวแทนของ (1) จังหวัดนครนายก (2) องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก (3) สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครนายก (4) ศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่ 17 จังหวัดนครนายก (5) ชมรมนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (6) ขบวนสวัสดิการชุมชนจังหวัดนครนายก  (7) ขบวนการสวัสดิการชุมชนภาคตะวันออก และ(8) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โดยมี (9) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานสักขีพยาน

            ในส่วนของการขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคม โดยมี กลุ่มเป้าหมาย เป็นตัวตั้ง คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ วาระเพื่อเด็กและเยาวชน พ.ศ.2550 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2550 ประกอบด้วยมาตรการสำคัญคือ (1) การส่งเสริมสื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว (2) การส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อสังคมของเด็กและเยาวชน (3) การส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัย (อายุ0-6ปี) (4) การส่งเสริม “จังหวัดน่าอยู่สำหรับเด็ก และ(5) การส่งเสริมการพัฒนาสถาบันครอบครัว

            ข้อสุดท้ายของวาระเพื่อเด็กและเยาวชน มีผลเท่ากับเป็นการขับเคลื่อนงานที่มี ครอบครัว เป็นกลุ่มเป้าหมายไปด้วย ส่วนการขับเคลื่อนงานสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นสตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ก็มีความก้าวหน้าในลักษณะต่างๆเช่นกัน (เช่นแผนงานที่จะเพิ่มสัดส่วนสตรีในการเป็นสมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การค้นหาวิธีพัฒนากองทุนผู้สูงอายุให้สามารถทำประโยชน์ได้ดีและอย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น การพยายามพัฒนาระบบกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ การเร่งรัดร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ เป็นต้น)

            สำหรับการขับเคลื่อนงานในบริบทของ ประเด็นทางสังคม มีความก้าวหน้าที่สำคัญ คือ ในเรื่อง การส่งเสริมสังคมคุณธรรม ได้มีการจัด สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติและตลาดนัดคุณธรรม ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 26-28 มกราคม 2550 ซึ่งกระทรวงพม. เป็นเจ้าภาพร่วม และรมว.พม. เป็นผู้รับมอบ ปฏิญญาคุณธรรมว่าด้วยสังคมรู้ รัก สามัคคี จากที่ประชุมสมัชชาโดยได้เสนอต่อไปยังคณะรัฐมนตรี แล้วเมื่อ 30 มกราคม 2550 ก่อนนำปฏิญญาดังกล่าวมาพิจารณาร่วมกันกับข้อเสนอเรื่องการส่งเสริมคุณธรรมจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนข้อเสนอจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ รวมถึงจากศ.นพ. ประเวศ วะสี ทั้งนี้โดยกระทรวง พม.ได้รับมอบหมายจาก ครม.ให้เป็นเจ้าภาพหลักในเรื่องการส่งเสริมคุณธรรมดังกล่าว โดยให้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องด้วย

            การขับเคลื่อนงานเชิงประเด็นทางสังคมที่สำคัญ และมีความก้าวหน้าที่ดี อีกเรื่องหนึ่ง คือ วาระแห่งชาติว่าด้วยการส่งเสริมการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม ซึ่งนำเสนอโดย คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ (ก.ส.ค.) และครม.มีมติเห็นชอบเมื่อ 30 มกราคม 2550 ให้ดำเนินการต่อไป

            ชุดมาตรการตามวาระแห่งชาตินี้จะประกอบด้วยมาตรการด้านการเงินการคลัง เพื่อสังคมมาตรการด้านการจัดการศึกษาในสถาบันการศึกษาทั้งที่ดูแลโดยกระทรวงศึกษาธิการ และในวิชาการทหารที่ดูแลโดยกระทรวงกลาโหม มาตรการอนุญาตให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐไปปฏิบัติภารกิจอาสาช่วยเหลือสังคม ได้โดยถือเป็นการปฏิบัติราชการและไม่ถือเป็นวันลา ภายในกำหนด 5 วันทำการต่อปี เป็นต้น

            จากที่เล่ามานี้ ถ้าจะบอกว่า เครื่องยนต์พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กำลังมีอุณหภูมิ สูงขึ้นเป็นลำดับ ก็คงจะได้กระมังครับ

                                                           สวัสดีครับ

                                                          ไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): รัฐมนตรี
หมายเลขบันทึก: 76414
เขียน:
แก้ไข:
ดอกไม้: 1
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

เรียนท่าน รมว.ไพบูลย์ ที่เคารพอย่างสูง  
    เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ผมด้ฟังท่านบรรยายเรื่อง การจัดการความรู้สู่สังคมอุดมปัญญา” ในมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ 3 ณ ศูนย์ประชุมไบเทค ซึ่งจัดโดยสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม(สคส)
สาระสำคัญที่ท่านพูด คล้ายเป็นการแถลงแนวคิด/แนวนโยบายของท่านในการดูแลกระทรวงนี้ ว่า KM จะเป็นทั้งเนื้องานและส่วนสนับสนุนการทำงานของกระทรวงฯ  ซึ่งผมประทับใจท่านมาก  ยังไม่เห็น รมว.คนไหนที่พูดจริงใจ จริงจัง รู้สึกเย็นเมื่ออยู่ใกล้ท่าน  เป็นผู้ใหญ่ใจดี และพูดอย่างชัดเจนอย่างนี้
      ท่านกล่าวว่า การจัดการความรู้มีหลายชั้น คือ
1.การจัดการ
2.การจัดการความรู้(KM)
3.อย่างบูรณาการ
4.ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
โดยมียุทธศาสตร์สังคม 3 ยุทธศาสตร์ คือ
1.ยุทธศาสตร์สังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน คือผู้คนมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตากรุณา ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
2.ยุทธศาสตร์สังคมที่เข้มแข็ง คือ ทุกส่วนของสังคมเข้มแข็งอย่างบูรณาการหลายๆมิติ ได้แก่
2.1ภาคชุมชนท้องถิ่น (ชุมชนฐานราก) รวมคนทั้งประเทศ
2.2ภาคประชาสังคม คือบุคคล/กลุ่มคน/องค์กรที่ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ไม่ได้หวังกำไรเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่เพียงทำตามบทบาทหน้าที่เท่านั้น แต่หมายถึงความตระหนักในการมารวมกันเพื่อช่วยเหลือสังคม (พลังทางสังคม/ทุนทางสังคม)
3.ยุทธศาสตร์สังคมที่มีคุณธรรม คือกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม สุจริต สามัคคี สมานฉันท์
จากยุทธศาสตร์สังคมทั้ง 3 ยุทธศาสตร์ จะนำไปสู่การทำแผน/มาตรการ หรือที่เรียกว่า Road Map ในการพัฒนาอย่างบูรณาการภายใต้ 3 บริบท (ช่องทาง) คือ
1.บริบทพื้นที่ ได้แก่ หมู่บ้าน ตำบล เมือง ฯลฯเป็นการจัดการความรู้ในพื้นที่ ที่หลายฝ่ายร่วมมือกันอย่างบูรณาการ ซึ่งขณะนี้หลายแห่งกำลังทำเป็นชุมชน เป็นเครือข่าย เป็นต้น
2.บริบทของกลุ่มคน อาจจำแนกกลุ่มใหญ่ๆได้เป็น 5 กลุ่ม คือ
2.1สตรีและครอบครัว
2.2เด็กและเยาวชน
2.3ผู้สูงอายุ
2.4คนพิการ
2.5ผู้ด้อยโอกาส
3.บริบทของประเด็น
ซึ่งแบ่งเป็น
3.1ประเด็นเชิงบวก เช่น การมีคุณธรรม ความเอื้ออาทร ฯลฯ
3.2ประเด็นเชิงลบ เช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาการใช้ความรุนแรง ฯลฯ
ซึ่งบริบททั้ง 3 นี้ ต้องทำโดยไม่ทอดทิ้งกัน ทำให้เข้มแข็ง และมีคุณธรรม อย่างบูรณาการ จึงจะทำให้สังคมสงบสุขร่มเย็นได้
เงื่อนไขความสำเร็จคือ ทุกกลุ่มสังคมต้องมาช่วยกัน...1)จัดการ 2)การจัดการความรู้(KM) 3)อย่างบูรณาการ 3)ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง      
      ซึ่งดูยุทธศาสตร์การทำงานของท่าน ที่พยายามสร้างการมีส่วนร่วม ของทุกกลุ่มทุกองค์กร ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง หวังว่าใน 1 ปี คงเห็นสังคมเช่นนี้ขยายวงกว้ามากขึ้น
     ผมมีแนวคิดเรื่องการระดมนักจัดการเพื่อจัดการความรู้มาช่วยท่านอีกแรงหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ยังกระจัดกระจาย  ใครมีพลังมีเรี่ยวแรงก็ทำไป มีผลงานเกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่เป็นระบบนัก
    ถ้าจะมีการรวมกลุ่มเป็นชมรมหรือสมาคมนักจัดการความรู้ในแต่ละจังหวัด(หรือแต่ละภาค) อย่างเป็นจริงเป็นจัง สนับสนุนให้เขามีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หายุทธศาสตร์การขับเคลื่อนกันตามภารกิจ(ที่มี Tacit) เขาอาจจัดกลุ่มย่อยกันตามภารกิจ  ก็น่าจะมีพลังในการขับเคลื่อนกันมากขึ้น..จะดีไหมครับ  เพราะอย่างที่จังหวัดผมก็ยังกระจัดกระจาย พอเอา KM เข้ามาในระบบก็ติดระบบราชการหมด ครับ...