ข้าวใหม่เมื่อไหร่

ปลามันเมื่อนั้น            

  คำนี้ไม่ได้พูดเล่นๆ แต่คงเป็นกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ ที่ให้ความจริงว่าในช่วงที่ข้าวใหม่เป็นระยะที่ข้าวอุดมไปด้วยวิตามิน มีคุณสมบัติหอม นิ่ม มันอร่อย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิด้วยแล้ว เอาข้าวใหม่มาทำข้าวต้มแม่คุณเอ๋ย ..แค่โรยเกลือปะแล่มๆก็อร่อยได้ ส่วนปลามันนั้น หลังจากชาวนาเก็บเกี่ยวเรียบร้อย ขนข้าวใส่ยุ้งฉางแล้ว ก็จะทำการสูบน้ำจากบ่อที่ขุดไว้ในนา ฤดูน้ำหลากจะนำปลาธรรมชาติมาตกคลักอยู่ที่นี่ ในช่วงที่นอนนาเกี่ยวข้าว ได้อาศัยปลาเหล่านี้เป็นอาหารแทบทุกมื้อ ก่อนจะขึ้นนาเข้าบ้าน เขาก็จะสูบบ่อจับปลากัน บางครัวเรือนก็ทำเป็น ปลาแห้ง ปลาเค็ม ปลาแดดเดียว ปลาร้า เป็นการพึ่งตนเองด้านโปรตีนสไตส์ไทอีสาน ปลาในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้จะอ้วนท้วนไขมันเต็มพุง นอกจากไม่คาวมากแล้วยังมีรสอร่อยว่าฤดูกาลอื่น ชาวเราจึงสรุปตรงกันว่าเป็นช่วง ข้าวใหม่ปลามัน            

สมัยนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าหาได้สะดวก ชาวทุ่งกุลาร้องไห้จะว่าจ้างรถแมคโครให้ขุดสระน้ำไว้ในท้องนามากขึ้น  นอกจากจะเก็บน้ำไว้ใช้สอยแล้ว บางจุดที่เป็นแหล่งรวมปลาธรรมชาติ จะมีรายได้เสริมจากส่วนนี้ปีละหลายหมื่นบาท เป็นการยืนยันความสมบูรณ์ห่วงโซ่อาหารจากธรรมชาติ ที่ท้องถิ่นเรายังคงคำว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ได้เท่าทุกวันนี้ น่าจะเรียกรวมๆว่าคุณของแผ่นดินดีไหม  

ะเห็นว่าคนอีสานนั้นมีต้นทุนชีวิตอยู่ไม่น้อย ถ้ายอมเรียนรู้วิธีที่จะอยู่ที่จะพัฒนาแผ่นดินเกิด กระบวนการแก้ไขปัญหาด้วยการจัดการความรู้ก็จะก่อหวอดขึ้นมาได้ ด้วยน้ำพักน้ำแรงของคนอีสานเอง เข้าทำนองไฟไหม้บ้านไหน ก็เอาน้ำในพื้นที่ตรงนั้นดับ ไม่ใช่วิ่งไปขนน้ำมาจากกรุงเทพ หรือแห่นางแมวขอฝน หรือวิงวอนร้องขอฝนเทียม ทั้งๆที่ฝนตกลงมาให้ฟรีๆปีละไม่น้อยล้านแกลลอน แต่เราไม่ใส่ใจเตรียมภาชนะมากักเก็บน้ำเอาไว้ เหมือนชาวทุ่งกุลาร้องไห้ ที่มีข้าวหอมมะลิกินและขาย มีปลากินและขาย

          

ช่วงนี้ถ้าใครสัญจรผ่านมาทางสาย สตึก - บรบือ ห่างจากสี่แยกอำเภอชุมพลบุรี ประมาณ 200เมตร จะมีตลาดปลาที่เกิดขึ้นโดยพ่อค้าแม่ขายในท้องถิ่น ก่อนหน้านี้เป็นเพิงขายปลาเล็กๆ  ต่อมาขยายเป็นตลาดปลากลางทุ่งกุลาร้องไห้ มีคนแวะมาซื้อขายปลานานาชนิดกันไม่ขาดสาย เกิดระบบบริหารจัดการหลายแผนก มีพ่อค้าคนกลางไปเหมาสูบบ่อปลา ขนปลามาให้แม่ค้าประมูลซื้อไปแยกจำหน่ายในลักษณะต่างๆ เช่น ปลาสด ปลาแห้ง ปลาร้า มีมากมายหลายชนิดและขนาดให้เลือกกันทั้งวัน  2ข้างทาง รถจอดกันยาวเข้าๆออกๆ นับเป็นระบบวิสาหกิจชุมชนที่น่าจับตามอง            

บ่ายวันนี้ผมชวนนักศึกษาบูรณาการศาสตร์ไปลุย ให้ไปดูไปเห็น ระบบเศรษฐกิจรากหญ้า จะจะกับตา เรียน วิชาเศรษฐศาสตร์ฉบับลูกทุ่ง ดูวิธี เขาบริหารจัดการกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย สังเกตจากการเข้าไปสอบถามข้อมูล ทุกคนจะเล่ารายละเอียดให้ฟังอย่างเต็มใจ อธิบายข้อต่อที่ละเปลาะๆว่าเชื่อมโยงกันขึ้นเป็นระบบที่เหมาะกับพวกเขาอย่างไร?  

เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าข้าวใหม่ปลามันแห่งทุกกุลาร้องไห้ คุณภาพคับหม้อจริงหรือเปล่า เราจึงเลือกซื้อปลาบู่ตัวโตๆมา 2กิโล ราคา ก..ละ100บาท ซื้อปลาไหลตัวโตมา2กิโล ราคา ก..ละ120บาท ตั้งใจว่าเย็นนี้จะปิ้งปลาประชดแมว โอ๊ะไม่ใช่.. ปิ้งปลาไหลราดซอสญี่ปุ่น กับต้มยำปลาบู่ใส่ใบส้มเสี้ยว เอาให้เปี้ยวพอดี ซดร้อนๆในยามที่อากาศเย็นอย่างนี้ คงจะสร้างความอบอุ่นให้กระเพาะอิ่มและมีเรี่ยวแรงมานั่งเขียนบล็อก            

ถ้าเราไปซื้อปลามาต้มกินให้อร่อยเฉยๆก็ทำได้ แต่ถ้าจะมองอย่างนักจัดการความรู้ ก็มาคิดต่อไปได้อีกหลายโจทย์ เช่น 

  1. ลักษณะการขุดบ่อล่อปลา ควรมีรูปร่างลักษณะ ความลึกxกว้างxยาว แค่ไหนถึงจะเหมาะสมที่สุด
  2. ขุดในลักษณะอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด เช่น คันดินที่ได้ ใช้เป็นพื้นที่ปลูกต้นไม้ ปลูกผัก ปลูกเพิงไว้อาศัยทำกิจกรรมเลี้ยงสัตว์เสริมต่างๆ
  3. ถ้ามีการเลี้ยงปลาในกระชังเสริมในบ่อที่ว่านี้จะมีความเหมาะสมแค่ไหนเพียงใด
  4. ถ้าจะเลี้ยงปลาแรด ปลาบึก ปลาซ๋งฮือ หลี่ฮือ ปลาอื่นๆร่วมด้วยจะมีความเป็นไปได้หรือไม่
  5. ถ้าใช้วิชาการประมงน้ำจืด เทคนิควิธีต่างๆเข้าไปเสริมจะเข้าไปในลักษณะไหนอย่างไร
  6. ค้นหาอะไรบ้างที่เป็นต้นทุนธรรมชาติที่ง่ายต่อการบริหารจัดการ อะไรบ้างที่ควรจะพัฒนาเป็นส่วนเสริมให้ได้ประโยชน์มากขึ้น
  7. พยายามมองให้ออกว่าจะต่อยอดเรื่องนี้ต่อไปให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นี้อย่างไร
  8. สุดท้าย เราจะเอาความรู้อะไรใส่ลงไปในบ่อดักปลาตำหรับทุ่งกุลาร้องไห้นี้

  เมื่อถึงตรงนี้ ทำให้ผมคิดถึงงานวิจัยเพื่อเอาไปใช้ประโยชน์โดยเฉพาะ ในการทำงานให้ดีขึ้น ที่ไม่ใช่การวิจัยเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีหรือค้นหาทฤษฎีใหม่ๆ จึงควรเริมต้นด้วยมุมมองที่ถูกต้องเกี่ยวกับการวิจัยประเภทนี้ซึ่งจะพลอยทำให้การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยมีความระมัดระวังมากขึ้น และยังอาจจะส่งผลให้เห็นความจริงว่า การวิจัยเพื่อเอาไปแก้ปัญหานั้นต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่เสร็จโครงการนี้ก็มองหาโครงการใหม่ ที่อาจจะไม่ต่อเนื่องจากเรื่องเดิมที่ทำอยู่ หรือเพียงเพราะวิ่งตามทุนวิจัยเป็นหลักใหญ่ .    

      

                           ต้นและใบส้มเสี้ยว