GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

คนพันธ์ S : ลุยสวนป่า..บทส่งท้าย ..

“ถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม”

ผมกลับมาถึงบ้านที่แก่งคอย ประมาณซัก 17.00 น.หลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อย ไม่คิดอะไรแล้วครับ นอนเอาแรง (ชารท์แบตฯ) ก่อนเลยครับ..แต่ก็นอนได้ไม่นาน  ก็มีเสียงโทรศัพท์ปลุกให้ตื่น..พอตื่นมาก็เลยพอมีแรง ไปอาบน้ำอาบท่า..ครับ..  

         หลังพิธีมอบบ้านเสร็จแล้วผมได้คุยกับหลายท่าน..ซึ่งก็เจอคำถามคล้ายกัน..ว่า โครงการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  อยากรู้ที่มาที่ไป...ขอตอบอย่างนี้ครับ จุดเริ่มต้น ....เริ่มจากที่ผมได้รับโจทย์จากคณะจัดการของบริษัท ว่า..อยากให้จัดหลักสูตรพัฒนาพนักงานที่เป็นแบบ Action Learning โดยมีจุดประสงค์หลักๆคือ...

1.     เพื่อให้พนักงานมีความเข้าใจถึงกระบวนการเรียนรู้ ( Learning  process)

2.     เพื่อพัฒนาศักยภาพของพนักงาน เพื่อเป็นพื้นฐานสนับสนุนการบริหารงานแบบ Empowerment

3.     เพื่อพัฒนาทีมงาน และสร้าง Network  ในกลุ่มพนักงานที่อยู่ต่าง Location กัน

4.     พัฒนา วุฒิภาวะ และความฉลาดทางอารมณ์ของพนักงาน  

การวัดผลของหลักสูตร   ดูจากการประเมินองค์กร 2 อย่างครับ

1.     ความผาสุขหรือการทำงานอย่างมีความสุขของพนักงานโดยดูจากผลการสำรวจสุขภาพองค์กร ( OHI)

2.     ประเมินจากระดับการพัฒนาการของการบริหารงานแบบ Empowerment ที่มีระดับการพัฒนาสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 1 ระดับ ค้นหาแนวทาง.

    .เมื่อรับโจทย์มาเช่นนี้  ผมและทีมงานจึงคิดออกแบบหลักสูตร ที่จะตอบโจทย์ และวัตถุประสงค์ดังกล่าว..ในช่วงนี้เราใช้เวลาค่อนข้างมาก  คิดแล้วคิดอีก คิดกันมาหลายรูปแบบ  ที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นว่า  จะหาวิทยากรที่ไหน  มาทำ..เราติดต่อวิทยากรหลายท่าน..แต่ละท่านล้วนแล้วแต่ระดับพระกาฬ  ความเชี่ยวชาญระดับต้นๆของประเทศไทย ..แต่เมื่อ แต่ละท่านส่งรูปแบบมาให้ดู..ซึ่งกิจกรรมหรือเนื้อหาก็น่าสนใจทั้งนั้น  แต่เราติดที่รูปแบบ ส่วนใหญ่ก็เป็นกาศบรรยา  หรือไม่ก็ work shop ทางทีมเรามองว่าก็น่าจะออกมาแบบเดิมเหมือนทุกครั้งที่เคยจัดกัน..ประกอบกับ ครั้งหนึ่งผมได้พบปะกับพนักงานที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย  ก็เลยลองสอบถามเล่น (แต่เอาจริง) ว่าอยากจะให้จัดอบรมแบบไหน ...เสียงส่วนใหญ่ตอบมาว่า  ไม่อยากให้จัดแบบ Class room ...จึงกลับมาคิดกันอีกครั้ง....ในระหว่างที่คุยกันอยู่นั้นพวกเราแต่ละคนก็คิดสารพัดรูปแบบ จนมีคนหนึ่งในวง  คือคุณวราวุฒิ  พิมเสน  ที่เป็นเจ้าหน้าที่บุคคลของบริษัท ถามผมมาว่า   ทุกครั้งที่ไปวัดธรรมอุทยาน มีกิจกรรมอะไรบ้าง ....ผมก็ตอบไปว่า ก็ให้พนักงานปฏิบัติธรรมในรูปแบบที่ตามแต่ถนัด จะเดิน  จะนั่ง  จะนอน ก้ให้มีสติรู้ตัว  ฝึกดูลมหายใจ อยู่กับปัจจุบัน  ส่วนตอนกลางวัน ก็ช่วยกันทำงานวัด  แบบ ค่ายอาสาฯ....คุณวราวุฒิ  ปรบมือแปะๆๆ  สว่นผมงง ครับ พูดแค่นี้มาปรบมือทำไม...คุณวราวุฒิ..พูดต่อว่า.... ถ้าเราจัดเป็นแบบการออกค่ายอาสาล่ะ จะสามารถผนวกเข้ากับกระบวนการเรียนรู้ได้หรือเปล่า...เท่านั้นแหละครับ เหมือนแสงสว่างวาวเข้ามาในวงสนทนาของพวกเรา....หลังจากนั้นผมได้รับมอบหมายจากวงสนทนาครั้งนั้น  ให้ร่างรูปแบบโครงการ  พร้อมนำเสนอสถานที่  ที่เราจะดำเนินการ....หลังจากนั้นผมก็ดำเนินงานตามรับมอบหมายซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควร..จนได้ข้อสรุปที่พร้อมนำเสนอดังนี้ครับ... ·

        รูปแบบ... เป็นการออกค่ายเพื่อการเรียนรู้...เน้น..การเรียนรู้ด้วยตนเอง ...เรียนรู้จากสถานการณ์จริง  เรียนรู้จากสิ่งที่อยู่รอบๆตัว.. · 

       สถานที่.. ผมเสนอเป็นที่สวนป่าครูบาสุทธินันท์..แห่งเดียว..ซึ่งเป็นการนำเสนอที่ต้องออกแรงอธิบายค่อนข้างมากครับ  เพราะว่า ..สถานที่อยู่ห่างจากบริษัทค่อนข้างมาก..และเป็นโครงการหรือหลักสูตรแรก  ที่ไปทำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ..มุขในการนำเสนอของผม  ก็ทำแบบไม่ให้รู้ตัวว่าผมเสนองานครับ...โดย..ก่อนที่จะมีการนำเสนอ..โครงการผมได้  ส่ง File ของครูบาสุทธินันท์  ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องก่อน แต่ไม่ได้บอกว่าส่งให้เพื่ออะไร..หลังจากส่งไปแล้ว ก็มีคำถามกลับมาทาง E-Mail เยอะมากแบบว่าแต่ละคนอยากรู้ว่างั้นเถอะ..ผมก็ตอบคำถามทาง E-Mail เมื่อประมวลภาพแล้วคิดว่า คนสนใจมากแล้ว จึงได้ขอนัดประชุมเพื่อ เสนอโครงการ..ผลก็คือ..ผ่านฉลุยครับ.

Dsc07016 Dsc06995 Dsc07025

.  ... โดยสรุปแล้วเราดำเนินโครงการนี้ในปี   2549   จำนวนทั้งหมด  5  รุ่น และตกค้างมาปีนี้ 1 รุ่นเป็น 6 รุ่น มีจำนวนพนักงานเข้าร่วมโครงการนี้ทั้งหมด 243 คน ใช้งบประมาณ ทั้งค่าอุปกรณ์สร้างบ้าน  ค่าอาหาร และที่พัก ค่าตอบแทนวิทยากร  ทั้งหมด ประมาณ  1,700,000  บาท   ถึงแม้จะเป็นงบประมาณที่ค่อนข้างสูงแต่ทางคณะผู้บริหารก็พอใจกับผลที่ออกมา..ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพฤติกรรมของพนักงานที่เข้าร่วมโครงการ ที่แสดงออกมาหลังจากเข้าร่วมโครงการแล้ว..และที่สำคัญ..ผลจากการจัดโครงการครั้งนี้ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ตามอุดมกาณ์ของเครือซิเมนต์ไทยที่ว่า ถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม  จนในที่สุดมีมติออกมาแล้วว่า  ในปี 2550 ให้ดำเนินโครงการนี้ต่อ  อีก 4 รุ่น..ซึ่งขณะนี้ได้จัดหาสถานที่และเตรียมการเรียบร้อยแล้ว  โดยจะเริ่ม คนพันธ์ s ภาค 2 รุ่นที่ 7”  ในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้  ที่ โครงการร่มโพธิ์แก้ว 2”  อ.กบินทร์บุรี   จ.ปราจีนบุรี ครับ    

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): lifelearn
หมายเลขบันทึก: 76056
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 10
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น(10)

มาเรียนหนังสือกับ..ครูภูคา..ค่ะ....ประทับใจจริงๆ ได้ไอเดียมากเลยค่ะ โดยเฉพาะสถานที่..ผมเสนอเป็นที่สวนป่าครูบาสุทธินันท์..แห่งเดียว..ซึ่งเป็นการนำเสนอที่ต้องออกแรงอธิบายค่อนข้างมากครับ  อยู่ห่างจากบริษัทค่อนข้างมาก..และเป็นโครงการหรือหลักสูตรแรก ที่ไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ..มุขในการนำเสนอของผม  ก็ทำแบบไม่ให้รู้ตัวว่าผมเสนองานโดย..ก่อนที่จะมีการนำเสนอ..โครงการผมได้  ส่ง File ของครูบาสุทธินันท์  ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องก่อน แต่ไม่บอกว่าส่งให้เพื่ออะไร..หลังจากส่งไปแล้ว ก็มีคำถามกลับมาทาง E-Mail เยอะมากแบบว่าแต่ละคนอยากรู้ว่างั้นเถอะ..ผมก็ตอบคำถามทาง E-Mail เมื่อประมวลภาพแล้วคิดว่า คนสนใจมากแล้ว จึงได้ขอนัดประชุมเพื่อ เสนอโครงการ..ผลก็คือ..ผ่านฉลุยครับ.  วิทยายุทธ์สูงส่ง...เกินคำบรรยาย
ขอบพระคุณค่ะ  เมื่อวานครูบาเล่าให้ฟังและได้ดูบรรยากาศแล้วค่ะ ปลื้มปิติจริงๆ

ตามคุณเมตตา มาเก็บเกี่ยววิทยายุทธ์ดี ๆ อีกกระบวนท่าหนึ่งค่ะ

   ยอดเยี่ยมจริง ๆ ค่ะ

ขอบคุณมุกม่านครับที่ร่วม ลปรร.

  • คุณเมตตาครับ..เป็นกลยุทธ์ที่คิดได้โดยบังเอิญครับเพราะตอนแรกยังไม่ค่อยรู้จักสวนป่า และครูบาสุทธินันท์ (หมายคนในองค์กรผมนะครับ) และเป็นครั้งแรกที่ไปเรียนรู้กับชุมชน..วิทยากรเป็นปราชญ์ชาวบ้าน..คำถามที่เยอะมากก็คือ..การเรียนรู้กับชุมชนหรือปราชญ์ชาวบ้านส่งผลดีต่อธุรกิจ อย่างไร..มั่นใจอย่างไรว่าว่าจะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ..ผมก็คอยชักแม่น้ำทั้ง 5 ตอบไปเถอะ..แต่ตอนนี้คนทั้งองค์ และทั้งเครือซิเมนต์ไทย ก็คงคุ้นและรู้จักครูบาสุทธินันท์ แล้วครับ..และผมก็ไม่ต้องตอบคำถามแล้วเพราะการตอบคำถามที่ดีที่สุดคือการไม่ตอบ..แต่ทำให้เห็นเลยดีกว่า..ครับ..
  • คุณหนิง..ครับ..ขอบคุณเช่นกันครับที่ติดตามเรียนรู้ ซึ่งเป็นกำลังใจที่ดีมากเลยครับ..เพราะการทำโครงการนี้เป็นโครงการระยะยาว..ที่ต้องตอบโจทย์เยอะมาก..ถึงตอนนี้พรุ่งนี้ผมก็คงเดินเข้าที่ทำงานแบบสบายใจ แล้วล่ะครับ..เพราะคนที่พยายามถามผม และผมพยายามตอบ ได้ไปเห็นผลงานแล้ว..ครับ..แต่ที่สำคัญกว่าทุกสิ่งทุกอย่างก็คือ..ผมได้เรียนรู้อีกมากมาย..มากกว่าที่คิดเยอะเลยครับ..
  • คุณรัตติยา ครับ..หากมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติก็เรียนเชิญนะครับ..อยากพัฒนาไปเรื่อยๆครับ เหมือนอย่างจอมยุทธ์ที่ว่า"สุดยอดของกระบวนท่าก็คือไร้กระบวนท่า" นั่นแหละครับ..
คุณภูคา คะ...ดิฉั้นกวาดตามองหาคุณมุกม่านของท่านไม่พบค่ะ..อิ...อิ..

ดีครับกับประสบการณ์ดีๆ ที่เอามาฝากครับ

  • ตามมาเก็บเกี่ยวร่วมขบวนการ มุกม่าน ด้วยครับ....อิอิ

คุณภูคา ค่ะ

สนใจในส่วนของการวัดผลความสัมฤทธิ์ของโครงการมานานแล้วค่ะ  จากการที่คุณภูคา ตั้งโจทย์ของการวัดผลของหลักสูตรนี้ โดยดูจากการประเมินองค์กร 2 อย่าง  คือ

1.     ความผาสุขหรือการทำงานอย่างมีความสุขของพนักงานโดยดูจากผลการสำรวจสุขภาพองค์กร (OHI)

2.     ประเมินจากระดับการพัฒนาการของการบริหารงานแบบ Empowerment ที่มีระดับการพัฒนาสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 1 ระดับค้นหาแนวทาง.

แล้วในส่วนของการวัดผลระดับบุคคลหละคะ  สำหรับโครงการนี้ ทางปูนฯ ได้ออกแบบการวัดผลไว้อย่างไรค่ะ สนใจอยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้ค่ะ

ขอบคุณทุกท่าครับ..ทั้งคุณเมตตา ,คุณปรีดิ์ผาติ,ท่านอาจารย์แพนด้า และคุณรัตติจาครับ..

  • สำหรับการวัดผลรายบุคคลหลังการอบรม..จะอยู่ในส่วนหนึ่งของการประเมิน Empowerment ครับ ซึ่งจะเน้นที่การประเมินตนเอง ครับ..อย่างที่ผมเคยเขียนไปแล้วว่าการประเมินพฤติกรรมของคน พยายามอย่าวัดเป็นตัวเลข ..เพราะนั่นจะทำให้เราได้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง..แต่หากเราประเมินโดยการสั่งเกตุพฤติกรรม  หรือการสะท้อนด้วยตนเอง  จะส่งผลถึงการพัฒนาต่อไปด้วย ..(การประเมินนี้ไม่เกี่ยวกับการประเมินผลงานประจำปีนะครับ) ซึ่งกระบวนการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผมใช้รูปแบบการพบปะกับพนักงานผ่านเวทีการจัดกิจกรรมต่าง และสุ่มถามจากผู้จัดการ Cell ..ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร...แต่ก็คุ้มเพราะจะได้เห็นพฤติกรรมที่แสดงออกมาจริงๆ.....

ขอบพระคุณมากคะคุณภูคา

        ทำให้พอมองเห็นแนวทางค่ะ  ชื่นชมทางปูนฯ มากค่ะ ที่ถึงแม้ว่าสิ่งที่ถือว่าวัดยากสุด ซึ่งคือการวัดพฤติกรรมของคน  แต่ทางปูนฯ ก็สามารถทำให้เกิดกระบวนการวัดผลในส่วนนี้ได้

         ขอชื่นชมด้วยใจจริงค่ะ