last samurai kenjutsu

 ภาพการซ้อมเพลงดาบในวิชา Kenjutsu จากภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai นักแสดงชาวญี่ปุ่นเป็นนักดาบจริง ๆ ค่ะ เซนเซดาบของผู้เขียนบล๊อกเคยพบตัวจริงในงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ไทย บอกว่าน่ารักมาก (ไม่ทราบว่าแปลว่าอะไรนะคะ น่ารักของเซนเซเนี่ย)  ในภาพนี้ ท่าจรดดาบของฝั่งซ้าย, การยืน และที่สำคัญที่สุดคือ Zanshin โดยรวมของเขาสามารถปิดทางบุกของทอมครุยส์ได้สนิทแล้วค่ะ  คือจากท่าจรดดาบโดยรวมจุดเดียวก็บอกได้แล้วว่าใครจะชนะ อย่างน้อยก็ในการเจอกันครั้งนี้น่ะนะคะ

 

เปล่าค่ะ  บันทึกวันนี้ไม่ใช่เรื่องซามูไรอกหัก  เพราะจะว่าไปแล้ว ซามูไรในอุดมคติ ตามหลักฐานที่มีกันเป็นลายลักษณ์อักษรในสมัยเอโด นั้น  ยังไง ๆ ก็ต้องอยู่ด้วยรักที่เสียสละอยู่แล้วค่ะ  คือต้องพร้อมที่จะจากไปจากโลกนี้พร้อมกับรักอันสูงส่งโดยไม่เปิดเผยแม้นแต่ชื่อคนรักของตนให้ใครรู้น่ะค่ะ  

โห...โรแมนติคสิ้นดี  

 

ประมาณรักเขาข้างเดียวแบบบริสุทธิ์ใจแบบปรารถนาดีต่อกันเฉย ๆ   ฟังดูเหมือนไอเดียของ Loving Kindness หรือ รักแบบเมตตาในพุทธศาสนา นั่นน่ะค่ะ  

 

แล้วก็เหมือนเนื้อเพลง The Impossible Dream เพลงประกอบละครเวทีเรื่อง Don Quixote: Man of Lamancha ด้วย  ที่บอกว่า

“…To lovepure and chastefrom afar…”

 

นั่นล่ะค่ะ  ซามูไรในอุดมคติของแท้  พระเอกเสียไม่มี

 

ที่ตั้งชื่อหัวข้ออย่างนี้  เพราะไปเลือกเรื่องเก่า ๆ ที่เคยเขียนเอาไว้มาปัดฝุ่นเรียบเรียงใหม่  และเจอเรื่องเจ็บ ๆ  (บาดเจ็บน่ะนะคะ ไม่ใช่แฉใครเจ็บ ๆ) ก็เลยนำมาใส่ชื่อให้ตรงกับความเป็นไปของเรื่องราว  แล้วนำมาฝากกันเป็นข้อคิด  ดังนี้ค่ะ


 

วันอาทิตย์ฉันไปเรียนคลาสรวม Kenjutsu   กับ Jujutsu  มา  ความจริงยังเจ็บมืออยู่เลยน่ะจากอาทิตย์ที่แล้ว เพราะเป็นการเรียนดาบไม้แบบฟาดกันอย่างแรงชนิดจิ้งจกสะดุ้ง  แต่ไม่เหมือน Kendo เพราะไม่ใส่เกราะ (โหดกว่าไหมคะ?) และดาบคนละอย่างกัน

 

ปกติเรียนเดือนละหน แต่เดือนนี้เซนเซมีแถมอีกหน ก็เลยไปเรียน เลยช้ำมากกว่าเก่า แต่เป็นช้ำใน เพราะมองข้างนอกไม่เห็นอะไร แต่แตะไม่ได้เลย สะดุ้งโหยง โห...

 

เลยถึงกับต้องให้ที่บ้านช่วยใช้มือถือถ่ายรูปมือที่เจ็บ แล้วฉันก็ใช้โปรแกรมที่ง่ายและฟรีที่มากับ Google Desktop คือ Picasa2 แต่งภาพด้วยการไฮไลท์บริเวณที่ปวดมาก ๆ ชนิดน้ำตาจะร่วง มันจะกำมือไม่ได้อยู่แล้ว  ส่งอีเมล์ไปถามเซนเซว่าทำไงดี

 

painful grip

 ภาพบริเวณที่บาดเจ็บจากการเรียน Kenjutsu  ที่ฉันถ่ายแล้วทำไฮไลท์บริเวณที่ปวด ส่งอีเมล์๋ไปถามเซนเซว่าทำยังไงดี  ไม่สงวนลิขสิทธิ์ค่ะสำหรับท่านที่คิดว่ามีปัญหาด้านการสื่อสารด้วยคำพูด ในการรักษาพยาบาลกับผู้ป่วยต่างชาติต่างภาษา  หรือจะใช้ในการแพทย์ทางไกลก็ได้ค่ะ  โปรแกรม Picasa2 ใช้ง่ายมากเลยนะคะ  จริง ๆ แล้วในภาพนี้ ถ้าดูดี ๆ บริเวณที่ปวด คือ บริเวณที่ผู้ป่วย(นั่น ว่าเข้านั่น) จับด้ามดาบนั่นเอง

  

 

เซนเซก็ดีใจหาย ตอบกลับมาทันทีว่าให้แช่น้ำแข็งทั้งวัน หรือให้นั่งถือไอซ์แพ็ค แล้วเซนเซก็ถ่ายรูปส่งกลับมาอธิบายด้วย

 

เป็นซามูไรที่ไฮเทคมากเลยเซนเซฉัน   ทำให้ฉันอดคิดเล่น ๆ ไม่ได้ว่า  ถ้าเป็นสมัยก่อนเขาจะทำยังไงน่ะ  ใช้พู่กันวาดรูปกับกระดาษสาญี่ปุ่นแล้วผูกกับขานกพิราบไปเหรอ? ฮิ ๆ  ฉันสงสารนกพิราบ  มันคงจะมองหน้าฉันอย่างรำคาญ ๆ ถ้าเห็นมนุษย์อ้วน ๆ อย่างฉัน พยายามจะไปวิ่งไล่จับมันเอากระดาษมาผูกขาขอให้ช่วยเอาไปส่งหน่อย 

 

รูปที่เซนเซใช้นกพิราบ เอ๊ย อีเมล์ส่งมา เป็นไอซ์แพ็คสีเขียวอ่อนใส  ดูดีไซน์ขนาดเล็กน่ารักน่าเอ็นดูของญี่ปุ่น

 

สงสัยเซนเซเอาไว้เวลาสอนพวกเด็ก ๆ อนุบาลญี่ปุ่นที่เรียนพร้อมกับฉันวันพฤหัสแน่เลย

 

เออเนอะ นี่ขนาดอยู่เมืองไทยแท้ ๆ ยังใช้ของญี่ปุ่นที่ไม่มีขายในนี้ สงสัยเซนเซเอามาด้วยจากที่นู่น  เพราะเซนเซกลับไปบ่อย ๆ คนญี่ปุ่นเขามีอะไรเขาก็อุดหนุนพวกเดียวกันเสมอ ประเทศถึงเจริญ

 

green tea products

อะไร ๆ ก็ชาเขียว  ภาพจาก : http://www.flickr.com/photos/peach-life/7540651/in/set-1239531/

 

แต่เมื่อวานฉันต้องเตรียมสอนลูกศิษย์ฉันเหมือนกัน (สอนอย่างอื่นไม่ได้สอนดาบ) เลยไม่ได้นั่งเอามือจุ่มถังน้ำแข็งเป็นหมีขั้วโลกอย่างที่เซนเซสั่ง

 

วันนี้ว่าจะต้องเอาไอซ์แพคมานั่งถือหน่อยแล้ว กลัวเดี๋ยววันพฤหัสเจอเซนเซอีกเปรี้ยงในคลาส spochan เดี๋ยวมือหักแน่ คราวนี้ไม่ต้องจับดาบกันอีกเป็นเดือน!


 

และด้วยความโง่ของฉัน  ฉันก็ดันวิเคราะห์ไปในอีเมล์ที่เขียนถึงเซนเซเสร็จสรรพ  ด้วยการออกตัวว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคของฉันเอง คือ คงจะจับด้ามดาบไม่ถูกต้อง  และคงจะเป็นเทคนิคในกระบวนท่าต่อสู้อะไรสักอย่าง

 

แต่เซนเซบอกว่าเป็นเรื่องของจิตใจ คือ   awareness & purpose ตอนจังหวะที่เข้าปะทะมากกว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องของเทคนิค การจับด้ามดาบเท่านั้น ซึ่งเซนเซจะสอนฉันอีกทีตัวต่อตัวอาทิตย์หน้า 

 

คำตอบของเซนเซ  ทำให้ฉันนึกถึงที่อาจารย์ของฉัน ที่ี่ ศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่่่ ่เคยสอนไว้ว่า  ในชีวิตนี้  จริง ๆ แล้ว ใจเรานี่แหละ สำคัญที่สุด

 

ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า  ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ นั่นเอง

 

นั่นเป็นพระพุทธพจน์ที่งดงาม  เป็นหลักธรรมะที่จริงแท้แน่นอนที่สุด 

 

ฟังแต่หลักธรรมเฉย ๆ ที่ว่าเพราะ  อาจจะยังไม่ เข้า ไปใน ใจ ” นัก

 

ต่อเมื่อลองฝึกดาบแล้วบาดเจ็บขนาดนี้  ถึงรู้ว่า จริง ๆ แล้วหลักการมันอยู่ที่ ใจ จริง ๆ ด้วย

 

...ถ้ารู้วิธีจัดการกับ ใจ ได้อย่างถูกต้อง  คือ เก็บ ใจไว้กับตัวเป็น  ไม่ ส่งใจ ออกไปกังวล ไปกลัว ไปคาดเดาก่อนล่วงหน้า  มันก็จะไม่เจ็บ...

 

ในกรณีนี้  ฉันมาวิเคราะห์เองทีหลังจากคำสอนของเซนเซ ว่า  ในประเด็นของ awareness นั้น ฉันเจ็บเพราะว่าฉันไม่อยู่ใน "ปัจจุบัน"   นั่นก็ คือ ฉันไปคาดเดาจังหวะปะทะดาบก่อนดาบจะปะทะจริง  

  

และ "ความกลัว" นั้น  ทำให้จังหวะดาบฉันเสีย  แรงกระแทกกลับมาจึังสูงมาก  ดาบจึงกระดอนในมือฉันเสียงสนั่น 

 

torii
"...บ่อยครั้งที่ฉันตกเป็นเหยื่อของความกลัวของตัวเอง..."  ภาพประตู มิยาจิม่า โทริ หนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นที่คนคุ้นเคย ในบรรยากาศวังเวงน่ากลัวกว่าทุกที  ภาพโดย Matt Watts ที่มาภาพ:http://www.flickr.com/photos/blackthought/75154080/  

 

 

ที่สำคัญ อีกอย่างคือ purpose ที่เซนเซว่า  ซึ่งมันมีทั้งในส่วนของกระบวนท่า และ ในส่วนของกายใจเราเองในขณะนั้น  ว่าต้องการทำให้ได้อะไร  หรือ  determination ความมุ่งมั่นของจิตในขณะเสี้ยววินาทีที่ดาบกำลังจะ "ประ" กันนั้น  เป็นอย่างไร

 

การกำหนดเป้าหมาย ความมุ่งมั่นในการเข้าปะทะนั้น พอลงมือปฏิบัติจริง ๆ แล้ว  มันก็เหมือนกับ ต้องมีการกำหนดตัวต้นจิตที่อ.ศิริพรของฉันสอนให้ดูต้นจิตก่อนเปลี่ยนอิริยาบถย่อย ในคอร์สวิปัสสนาที่เชียงใหม่จากคืนวันที่ ๒ หรือ ๓ ของการปฏิบัติเป็นต้นไป  ไม่มีผิดเพี้ยนเลย

อือ...หรือว่าอาจารย์ฉันจะเป็นจอมยุทธหญิงแห่งยุทธภพปลอมตัวมาสอนกรรมฐาน?  ฮิ ๆ

...ถ้าใจเรามีความมุ่งมั่นแล้ว  กายเราก็จะมุ่งมั่นไปด้วย 

 

จังหวะประดาบเราก็จะหนักแน่น  ไม่มีกระดอนกระเด็น 

 

ด้ามดาบก็จะไม่กระแทกกลับในมือเรา

 

เราก็จะไม่เจ็บ!!!...

 

 

ใครจะไปเชื่อว่าการฝึกดาบซามูไรคือการนำธรรมะภาคทฤษฎีมาพิสูจน์ อย่างเห็นผลชัดเจนในดาบเดียวอย่างนี้นี่เอง!!!

 

และใคร้...จะไปเชื่อว่า  เป็นเวลาร่วมพันกว่าปีมาแล้ว ที่หมู่เกาะแห่งหนึ่ง  ที่คนที่ทำหน้านิ่งเฉย  ราวกับไร้ความรู้สึกใด ๆ สอนหลักการเรื่องการเจริญสติ  และลงมือปฏิบัติให้เห็นจริงด้วย   ถึงเหตุ และผล ของกายและใจ จะเป็นคนที่ถือดาบอยู่ในมือ?

 

นี่เป็นเพียงหนึ่งในสารพันตัวอย่างปลีกย่อยที่ฉันได้จากการเรียน กับเซนเซ  ยังมีตัวอย่างอีกมาก  ที่ทำให้ฉันถึงกับอ้าปากค้างด้วยความคาดไม่ถึง ซึ่งฉันก็คงจะได้ทยอยนำมาเล่าต่อไป  หากฉันมีโอกาส

 

...ท่านที่เล่นกีฬาที่มีการกระแทกกระทั้นในมือและแขนคล้าย ๆ ดาบ เช่น เทนนิส  หรือแม้แต่กอล์ฟ  ก็สามารถลองสังเกตุดูบ้างก็ได้  ว่าใจของท่าน  มีผลต่อการเล่นของท่านขนาดไหน  อย่างไรบ้าง และเชิญแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัย  หรือท่านที่เล่นกีฬาที่มีการบาดเจ็บง่าย เช่น มวย หรือ รักบี้ ฟุตบอล ก็ได้  ขอเชิญแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ตามสบายด้านล่างนี้

 

กลับมาเรื่องดาบกับการเจ็บกายด้วยใจเป็นเหตุของฉันใหม่

 

ดาบไม้ที่ฉันใช้ซ้อมต่อสู้นั้นจะว่าไปแล้วไม่ใหญ่และหนักเท่าดาบ ที่ใช้ฝึกสมาธิและเจริญสติด้วยซ้ำไป อันนั้นขนาดเท่าใบพายเรือเห็นจะได้    ฉันแอบเรียกในใจว่า  ไซส์มูซาชิ

 

ถ้าใครเคยอ่านเรื่องมูซาชิ    ตอนที่ดวลครั้งสุดท้ายก็คงจะทราบ เพราะว่าพายที่เขามาเหลาใช้แทนดาบนั้นยาวกว่าดาบคู่แข่งที่ได้ชื่อว่า ยาวที่สุดในวงการตอนนั้น อีกด้วยซ้ำ คิดเอาเองว่าจะหนักขนาดไหน!  

 

 ภาพดาบ "ไซส์มูซาชิ" ที่ไว้ซ้อมทำสมาธิ และซ้อม "หวดดาบ" ตามภาษาที่เซนเซเรียก นั่นก็คือ
ซ้อมจังหวะดาบเดี่ยว ๆ ในท่าต่าง ๆ แค่ยกขึ้นให้มันอ้อมไปข้างหลังแล้วใช้แรงจากในตัวเราหวดออกมาข้างหน้า
แบบไม่ให้ตัวเราเสียหลักด้วยนั้นทีเดียวก็ยากจะตายอยู่แล้ว  เพราะมันหนักแบบภาษาที่ไม่ค่อยสุภาพก็คือ "โคตร ๆ"  เวลาซ้อมเฉพาะหวดดาบอย่างเดียวเสร็จก็แทบจะต้อง
โทร.นัดแผนกกายภาพบำบัด 

 

 

 

Musashi

 

ภาพวาดจากจินตนาการของศิลปิน ถึง คุณมูซาชิ ตอนหนุ่ม ๆ
ซึ่งความจริงแล้ว  ฉันไม่ได้ปลื้มอะไรเขาหรอก  ออกจะสงสาร ชีวิตเขาเหนื่อยแท้  ฉันออกจะชอบอาจารย์เขามากกว่า คนที่เป็นพระเซนที่ชื่อ Takuan Soho

 

แต่ฉันว่าเป็นเพราะดาบเบาและเล็กนี่แหละ เลยทำให้แรงปะทะมาเข้ามือฉันเต็ม ๆ เลย เนื้อไม้ไม่สามารถ absorb แรงเอาไว้ได้ นี่แหละที่จะทำให้กระดูกมือหักเอา

 

พวกพี่ ๆ ผู้ชายคู่ซ้อมของฉันก็ไม่ยั้งมือเสียด้วย  มีเรือโทอยู่นายหนึ่งจากราชนาวี อายุอานามน่าจะเป็น น้องฉันเห็นจะได้ เขาเคยเรียนไอคิโด  นั่นค่อยเป็นสุภาพบุรุษหน่อย  มียั้ง ๆ บ้าง  นอกนั้นอัดฉันน่วม   เพราะนี่หลายวันแล้วยังเจ็บอยู่เลย

 

ถ้าพรุ่งนี้ไม่หายสงสัยต้องไปเอ๊กซเรย์ เพราะกดแล้วเจ็บ แต่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น หรือจะต้องไปหาน้ำใบบัวบกมากินเนี่ย?   ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าอะไรนี่น่ะใบบัวบก ฮิ ๆ  ขี้เกียจอธิบายให้เซนเซฟัง  ในดิคไฟฟ้ามันจะมีไหมเนี่ย  ฉันว่าบอกว่าบัวหิมะท่าทางจะง่ายกว่า ฮิ ๆ 

 

sensei's ice pack

 

นี่คือรูปเจลไอซ์แพคของญี่ปุ่นที่เซนเซส่งมาให้ดู บอกว่าให้ไปนั่งถือทั้งวันจนกว่ามือข้างที่เจ็บจะหายเจ็บ

 

จริง ๆ แล้วเจ็บทั้งสองมือ แต่ไม่กล้าบอกเซนเซ  เดี๋ยวจะยิ่งโดนดุว่าทำผิดหนักเข้าไปอีก เพราะ
ดาบซามูไรจังหวะที่หวด  มือที่ออกแรงจริง ๆ จะเป็นมือซ้ายในขณะที่มือขวาแค่บังคับทิศทาง คล้าย ๆ กับไดรฟ์กอล์ฟ ( มิน่าคนญี่ปุ่นถึงชอบตีกอล์ฟ เกี่ยวไหมเนี่ย ฮิ ๆ)

 

แต่ที่ถูกที่สุดคือไม่ใช่แรงจากมือหรือแขนเลย แต่ต้องใช้กำลังภายในจากร่างกาย และจิตใจเท่านั้น ซึ่งเซนเซสอนกี่ทีฉันก็ยังทำไม่ได้  นอกจากนาน ๆ ฟลุค
แต่ถ้าทำได้ทีจะไม่มีวันลืมเลย  โดยเฉพาะตอนเรียนตัดทดสอบดาบด้วยดาบจริงที่คมกริบ ตอนอยู่ญี่ปุ่น 

 

ว่าแต่ว่า ไอซ์แพคอันจิ๋ว ๆ น่ารัก ๆ ไซส์เด็กอนุบาล สีน่าเอ็นดูของเซนเซอันเนี้ย....เวลาไปสอนนิสิต จะให้ถือเจลนี่ไปกำสองมือแบบถือดาบด้วยเนี่ยนะเซนเซ แหะ ๆ  ไม่เข้ากับวิชาดุ ๆ และแคแรคเตอร์ห้าว ๆ ของฉันเล้ยยยย เซนเซ....

 

 


 

 

**หมายเหตุ**  หลังจากวันนั้น  ฉันก็ไม่บาดเจ็บด้วยเรื่องเดิมอีกเลย  แม้นการเรียนดาบไม้ที่ไร้เกราะกับพวกผู้ชาย  ที่มีฉันเป็นผู้หญิงอยู่คนเดียวนั้น จะโหดขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไร