ไม่เจ็บ เพราะเก็บใจ - - บทเรียนจากวิชาดาบไม้ที่ไร้เกราะ

  ติดต่อ

  ฉันเจ็บเพราะว่าฉันไม่อยู่ใน "ปัจจุบัน" คือ ฉันไปคาดเดาจังหวะปะทะดาบก่อนดาบจะปะทะจริง และ "ความกลัว" นั้น ทำให้จังหวะดาบฉันเสีย แรงกระแทกกลับมาจึังสูงมาก ดาบจึงกระดอนในมือฉันเสียงสนั่น   

 

 last samurai kenjutsu

 ภาพการซ้อมเพลงดาบในวิชา Kenjutsu จากภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai นักแสดงชาวญี่ปุ่นเป็นนักดาบจริง ๆ ค่ะ เซนเซดาบของผู้เขียนบล๊อกเคยพบตัวจริงในงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ไทย บอกว่าน่ารักมาก (ไม่ทราบว่าแปลว่าอะไรนะคะ น่ารักของเซนเซเนี่ย)  ในภาพนี้ ท่าจรดดาบของฝั่งซ้าย, การยืน และที่สำคัญที่สุดคือ Zanshin โดยรวมของเขาสามารถปิดทางบุกของทอมครุยส์ได้สนิทแล้วค่ะ  คือจากท่าจรดดาบโดยรวมจุดเดียวก็บอกได้แล้วว่าใครจะชนะ อย่างน้อยก็ในการเจอกันครั้งนี้น่ะนะคะ

 

เปล่าค่ะ  บันทึกวันนี้ไม่ใช่เรื่องซามูไรอกหัก  เพราะจะว่าไปแล้ว ซามูไรในอุดมคติ ตามหลักฐานที่มีกันเป็นลายลักษณ์อักษรในสมัยเอโด นั้น  ยังไง ๆ ก็ต้องอยู่ด้วยรักที่เสียสละอยู่แล้วค่ะ  คือต้องพร้อมที่จะจากไปจากโลกนี้พร้อมกับรักอันสูงส่งโดยไม่เปิดเผยแม้นแต่ชื่อคนรักของตนให้ใครรู้น่ะค่ะ  

โห...โรแมนติคสิ้นดี  

 

ประมาณรักเขาข้างเดียวแบบบริสุทธิ์ใจแบบปรารถนาดีต่อกันเฉย ๆ   ฟังดูเหมือนไอเดียของ Loving Kindness หรือ รักแบบเมตตาในพุทธศาสนา นั่นน่ะค่ะ  

 

แล้วก็เหมือนเนื้อเพลง The Impossible Dream เพลงประกอบละครเวทีเรื่อง Don Quixote: Man of Lamancha ด้วย  ที่บอกว่า

“…To lovepure and chastefrom afar…”

 

นั่นล่ะค่ะ  ซามูไรในอุดมคติของแท้  พระเอกเสียไม่มี

 

ที่ตั้งชื่อหัวข้ออย่างนี้  เพราะไปเลือกเรื่องเก่า ๆ ที่เคยเขียนเอาไว้มาปัดฝุ่นเรียบเรียงใหม่  และเจอเรื่องเจ็บ ๆ  (บาดเจ็บน่ะนะคะ ไม่ใช่แฉใครเจ็บ ๆ) ก็เลยนำมาใส่ชื่อให้ตรงกับความเป็นไปของเรื่องราว  แล้วนำมาฝากกันเป็นข้อคิด  ดังนี้ค่ะ


 

วันอาทิตย์ฉันไปเรียนคลาสรวม Kenjutsu   กับ Jujutsu  มา  ความจริงยังเจ็บมืออยู่เลยน่ะจากอาทิตย์ที่แล้ว เพราะเป็นการเรียนดาบไม้แบบฟาดกันอย่างแรงชนิดจิ้งจกสะดุ้ง  แต่ไม่เหมือน Kendo เพราะไม่ใส่เกราะ (โหดกว่าไหมคะ?) และดาบคนละอย่างกัน

 

ปกติเรียนเดือนละหน แต่เดือนนี้เซนเซมีแถมอีกหน ก็เลยไปเรียน เลยช้ำมากกว่าเก่า แต่เป็นช้ำใน เพราะมองข้างนอกไม่เห็นอะไร แต่แตะไม่ได้เลย สะดุ้งโหยง โห...

 

เลยถึงกับต้องให้ที่บ้านช่วยใช้มือถือถ่ายรูปมือที่เจ็บ แล้วฉันก็ใช้โปรแกรมที่ง่ายและฟรีที่มากับ Google Desktop คือ Picasa2 แต่งภาพด้วยการไฮไลท์บริเวณที่ปวดมาก ๆ ชนิดน้ำตาจะร่วง มันจะกำมือไม่ได้อยู่แล้ว  ส่งอีเมล์ไปถามเซนเซว่าทำไงดี

 

painful grip

 ภาพบริเวณที่บาดเจ็บจากการเรียน Kenjutsu  ที่ฉันถ่ายแล้วทำไฮไลท์บริเวณที่ปวด ส่งอีเมล์๋ไปถามเซนเซว่าทำยังไงดี  ไม่สงวนลิขสิทธิ์ค่ะสำหรับท่านที่คิดว่ามีปัญหาด้านการสื่อสารด้วยคำพูด ในการรักษาพยาบาลกับผู้ป่วยต่างชาติต่างภาษา  หรือจะใช้ในการแพทย์ทางไกลก็ได้ค่ะ  โปรแกรม Picasa2 ใช้ง่ายมากเลยนะคะ  จริง ๆ แล้วในภาพนี้ ถ้าดูดี ๆ บริเวณที่ปวด คือ บริเวณที่ผู้ป่วย(นั่น ว่าเข้านั่น) จับด้ามดาบนั่นเอง

  

 

เซนเซก็ดีใจหาย ตอบกลับมาทันทีว่าให้แช่น้ำแข็งทั้งวัน หรือให้นั่งถือไอซ์แพ็ค แล้วเซนเซก็ถ่ายรูปส่งกลับมาอธิบายด้วย

 

เป็นซามูไรที่ไฮเทคมากเลยเซนเซฉัน   ทำให้ฉันอดคิดเล่น ๆ ไม่ได้ว่า  ถ้าเป็นสมัยก่อนเขาจะทำยังไงน่ะ  ใช้พู่กันวาดรูปกับกระดาษสาญี่ปุ่นแล้วผูกกับขานกพิราบไปเหรอ? ฮิ ๆ  ฉันสงสารนกพิราบ  มันคงจะมองหน้าฉันอย่างรำคาญ ๆ ถ้าเห็นมนุษย์อ้วน ๆ อย่างฉัน พยายามจะไปวิ่งไล่จับมันเอากระดาษมาผูกขาขอให้ช่วยเอาไปส่งหน่อย 

 

รูปที่เซนเซใช้นกพิราบ เอ๊ย อีเมล์ส่งมา เป็นไอซ์แพ็คสีเขียวอ่อนใส  ดูดีไซน์ขนาดเล็กน่ารักน่าเอ็นดูของญี่ปุ่น

 

สงสัยเซนเซเอาไว้เวลาสอนพวกเด็ก ๆ อนุบาลญี่ปุ่นที่เรียนพร้อมกับฉันวันพฤหัสแน่เลย

 

เออเนอะ นี่ขนาดอยู่เมืองไทยแท้ ๆ ยังใช้ของญี่ปุ่นที่ไม่มีขายในนี้ สงสัยเซนเซเอามาด้วยจากที่นู่น  เพราะเซนเซกลับไปบ่อย ๆ คนญี่ปุ่นเขามีอะไรเขาก็อุดหนุนพวกเดียวกันเสมอ ประเทศถึงเจริญ

 

green tea products

อะไร ๆ ก็ชาเขียว  ภาพจาก : http://www.flickr.com/photos/peach-life/7540651/in/set-1239531/

 

แต่เมื่อวานฉันต้องเตรียมสอนลูกศิษย์ฉันเหมือนกัน (สอนอย่างอื่นไม่ได้สอนดาบ) เลยไม่ได้นั่งเอามือจุ่มถังน้ำแข็งเป็นหมีขั้วโลกอย่างที่เซนเซสั่ง

 

วันนี้ว่าจะต้องเอาไอซ์แพคมานั่งถือหน่อยแล้ว กลัวเดี๋ยววันพฤหัสเจอเซนเซอีกเปรี้ยงในคลาส spochan เดี๋ยวมือหักแน่ คราวนี้ไม่ต้องจับดาบกันอีกเป็นเดือน!


 

และด้วยความโง่ของฉัน  ฉันก็ดันวิเคราะห์ไปในอีเมล์ที่เขียนถึงเซนเซเสร็จสรรพ  ด้วยการออกตัวว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคของฉันเอง คือ คงจะจับด้ามดาบไม่ถูกต้อง  และคงจะเป็นเทคนิคในกระบวนท่าต่อสู้อะไรสักอย่าง

 

แต่เซนเซบอกว่าเป็นเรื่องของจิตใจ คือ   awareness & purpose ตอนจังหวะที่เข้าปะทะมากกว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องของเทคนิค การจับด้ามดาบเท่านั้น ซึ่งเซนเซจะสอนฉันอีกทีตัวต่อตัวอาทิตย์หน้า 

 

คำตอบของเซนเซ  ทำให้ฉันนึกถึงที่อาจารย์ของฉัน ที่ี่ ศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่่่ ่เคยสอนไว้ว่า  ในชีวิตนี้  จริง ๆ แล้ว ใจเรานี่แหละ สำคัญที่สุด

 

ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า  ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ นั่นเอง

 

นั่นเป็นพระพุทธพจน์ที่งดงาม  เป็นหลักธรรมะที่จริงแท้แน่นอนที่สุด 

 

ฟังแต่หลักธรรมเฉย ๆ ที่ว่าเพราะ  อาจจะยังไม่ เข้า ไปใน ใจ ” นัก

 

ต่อเมื่อลองฝึกดาบแล้วบาดเจ็บขนาดนี้  ถึงรู้ว่า จริง ๆ แล้วหลักการมันอยู่ที่ ใจ จริง ๆ ด้วย

 

...ถ้ารู้วิธีจัดการกับ ใจ ได้อย่างถูกต้อง  คือ เก็บ ใจไว้กับตัวเป็น  ไม่ ส่งใจ ออกไปกังวล ไปกลัว ไปคาดเดาก่อนล่วงหน้า  มันก็จะไม่เจ็บ...

 

ในกรณีนี้  ฉันมาวิเคราะห์เองทีหลังจากคำสอนของเซนเซ ว่า  ในประเด็นของ awareness นั้น ฉันเจ็บเพราะว่าฉันไม่อยู่ใน "ปัจจุบัน"   นั่นก็ คือ ฉันไปคาดเดาจังหวะปะทะดาบก่อนดาบจะปะทะจริง  

  

และ "ความกลัว" นั้น  ทำให้จังหวะดาบฉันเสีย  แรงกระแทกกลับมาจึังสูงมาก  ดาบจึงกระดอนในมือฉันเสียงสนั่น 

 

torii
"...บ่อยครั้งที่ฉันตกเป็นเหยื่อของความกลัวของตัวเอง..."  ภาพประตู มิยาจิม่า โทริ หนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นที่คนคุ้นเคย ในบรรยากาศวังเวงน่ากลัวกว่าทุกที  ภาพโดย Matt Watts ที่มาภาพ:http://www.flickr.com/photos/blackthought/75154080/  

 

 

ที่สำคัญ อีกอย่างคือ purpose ที่เซนเซว่า  ซึ่งมันมีทั้งในส่วนของกระบวนท่า และ ในส่วนของกายใจเราเองในขณะนั้น  ว่าต้องการทำให้ได้อะไร  หรือ  determination ความมุ่งมั่นของจิตในขณะเสี้ยววินาทีที่ดาบกำลังจะ "ประ" กันนั้น  เป็นอย่างไร

 

การกำหนดเป้าหมาย ความมุ่งมั่นในการเข้าปะทะนั้น พอลงมือปฏิบัติจริง ๆ แล้ว  มันก็เหมือนกับ ต้องมีการกำหนดตัวต้นจิตที่อ.ศิริพรของฉันสอนให้ดูต้นจิตก่อนเปลี่ยนอิริยาบถย่อย ในคอร์สวิปัสสนาที่เชียงใหม่จากคืนวันที่ ๒ หรือ ๓ ของการปฏิบัติเป็นต้นไป  ไม่มีผิดเพี้ยนเลย

อือ...หรือว่าอาจารย์ฉันจะเป็นจอมยุทธหญิงแห่งยุทธภพปลอมตัวมาสอนกรรมฐาน?  ฮิ ๆ

...ถ้าใจเรามีความมุ่งมั่นแล้ว  กายเราก็จะมุ่งมั่นไปด้วย 

 

จังหวะประดาบเราก็จะหนักแน่น  ไม่มีกระดอนกระเด็น 

 

ด้ามดาบก็จะไม่กระแทกกลับในมือเรา

 

เราก็จะไม่เจ็บ!!!...

 

 

ใครจะไปเชื่อว่าการฝึกดาบซามูไรคือการนำธรรมะภาคทฤษฎีมาพิสูจน์ อย่างเห็นผลชัดเจนในดาบเดียวอย่างนี้นี่เอง!!!

 

และใคร้...จะไปเชื่อว่า  เป็นเวลาร่วมพันกว่าปีมาแล้ว ที่หมู่เกาะแห่งหนึ่ง  ที่คนที่ทำหน้านิ่งเฉย  ราวกับไร้ความรู้สึกใด ๆ สอนหลักการเรื่องการเจริญสติ  และลงมือปฏิบัติให้เห็นจริงด้วย   ถึงเหตุ และผล ของกายและใจ จะเป็นคนที่ถือดาบอยู่ในมือ?

 

นี่เป็นเพียงหนึ่งในสารพันตัวอย่างปลีกย่อยที่ฉันได้จากการเรียน กับเซนเซ  ยังมีตัวอย่างอีกมาก  ที่ทำให้ฉันถึงกับอ้าปากค้างด้วยความคาดไม่ถึง ซึ่งฉันก็คงจะได้ทยอยนำมาเล่าต่อไป  หากฉันมีโอกาส

 

...ท่านที่เล่นกีฬาที่มีการกระแทกกระทั้นในมือและแขนคล้าย ๆ ดาบ เช่น เทนนิส  หรือแม้แต่กอล์ฟ  ก็สามารถลองสังเกตุดูบ้างก็ได้  ว่าใจของท่าน  มีผลต่อการเล่นของท่านขนาดไหน  อย่างไรบ้าง และเชิญแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัย  หรือท่านที่เล่นกีฬาที่มีการบาดเจ็บง่าย เช่น มวย หรือ รักบี้ ฟุตบอล ก็ได้  ขอเชิญแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ตามสบายด้านล่างนี้

 

กลับมาเรื่องดาบกับการเจ็บกายด้วยใจเป็นเหตุของฉันใหม่

 

ดาบไม้ที่ฉันใช้ซ้อมต่อสู้นั้นจะว่าไปแล้วไม่ใหญ่และหนักเท่าดาบ ที่ใช้ฝึกสมาธิและเจริญสติด้วยซ้ำไป อันนั้นขนาดเท่าใบพายเรือเห็นจะได้    ฉันแอบเรียกในใจว่า  ไซส์มูซาชิ

 

ถ้าใครเคยอ่านเรื่องมูซาชิ    ตอนที่ดวลครั้งสุดท้ายก็คงจะทราบ เพราะว่าพายที่เขามาเหลาใช้แทนดาบนั้นยาวกว่าดาบคู่แข่งที่ได้ชื่อว่า ยาวที่สุดในวงการตอนนั้น อีกด้วยซ้ำ คิดเอาเองว่าจะหนักขนาดไหน!  

 

 ภาพดาบ "ไซส์มูซาชิ" ที่ไว้ซ้อมทำสมาธิ และซ้อม "หวดดาบ" ตามภาษาที่เซนเซเรียก นั่นก็คือ
ซ้อมจังหวะดาบเดี่ยว ๆ ในท่าต่าง ๆ แค่ยกขึ้นให้มันอ้อมไปข้างหลังแล้วใช้แรงจากในตัวเราหวดออกมาข้างหน้า
แบบไม่ให้ตัวเราเสียหลักด้วยนั้นทีเดียวก็ยากจะตายอยู่แล้ว  เพราะมันหนักแบบภาษาที่ไม่ค่อยสุภาพก็คือ "โคตร ๆ"  เวลาซ้อมเฉพาะหวดดาบอย่างเดียวเสร็จก็แทบจะต้อง
โทร.นัดแผนกกายภาพบำบัด 

 

 

 

Musashi

 

ภาพวาดจากจินตนาการของศิลปิน ถึง คุณมูซาชิ ตอนหนุ่ม ๆ
ซึ่งความจริงแล้ว  ฉันไม่ได้ปลื้มอะไรเขาหรอก  ออกจะสงสาร ชีวิตเขาเหนื่อยแท้  ฉันออกจะชอบอาจารย์เขามากกว่า คนที่เป็นพระเซนที่ชื่อ Takuan Soho

 

แต่ฉันว่าเป็นเพราะดาบเบาและเล็กนี่แหละ เลยทำให้แรงปะทะมาเข้ามือฉันเต็ม ๆ เลย เนื้อไม้ไม่สามารถ absorb แรงเอาไว้ได้ นี่แหละที่จะทำให้กระดูกมือหักเอา

 

พวกพี่ ๆ ผู้ชายคู่ซ้อมของฉันก็ไม่ยั้งมือเสียด้วย  มีเรือโทอยู่นายหนึ่งจากราชนาวี อายุอานามน่าจะเป็น น้องฉันเห็นจะได้ เขาเคยเรียนไอคิโด  นั่นค่อยเป็นสุภาพบุรุษหน่อย  มียั้ง ๆ บ้าง  นอกนั้นอัดฉันน่วม   เพราะนี่หลายวันแล้วยังเจ็บอยู่เลย

 

ถ้าพรุ่งนี้ไม่หายสงสัยต้องไปเอ๊กซเรย์ เพราะกดแล้วเจ็บ แต่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น หรือจะต้องไปหาน้ำใบบัวบกมากินเนี่ย?   ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าอะไรนี่น่ะใบบัวบก ฮิ ๆ  ขี้เกียจอธิบายให้เซนเซฟัง  ในดิคไฟฟ้ามันจะมีไหมเนี่ย  ฉันว่าบอกว่าบัวหิมะท่าทางจะง่ายกว่า ฮิ ๆ 

 

sensei's ice pack

 

นี่คือรูปเจลไอซ์แพคของญี่ปุ่นที่เซนเซส่งมาให้ดู บอกว่าให้ไปนั่งถือทั้งวันจนกว่ามือข้างที่เจ็บจะหายเจ็บ

 

จริง ๆ แล้วเจ็บทั้งสองมือ แต่ไม่กล้าบอกเซนเซ  เดี๋ยวจะยิ่งโดนดุว่าทำผิดหนักเข้าไปอีก เพราะ
ดาบซามูไรจังหวะที่หวด  มือที่ออกแรงจริง ๆ จะเป็นมือซ้ายในขณะที่มือขวาแค่บังคับทิศทาง คล้าย ๆ กับไดรฟ์กอล์ฟ ( มิน่าคนญี่ปุ่นถึงชอบตีกอล์ฟ เกี่ยวไหมเนี่ย ฮิ ๆ)

 

แต่ที่ถูกที่สุดคือไม่ใช่แรงจากมือหรือแขนเลย แต่ต้องใช้กำลังภายในจากร่างกาย และจิตใจเท่านั้น ซึ่งเซนเซสอนกี่ทีฉันก็ยังทำไม่ได้  นอกจากนาน ๆ ฟลุค
แต่ถ้าทำได้ทีจะไม่มีวันลืมเลย  โดยเฉพาะตอนเรียนตัดทดสอบดาบด้วยดาบจริงที่คมกริบ ตอนอยู่ญี่ปุ่น 

 

ว่าแต่ว่า ไอซ์แพคอันจิ๋ว ๆ น่ารัก ๆ ไซส์เด็กอนุบาล สีน่าเอ็นดูของเซนเซอันเนี้ย....เวลาไปสอนนิสิต จะให้ถือเจลนี่ไปกำสองมือแบบถือดาบด้วยเนี่ยนะเซนเซ แหะ ๆ  ไม่เข้ากับวิชาดุ ๆ และแคแรคเตอร์ห้าว ๆ ของฉันเล้ยยยย เซนเซ....

 

 


 

 

**หมายเหตุ**  หลังจากวันนั้น  ฉันก็ไม่บาดเจ็บด้วยเรื่องเดิมอีกเลย  แม้นการเรียนดาบไม้ที่ไร้เกราะกับพวกผู้ชาย  ที่มีฉันเป็นผู้หญิงอยู่คนเดียวนั้น จะโหดขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไร

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 74122, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 21, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #พุทธศาสนา#จิตวิญญาณ#การเรียนรู้#เรื่องเล่า#สังคม#วัฒนธรรม#ปรัชญา#อาจารย์#มุมมอง#เชียงใหม่#สมาธิ#ปัญญา#ขนบธรรมเนียม#วิปัสสนา#พัฒนาจิต#ญี่ปุ่น#สังคมวิทยา#สังคมศาสตร์#เล่าเรื่องด้วยภาพ#ปฏิบัติธรรม#เอเชีย#เซน#เจริญสติ#ดาบ#ซามูไร#ผู้ปฏิบัติธรรม#มองโลก#บูชิโด#ศิลปป้องกันตัว#อ.พิชัย#日本#社会学#####武道

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (21)

ยาวจัง เดี๋ยวค่อยมาอ่านนะ
nash
เขียนเมื่อ 

แหะ ๆ เขามีกฏห้ามเขียนยาวหรือคะ?

 

แต่ก็เป็นเด็กดื้อน่ืะค่ะ  ชอบแหกกฏ

 

เคยฝึกงานจัดรายการวิทยุเล่น ๆ  ก็ประเภท ตามใจคนจัด ขัดใจคนฟัง ค่ะ  เพราะว่ารายการนี้ไม่มีสปอนเซอร์  ฮิ ๆ

 

ง่า...แต่ก็ขอบคุณที่แวะมาบอกว่ายาว นะคะ

 

อย่างน้อยก็มีคนทน scroll ลงมาได้ถึงตรงบริเวณที่ให้เขียน comment

 

ก็ยังแปลว่าไม่ยาวจนถอดใจไปก่อน ฮิ ๆ

 

ยาวกว่านี้่ก็เคยเขียนค่ะ โฮะ ๆ  อย่าได้คลิกไปอ่านบันทึกเก่า ๆ เชียวนะคะ  เดี๋ยวเครื่องจะแฮ้งค์   ฮี่ ๆ ๆ

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร 

 

 

กันยามาส
IP: xxx.144.157.66
เขียนเมื่อ 

แวะมาสนับสนุนคุณณัชร เรื่องนี้หน่อยค่ะ

 

พอดีตัวเองเป็นคนชอบเล่นกีฬาหลายอย่าง โดยเฉพาะกอลฟ์ และนอกจากนั้นยังลามไปที่คนรอบตัวหลายคน ต้องหันมาจับไม้กอลฟ์หวดไปมา จนเก่งกว่าเราไปแล้วก็มี

 

ในที่นี้จะพูดถึงกอลฟ์เท่านั้น เพราะว่ามีคนเคยถามว่า กีฬาชนิดนี้ใช้กล้ามเนื้อส่วนไหนมากที่สุด

 

คุณคิดว่า กล้ามเนื้อส่วนไหนคะ

 

เฉลย....................ใช้ส่วนที่อยู่ระหว่าง..................หูทั้งสองของคุณมากที่สุด

 ใช้สมองค่ะ..............นี่คือสิ่งที่โปรกอลฟ์ PGA ทั้งหลายเขาว่ากัน เพราะถ้าไปดูสถิตินักกอลฟ์ที่ตีไกลที่สุดอันดับต้นๆนั้น ไม่มีบิ๊กเนมที่เรารู้จักกันเลยค่ะ ไทเกอร์ วูดส์ วีเจย์ ซิงค์ ฟิล มิเคลสัน มีพวกที่ตีไกลกว่าพวกนี้อีก แต่ไม่เคยได้แชมป์ เพราะอย่างที่ว่าๆกล้ามเนื้อส่วนที่ต้องใช้มากที่สุดคือสมองค่ะ แต่ไม่ใช่ไทเกอร์ วูดส์ วีเจย์ ซิงค์ ฟิล มิเคลสันจะตีสั้นนะคะ ไกลกว่าพวกเราๆเยอะมาก 

เข้าเรื่องซะที อันที่จริงที่เขาว่ากันนั้น ไม่ถูกต้องไปหมดซะทีเดียว เพราะจริงๆแล้วใจมีส่วนสำคัญมากๆ มากพอๆกับหรืออาจจะมากกว่าสมองอีก เดี๋ยวจะยกเหตผลมาว่าทำไม

 

แต่ไม่รู้ว่าเหล่าชาวตะวันตก ไม่ค่อยคุ้นเคยกับสภาวะจิตใจหรือเปล่า เพราะเขาจะเหมารวมไปทั้งหมดว่าสมอง จริงๆแล้วการใช้สมองวางแผนการเล่นของแต่ละสนาม พิจารณาเลย์เอาท์ของแฟร์เวย์ วางแผนหลบบังเกอร์ที่วางดักไว้ พิจาณาส่วนโค้ง ส่วนเว้าของกรีน การวางแผนการเล่น การวางตัว ดูสภาพลม ดูสภาพหญ้าบนกรีน ขณะเดินก็ต้องสังเกตความลาดเอียงของกรีนไปถึงหลุม ทุกรายละเอียดเป็นสิ่งสำคัญทั้งสิ้น สำคัญมากด้วย

 

แต่พอตัดมาเป็นช๊อตต่อช๊อตแล้วนั้น สภาพจิตใจ จะเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า ยิ่งขณะที่คุณกำลังจรดเตรียมตีลูกนั้น จิตใจคุณยิ่งต้องว่างเปล่า ต้องอยู่กับขณะนั้นให้ได้ ถ้าคุณเกิดเคยตีที่แย่ๆไปแล้ว หรือเกิดวันนั้นตีดี๊ดีอยู่ แต่ขณะที่ยังตีอยู่ใจยังกังวลถึงช๊อตแย่ หรือใจยังคิดกลับไปหลุมที่ผ่านมาที่พัตต์พลาดไป รับประกันได้เลยช๊อตที่กำลังตีอยู่นั้นไม่แช้งค์ก็ท๊อปค่ะ ยิ่งคิดถึงอดีตมาก ยิ่งตีไม่ได้

 

หรืออีกแบบก็คือเจออุปสรรคน้ำ หรือบังเกอร์อยู่ข้างหน้า ใจคุณเห็นก็กลัวมันไปแล้ว รับรองค่ะตีตกน้ำแน่นอนเลย แต่หลายครั้งที่ตีไปโดยไม่รู้ว่ามีอุปสรรคน้ำอยู่ข้างหน้า ตีดี๊ดีเพราะคุณไม่เห็น เลยไม่กังวลถึงมัน จิตใจมันก็ไม่ได้ปรุงแต่งให้คุณกลัวมัน

 

โดยเฉพาะการพัตต์ การพัตต์จะว่าไปแล้ว เป็นสโตรคที่หัดง่ายที่สุดของการเล่นกอลฟ์เลยก็ว่าได้ แต่รู้มั้ยค่ะ นักกอลฟ์ตัวโตๆเนี่ยถ้าต้องจับมาพัตต์แข่งกับเด็กๆเมื่อไหร่ละก็ น่าดูสุดยอด คุณจะเห็นเด็กๆตัวน้อยทั้งหลาย บีบผู้ใหญ่หน้าเขียวหน้าเหลืองก็บนกรีนพัตต์นี่หละค่ะ เพราะเด็กๆนั้นเขามีความสามารถที่จะไม่หน่วงอารมณ์ค่ะ ไม่มีการกดดันใดๆทั้งสิ้น ลูกชายเพื่อนคนนึงอายุยังไม่เต็มสิบขวบดีเลย พัตต์กอลฟ์เนียนทีเดียว จิตใจเขาไม่มีอะไรมารบกวนค่ะ เด็กเนี่ยสามารถอยู่กับปัจจุบันของเขาได้ดีมาก อย่างเป็นธรรมชาติด้วย ผู้ใหญ่อย่างเราๆเห้นแล้วต้องอายเลยทีเดียว

 อุ๊บ........ยาวไปแล้ว ขอจบแค่นี้ก่อนค่ะ
  • อ่านcomment ของคุณ nash ผมว่ายาวแล้ว พบของคุณกัลยามาสก็ยาวเช่นกันการฝึกดาบต้องใช้สมาธิมากจังเลยครับ ที่เขาว่ากระบี่อยู่ที่ใจท่าจะจริง
  • ข้อดีของคนญี่ปุ่นคือขยันทำงานมาก ทำงานเป็นทีมได้ดีรักชาติ ของก็ซื้อแต่สินค้าญี่ปุ่น เชื่อแล้วว่าทำไมบ้านเขาเจริญ
  • แต่ข้อเสียที่ญี่ปุ่น คนเครียดและฆ่าตัวตายมาก พอจะทราบสาเหตุไหมครับ
  • ชอบภาพนี้ครับ

อ่านบันทึกคุณณัชร แล้ว เหมือนเข้าไปเรียนกับ

เซนเซ....เป็นคนอ่านประเภท    ชอบจดน่ะคะ ต้องมีกระดาษโน็ต

เอาไว้ข้างคอมฯ ...ปานว่าจะไปสอบ อย่างนั้น.. ....

เรียกว่า เรียนลัด น่ะคะ...............

เก็บไว้เตือนตัวเอง

  " เก็บ ใจไว้กับตัวเป็น

    ไม่ส่งใจ ออกไปกังวล ไปกลัว ไปคาดเดา....."

กลุ้มใจ
IP: xxx.123.128.209
เขียนเมื่อ 

นั่นซิคะตอนนี้ก็กลุ้มใจเพราะจิตใจไม่อยู่กับตัวเลย

หงุดหงิดกำหนดอะไรไม่ได้  เบื่อไปหมดแม้นแต่การเจริญสติก็ยังทำไม่ได้

พอทำไม่ได้จิตใจก็เลยพาลไปกันใหญ่  เฮ้อ

เมาส์ไม่อยู่ที่ใจเลย

        อ่านเพลินกันแทบทุกคนเลยค่ะ ดีใจจริงๆที่รู้จัก gotoknow ต้องกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์พิชัยค่ะ ทำให้หมอมาเจอแหล่งความรู้ดีๆและกัลยาณมิตรทั้งหลาย

        เรื่องนี้และคอมเม้นต์ลึกซึ้งยิ่งนักๆๆๆ ชอบจังหนอๆค่ะ

        หมอเคยตีแบดพบว่า ถ้าสติจดจ่ออยู่กับการตีแบดดีๆ จะตีได้แรง และเหนื่อยน้อยลงด้วยค่ะ และก็มีบางครั้งแค่เดินเฉยๆแต่ดันเผลอสติทำให้ปวดเท้าเลยก็มียิ่งถ้าเผลอเตะขาโต๊ะยิ่งเห็นเดือนเห็นดาวเลยค่ะ

        คุณกลุ้มใจก็กำหนดไปตามจริงเลยค่ะ หมอก็เคยเป็นแบบนี้บ่อย เบื่อซะจนจะหายเบื่อแล้วถึงรู้ หรือโมโหซะจนฉะเค้าไปแล้วถึงรู้ว่าสอบตกอีกแล้ว ไม่เป็นไรค่ะ พยายามใหม่ try again and again ค่ะ วันนึงพวกเราจะต้องสอบผ่านกันบ้างแหละค่ะ เนอะเนอะ

nash
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ คุณ กันยามาส,

 

ขอเรียกว่าคุณเอ๋ก็แล้วกันนะคะ  ไม่งั้นจะฟังดูเป็นทางการมากเหมือนงานราตรีสโมสร

 

ก่อนอื่นขอบพระคุณมาก ๆ เลยที่แวะมา  แล้วก็ต้องบอกด้วยว่าวิจารณ์ได้เฉียบคมอย่างนี้ ==> ไม่บล๊อกไม่ได้แล้วนะคุณเอ๋!!  :)

 

ขอบคุณมาก ๆ เลยที่แวะมาให้ความรู้ที่นี่ ถึงเกร็ดเรื่องราวที่เราเชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยได้ยินมาก่อน  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ว่านักกอล์ฟที่เป็นเจ้าของสถิติตีไกลที่สุดในโลก  ไม่ใช่บิ๊กเนม ที่เรารู้จัก ๆ กัน

 

เพราะมันเป็นตัวชี้วัดเหมือนกันเนอะว่า  การที่จะก้าวเป็นสุดยอดนักกอล์ฟนั้น  มันอาศัยอะไรมากกว่าแรงตีไกล (แต่ตีไกลได้ก็ดีใช่ไหม ฮิ ๆ)

 

ที่เราชอบที่สุดที่คุณเอ๋ยกมาน่ะนะ  คือสองประเด็นข้างล่างนี้  เพราะเชื่อไหมว่า  เวลาเราทำทบทวนวรรณกรรมในการทำวิทยานิพนธ์นี่น่ะ  ตอนแรก ๆ ก่อนจะเลือกไปทางญี่ปุ่น  เราอ่านเกี่ยวกับที่ฝรั่งเขียนเรื่องการเจริญสติก่อน  แล้วไม่ชอบ

 

เพราะว่าอะไร  เพราะว่าเขาชอบจับทางผิด  คิดจะศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์กันหมดเลยไง  เขาคิดจะไปศึกษาแต่เรื่องของ "สมอง" กันหมดน่ะ  ซึ่งมันไม่ใช่น่ะ  เหมือนที่คุณเอ๋วิเคราะห์ได้ดีมาก ดังนี้

 

"...แต่ไม่รู้ว่าเหล่าชาวตะวันตก ไม่ค่อยคุ้นเคยกับสภาวะจิตใจหรือเปล่า เพราะเขาจะเหมารวมไปทั้งหมดว่าสมอง จริงๆแล้วการใช้สมองวางแผนการเล่นของแต่ละสนาม พิจารณาเลย์เอาท์ของแฟร์เวย์ วางแผนหลบบังเกอร์ที่วางดักไว้ พิจาณาส่วนโค้ง ส่วนเว้าของกรีน การวางแผนการเล่น การวางตัว ดูสภาพลม ดูสภาพหญ้าบนกรีน ขณะเดินก็ต้องสังเกตความลาดเอียงของกรีนไปถึงหลุม ทุกรายละเอียดเป็นสิ่งสำคัญทั้งสิ้น สำคัญมากด้วย..."

  

"...แต่พอตัดมาเป็นช๊อตต่อช๊อตแล้วนั้น สภาพจิตใจ จะเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า...."

นักวิทยาศาสตร์  จะไม่เข้าใจการทำงานของ "ใจ" นะ  เอะอะอะไรก็บอกว่าเป็นเพราะสารเคมีในสมอง  หรือว่าเป็นเพราะอะไรทางกายภาพ ชีวภาพ ไปตามเรื่อง 

จนกระทั่งมีผลการทดลองประเภทที่เอาพระทิเบตที่มีชม.บินการนั่งสมาธิสัก ๑๐,๐๐๐ ชม. มาแปะพวก electrical nodes แล้วตรวจสอบอะไรต่าง ๆ ในคลื่นสมองนั่นแหละ  ถึงจะเริ่มเข้าใจนิด ๆ หน่อย ๆ

แล้วก็อึ้งไป  เพราะพบว่า  การ "แผ่เมตตา" คือการนั่งสมาธิแบบแผ่เมตตาจากพระที่มีชม.บินสูงมาก ๆ นี้น่ะ  สามารถส่งผลเปลี่ยนโครงสร้างทางสารเคมีสีเทา ๆ ในสมองส่วนหน้าได้ด้วยซ้ำ  ในส่วนที่เกี่ยวกับความสุข ความเครียดอะไรสักอย่าง  จำไม่ได้แล้วไม่ได้เรียนหมอ  แต่มีผลวิจัยเซฟไว้ใน bookmark

ที่เจ๋งกว่านั้น  คือสามารถส่ง "ใจ" นี่แหละ  แผ่เมตตาไปเปลี่ยนสารเคมีในสมองคนอื่นที่มีชม.บินการนั่งสมาธิน้อยกว่าตัวเองได้อีกต่างหาก  โห....

จริง ๆ นี่มันแค่สมถะภาวนาน่ะนะ  มันก็แค่นำมาซึ่งความสงบระงับอารมณ์เดียวชั่วคราวเท่านั้น  ยังไม่ได้ไปถึงตัวปัญญาในพุทธศาสนาเลยด้วยซ้ำ

ที่ฝรั่งเขาติดอยู่แค่สมอง  ก็คือ หยุดอยู่แค่ปัญญาสองขั้นแรกในพุทธศาสนาเท่านั้นไง  เขาไม่เข้าใจ  และบางทีไม่ยอมรับด้วย  ในปัญญาขั้นที่ ๓  หรือ ภาวนามยปัญญา  ที่เป็น wisdom ที่จะได้มาจากการเจริญสติล้วน ๆ  ไม่ใช่เรียน อ่าน ฟัง หรือ คิดจินตนาการเอา

ที่แย่ยิ่งกว่านั้น  ก็คือ  ในเมืองพุทธ หรือคนที่คิดว่าเป็นพุทธเองก็ด้วยแหละ  ส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้  คงเป็นเหมือนที่พระพุทธองค์ทรงทำนายไว้นั่นแหละ  มันถึงคราวเสื่อมลงไปทุกทีแล้วน่ะ 

ยิ่งเราไปเห็นตัวอย่างที่ญี่ปุ่นมานะคุณเอ๋  ที่เคยมีการเจริญสติรุ่งเรืองมากเมื่อเกือบพันปีที่แล้ว เราตระหนักชัดเจนเลยที่เคยมีพุทธทำนายว่า  การที่ศาสนาจะเสื่อมลงไปหนัก ๆ ทุก ๆ พันปีนั้น หน้าตามันจะเป็นอย่างไร

พอไปเห็นกับตาแล้วน่ากลัวมากนะ  เหมือนในพระไตรปิฎก  เหมือนที่อ.ศิริพรเคยสอนไว้หลายอย่าง  แต่มันไม่ใช่แค่ที่เราเห็นหรอก  ใจมันสัมผัสได้  ถึงจิตใจคน

ที่ดีก็ดีใจหาย  ที่หยาบกระด้างก็ไม่สามารถรับธรรมะได้เลยแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่ศีลเลยนะ  คำว่าการให้ขั้นพื้นฐาน  คือ การแบ่งปันเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ก็ไม่เข้าใจแล้ว  เพราะถือว่าเป็นสังคมที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้  มีโลภะจริตที่ไม่มีสติเป็นตัวกำกับรู้นำ  อันนี้มีทั้งไทยทั้งญี่ปุ่นเลยนะ  

ว่าแล้วก็ต้องอัญเชิญพระพุทธพจน์ที่เรานึกถึงบ่อยมากพักหลังนี้  มาปิดท้ายอีกครั้งว่า 

"คืนวันล่วงไป ล่วงไป  เธอกำลังทำอะไรอยู่"

อย่างน้อยอยากจะทูลตอบพระพุทธเจ้าให้ได้ว่า  หม่อมฉันกำลังกำลังเจริญสติอยู่.... 

เพราะถ้าไม่เริ่มตอนนี้  ก็เกรงว่าจะสายไปเสียแล้ว....

จ๋อม 

nash
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ คุณ ขจิต กามนิตหนุ่ม,

 

  • อย่าว่าแต่คุณขจิตเลยค่ะ ตัวเองเป็นเพื่อนคุณกันยามาสก็ยังตื่นเต้นเลยค่ะ เพราะปกติเธอจะเป็นคนเขียนอะไรสั้น ๆ กระชับ ๆ
  • แต่พออ่านไปแล้ว ก็จะเข้าใจค่ะ  เพราะประการแรก  เธอมีความรู้ลึกเรื่องนี้จริง ๆ  เคยคุยกับเธอมานาน  เลยกำลังยุ ๆ ให้เธอเปิดบล๊อกของเธออยู่

 

  • ประการที่สอง  คนเราพอได้ฝึกการเจริญสติแล้ว  ยิ่งพอมีกิจกรรมอะไรที่เราได้ใช้ประโยชน์จาก "ทักษะ" ใหม่ที่เราได้ใช้ดูกายใจนี้  เราก็มักจะคุยกันยาว ๆ อย่างนี้แหละค่ะ  ถึงแม้ว่าประโยชน์นี้จะเป็นประโยชน์ทางโลก ๆ  และเป็นเพียงผลพลอยได้ ไม่ใช่เป้าหมายหลักของการเจริญสติ  ที่เราไม่ควรไปติดยึดก็ตาม

 

  • จริง ๆ แล้ว  สมาธิ กับ สติ นั้น ต่างกันน่ะนะคะ  ในพุทธศาสนา สติ กับ สัมปชัญญะ  คือ ธรรมะที่มีอุปการะมาก  อันนี้เป็นข้อสอบนักธรรมโท  ที่คุณขจิตก็คงผ่านมาแล้วใช่ไหมคะ  ทีนี้  สติ นั้น ถ้าเราเจริญอย่างต่อเนื่อง  ก็สามารถเกิดเป็นสมาธิได้เช่นกัน

 

  • ในการฝึกดาบก็เช่นกันค่ะ  สตินั้น สำคัญที่สุด  เหมือนกับที่ในพุทธศาสนาว่า  สติมาแล้วปัญญาเกิดน่ะค่ะ  ในสภาวะที่จะต้องไปต่อสู้กับใครนั้น  ความรู้ตัวทั่วพร้อม   นั้น สำคัญที่สุด  ถ้าไปมี "สมาธิ" ที่จะไปจดจ่ออยู่จุดใดจุดหนึ่งนั้น  มันอันตรายมากกว่าค่ะ  อันนี้มีอยู่ในคัมภีร์ดาบหลัก ๆ หลายเล่ม

 

  • ถ้าจะมีได้  ก็คงเป็นแค่ในระดับขณิกสมาธิ  คือ สมาธิที่คงอยู่ชั่วขณะ

 

  • ชั่วขณะไหน?  ชั่วขณะที่เราเอาใจ หรือ ตัวรู้ หรือ สติเรานี่ล่ะค่ะ เข้าไปกำหนดดูสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงยังไงล่ะค่ะ 

 

  • สิ่งต่าง ๆ ที่ว่านี้คืออะไร

 

  • ถ้าเป็นคอร์สปฏิบัติวิปัสสนา  ก็จะเป็นกายกับใจของเราเฉย ๆ

 

  • ถ้าเป็นการดวลดาบ  ก็จะแถมสถานการณ์แวดล้อมรวม  ๆ เข้าไปด้วย  เช่น สถานที่ ลม ฟ้า อากาศ ทางหนี ทีไล่   การเคลื่อนไหวโดยรวมของสิ่งโดยรอบ  ไม่ใช่แค่ความเคลื่อนไหวของ "คู่ต่อสู้"

 

  • พระเซนองค์ที่ชื่อว่า Takuan Soho  เคยเอ่ยไว้ในตำราฝึกจิตที่คนเอาไปตีความในการฝึกดาบว่า  ถ้าจิตไปจดจ่ออยู่ที่เดียวนาน ๆ เป็นสมาธิ  ไม่มีความรู้ตัวทั่วพร้อมเลย  ถ้าเป็นนักดาบ ก็ตายลูกเดียวน่ะค่ะ 

 

  • สำนวนกระบี่อยู่ที่ใจ  เข้าใจว่าเป็นการเล่นคำของคนแต่งนิยายกำลังภายในของจีนน่ะค่ะ  เพราะก่อนอื่น  กระบี่ นั้น  ไม่ใช่ดาบซามูไร  ลักษณะใบกระบี่จะบางและพริ้ว และมีคมทั้งสองข้าง  ลักษณะการใช้ก็ไม่เหมือนกัน  ความคงทน ความคมอะไรต่าง ๆ ไม่สามารถเทียบเคียงกับดาบซามูไรได้น่ะค่ะ  เป็นอาวุธคนละประเภท  แต่แน่นอน ก็ใช้ตามวัตถุประสงค์การผลิตเหมือนกัน

 

  • ประการที่สอง หลักการสูงสุดของดาบซามูไรนั้น  ในที่สุด  จะต้องฝึกให้ถึงขั้น No Mind น่ะค่ะ  คือ ไร้ใจ  ถ้าเทียบกับทางเถรวาท  ก็คือ  ใจที่ไร้นิวรณ์มารบกวนใด ๆ

 

  • ประการที่สาม  จะนับเป็นประการย่อยก็ได้ ไม่ใช่ประการหลัก  ซามูไรนั้น ฝึก ๆ ไป  เพื่อมุ่งไม่ให้ใช้ดาบ เพื่อมุ่งให้เข้าคลี่คลายสถานการณ์ และรักษาความสงบเรียบร้อยได้ด้วยความมีเมตาและคุณธรรม และด้วยความยุติธรรม ตามหน้าที่ความรับผิดชอบของชนชั้นปกครอง  ดังนั้น  จึงมีปรมาจารย์ดาบของโชกุนสมัยโตกุกาว่าคนหนึ่ง  แต่งคัมภีร์ที่มีหลัก No Sword หรือ ไร้ดาบ เป็นหนึ่งในขั้นสูงสุดออกมาด้วยน่ะค่ะ

 

  • ดังนั้น จากสามข้อนี้  ก็จะเห็นว่า  หลักการ กระบี่อยู่ที่ใจ นั้น  จึงเป็นเพียงความเข้าใจในขั้นพื้นฐานทั่วไป  ซึ่งอาจจะมีที่มาจากหนังสือนวนิยายกำลังภายในที่ผู้แต่งอาจจะอยากเขียนอะไรให้หวือหวาและเป็นไปได้ว่าจีนโบราณอาจจะมีเพลงกระบี่อย่างนั้นจริง ๆ 

 

  • แต่สำหรับวิชาดาบซามูไรนั้น  ถึงแม้ว่าจะมีคำกล่าวที่ว่า  "ดาบกับใจเป็นหนึ่ง"  แต่ก็เป็นเพียงคำกล่าวในเชิงอุปมา อุปไมย ในแง่คุณธรรมที่ลึกซึ้งมากกว่า  เพราะอย่างตัวอย่างที่ยกมานั้น  จะเห็นว่า  ในการสู้จริง  ถ้าใจมัวพะวงถึงดาบ  ก็จะเจ็บ และพ่ายแพ้และตายได้  แต่ในขณะเดียวกัน  ผู้ที่ฝึกการเจริญสติด้วยดาบซามูไร และได้มีโอกาสพัฒนาตัวเองโดยรอบให้มีจิตใจที่ดีขึ้น ในที่สุดแล้ว  แม้นดาบก็ไม่ต้องใช้  นั่นจึงเป็นความหมายนัยยะที่ลึกซึ้งอันแท้จริงของวิชาดาบซามูไรค่ะ  เหมือนที่เซนเซบอกนั่นเองว่า  คือ awareness (สติ ความรู้ตัว) & purpose (ดาบนี้ฟันเพื่ออะไร/ ชีวิตนี้อยู่เพื่อทำอะไร (mission))

 

  • สำหรับเรื่องคนญี่ปุ่นเครียด ฆ่าตัวตายนั้น  ตอบได้อีกยาวค่ะ  แต่สั้น ๆ เลยคือ สามประเด็นนะคะ  ประเด็นแรกได้ตอบไปบ้างแล้วในส่วนที่ตอบคุณกันยามาส นั่นก็คือ  สังคมที่ไม่ได้มีการเจริญสติกันอีกแล้ว ก็ย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาน่ะค่ะ   ประการที่สอง ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีพื้นที่เล็กมาก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร  ความเป็นอยู่ที่หนาแน่นมาก และการที่เขาให้ความสำคัญกับสังคมมากด้วยนี่ตามวัฒนธรรม  โรคเครียดเพราะสังคมบีบคั้น  ก็รุนแรงกว่าที่อื่นมั้งคะ  ประกอบกับโรคเลียนแบบก็เยอะ  ก็เลยไปกันใหญ่  ประการสุดท้าย  ทุก ๆ ที่ก็มีคนที่เป็นทุกข์ และฆ่าตัวตายค่ะ  ไม่ใช่เฉพาะที่ญี่ปุ่น  แต่เนื่องจากอย่างที่บอกว่า ประชากรเยอะ พื้นที่น้อย  เลยเห็นชัดมาก  เอาง่าย ๆ มีพื้นที่แค่ประมาณ รัฐเดียวของอเมริกาเห็นจะได้  แต่มีประชากรถึงครึ่งหนึ่งของอเมริกา  ยั้วเยี้ย แออัดมากค่ะ  แค่คิดเรื่องการเป็นอยู่แออัดอย่างนี้  ก็เครียดแล้วนะคะ ไม่ต้องอะไรมาก

 

  • ป.ล.  ภาพนี้สงวนลิขสิทธิ์นะคะ แหะ ๆ ลงยันต์เอาไว้แล้ว  ถ้าใครเอาไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตระวังผีญี่ปุ่นตามไปหักคอ ฮิ ๆ

 

ขอบพระคุณที่ตามมาทักทายเสมอค่ะ  ถ้าคุณขจิตไม่แวะมาบ่อย ๆ คงจะเหงาแย่

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร

nash
เขียนเมื่อ 

คุณ ดอกแก้ว คะ,

 

ขอบพระคุณมากเลยค่ะที่อุตส่าห์แวะมา  คุณดอกแก้วจะต้องเหนื่อยมากแน่ ๆ ทำหน้าที่รับแขกที่บล๊อกตัวเองก็เยอะแล้ว  และต้องตามไปเยี่ยมบล๊อกแขกต่าง ๆ อีก 

 

โถ....อุตส่าห์ถือกระดาษมาจดด้วย  ไม่ต้องเลยนี่  เรียนกับเซนเซไม่ต้องจดค่ะ  เซนเซชอบให้เรียนรู้จากธรรมชาติเหมือนคุณดอกแก้วนี่แหละ  ไปเดินดูต้นไม้  แล้วลองหยิบกิ่งไม้เล็ก ๆ ทำท่าชี้ฟ้าเล่นก็ได้ค่ะ ฮิ ๆ

 

มองไปที่ปลายกิ่งไม้  ให้หลังตรง ๆ นะคะ  ยืนใต้ต้นไม้ใหญ่ยิ่งดี  หายใจเข้าลึก ๆ นิ่ง ๆ สบาย ๆ ไม่ต้องคิดอะไร  ดูฟ้าใส ๆ  แล้วก็กำหนดรู้ ดูตามความเป็นจริงตามนั้น

 

ฟังเสียงนกร้องที่เด็กรักป่านี่  ท่าทางจะได้หลายเสียงดีนะคะ

 

เมื่อยเมื่อไหร่ก็ค่อยเอาลงช้า ๆ ค่ะ  นั่นล่ะค่ะ วิธีเรียนของเซนเซ  ท่านไม่ค่อยอธิบาย  สงสัยค่อยถาม  ท่านชอบให้เรียนด้วยกายกับใจจากธรรมชาติน่ะค่ะ

 

แล้วแวะมาใหม่นะคะ

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร

nash
เขียนเมื่อ 

คุณ กลุ้มใจ คะ,

 

เชื่อว่าทุกคนก็คงต้องมีอารมณ์นี้น่ะค่ะ  ตัวเองก็เป็นอยู่บ่อย ๆ  มากบ้าง น้อยบ้าง  ที่ดีที่สุดก็คือต้องกำหนดแล้วก็เรียนรู้จากตรงนั้นไปให้ได้  โดยไม่ต้องคาดหวังอะไรกับมัน

 

ที่บอกว่า กำหนด "ไม่ได้" แล้วยิ่งหงุดหงิด  ก็เพราะไปคาดหวังว่าจะต้องให้ "ได้" อะไรอย่างนั้นใช่ไหมคะ

 


"ได้" อะไรล่ะคะ?

 

จริง ๆ แล้ว  มันได้อยู่แล้วล่ะค่ะ ทุกทีที่กำหนด

 

ได้อะไร คงไม่ต้องขยายมาก  เพราะถ้าผ่านคอร์สเดียวกันมาแล้ว คุณคงทราบใช่ไหมคะ

 

กำหนดปุ๊บก็ได้สติเลย อย่างแรก อันนี้ไม่แปลก

 

ต่อเนื่องหน่อย  ก็เห็น "ความเปลี่ยนแปลง"

 

นั่นไงคะ  อารมณ์ที่แย่ ๆ มันก็เริ่มหายไปแล้ว

 

คงไม่ต้องบอกว่า  สติ เป็นกุศล และหนึ่งครั้งที่กำหนด ตัดไป ๗ ภพ ๗ ชาติ  ตามพระไตรปิฎกว่าไว้

 

นี่ได้เยอะแล้วนะคะเนี่ย

 

แต่ยามที่มันไม่ไหวจริง ๆ  ก็ใช้อุบายย้ายจิตชั่วคราวก็ได้ค่ะ

 

กำหนดฐานใจไม่ไหว  ก็มาฐานกาย

 

อันนี้แนะนำจากส่วนตัวน่ะนะคะ  คงต้องลองไปปรับกันเอง

 

ย้ายมาทำอะไรก็ได้กับฐานกาย  เยอะแยะไปค่ะ

 

จะมา กำหนอ เหยียดหนอ ก็ได้ค่ะ ง่ายสุด 

 

แต่ต้องกำแรง ๆ เหยียดแรง ๆ นะคะ ช้า ๆ ด้วย

 

แต่ไม่ใช่ กำหนอ ไปหนอ ชกหนอ เปรี้ยงหนอ
ถูกหนอ นะคะ ฮิ ๆ

 

การหาอุบายย้ายจิต  ไม่ค่อยอยากจะให้ใช้ทำประจำค่ะ  เดี๋ยวจะเคยตัว แล้วแย่เหมือนข้าพเจ้า

 

คือเอะอะอะไร  เจออารมณ์ที่ไม่ชอบ  ไม่ว่าจะใน หรือ นอกห้องกรรมฐาน  ก็จะหาอะไรที่ชอบเสวยอารมณ์ทันที

 

เวลาปฏิบัติธรรมจริง ๆ มันจะไม่ค่อยไปถึงไหนไงคะ  มันมัวแต่เพลิดเพลินเจริญใจ ชมนก ชมไม้ อย่างที่อาจารย์ศิริพรชอบเตือนไว้นั่นแหละค่ะ

 

ที่ดีที่สุด  คือ อะไรเกิดขึ้น ก็ต้องให้กำหนดรู้ ดูไปตามความเป็นจริงน่ะค่ะ

 

เพราะอะไรทราบไหมคะ

 

เพราะยิ่งขยันกำหนดบ่อย ๆ  ภูมิคุ้มกันก็จะดีขึ้น  เหมือนไปฉีดวัคซีนน่ะค่ะ  ใช่ไหมคะคุณหมออนิศรา (รีบหาพวก)

 

ทีนี้ สุขภาพใจก็จะแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ  อีกหน่อย  พอมีทุกข์ลักษณะเดียวกันมาเยือนอีก  มันก็ทำอะไรเราไม่ค่อยได้แล้วล่ะค่ะ

 

นั่นก็คือ  เราจะสามารถกำหนดดู  กำหนดรู้ได้อย่างไม่เดือดร้อนแล้วเท่าไหร่นั่นเอง

 

คิดว่า คุณกลุ้มใจ เป็นโยคีเก่า  ที่ผ่านการปฏิบัติมาหลายครั้งแล้ว  และก็ยังกลับไปกลุ้มใจด้วยเรื่องเก่า ๆ น่ะค่ะ ใช่ไหมคะ?

 

แล้วก็จะชอบพูดกับตัวเองด้วยว่า  ทำไมเป็นอย่างนี้ทุกที   ยอมแพ้ ถอดใจไปกลางคัน

 

พอคิดว่า ทำ "ไม่ได้" ก็ไม่ยอมทำไปเสียอย่างนั้น

 

เหมือนกับว่า  คิดว่าที่เดินจงกรมน้อย ก็เลยพาลไม่เดิน

 

ไม่ได้นะคะ  การเจริญสติ หรือการเดินจงกรมนั้น สำคัญกว่าการนั่งสมาธิเสียอีก  โดยเฉพาะเวลาฟุ้งซ่านอย่างนี้  ลุกขึ้นเดินเลยค่ะ  ห้ามนั่ง!

 

อ้าว ตายจริง เลยกลายเป็นมาดุโยคีบนบล๊อกเสียแล้ว ฮิ ๆ  ชักติดนิสัยเซนเซ

 

ลองดูนะคะ   จะเอาใจช่วยค่ะ

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร

nash
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ คุณหมอ อนิศรา ที่น่ารัก,

 

ขอบพระคุณมาก ๆ ค่ะ ที่แวะมา  ยิ่งอ่านบล๊อกของหมอ  ยิ่งรู้สึกว่าคุณหมอน่ารักมาก 

 

ขอบพระคุณมากค่ะที่แวะมาแชร์ประสบการณ์เรื่องตีแบด นั่นคื่อการเจริญสติชัดเจนเลยนะคะ  โดยเฉพาะเรื่องไม่เหนื่อยนี่ ใช่เลย

 

และเรื่องเดินเตะโต๊ะจนเห็นดาวเห็นเดือน ฮิ ๆ  เราต้องดวงคล้ายกันอย่างแรงเลยค่ะคุณหมอ  เพราะเรื่องเตะโต๊ะเวลาสติเผลอนี่ เป็นประจำ  จนคุณแม่กลุ้มใจ

 

อ่านที่ทุก ๆ ท่านเขียนเรื่องการเจริญสติในชีวิตประจำวัน  แล้วก็นึกเหมือนคุณหมอค่ะ  คือ นึกขอบคุณอาจารย์ทั้งสองท่าน  แล้วก็นึกดีใจที่ได้เจอกัลยาณมิตรอีกครั้ง 

 

แล้วก็นึกอยากชวน ๆ ให้คนมาเขียนเป็น Blog Testimonial กัน เพราะแต่ละท่านนี่ทำงานกันแต่ละอย่างเลย  คงจะน่าสนใจมาก ถ้าได้มารวมกันเป็นแพลนเน็ต  เป็น Blog Ring อะไรทำนองนี้  เพราะมันสามารถแลกเปลี่ยน tips กันได้จริง ๆ นะคะ  ในการเอาการเจริญสติไปใช้ในชีวิตประจำวันทั้งงานและครอบครัวของฆราวาสเนี่ย

 

แล้วคุยกันใหม่นะคะคุณหมอ  จะรออ่านบล๊อกคุณหมออีกค่ะ  สนุกและได้ความรู้ ได้ข้อคิดที่สุดเลยค่ะ

 

ณัชร

กลุ้มใจ
IP: xxx.123.128.209
เขียนเมื่อ 

ชอบมาอ่านคุณณัชรและเพื่อนๆคุยกันค่ะโดยเฉพาะคุณหมออนิศรา

รู้สึกเป็นคู่สนทนาที่ทำให้คนอ่านพลอยมีความรู้และสนุกไปด้วย

สติปัญญาและความสามารถทัดเทียมกันเลยอ่านยิ่งสนุกใหญ่

เวลาเครียดๆหงุดหงิดชอบมาอ่านค่ะ

อันที่จริงก็ไม่ได้เครียดเรื่องอะไรหรอกนะคะ  แต่เป็นคนไม่ได้อย่างใจก็ไม่สบายใจ

มีความรู้สึกว่าการปฎิบัติเป็นเรื่องสำคัญสำหรับตัวเองมากพอไม่ได้ผลอย่างที่คาดไว้ก็เสียใจ

ตอนนี้กำลังสับสนทางจิตใจว่าควรจะทำอย่างไรดี

นี่เครียดมากๆไม่สบายใจเลยพาลชักจะไม่เอาแล้วหนีไปดูหนังดีกว่า  แย่จังค่ะ  ท้อใจง่ายแถมชอบหนีอีกไม่ไหวๆ

  • บันทึกนี้....ชอบค่ะ 
  • อยากเห็นเซนเซดาบภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai  คงเท่ห์น่าดู.....
  • รู้กาย รู้เวทนา รู้จิต รู้ธรรม เรารู้ทั้ง 4 อย่างนี้ทำให้เรามีสติค่ะ
  • ขอบคุณค่ะ

    เข้าใจคุณกลุ้มใจนะคะ หมอเองก็เป็นเหมือนกัน อยากให้ทุกอย่างได้อย่างใจ คิดว่าคนอื่นก็คงคล้ายๆกันค่ะ ตอนใหม่ๆเวลาไปฝึกทีไร จะคาดหวังสูงมาก 555ประมาณอยากฝึกสติให้ได้แบบตลอดไม่หลุดเลย อยากได้คะแนนเต้มว่างั้นเหอะ555เลยจะเครียดทุกครั้ง มันตึงเกินไปหนะค่ะ เคยมีคนที่เข้าปฏิบัติด้วยกัน(เราเรียกว่า โยคีค่ะ อันนี้เผื่อท่านอื่นมาอ่านเดี๋ยวจะงง)บอกว่า หมอจะคิ้วขมวดตลอด555 ปานนั้นๆๆ ฮ่าฮ่าฮ่า

    ตอนนี้เลยคิดใหม่ค่ะ คิดว่าเก็บสะสมแต้มไป วันนึงแต้มถึงก็รู้เองค่ะ สอบตกก็เอาใหม่ๆ ผิดเป็นครู พูดถึงการกำหนดฐานใจหมอก็ตกประจำนะคะคุณกลุ้มใจ เพราะแค่ กลุ้มใจหนอนี่ บางทียังไม่รู้ตัวเลยค่า 555

    ปล.คอมเม้นต์นี้ มีเลข5 กี่ตัวคะ

   

       อาจารย์แวะมาตรวจงานลูกศิษย์ ว่ายังขยันเขียนอยู่รึปล่าว

      พบว่ายังขยันเป็นปกติและยาวเป็นปกติ(ของเธอ)

      หากพบตัวจริงจะเห็น(ฟัง)ว่า พูดเร็วและยาวได้อีกด้วย

     แต่...อาจารย์ชอบเรื่องซามูไรนะ เขียนบ่อยๆเพราะไม่ค่อยมีผู้รู้(จริง)เรื่องนี้

     โดยเฉพาะเอามาเทียบกับหลักการเจริญสติ

nash
เขียนเมื่อ 

(สะดุ้งโหยง) 

 

อุ๊ย...อาจารย์..ทำไมมาเร็วอย่างนี้คะ  ราวกับจุดธูป  หนูเพิ่งเดินต้วมเตี้ยมไปหย่อนซองถึงอาจารย์ในช่องถามอาจารย์  ปรากฏว่ากลับมาหน้าบ้าน เอ๊ย หน้าบล๊อก  เจออาจารย์มาตอบแ้ล้ว

 

ขอบพระคุณค่ะ ที่แวะมาตรวจงาน

 

และขอโทษด้วยค่ะ  ที่เขียนยาวไป  

 

ไม่รู้จะทำยังไงดีเหมือนกันน่ะค่ะ  แก้ลำบากจริง ๆ

 

มันคงเป็นนิสัยที่ติดมาหลายชาติ

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร 

 

  • กลัวผีญี่ปุ่น
  • จะเหมือนผีจีนไหม ประภทว่ากระโดด มา ก๋อยๆๆๆ
  • เป็นผีจีนโบราณสมัยราชวงศ์อะไรไม่ทราบ
  • ท่านอาจารย์พิชัยมาเร็วจริงๆ
อนุเซน รินไซ
IP: xxx.123.110.115
เขียนเมื่อ 

"......................................................."ครับ ขอบคุณ

     เอ่อ..อ้า..ไปๆมาๆจะยุให้เขียนบลอกซะละ ผมเป็นพวกเซนหัวรุนแรงนะ เกรงว่าถ้าเขียนอะไรไปแล้วไม่เข้าท่าเพราะปัญญายังไม่ถึง จะเป็นการไม่ไห้เกียรติชาวบลอกน่ะสิ อีกอย่างความรู้ผมยังไม่ถึงขั้นหรอก อย่ายุเลย

อนิศรา
IP: xxx.25.45.64
เขียนเมื่อ 
      อ่านมาถึงเซนหัวรุนแรง ยิ่งอยากรู้ใหญ่เลยค่ะ ขนาดคอมเม้นต์ยังเข้าท่าขนาดนี้ แล้วเขียนบลอกปัญญาท่านจะไม่ถึงได้อย่างไรคะ ท่านอนุเซนจะไม่ลูดองๆ ลองดูสักนิดเลยเหรอคะ......น้า(ติดใจคะ....น้าของคุณณัชร มากเลยค่ะ แต่ก็ชอบผักกาดด้วยเหมือนกันน้า......)
pich
IP: xxx.120.168.212
เขียนเมื่อ 

เอ่อ ขอโทษนะครับ

คือผมสนใจศิลปะการป้องกันตัวแบบ kenjutsu อ่าคับ

ไม่ทราบว่าหาเรียนได้ที่ไหนบ้างหรอคับ

แล้วค่าใช้จ่ายนี่ประมาณเท่าไร

คือผมยังเด้กอ่าคับ เพิ่งม. 4 เอง ไม่ทราบว่าจะไหวรึเปล่า